ข้ามไปเนื้อหา

คิม จ็อง-อิล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คิม จ็อง-อิล
김정일
คิมในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011
เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี
ดำรงตำแหน่ง
8 ตุลาคม ค.ศ. 1997  17 ธันวาคม ค.ศ. 2011
(14 ปี 70 วัน)
ก่อนหน้าคิม อิล-ซ็อง
ถัดไปคิม จ็อง-อึน
ประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศ
ดำรงตำแหน่ง
9 เมษายน ค.ศ. 1993  17 ธันวาคม ค.ศ. 2011
(18 ปี 252 วัน)
รองประธานคนที่หนึ่งโอ จิน-อู
โจ มย็อง-รก
รองประธาน
ก่อนหน้าคิม อิล-ซ็อง
ถัดไปคิม จ็องอึน (ประธานคนที่หนึ่ง)
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี
ดำรงตำแหน่ง
24 ธันวาคม ค.ศ. 1991  17 ธันวาคม ค.ศ. 2011
(25 ปี 358 วัน)
ก่อนหน้าคิม อิล-ซ็อง
ถัดไปคิม จ็องอึน
ประธานคณะกรรมาธิการการทหารกลาง
ดำรงตำแหน่ง
8 ตุลาคม ค.ศ. 1997  17 ธันวาคม ค.ศ. 2011
(14 ปี 70 วัน)
ก่อนหน้าคิม อิล-ซ็อง
ถัดไปคิม จ็อง-อึน
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด
ยูรี อีร์เซโนวิช คิม

(1941-02-16)16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1941
วยัตสโคเย ดินแดนฮาบารอฟสค์ สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย สหภาพโซเวียต
เสียชีวิต17 ธันวาคม ค.ศ. 2011(2011-12-17) (70 ปี)
เปียงยาง เกาหลีเหนือ
ที่ไว้ศพวังสุริยะคึมซูซัน
เชื้อชาติ
  • เกาหลีเหนือ
  • โซเวียต
พรรคการเมืองพรรคแรงงานเกาหลี
คู่อาศัย
คู่สมรส
บุตร
บุพการี
ความสัมพันธ์ตระกูลคิม
การศึกษาโรงเรียนปฏิวัติมันกย็องแด
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยคิมอิลซ็อง
ลายมือชื่อ
ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง
รับใช้เกาหลีเหนือ
สังกัดกองทัพประชาชนเกาหลี
ประจำการ1991–2011
ยศแทว็อนซู (หลังเสียชีวิต)
บังคับบัญชาผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ชื่อเกาหลี
โชซ็อนกึล
김정일
ฮันจา
金正日[2]
อาร์อาร์Gim Jeongil
เอ็มอาร์Kim Chŏngil
การเป็นสมาชิกสถาบันกลาง
  • 1980–2011: สมาชิกคณะผู้บริหารสูงสุดกรมการเมืองคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี ชุดที่ 6
  • 1974–2011: สมาชิกคณะกรรมการกรมการเมืองคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี ชุดที่ 5, 6
  • 1972–1997: สำนักเลขาธิการพรรคแรงงานเกาหลี
  • 1972–2011: สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีชุดที่ 5, 6
  • 1982–2011: รองสมัชชาประชาชนสูงสุด ชุดที่ 7, 8, 9, 10, 11, 12

ตำแหน่งอื่น ๆ ที่ดำรง
  • 1997–2011: ประธานคณะกรรมาธิการการทหารกลางพรรคแรงงานเกาหลี
  • 1980–1997: สมาชิกคณะกรรมาธิการการทหารกลางพรรคแรงงานเกาหลี
  • 1990–1993: ประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศ คนที่หนึ่ง

ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ

คิม จ็อง-อิล (เกาหลี: 김정일, ออกเสียง: [kim.dzɔŋ.il] ;[a] ชื่อเกิด ยูรี คิม;[b] 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1941 – 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011) เป็นนักการเมืองชาวเกาหลีเหนือซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดคนที่สองของเกาหลีเหนือตั้งแต่การถึงแก่อสัญกรรมของคิม อิล-ซ็อง บิดาใน ค.ศ. 1994 กระทั่งถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 2011 เขาได้รับการสืบทอดตำแหน่งโดยคิม จ็อง-อึน บุตรชาย หลังจากนั้น คิม จ็อง-อิลได้รับการประกาศให้เป็นเลขาธิการใหญ่ตลอดกาลของพรรคแรงงานเกาหลี

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 คิมกลายเป็นทายาทผู้มีสิทธิโดยตรงสำหรับการเป็นผู้นำของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานของตระกูลคิม และเขาก็รับตำแหน่งสำคัญในองค์กรพรรคและกองทัพ คิมสืบทอดตำแหน่งจากคิม อิล-ซ็อง บิดาและผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือหลังการเสียชีวิตของเขาใน ค.ศ. 1994 คิมดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี คณะผู้บริหารสูงสุดพรรคแรงงานเกาหลี คณะกรรมาธิการการทหารกลางพรรคแรงงานเกาหลี ประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศของเกาหลีเหนือ และผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพประชาชนเกาหลี กองทัพประจำการที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก

