สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์
| สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ | |
|---|---|
| ประธานรัฐสภากัมพูชา | |
| ดำรงตำแหน่ง 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 – 14 มีนาคม พ.ศ. 2549 | |
| ก่อนหน้า | เจีย ซิม |
| ถัดไป | เฮง สำริน |
| นายกรัฐมนตรีกัมพูชา | |
นายกรัฐมนตรีที่หนึ่ง | |
| ดำรงตำแหน่ง 24 กันยายน พ.ศ. 2536 – 6 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ดำรงตำแหน่งร่วมกับ ฮุน เซน | |
| กษัตริย์ | นโรดม สีหนุ |
| ก่อนหน้า | พระองค์เอง (ในฐานะนายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียว) |
| ถัดไป | อึง ฮวด |
| ดำรงตำแหน่ง 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 – 24 กันยายน พ.ศ. 2536 | |
| ประธานาธิบดี | นโรดม สีหนุ |
| ก่อนหน้า | ฮุน เซน |
| ถัดไป | พระองค์เอง (ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่1) |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| พรรคการเมือง | |
| ประสูติ | 2 มกราคม พ.ศ. 2487 |
| สิ้นพระชนม์ | 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 (77 ปี) ปารีส, ฝรั่งเศส |
| พระชายา | พระองค์เจ้านโรดม มารี รณฤทธิ์ (พ.ศ. 2511-2552) นักนางอู๊ก พัลลา (พ.ศ. 2552-2561)[1] |
| พระบุตร | พระองค์เจ้านโรดม จักราวุธ พระองค์เจ้านโรดม สีหฤทธิ์ พระองค์เจ้านโรดม รัตนาเทวี พระองค์เจ้านโรดม สุทธาฤทธิ์ พระองค์เจ้านโรดม รณวงศ์ |
| ราชสกุล | นโรดม |
| ราชวงศ์ | ตรอซ็อกผแอม |
| พระบิดา | พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ |
| พระมารดา | นักนางพาด กาญล |
สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ (เขมร: នរោត្ដម រណឬទ្ធិ นโรตฺตม รณฤๅทฺธิ; 2 มกราคม พ.ศ. 2487 – 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564) เป็นนักการเมืองและนักวิชาการด้านกฎหมายชาวกัมพูชา พระองค์เป็นพระราชโอรสองค์ที่สองของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ และเป็นพระเชษฐาต่างพระมารดาของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี รณฤทธิ์เคยดำรงตำแหน่งประธานพรรคฟุนซินเปก ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายนิยมราชาธิปไตยของกัมพูชา อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของกัมพูชา ภายหลังการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ โดยดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2536–2540 และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภากัมพูชาระหว่างปี 2541–2549
รณฤทธิ์สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพรอว็องส์ และเริ่มต้นอาชีพในฐานะนักวิจัยและอาจารย์ด้านกฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส ต่อมาใน พ.ศ. 2526 พระองค์ได้เข้าร่วมพรรคฟุนซินเปก และในปี 2529 ได้รับตำแหน่งหัวหน้าคณะเสนาธิการและผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลัง Armée nationale sihanoukiste ซึ่งเป็นกองกำลังฝ่ายนิยมพระมหากษัตริย์ ภายใน พ.ศ. 2532 พระองค์ได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรค และในปี 2535 ได้ขึ้นเป็นประธานพรรค เมื่อพรรคชนะการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญในกัมพูชา พ.ศ. 2536 พรรคได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคประชาชนกัมพูชาซึ่งนำโดย ฮุน เซน โดยระบบการเมืองในขณะนั้นมีนายกรัฐมนตรีสองคนดำรงตำแหน่งพร้อมกัน รณฤทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ขณะที่ ฮุน เซน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ตามลำดับ ระหว่างดำรงตำแหน่ง รณฤทธิ์ได้ผลักดันการลงทุนจากต่างประเทศและจัดตั้งสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา (CDC) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปี 2539 ความสัมพันธ์ระหว่างรณฤทธิ์กับฮุน เซน เริ่มเสื่อมลง โดยรณฤทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคประชาชนมีอำนาจเหนือกว่าพรรคของตนอย่างไม่สมดุล ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งในเรื่องโครงการก่อสร้าง การทำสัญญาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และความสัมพันธ์ทางการเมืองกับกลุ่มเขมรแดง และในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกองกำลังที่ภักดีต่อพรรคการเมืองทั้งสอง ส่งผลให้รณฤทธิ์ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ และในเดือนถัดมา พระองค์ถูกปลดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 จากการรัฐประหาร
