ข้ามไปเนื้อหา

หอไตร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก หอพระมณเฑียรธรรม)
หอไตรภายในวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

หอไตร หมายถึงอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะเป็นหอสูงสำหรับเก็บคัมภีร์พระไตรปิฎกหรือหนังสือธรรมทางพุทธศาสนา เรียกว่า หอพระไตร ก็มี หอพระธรรม ก็มี หากเป็นหอไตรที่สร้างในเขตพระราชฐานจะเรียกว่า หอพระมณเฑียรธรรม

หอไตรใช้เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลานที่จารึกคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่าพระไตรปิฎก หรือจารึกความรู้เรื่องอื่น ๆ เช่น เรื่องตำรายาโบราณ วรรณคดีโบราณ เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นของสูง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ และหาได้ยาก และนิยมสร้างไว้กลางสระน้ำในวัด ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มดปลวกและแมลงสาบขึ้นไปกัดแทะทำลายคัมภีร์เหล่านั้น ส่วนใหญ่นิยมสร้างเพื่อมุ่งบุญกุศลเป็นสำคัญ ด้วยถือคติว่าสร้างไว้เก็บรักษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ จึงนิยมสร้างอย่างวิจิตรงดงาม มีรูปทรงพิเศษแปลกตาด้วยฝีมือที่สุดยอดในยุคสมัยนั้น ๆ

ประวัติ

[แก้]

มูลเหตุและหลักฐานการสร้างที่เก็บพระไตรปิฎก

[แก้]
Pitakataik ในพุกาม

มูลเหตุการสร้างหอไตรมาจากการสังคายนาเพื่อรวบรวมพระธรรมวินัย โดยในครั้งแรก ๆ ยังไม่มีการเขียนเป็นตัวหนังสือเช่นในครั้งแรกสุดซึ่งทำกันครั้งแรกหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ 7 วัน เมื่อมีการสังคายนาเป็นครั้งที่ 2 ที่กรุงเวสาลี แคว้นมคธ ก็ยังไม่ปรากฏจดลงเป็นลายลักษณ์อักษร สำหรับการสังคายครั้งที่ 3 มีการจารึกพระธรรมภาษามคธลงบนศิลา การจารึกบนศิลาก็เพื่อให้คนอ่านจึงไม่จำเป็นต้องสร้างที่เก็บพระธรรม จนล่วงมา พ.ศ. 433 ซึ่งถือเป็นการสังคายครั้งที่ 2 ในลังกา มีการเขียนพุทธวจนะลงในใบลาน แต่ก็ยังไม่พบการเก็บรักษาพระไตรปิฏกให้คงทนถาวร[1]

การสร้างที่เก็บพระไตรปิฎกปรากฏครั้งแรกในอินเดียในการสังคายนาครั้งต่อมาซึ่งเป็นการสังคายนาในนิกายมหายาน พระเจ้ากนิษกะประสงค์ให้จารึกพระธรรมลงในแผ่นทองแดงแล้วบรรจุในหีบอย่างดี นำไปเก็บรักษาไว้ในปราสาท ได้สร้างที่เก็บคัมภีร์ไว้โดยเฉพาะ จึงอาจกล่าวได้ว่ามีการสร้างหอไตรขึ้นอย่างน้อยในสมัยพระเจ้ากนิษกะ แต่จะเรียกชื่ออย่างไรก็ไม่อาจทราบ อาจเป็นสถูปหรือเจดีย์ ในโบราณสถานของเขมรที่สร้างขึ้นเพื่อพระพุทธศาสนา มีการสร้างอาคารที่เรียกว่า หอสมุดหรือบรรณาถาร (Bibliothegue) เช่น ที่พิมาย ในพม่าในสมัยพระเจ้าอโนรธามังช่อ (พ.ศ. 1557–1620) มีการสร้างหอไตรที่เรียกว่า Pitakataik

สยาม

[แก้]

ในประเทศไทยในสมัยสุโขทัย สถานที่ที่เหมาะสมในการเก็บพระไตรปิฎกคือพระราชมณเฑียรในพระราชวัง ส่วนที่วัดต่าง ๆ คงมีการสร้างอาคารเก็บไว้ทุกวัด แต่อาจสร้างด้วยวัสดุไม่คงทนจึงสูญหายไม่หลงเหลือถึงปัจจุบัน ในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมการสร้างที่เก็บพระไตรปิฎกในพระราชวังเช่นเดียวกัน เรียกว่า หอพระมณเฑียรธรรม