คิมปกครองเกาหลีเหนือด้วยระบบเผด็จการกดขี่และรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ[c] คิมขึ้นสู่อำนาจในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรงท่ามกลางการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประเทศที่พึ่งพาอย่างมากในการค้าอาหารและเสบียงอื่น ๆ ซึ่งนำไปสู่การเกิดทุพภิกขภัย แม้ภาวะทุพภิกขภัยจะสิ้นสุดลงในช่วงปลายทศวรรษ 1990 แต่การขาดแคลนอาหารยังคงเป็นปัญหาตลอดช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่ง คิมเสริมสร้างบทบาทของกองทัพด้วยนโยบายซ็อนกุน ("กองทัพมาก่อน") ของเขา ทำให้กองทัพกลายเป็นผู้จัดระเบียบหลักของสังคมพลเรือน การปกครองของคิมยังมีการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง รวมถึงการเปิดเขตอุตสาหกรรมแคซ็องใน ค.ศ. 2003 ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2009 รัฐธรรมนูญของเกาหลีเหนือได้รับการแก้ไขเพื่อให้กล่าวถึงเขาและผู้สืบทอดของเขาในฐานะ "ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี"

คำเรียกอย่างไม่เป็นทางการที่นิยมใช้เรียกคิมในช่วงชีวิตของเขามากที่สุดคือ "ผู้นำที่รัก" เพื่อแยกเขาออกจากคิม อิล-ซ็อง บิดาซึ่งเป็น "ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่" หลังคิมไม่ปรากฏตัวในงานสาธารณะสำคัญในปี ค.ศ. 2008 ผู้สังเกตการณ์ต่างชาติคาดการณ์ว่าคิมอาจป่วยหนักหรือเสียชีวิตแล้ว วันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2011 รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศว่าเขาเสียชีวิตเมื่อสองวันก่อน หลังจากนั้น คิม จ็อง-อึน บุตรชายคนที่สามของเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นตำแหน่งระดับสูงในพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และสืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา หลังการเสียชีวิตของเขา นอกเหนือจากตำแหน่ง "เลขาธิการใหญ่ตลอดกาล" ของพรรคแรงงานเกาหลีแล้ว คิม จ็อง-อิลยังได้รับการประกาศให้เป็น "ประธานตลอดกาล" ของคณะกรรมการป้องกันประเทศที่ถูกยุบไปแล้ว เป็นไปตามธรรมเนียมการสร้างตำแหน่งตลอดกาลสำหรับสมาชิกที่เสียชีวิตของราชวงศ์คิม สื่อเกาหลีเหนือเริ่มเรียกคิมว่า "ท่านนายพล" (장군 ชังกุน) เช่นเดียวกับการยกย่องบิดาหลังการเสียชีวิตในฐานะ "ประธานาธิบดีตลอดกาล"[6]

ชีวิตช่วงต้น

[แก้]

แรกเกิด

[แก้]
คิม จ็อง-อิลใน ค.ศ. 1947 ขณะอายุได้หกขวบ

บันทึกของโซเวียตระบุว่าคิม จ็อง-อิลมีชื่อแรกเกิดว่ายูรี คิม[7][8][9] ในวรรณกรรม สันนิษฐานว่าเขาเกิดใน ค.ศ. 1941 ไม่ในค่ายวยัตสโคเย ใกล้ฮาบารอฟสค์[10][ไม่อยู่ในแหล่งอ้างอิง] ก็ค่ายโวโรชิลอฟ ใกล้นีโคลสค์[11] ตามที่ลิม แจ-ช็อนกล่าว คิม จ็อง-อิลไม่สามารถเกิดที่วยัตสโคเยได้เนื่องจากบันทึกสงครามของคิม อิล-ซ็องแสดงให้เห็นว่าเขาเดินทางมาถึงวยัตสโคเยในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1942 เท่านั้นและก่อนหน้านั้นอาศัยอยู่ในโวโลชิลอฟ ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าคิม จ็อง-อิลเกิดที่โวโลชิลอฟ[12] คิม จ็อง-ซุก มารดาของคิม จ็อง-อิล เป็นภรรยาคนแรกของคิม อิล-ซ็อง ในครอบครัวเขาถูกเรียกด้วยชื่อเล่นว่า "ยูรา"[13] ขณะที่คิม มัน-อิล น้องชายของเขา (ชื่อเกิด อะเลคซันดร์ คิม) ถูกเรียกด้วยชื่อเล่นว่า "ชูรา"[14]

ชีวประวัติอย่างเป็นทางการของคิมระบุว่าเขาเกิดในค่ายทหารลับบนภูเขาแพ็กดู (เกาหลี: 백두산밀영고향집; Paektusan Miryeong Gohyang jip) ในเกาหลีภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942[15] ตามคำกล่าวของลี มิน สหายของคิม จ็อง-ซุก ข่าวการเกิดของคิม จ็อง-อิลไปถึงค่ายทหารในวยัตสโคเยผ่านทางวิทยุและทั้งคิมและมารดาของเขาไม่ได้กลับไปที่นั่นจนกระทั่งปีถัดไป[16][17] คิม จ็อง-ซุกเสียชีวิตใน ค.ศ. 1949 จากการตั้งครรภ์นอกมดลูก[18]

ใน ค.ศ. 1949 คิมมีอายุสี่ขวบเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงและเกาหลีได้รับอิสรภาพจากญี่ปุ่น บิดากลับไปยังเปียงยางในเดือนกันยายนนั้น และในปลายเดือนพฤศจิกายน คิมก็เดินทางกลับเกาหลีโดยเรือโซเวียต ขึ้นฝั่งที่ซ็อนบง ครอบครัวย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ของอดีตนายทหารญี่ปุ่นในเปียงยาง ซึ่งมีสวนและสระว่ายน้ำ น้องชายของคิมจมน้ำเสียชีวิตที่นั่นใน ค.ศ. 1948[19]

การศึกษา

[แก้]

ตามชีวประวัติอย่างเป็นทางการของเขา คิมสำเร็จหลักสูตรการศึกษาทั่วไประหว่างเดือนกันยายน ค.ศ. 1950 ถึงสิงหาคม ค.ศ. 1960 เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมศึกษาที่ 4 และโรงเรียนมัธยมที่ 1 (โรงเรียนมัธยมปลายนัมซัน) ในเปียงยาง[20][21] เรื่องนี้ถูกคัดค้านโดยนักวิชาการต่างชาติ ซึ่งเชื่อว่าเขาน่าจะได้รับการศึกษาช่วงต้นในสาธารณรัฐประชาชนจีนมากกว่าเพื่อความปลอดภัยในช่วงสงครามเกาหลี[22][ต้องการเลขหน้า]