รณฤทธิ์กลับมายังกัมพูชาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2541 และนำพรรคฟุนซินเปกลงแข่งขันในการเลือกตั้งทั่วไปปีเดียวกัน แม้พระองค์จะคัดค้านผลการเลือกตั้งในระยะแรกซึ่งเป็นฝ่ายแพ้ แต่ภายหลังก็ยอมรับผลและได้รับตำแหน่งประธานสภาแห่งชาติในเดือนพฤศจิกายน ในช่วงหนึ่ง รณฤทธิ์เคยถูกมองว่าอาจเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระบิดา นโรดม สีหนุ แต่ในปี 2544 พระองค์ประกาศสละความสนใจในตำแหน่งกษัตริย์ ต่อมาในฐานะประธานสภาแห่งชาติ พระองค์ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกเก้าคนของกรมปรึกษาราชบัลลังก์ซึ่งต่อมาในปี 2547 ได้มีมติเลือก สมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ขึ้นครองราชย์แทนพระบิดา
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 รณฤทธิ์ลาออกจากตำแหน่งประธานสภาแห่งชาติ และในเดือนตุลาคมปีเดียวกันก็ถูกปลดจากตำแหน่งประธานพรรคฟุนซินเปก เดือนถัดมา พระองค์ก่อตั้งพรรคใหม่ชื่อ พรรคนโรดม รณฤทธิ์ (NRP) อย่างไรก็ตาม คดีความเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์ทำให้พระองค์ต้องลี้ภัยอีกครั้ง ก่อนจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและเดินทางกลับกัมพูชาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 หลังจากนั้นพระองค์ค่อย ๆ ถอนตัวจากการเมือง ในช่วงระหว่างปี 2553–2555 พระองค์พยายามรวมพรรค NRP เข้ากับพรรคฟุนซินเปก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาใน พ.ศ. 2557 ได้ก่อตั้งพรรค Community of Royalist People's Party (CRPP) ในช่วงสั้น ๆ ก่อนจะกลับเข้าสู่พรรคฟุนซินเปกอีกครั้งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558 และได้รับเลือกเป็นประธานพรรคอีกครั้ง ภายหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นเหตุให้ภรรยาคนที่สองของพระองค์เสียชีวิต รณฤทธิ์แทบไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะอีกเลย พระองค์เดินทางไปรักษาตัวที่ประเทศฝรั่งเศสบ่อยครั้งจากปัญหาสุขภาพ และถึงแก่อสัญกรรมในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ณ เมืองแอ็กซ็องพรอว็องส์
พระประวัติ
[แก้]สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ประสูติเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2487 มีพระนามลำลองว่า "ทับ"[2] เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ประสูติแต่พระชายาองค์แรก[3] คือนักนาง พาต กาญล (เขมร: ផាត់-កាញ៉ុល ผาต่ กาญุ่ล) นางรำประจำราชสำนัก[4] มีพระเชษฐภคินีร่วมพระมารดาเดียวกันคือสมเด็จพระเรียมนโรดม บุปผาเทวี นักแสดงระบำอัปสรที่มีชื่อเสียง[5] และเป็นพระเชษฐาต่างพระมารดาใน พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชาองค์ปัจจุบัน
หลังจากประสูติก็ถูกแยกออกจากมารดา และถูกเลี้ยงดูโดยพระองค์เจ้านโรดม เกศกัญญา พระปิตุจฉา และพระองค์เจ้านโรดม รัศมีโสภณ พระปัยยิกา[6][7] (ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระราชปิตุจฉานโรดม รัศมีโสภณ และสมเด็จพระราชกนิษฐานโรดม รัศมีโสภณ ตามลำดับ)[8] ส่วนพาต กาญล พระชนนี ได้สมรสใหม่กับจาบ ฮวด (Chap Huot) พระองค์จึงมีพี่น้องต่างบิดาอีก 5 คน[9]
สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนนโรดม ระดับมัธยมศึกษาจากลีเซเดการ์ต ซึ่งทั้งสองแห่งเป็นโรงเรียนเอกชนของฝรั่งเศสในพนมเปญ[7] ขณะที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ก็เดินทางไปศึกษาต่อในประเทศฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1958 จนถึง 1970 ระหว่างนั้นเสด็จกลับมายังกัมพูชาในระยะเวลาสั้น ๆ[7]
บทบาททางการเมือง
[แก้]
สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ทรงเป็นอดีตหัวหน้าพรรคฟุนซินเปก (FUNCINPEC) และเคยดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร่วมกับสมเด็จ ฮุน เซน ภายหลังการเลือกตั้งในเดือนกันยายน พ.ศ. 2536 ที่พรรคฟุนซินเปกชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และมีการสถาปนาระบอบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่
ในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2546 พรรคฟุนซินเปกแพ้การเลือกตั้ง แต่พรรคประชาชนกัมพูชาของนายฮุนเซนได้รับชัยชนะที่ไม่เด็ดขาด เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก 2 ใน 3 พอจัดตั้งรัฐบาลตามกฎหมาย ทำให้เกิดสภาพสุญญากาศทางการเมืองในกัมพูชาที่มีฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ มาจนถึงปี 2547 จึงสามารถตกลงจัดตั้งรัฐบาลกันได้ โดยในที่สุดนายฮุนเซนได้เป็นนายกรัฐมนตรี และกรมพระรณฤทธิ์ทรงเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
หลังจากนั้นมีเหตุให้กรมพระรณฤทธิ์ต้องทรงลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ โดยพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส หลังจากต้องคดีหมิ่นประมาทสมเด็จฯ ฮุนเซน และมีโทษจำคุก เมื่อกรมพระรณฤทธิ์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในประเทศได้แล้ว รัฐสภากัมพูชาจึงได้มีการจัดประชุมและเลือกนายเฮง สัมริน จากพรรคประชาชนกัมพูชาของนายฮุน เซน ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แทนกรมพระรณฤทธิ์
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กรมพระรณฤทธิ์ทรงย้ายไปพำนักอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กับพระชายาองค์ใหม่ที่อ่อนวัยกว่าประมาณ 40 ปี คือนักนาง อุ๊ก พัลลา (Ouk Palla) อดีตนาฏศิลปิน และดาราภาพยนตร์สาวสวย พร้อมทั้งเจ้าชายสุธาฤทธิ์ พระโอรสองค์เล็ก
ต่อมาเจ้าหญิงนโรดมมารี หรือ นักนาง เอ็ง มารี (Eng Marie) พระชายาที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ใช้กฎหมาย "ห้ามมีชู้" ที่เพิ่งผ่านรัฐสภากัมพูชา ฟ้องร้องดำเนินคดีกับพระองค์ กรณีมีพระชายาใหม่คือ หม่อมอู๊กพัลลา ทั้งที่ยังไม่ได้หย่าขาดกับพระชายาเดิม คดีดังกล่าวมีโทษจำคุก
ในวันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2549 รัฐสภากัมพูชา ที่พรรคประชาชนกัมพูชาครองเสียงข้างมากได้ลงมติรับรองการปรับคณะรัฐมนตรีโดยฮุนเซน ซึ่งมีการปลดรัฐมนตรีของพรรคฟุนซินเปก จำนวน 10 นายออกจากการร่วมรัฐบาล
หลังจากนั้นในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2549 สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ทรงถูกลงมติขับออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคฟุนซินเปก ด้วยข้อกล่าวหายักยอกเงินจากการแอบขายที่ทำการพรรคเป็นเงิน 3.6 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 130 ล้านบาท และทรงถูกพิพากษาจำคุกอีกคดีหนึ่ง [10] มีรายงานข่าวว่าในครั้งนั้นเจ้าหญิงมารี พระชายาของพระองค์ ได้เข้าร่วมมือกับผู้นำพรรคฟุนซินเป็กคนอื่นๆ ในการจัดประชุมวิสามัญ ปลดพระองค์จากตำแหน่ง และเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่[11] การประชุมดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่กรมพระรณฤทธิ์อยู่ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งพระองค์ตรัสว่าการประชุมวิสามัญดังกล่าว ที่นำโดย พล.อ.แญ็ก บุนชัย (Nhek Bounchay) เลขาธิการพรรค เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย [12]
ในการประชุมดังกล่าว ที่ประชุมพรรคฟุนซินเบกได้เลือก นายแก้ว พุทธรัศมี (Keo Puth Rasamey) เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำเยอรมนี ราชบุตรเขยของอดีตกษัตริย์นโรดมสีหนุ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่


หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น กรมพระรณฤทธิ์ทรงก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อ พรรค นโรดม รณฤทธิ์ (NRP) ซึ่งมีที่นั่งในสภากัมพูชามากเป็นอันดับสามในปัจจุบัน [13]
สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ทรงเคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานองคมนตรีในพระมหากษัตริย์กัมพูชา ตามพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ชีวิตส่วนพระองค์
[แก้]สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ได้เสกสมรสครั้งแรกกับ นักนางนโรดม มารี รณฤทธิ์ หรือนามเดิม เอ็ง มารี (ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นป็น พระองค์เจ้านโรดม มารี รณฤทธิ์) ใน พ.ศ. 2511[14] และหย่าในปี 2552[15] โดยทั้งคู่ได้ให้ประสูติพระโอรส-ธิดาด้วยกัน 3 พระองค์ โดยเป็นพระโอรส 2 พระองค์ และพระธิดา 1 พระองค์ ได้แก่[16][17]