การสร้างหอไตรปรากฏหลักฐานในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถเมื่อครั้งสร้างวัดวรเชษฐาราม ตามพงศาวดารระบุว่า

สร้างพระวรเชษฐารามรามมหาวิหารอันรจนาพระพุทธิปฏิมามหาเจดีย์ บรรจุพระสารีริกธาตุสำเร็จ กุฎีสถานปราการสมด้วยอรัญวาสี แล้วก็สร้างพระไตรปิฎกธรรมจบบริบูรณ์ทั้งพระบาลีอรรถกถาฏีกาคันถีวีวรณ์ทั้งปวง จึงแต่งหอพระสัทธรรมเสร็จ ก็นิมนต์พระสงฆ์อรัญวาสีผู้ทรงศีลาทิคุณอันวิเศษมาอยู่ครองพระวรเชษฐารามนั้นแล้ว ก็แต่งขุนหมื่นข้าหลวงไว้สำหรับอารามนั้น แล้วจำหน่ายพระราชทรัพย์ไว้ให้แต่งจตุปัจจัยไทยทาน ถวายแก่พระสงฆ์เป็นนิจกาล แล้วให้แต่งฉทานศาลา แล้วประสาทพระราชทรัพย์ให้แต่งโภชนาหารจังหันถวายแก่ภิกษุสงฆ์ เป็นนิตยภัตรรับมิได้ขาด[2]

หอไตรสมัยอยุธยาที่หลงเหลือเช่น หอไตรเครื่องไม้ทรงโรงที่สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ปัจจุบันถูกผาติกรรมมาไว้ที่วังสวนผักกาด และหอไตรที่วัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี[3]

ในสมัยรัตนโกสินทร์ยังคงสืบทอดการสร้างหอพระมณเฑียรธรรม การสร้างหอไตรก็สืบต่อจากโบราณ

ล้านนา

[แก้]

ปรากฏร่องรอยการสร้างสถานที่เก็บคัมภีร์มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 สมัยหริภุญไชย เมื่อเข้าสู่สมัยราชวงศ์มังรายปกครองล้านนาจึงปรากฏหลักฐานการสร้างหอไตรครั้งแรกในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984–2030) คือ หอไตรวัดสวนดอก พ.ศ. 2011 และหอไตรวัดเจ็ดยอด พ.ศ. 2020[4]

ส่วนหลักฐานการบันทึก ในศิลาจารึกพบคำเรียกหอไตรว่า "หอปิฎก" จำนวน 4 หลัก เป็นจารึกในช่วง พ.ศ. 2031–2046, พบคำว่า "พระธรรม มณเฑียร" จำนวน 1 หลัก ใน พ.ศ. 2052, พบคำว่า "ปีฎกฆระ" จำนวน 1 หลัก ใน พ.ศ. 2124, พบคำว่า "หอธรรมปิฎก" จำนวน 1 หลัก ใน พ.ศ. 2355  และพบคำว่า "โรงธรรม" จำนวน 1 หลัก ใน พ.ศ. 2523 ส่วนเอกสารโบราณ ในตำนานมูลศาสนา (แต่งใน พุทธศตวรรษที่ 21) พบมีการใช้คำาว่า "หอปิฎก" ในชินกาลมาลีปกรณ์ (ในรัชกาลพระเมืองแก้ว) พบคำว่า "หอไตร"[4]

ลักษณะ

[แก้]

หอไตรมีทั้งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ตั้งหรือที่เก็บพระไตรปิฎกสําหรับเคารพบูชาและหอไตรที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยเช่นเป็นที่สำหรับพระสงฆ์ได้นั่งอ่านหรือคัดลอกพระธรรมคำสอนเพิ่มขึ้นด้วย

หอไตรมักสร้างในเขตสังฆาวาสเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะหอไตรประเภทที่สร้างขึ้นเพื่อนั่งศึกษาและคัดลอกพระไตรปิฎก แต่บางวัดก็สร้างในเขตพุทธาวาส ซึ่งอาจเป็นเพราะมีความมุ่งหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่าประโยชน์ใช้สอย โดยเฉพาะวัดในแถบล้านนา หรือสร้างในรอยต่อระหว่างเขตพุทธาวาสกับสังฆาวาส เช่น วัดพระสิงห์ วัดพระธาตุหริภุญชัย และวัดเชียงมั่น เป็นต้น

ส่วนตำแหน่งผังของหอไตรไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว อาจวางไว้หน้าวัด ข้างเจดีย์ ข้างศาลาการเปรียญ ฯลฯ จำนวนการสร้างหอไตรอาจขึ้นอยู่กับจำนวนพระราชาคณะของวัดนั้นด้วย เช่นหากมีพระราชาคณะ 2 รูป ก็สร้างหอไตร 2 หอ เช่น วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดชัยชนะสงคราม

หอไตรมีการสร้างในหลายรูปแบบด้วยวัสดุต่าง ๆ ทั้งเครื่องไม้ เครื่องก่อ และแบบผสม หากเป็นหอไตรเครื่องไม้ มักจะสร้างไว้กลางสระน้ำเพื่อป้องกันแมลงต่าง ๆ เช่นมด ปลวง ขึ้นไปกัดกินพระธรรมซึ่งเป็นกระดาษหรือใบลานใบข่อย สะพานที่พาดจากฝั่งก็ทำแบบชักเก็บได้ ส่วนหอไตรชนิดเครื่องก่อสามารถสร้างบนบกได้ หอไตรแบบผสมเครื่องไม้เครื่องก่อจะทำเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นเครื่องก่อ ชั้นบนเป็นเครื่องไม้ การป้องกันแมลงทําได้ง่ายเช่นกันจึงสร้างไว้บนบก[5]

หอไตรในภาคอีสานนิยมทำเป็นเครื่องไม้ทั้งหลัง โดยมีผังพื้นเรือนเป็นรูปสี่เหลี่ยมปลูกสร้างอยู่กลางสระน้ำ[6] ส่วนเอกลักษณ์ของหอไตรล้านนาคือ การสร้างอาคารด้วยหอสูงสองชั้น บนแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชั้นล่างทำเป็นห้องทึบก่ออิฐถือปูน ไม่มีบันไดทางขึ้นสู่ชั้นบน ทั้งภายนอกและภายใน หากจะขึ้นต้องใช้บันไดมาพาดแล้วปีน ส่วนชั้นบนนิยมทำด้วยเครื่องไม้แกะสลัก มีการประดับตกแต่งผนังอาคารด้านนอกด้วยลวดลายปูนปั้น ไม้แกะสลักและลายรดน้ำ ปิดทองล่องชาด ลวดลายแบ่งได้ 3 กลุ่มคือ กลุ่มเทวดายืนพนมกรถือดอกบัว กลุ่มลายหม้อดอก และกลุ่มสัตว์หิมพานต์[7]

ประเพณีที่เกี่ยวกับหอไตร

[แก้]

ชาวล้านนาโบราณมี ประเพณีตากธรรม  ทำในช่วงก่อนเข้าพรรษาของทุกปี ตรงกับเดือน 9 เหนือ หรือเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม เรียก ประเพณีตากธรรม และช่วงออกพรรษาในเดือนยี่เป็ง หรือเดือนพฤศจิกายน เรียก ประเพณีตั้งธรรมหลวง   ชาวล้านนาจะนำคัมภีร์ใบลานที่เก็บไว้ในหอไตรออกมาผึ่งลมหรือตากลม ในขณะที่พระภิกษุสามเณรจะช่วยกันคัดเลือกคัมภีร์ธรรมชาดกต่าง ๆ ปัจจุบันมีการรื้อฟื้นประเพณีเช่น มีวัดสูงเม่น ในจังหวัดแพร่ และวัดน้ำบ่อหลวง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น[4]

ระเบียงภาพ

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. บุบผา เจริญทรัพย์. "หอไตร" (PDF). มหาวิทยาลัยศิลปากร.
  2. "วัดวรเชษฐาราม".
  3. "หอไตร หอธรรม : ทะเลแห่งความรู้" (PDF). p. 24.
  4. 1 2 3 ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี, สถาพร จันทร์เทศ, ธนิกานต์ วรธรรมานนท์. "ไม่เห็นคุณค่าก็กลายเป็นถังขยะ: บทวิเคราะห์คุณค่าหอไตรล้านนา". ดำรงวิชาการ.{{cite web}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  5. "หอไตร" (PDF).
  6. ติ๊ก แสนบุญ. "หอไตรไท-อีสาน". ศิลปวัฒนธรรม.
  7. จักรพงษ์ คำบุญเรือง. "รูปแบบของ "หอไตรในล้านนา"". เชียงใหม่นิวส์.