ตลอดช่วงการศึกษาของเขา คิมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง เขาเข้าร่วมกิจกรรมในสหภาพเด็กเกาหลีและสันนิบาตเยาวชนประชาธิปไตยเกาหลีเหนือ (DYL) โดยเข้าร่วมกลุ่มศึกษาทฤษฎีการเมืองมาร์กซิสต์และวรรณกรรมอื่น ๆ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1957 เขาได้รับตำแหน่งรองประธานสาขาสันนิบาตของโรงเรียนมัธยมต้นของเขา (ประธานจะต้องเป็นครู) เขาดำเนินโครงการต่อต้านกลุ่มแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและพยายามส่งเสริมการศึกษาด้านอุดมการณ์ในหมู่เพื่อนร่วมชั้นของเขา[23]

มีรายงานว่าคิม จ็อง-อิลได้รับการศึกษาภาษาอังกฤษในมอลตาในช่วงต้นทศวรรษ 1970[24][25] ในช่วงวันหยุดพักผ่อนที่ไม่บ่อยนักของเขาในฐานะแขกของนายกรัฐมนตรีดอม มินทอฟฟ์[26]

ขณะเดียวกัน คิมผู้พ่อได้แต่งงานใหม่และมีลูกชายอีกคนชื่อคิม พย็อง-อิล ตั้งแต่ ค.ศ. 1988 คิม พย็อง-อิลได้ดำรงตำแหน่งในสถานทูตเกาหลีเหนือหลายแห่งในยุโรปและเป็นเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำประเทศโปแลนด์ นักวิจารณ์ต่างชาติสงสัยว่าคิม พย็อง-อิลถูกส่งไปประจำในตำแหน่งที่ห่างไกลเหล่านี้โดยบิดาเพื่อหลีกเลี่ยงการแย่งชิงอำนาจระหว่างลูกชายทั้งสองคน[27]

การขึ้นสู่อำนาจ

[แก้]

อาชีพเริ่มต้น

[แก้]

คิม จ็อง-อิลเข้าร่วมพรรคแรงงานเกาหลีอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1961[28] เขาไต่เต้าขึ้นมาตามลำดับขั้นในช่วงทศวรรษ 1960[29] ได้รับประโยชน์อย่างมากจากอุบัติการณ์กลุ่มกัปซันราว ค.ศ. 1967 ซึ่งเป็นการท้าทายที่มีน้ำหนักครั้งสุดท้ายต่อการปกครองแต่เพียงผู้เดียวของคิม อิล-ซ็อง[30] อุบัติการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่คิม จ็อง-อิลในวัย 26 ปีได้รับมอบหมายหน้าที่อย่างเป็นทางการจากบิดา โดยจ็อง-อิลได้เข้าร่วมในการสอบสวนและการกวาดล้างที่ตามมาหลังอุบัติการณ์ดังกล่าว[31]

นอกจากนี้ คิม จ็อง-อิลยังกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเต็มคณะ ถือเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกของเขาในฐานะผู้มีอำนาจ ชื่อของคิม จ็อง-อิลยังถูกกล่าวถึงในเอกสารทางการ อาจเป็นครั้งแรกที่ปรากฏ ทำให้เห็นได้ว่าคิม อิล-ซ็องอาจวางแผนให้จ็อง-อิลสืบทอดตำแหน่งผู้นำตั้งแต่แรกเริ่ม[32][33]

เพียงหกเดือนต่อมา ในการประชุมพรรคที่ไม่ได้นัดไว้ล่วงหน้า คิม อิล-ซ็องเรียกร้องความจงรักภักดีในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ทรยศเขาด้วยเรื่อง An Act of Sincerity[d] คิม จ็อง-อิลประกาศด้วยตนเองว่าเขาพร้อมรับหน้าที่และด้วยเหตุนี้จึงเริ่มต้นอาชีพที่มีอิทธิพลของเขาในวงการภาพยนตร์เกาหลีเหนือ[33] ซึ่งในช่วงนั้นเขาทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการทำให้ลัทธิบูชาบุคคลของบิดามีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นและเชื่อมโยงตนเองเข้ากับลัทธินั้นด้วย[35] ใน ค.ศ. 1969 เขาสร้างภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากอุปรากรเกาหลีเหนือเรื่อง Sea of Blood[36]

คิม จ็อง-อิลได้รับเลือกเข้าสู่คณะกรรมการกลางใน ค.ศ. 1972 และได้เป็นเลขาธิการในปีถัดมา[28]

อย่างไรก็ตาม เมื่อคิม อิล'ซ็องเริ่มพิจารณาเรื่องการสืบทอดตำแหน่งในช่วงต้นทศวรรษ 1970[37] ดูเหมือนว่าคิม จ็อง-อิลจะยังไม่ใช่ผู้สืบทอดตำแหน่งที่แน่นอน[34] มีคิม ย็อง-จู ลุงของคิม ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของคิม อิล-ซ็อง[38] ได้ทำผิดพลาดหลายครั้งในการต่อสู้เพื่ออำนาจ มีข้อบกพร่องร้ายแรง[34] และถูกกันจากอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ[39] นอกจากนี้ ยังมีภัยคุกคามจากคิม พย็อง-อิล น้องชายต่างมารดาของเขา ซึ่งคิม ซ็อง-แอ มารดาของเขาต้องการให้ลูกชายของตนเองขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทนจ็อง-อิล[34]

