พระที่นั่งราชฤดี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระที่นั่งราชฤดี ภายในหมู่พระมหามณเฑียร

พระที่นั่งราชฤดี ก่อสร้างขึ้นหลายครั้ง ตั้งอยู่ที่ชานชาลาทางด้านทิศตะวันออกของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน องค์แรก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นที่ประทับว่าราชการ เป็นตึกอย่างฝรั่งสองชั้น ภายในโถงตอนกลางยกพื้นสูง มีพระแท่นองค์ประธานอยู่ระหว่างเสา มีประตูรับเสด็จขึ้น หมู่พระมหามณเฑียรจากพระที่นั่งองค์นี้ทางหอพระสุราลัยพิมาน โปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่จัดแสดงสิ่งของนานาชาติ ส่งเข้ามาถวายมาเป็นพระราชไมตรีมาตั้งให้ทูตานุทูต พระราชอาคันตุกะ ตลอดจนข้าราชละอองธุลีพระบาทได้ชม ถือได้ว่าพระที่นั่งองค์นี้ เป็นต้นกำเนิดพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของไทย เมื่อสร้างพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ในพระอภิเนาว์นิเวศน์ จึงย้ายของไปไว้ที่พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์แทน

เมื่อพระที่นั่งราชฤดีทรุดโทรมมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อแล้วปลูกเป็นเก๋งจีน ครั้นเมื่อทรุดโทรมอีก จึงให้รื้อไป และนำนามพระที่นั่งที่ไปพระราชทานเป็นนามพระที่นั่งโถงในพระราชวังดุสิตแทน หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ในบริเวณพระที่นั่งราชฤดีเดิม สำหรับสรงน้ำในพระราชพิธีต่าง ๆ พระราชทานนามว่า "พระที่นั่งจันทรทิพโยภาส" ต่อมา ได้มีประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2466 ให้เปลี่ยนพระนามเป็น "พระที่นั่งราชฤดี" (ส่วนพระที่นั่งราชฤดีภายในพระราชวังดุสิต เปลี่ยนเป็น "ศาลาสำราญมุขมาตยา")[1]

พระที่นั่งราชฤดีมีลักษณะเป็นอาคารทรงไทยแบบพลับพลาตรีมุข เป็นพระที่นั่งโถง ยกพื้นสูง 70 เซนติเมตร ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้งปิดอง หลังคามุงกระเบื้องดินเผาเคลือบสี หน้าบันเป็นไม้จำหลักลายรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ มีกระหนกก้านขดหัวนาคเป็นลายประกอบบนพื้นกระจกสี มีชานยื่นเลยจากองค์พระที่นั่งสองด้าน ด้านเหนือเป็นที่สำหรับพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าเสด็จฯ ออกทรงประกอบพิธีสังเวยเทพยดา ด้านทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งแท่นสรงพระมูรธาภิเษกสนาน

ในรัชกาลที่ 9 เมื่อพ.ศ. 2506 ทรงทำพิธีสรงมูรธาภิเษก ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 3 รอบ ณ พระที่นั่งราชฤดีองค์นี้

อ้างอิง[แก้]

บรรณานุกรม[แก้]

  • สำนักพระราชวัง. พระบรมมหาราชวัง. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, พ.ศ. 2547. 331 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-8274-98-5