- พระองค์มจะ (พระองค์เจ้า) นโรดม จักราวุธ (ประสูติ 13 มกราคม ค.ศ. 1970)
- พระองค์มจะ (พระองค์เจ้า) นโรดม สีหฤทธิ์ (ประสูติ 23 มิถุนายน ค.ศ. 1972) ปัจจุบันทรงเสกสมรสแล้ว มีพระโอรส 1 พระองค์ คือ
- พระองค์มจะ (พระองค์เจ้า) นโรดม รัตนาเทวี (ประสูติ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1974) ปัจจุบันทรงเสกสมรสแล้วกับนายอันเซียว ลา ปลาเนตา (Ansiau La Planeta) เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2000[19]
ต่อมาสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ทรงได้มีความสัมพันธ์กับ อุ๊ก พัลลา อดีตนาฏศิลปิน และนักแสดงสาวที่มีชื่อเสียงของกัมพูชา ทำให้เกิดปัญหาชู้สาว เนื่องจากสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ยังมิได้หย่าขาดจากภรรยาเดิม ภายหลังทั้งสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ และนักนางอุ๊กได้เสด็จไปประทับที่คอนโดในประเทศมาเลเซียเป็นเวลาถึง 2 ปี แต่ทั้งคู่ก็มีพระโอรสด้วยกัน 2 พระองค์ คือ
- พระองค์มจะ (พระองค์เจ้า) นโรดม สุธาฤทธิ์
- พระองค์มจะ (พระองค์เจ้า) นโรดม รณวงศ์[20]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ ช็อก! เจ้าชายนโรดม รณฤทธิ์ แห่งกัมพูชา รถประสานงาบาดเจ็บ พระชายาสิ้นพระชนม์
- ↑ สุภัตรา ภูมิประภาส (20 ตุลาคม 2555). "เรื่องจริงไม่อิงนิยายของราชสำนักกัมพูชา (1) : เรื่องเล่าของเจ้าชายน้อย กับชีวิตที่พลัดพราก". ประชาไท. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2558.
{{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - ↑ Mehta (2001), p. 3
- ↑ Mehta (2001), p. 1
- ↑ พรรณิการ์ วานิช (18 ตุลาคม 2556). "โขนเขมร สืบสายนาฏศิลป์ถิ่นสุวรรณภูมิ". วอยซ์ทีวี. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-03-04. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2558.
{{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - ↑ Mehta (2001), p. 4
- 1 2 3 ธิบดี บัวคำศรี. ชุด "อาเซียน" ในมิติประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์กัมพูชา. กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ. 2555, หน้า 140
- ↑ Ancestry.com. Sdech Preah Reach Kanitha Norodom Rasmi Sobhana. เรียกดูเมื่อ 21 ตุลาคม 2555
- ↑ สุภัตรา ภูมิประภาส (30 ตุลาคม 2555). "เรื่องจริงไม่อิงนิยายของราชสำนักกัมพูชา (2) : ชายาของพ่อ". ประชาไท. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2558.
{{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - ↑ เจ้ารณฤทธิ์ถูกพิพากษาจำคุก18 เดือน ข้อหายักยอก สำเนาจาก คมชัดลึก
- ↑ ชีวิตดุจนิยาย..เจ้าเขมรตกอับเมียขยับตีจาก เก็บถาวร 2012-11-01 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน สำเนาจาก ผู้จัดการ
- ↑ เมียน้อยเป็นเหตุ 'ฟุนซินเปก' ขับ ‘รณฤทธิ์’ พ้นผู้นำ เก็บถาวร 2012-11-01 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน สำเนาจาก ผู้จัดการ
- ↑ Prince Ranariddh lives in Kuala Lumpur
- ↑ Widyono (2008), p. 278
- ↑ Sex and punishment: Cambodia’s adultery law, 28 October 2010, The Phnom Penh post
- ↑ Court starts adultery case against Cambodian Prince Ranariddh, March 18, 2007, People's Daily Online
- ↑ Samdech Krom Preah NORODOM RANARIDDH
- ↑ Neak Ang Mechas NORODOM SIHARIDDH
- ↑ "Neak Ang Mechas Norodom Rattana Devi". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-04-13. สืบค้นเมื่อ 2010-05-28.
- ↑
- บรรณานุกรม
- Mehta, Harish C. (2001). Warrior Prince: Norodom Ranariddh, Son of King Sihanouk of Cambodia. Singapore: Graham Brash. ISBN 9812180869.
- Widyono, Benny (2008). Dancing in Shadows: Sihanouk, the Khmer Rouge, and the United Nations in Cambodia. Lanham, Maryland, United States of America: Rowman & Littlefield. ISBN 0742555534.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- เว็บไซต์ส่วนพระองค์ เก็บถาวร 2010-02-20 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- พระประวัติ สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ เก็บถาวร 2006-10-22 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน