ป้อมอัครา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ป้อมอัครา *
Agrafortushnish1.jpg
ประตูทางเข้า
ประเทศ เมืองอัครา
รัฐอุตตรประเทศ
ธงของประเทศอินเดีย อินเดีย
ประเภท มรดกทางวัฒนธรรม
เกณฑ์พิจารณา (iii)
ประวัติการขึ้นทะเบียน
ขึ้นทะเบียน 2526 (คณะกรรมการสมัยที่ 7)
สคริปต์ลูอาผิดพลาด ใน มอดูล:Location_map บรรทัดที่ 389: Minutes can only be provided with DMS degrees for longitude

ป้อมอัครา (อังกฤษ: Agra Fort, ฮินดี: आगरा का किला, อูรดู: แม่แบบ:Nastaliq‎) เป็นอนุสรณ์สถานสำคัญ และมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ตั้งอยู่ที่เมืองอัครา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย โดยอยู่ห่างจากอีกหนึ่งอนุสรณ์สถานสำคัญที่อยู่ใกล้เคียง คือ ทัชมาฮาล เป็นระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร ป้อมอัครานั้นถือเป็นเมืองขนาดเล็กๆที่ห้อมล้อมด้วยป้อมปราการอันใหญ่โต

ประวัติ[แก้]

เดิมทีป้อมอัครานั้นเป็นเพียงป้อมปราการที่สร้างขึ้นด้วยอิฐ โดยราชบุตรแห่งวงศ์ศิกวะ (Sikarwar) โดยหลักฐานแรกที่พบนั้นย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1080 จากการยึดครองของกองทัพของวงศ์กัสนาวิท (Ghaznavide) ต่อมาสุลต่านแห่งเดลี องค์ที่ 1 "สิกันดร โลดิ" (Sikandar Lodi) ได้ย้ายมาประทับและปกครองแคว้นที่ป้อมแห่งนี้แทนกรุงเดลี และเปรียบอัคราดั่งเมืองหลวงแห่งที่สอง พระองค์สิ้นพระชนม์ลงในปีค.ศ. 1517 โดยมีรัชทายาท คือ อิบราฮิม โลดี (Ibrahim Lodi) เป็นผู้ครองนครต่อ โดยยังประทับอยู่ที่ป้อมนี้เป็นเวลาถึง 9 ปีจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในยุทธการแห่งปณิปัต (Battle of Panipat) ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีการก่อสร้างพระราชวังภายในป้อมหลายแห่ง รวมทั้งบ่อน้ำต่างๆ และมัสยิดด้วย

พระเจ้าเหมจันทร์วิกรมทิตย์ ซึ่งตีอัคราสำเร็จในปีค.ศ. 1553 และอีกครั้งหนึ่งในปีค.ศ. 1556 ต่อกองทัพของสมเด็จพระจักรพรรดิอักบัร

ภายหลังจากยุทธการแห่งปณิปัตในปีค.ศ. 1526 กองทัพโมกุลได้ยึดครองป้อมอัคราและยึดครองสมบัติอันมหาศาล รวมถึงเพชรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งต่อมารู้จักกันในนามว่า "โกห์-อิ-นูร์" (Koh-i-Noor) สมเด็จพระจักรพรรดิบาบูร์ พำนักอยู่ในพระราชวังอิบราฮิม และสร้างขั้นบันไดลงไปในบ่อน้ำ หรือเรียกว่า "เบาลี" (Baoli) ต่อมาสมเด็จพระจักรพรรดิหุมายุน ได้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกภายในป้อมแห่งนี้ในปีค.ศ. 1530 และต่อมาได้ทรงพ่ายแพ้แก่เชอร์ชาห์สุรี (Sher Shah Suri) ในปีค.ศ. 1540 ป้อมอัคราจึงตกเป็นของเชอร์ชาห์สุรีจนกระทั่งปีค.ศ. 1555 เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิหุมายุนได้ยกทัพกลับมาตีป้อมคืนได้สำเร็จ ต่อมาได้ทรงพ่ายแพ้แก่กองทัพของกษัตริย์ฮินดู พระนามว่า พระเจ้าเหมจันทร์วิกรมทิตย์ (Hem Chandra Vikramaditya) ซึ่งมีชัยเหนือกองทัพของสมเด็จพระจักรพรรดิหุมายุน ภายใต้การนำของแม่ทัพอิซกานดาร์ คาน อุซเบ็ก (Iskandar Khan Uzbek) และยึดอัคราได้สำเร็จ ซึ่งนำไปสู่การมีชัยเหนือเดลีต่อจักรวรรดิโมกุลต่อมา ในที่สุดพระเจ้าเหมจันทร์วิกรมทิตย์ ได้พ่ายแพ้แก่กองทัพของสมเด็จพระจักรพรรดิอักบัรในยุทธการแห่งปณิปัตครั้งที่สองในปีค.ศ. 1556 แล้วทรงแต่งตั้งเดลี เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโมกุล ก่อนที่จะเสด็จนิวัติกลับอัคราในปีค.ศ. 1558 นักประวัติศาสตร์ส่วนพระองค์ อับดุล ฟาซัล (Abdul Fazal) ได้จดบันทึกว่าบริเวณสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของป้อมปราการที่สร้างจากอิฐ ซึ่งเรียกกันว่า "บาดัลการห์" (Badalgarh) ซึ่งอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม พระองค์จึงได้บูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่โดยใช้หินทรายสีแดงที่ขุดได้จากเขตบาโรลี ในราชสถาน โดยทรงมอบหมายให้สถาปนิกออกแบบใหม่ตั้งแต่รากฐานขึ้นมาโดยใช้อิฐเป็นโครงสร้างด้านใน และปิดด้านนอกด้วยหินทรายสีแดง ด้วยแรงงานกว่า 8,000 คนซึ่งถูกเกณฑ์มาสร้างป้อมแห่งนี้ ป้อมอัคราจึงใช้เวลาถึง 8 ปี และเสร็จสมบูณ์ในปีค.ศ. 1573[1]

จนกระทั่งถึงในรัชสมัยของพระราชนัดดาของสมเด็จพระจักรพรรดิอักบัร ได้แก่ สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้ป้อมอัครานั้นมีรูปร่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยทรงโปรดให้สร้างอนุสรณ์สถานให้แก่พระมเหสีของพระองค์ คือพระนางมัมทัส มาฮาล ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อว่า "ทัชมาฮาล" ซึ่งทำจากหินอ่อนสีขาว ซึ่งเป็นพระราชนิยมในสมัยนั้น โดยอาคารต่างๆมักจะสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ตกแต่งด้วยทอง และอัญมณีหลากสี พระองค์ยังทรงให้ทำลายอาคารภายในป้อมบางแห่งทิ้ง เพื่อสร้างอาคารแบบใหม่ตามแบบพระราชนิยมอีกด้วย ต่อมาในปลายรัชสมัยของพระองค์ ได้ถูกจับให้สละราชสมบัติและคุมขังไว้โดยพระโอรสของพระองค์ (ต่อมาคือ สมเด็จพระจักรพรรดิออรังเซพ) ตามตำนานเล่าว่าพระองค์เสด็จสวรรคตในพระตำหนักมูซัมมัน เบิร์จ (Muasamman Burj) บนหอคอยแปดเหลี่ยมที่มีระเบียงทำจากหินอ่อน โดยสามารถมองเห็นทัชมาฮาล

ป้อมอัครายังเป็นสถานที่ของสงครามในเหตุการณ์กบฏอินเดียค.ศ. 1857 ซึ่งนำไปสู่การสิ้นสุดการปกครองของอินเดียโดยบริษัท บริติช อีสต์ อินเดีย (British East India Company) และนำไปสู่การปกครองโดยขึ้นตรงกับสหราชอาณาจักร ซึ่งกินเวลายาวนานกว่าศตวรรษ

อาคารและโครงสร้างภายใน[แก้]

ชะฮันคีรี มาฮาล
กัส มาฮาล
สวนองุ่น (Anguri Bagh)