ฮวัง ชัง-ย็อบ ผู้แปรพักตร์เขียนไว้ในบันทึกความทรงจำของเขาว่า[40]

[ภายในต้นปี 1973] อำนาจของคณะกรรมการกลางพรรคค่อย ๆ ถูกส่งมอบให้กับคิม จ็อง-อิล หลายคนเริ่มตระหนักว่าคิม จ็อง-อิลจะเป็นผู้สืบทอด ในเกาหลีเหนือ ที่ซึ่งความคิดเรื่องบรรพบุรุษแบบยุคก่อนสมัยใหม่นั้นมีอิทธิพลอย่างมาก หลายคนคาดเดาว่าคิม จ็อง-อิลจะเป็นผู้สืบทอด ... บางคนเข้าใจผิดว่านักปฏิวัติรุ่นแรกที่ต่อสู้แบบกองโจรต่อต้านญี่ปุ่นร่วมกับคิม อิล-ซ็องเป็นผู้เลือกคิม จ็อง-อิลเป็นผู้สืบทอด แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่สามารถเสนอชื่อผู้สืบทอดได้ แม้จะมีใครสักคน ก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่ดีหากคิม อิล-ซ็องแสดงท่าทีคัดค้านแม้เพียงเล็กน้อย ... การสืบทอดอำนาจนั้นเป็นไปได้เพราะระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จได้มั่นคงและยืดเยื้อแล้ว พูดง่าย ๆ คือ คิม อิล-ซ็องมีแนวคิดทางการเมืองล้าสมัยและยึดติดกับความคิดแบบเก่า เขาจึงเกิดความคิดที่ไร้สาระในการส่งมอบประเทศให้กับลูกชายของเขา นอกจากนี้ คิม จ็อง-อิลเองก็ทะเยอทะยานที่จะสืบทอดตำแหน่งจากบิดาและพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะทำเช่นนั้น

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974 คิม ย็อง-จูถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยคิม อิล-ซ็องในการประชุมพรรคและถูกลดตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี พันธมิตรของคิม ย็อง-จูถูกกำจัดและในที่สุดเขาถูกก็กักบริเวณในบ้าน ซึ่งเขาถูกกักจนถึง ค.ศ. 1993[40] ใน ค.ศ. 1976 คิม ซ็อง-แอสูญเสียตำแหน่งประธานสันนิบาตสตรีประชาธิปไตยเกาหลีเหนือ (KDWL) ซึ่งเป็นฐานอำนาจสำคัญของเธอ[41] และใน ค.ศ. 1979 คิม พย็อง-อิลเริ่มต้นการประจำทางการทูตในยุโรป ซึ่งถูกจัดไว้เพื่อให้เขาไม่สามารถมีอิทธิพลทางการเมืองในเกาหลีเหนือ[42] คิม พย็อง-อิลเพิ่งเดินทางกลับเกาหลีเหนือใน ค.ศ. 2019[43]

ตามชีวประวัติอย่างเป็นทางการของคิม จ็อง-อิล คณะกรรมการกลางแต่งตั้งเขาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของคิม อิล-ซ็องตั้งแต่ ค.ศ. 1974 แล้ว การยืนยันต่อสาธารณะครั้งแรกเกี่ยวกับตำแหน่งของคิม จ็อง-อิลในฐานะผู้สืบทอดอำนาจเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1977 ในหนังสือเล่มหนึ่ง เขาได้รับการระบุว่าเป็นทายาทเพียงคนเดียวของคิม อิล-ซ็อง[37]

ทายาทผู้มีสิทธิโดยตรง

[แก้]

เมื่อถึงเวลาการประชุมพรรคครั้งที่หกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1980 การควบคุมการดำเนินงานของพรรคโดยคิมก็สมบูรณ์ เขาได้รับตำแหน่งอาวุโสในคณะผู้บริหารสูงสุด คณะกรรมาธิการการทหารกลางและสำนักเลขาธิการพรรค เมื่อเขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสมัชชาประชาชนสูงสุดชุดที่ 7 ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1982 ผู้สังเกตการณ์นานาชาติถือว่าเขาเป็นทายาทผู้มีสิทธิโดยตรงของเกาหลีเหนือ ก่อน ค.ศ. 1980 เขาไม่มีบทบาทต่อสาธารณะและถูกเรียกขานเพียงว่า "ศูนย์กลางพรรค"[44] ในช่วงเวลานี้คิมได้รับตำแหน่ง "ผู้นำที่รัก" (เกาหลี: 친애하는 지도자; เอ็มอาร์: ch'inaehanŭn jidoja)[45] และรัฐบาลเริ่มสร้างลัทธิบูชาบุคคลรอบตัวเขาโดยเลียนแบบลัทธิของบิดาซึ่งเป็น "ผู้นำที่ยิ่งใหญ่" คิมได้รับการยกย่องจากสื่ออย่างสม่ำเสมอในฐานะ "ผู้นำผู้กล้าหาญ" และ "ผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่แห่งเจตนารมณ์การปฏิวัติ" เขาปรากฏตัวในฐานะบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดรองจากบิดาในเกาหลีเหนือ

ในช่วงทศวรรษ 1980 เกาหลีเหนือเริ่มประสบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอย่างรุนแรง นโยบายชูเช (พึ่งพาตนเอง) ของคิม อิล-ซ็องตัดขาดประเทศจากการค้ากับต่างประเทศเกือบทั้งหมด แม้กระทั่งกับพันธมิตรดั้งเดิมอย่างสหภาพโซเวียตและจีน เกาหลีใต้กล่าวหาว่าคิมสั่งวางระเบิดในย่างกุ้ง ประเทศพม่า ใน ค.ศ. 1983 ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ที่ไปเยือน 17 คนเสียชีวิต รวมถึงรัฐมนตรีสี่คน และอีกครั้งใน ค.ศ. 1987 ซึ่งทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือบนโคเรียนแอร์ เที่ยวบินที่ 858 ทั้งหมด 115 คนเสียชีวิต[46] คิม ฮย็อน-ฮุย สายลับเกาหลีเหนือสารภาพว่าเธอเป็นผู้ติดระเบิดในกระเป๋าเดินทางของเที่ยวบิน โดยกล่าวว่าปฏิบัติการดังกล่าวได้รับคำสั่งโดยตรงจากคิมเอง[47]

วันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1991 คิมได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี[48] โอ จิน-วู รัฐมนตรีกลาโหม ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใต้บังคับบัญชาที่ภักดีที่สุดของคิม อิล-ซ็อง เป็นผู้จัดการให้กองทัพยอมรับคิม จ็อง-อิลในฐานะผู้นำคนต่อไปของเกาหลีเหนือ แม้เขาจะไม่ได้เข้ารับรัฐการทหารก็ตาม ใน ค.ศ. 1992 คิม อิล-ซ็องแถลงต่อสาธารณะว่าลูกชายของตนเป็นผู้ดูแลกิจการภายในทั้งหมดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

ใน ค.ศ. 1992 การออกอากาศทางวิทยุเริ่มเรียกเขาว่า "บิดาที่รัก" แทนที่จะเป็น "ผู้นำที่รัก" บ่งชี้ถึงการเลื่อนขั้น (หรือการยกย่องให้สูงขึ้น) วันเกิดครบรอบ 50 ปีของเขาในเดือนกุมภาพันธ์มีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ แต่ก็ยังน้อยกว่างานเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 80 ปีของคิม อิล-ซ็องในเดือนเมษายนปีเดียวกัน

ใน ค.ศ. 1992 คิม จ็อง-อิลกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในระหว่างการสวนสนามทหารเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีกองทัพประชาชนเกาหลี โดยกล่าวว่า:[49] "ขอสดุดีเหล่าทหารและนายทหารผู้หาญกล้าแห่งกองทัพประชาชนเกาหลี!"[50] คำกล่าวนั้นตามมาด้วยเสียงปรบมือดังสนั่นจากฝูงชนที่จัตุรัสคิม อิล-ซ็องในเปียงยาง ซึ่งเป็นสถานที่จัดสวนสนาม

คิมได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1993 ทำให้เขาเป็นผู้บัญชาการกองทัพประจำวัน[51]

ตามคำกล่าวของฮวัง ชัง-ย็อบ ผู้แปรพักตร์ ระบบรัฐบาลเกาหลีเหนือกลายเป็นระบบรวมศูนย์และอัตตาธิปไตยยิ่งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ภายใต้การนำของคิมมากกว่าที่เคยเป็นในสมัยบิดา ในตัวอย่างหนึ่งที่ฮวังอธิบายไว้ แม้คิม อิล-ซ็องจะเรียกร้องให้รัฐมนตรีภักดีต่อเขา แต่กระนั้นเขาก็ยังคงขอคำแนะนำจากพวกเขาบ่อยครั้งระหว่างการตัดสินใจ ตรงกันข้าม คิม จ็อง-อิลเรียกร้องการเชื่อฟังและเห็นพ้องอย่างสมบูรณ์จากรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่พรรคของเขาโดยไม่มีคำแนะนำหรือการประนีประนอม และเขาถือว่าการเบี่ยงเบนใด ๆ จากความคิดของเขาเพียงเล็กน้อยเป็นการแสดงความไม่ภักดี ตามที่ฮวังกล่าว คิม จ็อง-อิลสั่งการแม้กระทั่งรายละเอียดเล็กน้อยของกิจการแห่งรัฐด้วยตนเอง เช่น ขนาดบ้านของเลขาธิการพรรคและการส่งมอบของขวัญให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา[52]

ภาพเหมือนในอุดมคติของคิม จ็อง-อิล

ผู้นำประเทศเกาหลีเหนือ

[แก้]
ชาวเกาหลีเหนือกำลังโค้งคำนับรูปปั้นของคิม จ็อง-อิลและคิม อิล-ซ็อง ผู้เป็นบิดา ที่อนุสรณ์สถานใหญ่เขามันซู

วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 คิม อิล-ซ็องถึงแก่อสัญกรรมด้วยอาการหัวใจวายในวัย 82 ปี[53] คิม จ็อง-อิลได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาตั้งแต่ ค.ศ. 1974[54] ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดใน ค.ศ. 1991[55] และขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดเมื่อบิดาถึงแก่อสัญกรรม[56]

เขาเข้ารับตำแหน่งเก่าของบิดาอย่างเป็นทางการในฐานะเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีในวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1997[57] ใน ค.ศ. 1998 เขาได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศอีกครั้ง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ประกาศให้ตำแหน่งนั้นเป็น "ตำแหน่งสูงสุดของรัฐ"[58] ใน ค.ศ. 1998 สมัชชาประชาชนสูงสุดแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกตำแหน่งประธานาธิบดีและกำหนดให้คิม อิล-ซ็องเป็น "ประธานาธิบดีตลอดกาล" ของประเทศเป็นการให้เกียรติรำลึกถึงเขาตลอดไป[59]