  • ดิวัน-อิ-อัม (Diwan-i-Am) หรือท้องพระโรง - สำหรับใช้ออกว่าราชการทั่วไป ในท้องพระโรงแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของบัลลังก์นกยูงทอง (Peacock Throne)
  • ดิวัน-อิ-กัส (Diwan-i-Khas) หรือท้องพระโรงส่วนพระองค์ - สำหรับใช้เพื่อต้อนรับกษัตริย์ คณะทูตานุทูต และแขกสำคัญเป็นการส่วนพระองค์ โดยพระจักรพรรดิจะประทับบนบัลลังก์สีดำแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิชะฮันคีร์
  • หมู่พระราชมณเทียรทอง (พระราชมณเฑียรของเจ้าหญิงชะฮันนารา เบกุม ซาฮิบ (Jahanara Begum Sahib) และเจ้าหญิงรชนารา เบกุม (Roshanara Begum) ซึ่งทั้งสองพระองค์เป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน) - พระราชมณเทียรที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยหลังคาทรงกระท่อมแบบเบงกาลี
  • อันกุรี บักห์ (Anguri Bagh) - สวนองุ่นที่จัดเรียงอย่างสวยงาม
  • ชะฮันคีรี มาฮาล (Jahangiri mahal) - สร้างโดยสมเด็จพระจักรพรรดิอักบัรสำหรับพระราชโอรส (ต่อมาคือ สมเด็จพระจักรพรรดิชะฮันคีร์)
  • กัส มาฮาล (Khas Mahal) - เป็นพระตำหนักทำด้วยหินอ่อนสีขาว ซึ่งเป็นตัวอย่างที่งามที่สุดแห่งหนึ่งของงานเขียนสีบนหินอ่อน
  • มักคี ภาวัน (Macchi Bhawan) - บริเวณโดยรวมของฮาเร็ม เคยเป็นที่ตั้งของสระน้ำและน้ำพุต่างๆ
  • มัสยิดมินา (Mina Masjid) หรือ "มัสยิดสวรรค์" - มัสยิดส่วนพระองค์ของสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน
  • มัสยิดโมตี (Moti Masjid) หรือ "มัสยิดไข่มุก" - มัสยิดสำหรับสมาชิกพระราชวงศ์
  • มูซัมมัน เบิร์จ (Musamman Burj) - หอคอยขนาดใหญ่ทรงแปดเหลี่ยม ซึ่งมีระเบียงหินอ่อนเปิดออกไปยังฝั่งทัชมาฮาล
  • ทักห์-อิ-ชะฮันคีร์ (Takht-i-Jahangir) - บัลลังก์ที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิชะฮันคีร์
  • มัสยิดนากินา (Nagina Masjid) หรือ "สุเหร่าแห่งอัญมณี" - เป็นมัสยิดสำหรับนางในโดยเฉพาะ
  • โนบัต กานา (Naubat Khana) หรือ "หอกลอง" - สถานที่ประทับเพื่อฟังดนตรี
  • รัง มาฮาล (Rang Mahal) - พระตำหนักที่พำนักของเหล่าพระมเหสี และพระสนม
  • ชาฮี เบิร์จ (Shahi Burj) - ที่ทรงงานส่วนพระองค์ของสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน
  • ชาห์ ชะฮานี มาฮาล (Shah Jahani Mahal) - พระตำหนักที่สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันทรงริเริ่มในการเปลี่ยนจากหินทรายสีแดงเป็นหินอ่อนสีขาว
  • ชีช์ มาฮาล (Sheesh Mahal) หรือ "พระราชวังกระจก" - ห้องทรงส่วนพระองค์ ซึ่งตกแต่งโดยรอบด้วยงานโมเสกอันประกอบด้วยแก้วขนาดเล็กๆซึ่งให้แสงสะท้อนเหมือนกระจก
  • เซนานา มินา บาซาร์ (Zenana Mina Bazaar) - อยู่ถัดจากบริเวณระเบียงซึ่งอนุญาตเฉพาะสตรีเพื่อทำการค้าขายสินค้าโดยสตรีเท่านั้น


ระเบียงภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Agra Fort (1983), Uttar Pradesh - Archaeological Survey of India". สืบค้นเมื่อ 2013-05-19. 

ดูเพิ่ม[แก้]


พิกัดภูมิศาสตร์: 27°10′46″N 78°01′16″E / 27.179542°N 78.021101°E / 27.179542; 78.021101