อย่างเป็นทางการ คิมเป็นส่วนหนึ่งของคณะสามผู้นำซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของรัฐบาลเกาหลีเหนือร่วมกับนายกรัฐมนตรีชเว ย็อง-ริมและประธานรัฐสภาคิม ย็อง-นัม (ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกัน) คิมบัญชาการกองทัพ ชเว ย็อง-ริมเป็นหัวหน้ารัฐบาลและดูแลกิจการภายในประเทศ และคิม ย็อง-นัมดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กระนั้น ในทางปฏิบัติ คิมใช้อำนาจควบคุมรัฐบาลและประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกับที่บิดาเคยทำ แม้จะไม่จำเป็นต้องลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งสำคัญ แต่เขาก็ได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์เข้าสู่สมัชชาประชาชนสูงสุดทุกห้าปี โดยเป็นตัวแทนของเขตเลือกตั้งทหาร เนื่องจากตำแหน่งควบของเขาในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี (KPA) และประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศ (NDC)[60]

นโยบายเศรษฐกิจ

[แก้]

คิมถูกกล่าวขานว่า "ไร้ความสามารถในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจอย่างน่าขบขัน"[61] เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือประสบปัญหาอย่างหนักในช่วงทศวรรษ 1990 ส่วนใหญ่เป็นเพราะการบริหารที่ผิดพลาด นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังประสบกับอุทกภัยรุนแรงในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ซึ่งรุนแรงขึ้นจากการจัดการที่ดินที่ไม่มีประสิทธิภาพ[62][63][64] เหตุนี้ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าพื้นที่เพาะปลูกของเกาหลีเหนือมีเพียงร้อยละ 18 เท่านั้น[65] และประเทศไม่สามารถนำเข้าสินค้าที่จำเป็นต่อการรักษาอุตสาหกรรม[66] ทำให้เกิดภาวะทุพภิกขภัยรุนแรงและทิ้งให้เศรษฐกิจเกาหลีเหนือย่อยยับ เมื่อเผชิญหน้ากับประเทศที่กำลังเสื่อมโทรม คิมนำนโยบาย "ทหามาก่อน" มาใช้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประเทศและเสริมสร้างระบอบการปกครอง[67] ในระดับประเทศ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นยอมรับว่านโยบายนี้ส่งผลให้เกิดอัตราการเติบโตที่เป็นบวกสำหรับประเทศมาตั้งแต่ ค.ศ. 1996 โดยมีการนำ "แนวปฏิบัติเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยมที่เป็นหมุดหมาย" มาใช้ใน ค.ศ. 2002 ทำให้เกาหลีเหนือสามารถประคับประคองตัวอยู่ได้แม้จะยังคงพึ่งพาความช่วยเหลือด้านอาหารจากต่างประเทศ[68]

หลังจากความหายนะในทศวรรษ 1990 รัฐบาลเริ่มอนุมัติกิจกรรมการแลกเปลี่ยนและการค้าขนาดเล็กอย่างเป็นทางการ ตามที่แดเนียล สไนเดอร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยประจำศูนย์วิจัยเอเชีย–แปซิฟิก มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดสังเกตไว้ การเกี้ยวพาราสีกับระบบทุนนิยมนี้ "ค่อนข้างจำกัด แต่โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอดีต ปัจจุบันมีตลาดที่น่าทึ่งซึ่งสร้างภาพลักษณ์ของระบบตลาดเสรี"[69]

ใน ค.ศ. 2002 คิมประกาศว่า "เงินควรจะสามารถวัดมูลค่าของโภคภัณฑ์ทั้งหมดได้"[70] ท่าทีต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจเหล่านี้คล้ายกับการกระทำของเติ้ง เสี่ยวผิงในจีนช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 ระหว่างการเยือนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักใน ค.ศ. 2006 คิมแสดงความชื่นชมต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของจีน[71]

การลดค่าเงินวอนเกาหลีเหนือที่ไม่ประสบความสำเร็จใน ค.ศ. 2009 ซึ่งคิมเป็นผู้ริเริ่มหรืออนุมัติเอง[61] ก่อให้เกิดความวุ่นวายทางเศรษฐกิจและการประท้วงในช่วงสั้น ๆ และเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างทางสังคมของประเทศเมื่อเผชิญกับวิกฤต[72]

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

[แก้]
คิมสนทนากับประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียระหว่างการประชุมใน ค.ศ. 2001 ในมอสโก

คิมเป็นที่รู้จักในฐานะนักการทูตที่มีทักษะและเชี่ยวชาญการใช้เล่ห์เหลี่ยม[61] ใน ค.ศ. 1998 ประธานาธิบดีคิม แด-จุงแห่งเกาหลีใต้ดำเนิน "นโยบายตะวันฉายแสง" เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและใต้และเพื่อให้บริษัทเกาหลีใต้เริ่มโครงการในเกาหลีเหนือ คิมประกาศแผนนำเข้าและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่เพิ่งเริ่มต้นของเกาหลีเหนือ จากผลของนโยบายใหม่ ทำให้เขตอุตสาหกรรมแคซ็องถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 2003 ทางเหนือของเขตปลอดทหาร[73]

อย่างไรก็ตาม การปะทะกันแบบประปรายเกิดขึ้นระหว่างสองเกาหลีทั้ง รวมถึงอุบัติการณ์กังนึงใน ค.ศ. 1996 อุบัติการณ์ซกโชและอุบัติการณ์ยอซูใน ค.ศ. 1998 และยุทธการที่ย็อนพย็องใน ค.ศ. 1999 และ 2002 ความขัดแย้งที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นใน ค.ศ. 2010 ด้วยการอับปางของเรืออาร์โอเคเอส ช็อนอันและการระดมยิงเกาะย็อนพย็อง ซึ่งทำลาย "นโยบายตะวันฉายแสง" ไปโดยสิ้นเชิง

ในการประชุมกับนายกรัฐมนตรีจุนอิจิโร โคอิซูมิ ของญี่ปุ่นในเดือนกันยายน ค.ศ. 2002 คิมยอมรับต่อสาธารณชนว่าเกาหลีเหนือลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นอย่างน้อย 13 คนตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ตามที่อันเดรย์ ลานคอฟ นักวิชาการชาวรัสเซียกล่าว การเปิดเผยข้อมูลของเกาหลีเหนือได้รับการตอบสนองด้วยความโกรธเคืองทั้งในรัฐบาลญี่ปุ่นและประชาชนทั่วไป เนื่องจากข้อกล่าวหาที่ก่อนหน้านี้ถูกมองว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง[74]

คิม อก เลขานุการส่วนตัวของคิม กับวิลเลียม โคเฮน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (ค.ศ. 2000)

ใน ค.ศ. 1994 เกาหลีเหนือและสหรัฐลงนามในกรอบความตกลงซึ่งออกแบบมาเพื่อระงับและในที่สุดก็รื้อถอนโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือแลกกับการช่วยเหลือในการผลิตเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าสองเครื่องและการรับประกันว่าเกาหลีเหนือจะไม่ถูกรุกรานอีก ใน ค.ศ. 2000 หลังการประชุมกับแมเดลิน อาลไบรต์ เขาตกลงจะระงับการสร้างขีปนาวุธ[75][76]

ใน ค.ศ. 2002 รัฐบาลของคิมยอมรับว่าได้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งเป็นการละเมิดความตกลง ค.ศ. 1994 ระบอบของคิมโต้แย้งว่าการผลิตอาวุธอย่างลับ ๆ นั้นมีความจำเป็นเพื่อจุดประสงค์ด้านความมั่นคง โดยอ้างถึงการมีอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐในเกาหลีใต้และความตึงเครียดครั้งใหม่กับสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชหลังจากสุนทรพจน์แกนแห่งความชั่วร้าย[77] วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2006 สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือประกาศว่าได้ทำการทดลองนิวเคลียร์ใต้ดินสำเร็จ ใน ค.ศ. 2009 มีการทดลองครั้งที่สองเกิดขึ้น[78]

ลัทธิบูชาบุคคล

[แก้]
หน่วยเลือกตั้งของเกาหลีเหนือที่มีภาพเหมือนของคิม อิล-ซ็องและคิม จ็อง-อิลอยู่ใต้ธงชาติ (ใต้ภาพเหมือนคือหีบบัตรเลือกตั้ง)

คิมเป็นศูนย์กลางแห่งลัทธิบูชาบุคคลที่ซับซ้อนซึ่งสืบทอดมาจากบิดาและผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) คิม อิล-ซ็อง เขามักเป็นศูนย์กลางความสนใจในชีวิตประจำวันของประชาชนเกาหลีเหนือ ในวันครบรอบวันเกิดปีที่ 60 ของเขา (อ้างอิงจากวันเกิดอย่างเป็นทางการ) มีการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ทั่วประเทศเนื่องในโอกาสฮวังกัปของเขา[79] ใน ค.ศ. 2010 สื่อของเกาหลีเหนือรายงานว่าเครื่องแต่งกายอันโดดเด่นของคิมได้สร้างกระแสแฟชั่นไปทั่วโลก[80]

มุมมองที่แพร่หลายคือการที่ประชาชนยึดมั่นในลัทธิบูชาบุคคลของคิมนั้นเป็นไปเพียงเพราะความเคารพต่อคิม อิล-ซ็องหรือเพราะความกลัวการถูกลงโทษหากไม่แสดงความเคารพ[81] แหล่งข่าวจากสื่อและรัฐบาลนอกเกาหลีเหนือโดยทั่วไปสนับสนุนมุมมองนี้[82][83][84][85][86] ขณะที่แหล่งข่าวจากรัฐบาลเกาหลีเหนือยืนยันว่าเป็นการบูชาวีรบุรุษอย่างแท้จริง[87] เพลง "ไม่มีมาตุภูมิหากไร้ซึ่งท่าน" ขับร้องโดยคณะประสานเสียงกิตติมศักดิ์แห่งรัฐกองทัพประชาชนเกาหลี ถูกแต่งขึ้นเป็นพิเศษสำหรับคิมใน ค.ศ. 1992 และถูกเปิดกระจายเสียงทางวิทยุและจากลำโพงตามท้องถนนในเปียงยางเป็นประจำ[88]

สิทธิมนุษยชน

[แก้]

ตามรายงานของฮิวแมนไรตส์วอตช์ใน ค.ศ. 2004 รัฐบาลเกาหลีเหนือภายใต้การนำของคิม "เป็นหนึ่งในรัฐบาลที่กดขี่มากที่สุดในโลก" มีนักโทษการเมืองมากถึง 200,000 คนตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่สหรัฐ และเกาหลีใต้ ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นหรือศาสนา การต่อต้านทางการเมือง หรือการศึกษาที่เท่าเทียม "แทบทุกด้านของชีวิตทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจล้วนถูกควบคุมโดยรัฐบาล"[89]

รัฐบาลของคิมถูกกล่าวหาว่าก่อ "ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในการสร้างและยืดเยื้อภาวะทุพภิกขภัยในทศวรรษ 1990[62][63][64] ฮิวแมนไรตส์วอตช์ระบุว่าเขาเป็นเผด็จการและกล่าวหาว่าเขากระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน[90] แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประณามเขาที่ปล่อยให้ "ชาวเกาหลีเหนือนับล้านจมอยู่ในความยากจน" และกักขังผู้คนหลายแสนในค่ายกักกัน[91]

คิม จ็อง-อิลอ้างว่าเกณฑ์ที่ใช้แยกแยะว่าบุคคลใดจะถือได้ว่าเป็นสมาชิกของสังคมเกาหลีเหนือและมีสิทธิหรือไม่นั้น "ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชนชั้นทางสังคมของเขา แต่ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์"[92]

วิกฤตการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

[แก้]

รัฐบาลเกาหลีมีความพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อให้ในด้านการทหารและพลังงานมาตั้งแต่สมัยของประธานาธิบดีคิม อิล-ซ็อง โดยด้วยความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตมีการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ตัวแรกขึ้นที่ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ย็องบย็อน (Yŏngbyŏn Nuclear Scientific Research Center) ในค.ศ. 1963 ในค.ศ. 1994 รัฐบาลเกาหลีของนายคิม จ็อง-อิล บรรลุข้อตกลงในการงดเว้นการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และเกาหลีเหนือได้เข้าเป็นสมาชิกของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation Treaty; NPT) แลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือในการผลิตเครื่องปฏิกรณ์พลังงานนิวเคลียร์สองเครื่อง[93] แต่ทว่าในค.ศ. 2002 รัฐบาลเกาหลีเหนือยอมรับว่าได้กำลังผลิตอาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอดแม้ว่าจะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1994 ซึ่งรัฐบาลของคิม จ็อง-อิล กล่าวว่าการผลิตลับจำเป็นสำหรับจุดประสงค์ด้านความมั่นคง โดยอ้างการมีอยู่ของอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาในเกาหลีใต้และความตึงเครียดรอบใหม่กับสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช[94] ผู้ซึ่งได้กล่าวว่าเกาหลีเหนือเป็นหนึ่งใน "อักษะแห่งความชั่วร้าย" (Axis of Evil) เกาหลีเหนือจึงถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสนธิสัญญาในค.ศ. 2003 นานาชาติประกอบด้วยห้าประเทศได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสหพันธรัฐรัสเซีย เข้าเปิดโต๊ะเจรจากับรัฐบาลเกาหลีเหนือเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ยอมละทิ้งการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ เรียกว่า การเจรจาหกฝ่าย (Six-party talks) แต่ไม่เป็นผลนัก

วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2006 รัฐบาลเกาหลีเหนือทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินเป็นครั้งแรก และในปีต่อมาเดือนมกราคม ค.ศ. 2007 สำนักข่าวกลางของเกาหลีเหนือประกาศว่า เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดลองนิวเคลียร์ใต้ดิน การเจรจาหกฝ่ายรอบที่หกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007 เกาหลีเหนือยินยอมที่จะยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แต่ไม่ยอมให้ผู้ตรวจสอบจาก ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency; IAEA) เข้าตรวจสอบ ในเดือนเมษายนค.ศ. 2009 รัฐบาลเกาหลีทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินเป็นครั้งที่สอง ท่ามกลางเสียงประณามจากนานาชาติ

ความพยายามที่จะพัฒนาอาวุธสงครามนิวเคลียร์ ทำให้ทศวรรษแห่งความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีระหว่างรัฐบาลเกาหลีทั้งสองเป็นอันต้องสิ้นสุดลง ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 เกิดยุทธการแทชอง (Battle of Daecheong) เป็นการปะทะกันระหว่างเรือรบของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และเหตุการณ์จมเรือชอนัน (ROKS Cheonan sinking) เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2010 ทำให้มีลูกเรือชาวเกาหลีใต้เสียชีวิต

สุขภาพและชีวิตบั้นปลาย

[แก้]

รายงานปี 2008

[แก้]

ในนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ของญี่ปุ่น Shūkan Gendai ฉบับเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008 โทชิมิตสึ ชิเงมูระ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านคาบสมุทรเกาหลี[95] อ้างว่า คิม จ็อง-อิลถึงแก่แสัญกรรมด้วยโรคเบาหวานในช่วงปลาย ค.ศ. 2003 และคนที่ปรากฏตัวต่อสาธารณะหลังจากนั้นเป็นตัวแทนที่เคยถูกใช้เพื่อป้องกันเขาจากการพยายามลอบสังหาร[96] ในหนังสือขายดีเล่มต่อมาชื่อ The True Character of Kim Jong Il ชิเงมุระอ้างอิงถึงบุคคลที่ไม่ระบุชื่อซึ่งใกล้ชิดกับครอบครัวของคิมพร้อมกับแหล่งข่าวกรองของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยอ้างว่าพวกเขาได้ยืนยันว่าโรคเบาหวานของคิมทรุดหนักลงในช่วงต้น ค.ศ. 2000 และจากนั้นจนกระทั่งการถึงแก่อสัญกรรมที่ถูกกล่าวอ้างของเขาในสามปีครึ่งต่อมา เขาต้องนั่งรถเข็น ชิเงมูระยังอ้างเพิ่มเติมว่าผลการวิเคราะห์ลายพิมพ์เสียงของคิมใน ค.ศ. 2004 ไม่ตรงกับเสียงที่บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ มีการสังเกตด้วยว่าคิมไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนในงานวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกที่เปียงยางในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 2008 คำถามดังกล่าวได้รับการรายงานว่า "ทำให้หน่วยข่าวกรองต่างประเทศงุนงงมาหลายปีแล้ว"[95]

วันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 2008 แหล่งข่าวหลายแห่งรายงานว่าหลังจากเขาไม่ได้ปรากฏตัวในวันนั้นในพิธีสวนสนามทหารเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของเกาหลีเหนือ หน่วยข่าวกรองสหรัฐเชื่อว่าคิมอาจ "ป่วยหนัก" หลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ครั้งสุดท้ายที่เขาปรากฏตัวต่อสาธารณะคือเมื่อเดือนที่แล้ว[97]

อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอระบุว่ารายงานก่อนหน้านี้เกี่ยวกับวิกฤตสุขภาพนั้นน่าจะถูกต้อง สื่อเกาหลีเหนือยังคงนิ่งเงียบในประเด็นดังกล่าว รายงานของแอสโซซิเอเต็ดเพรสระบุว่านักวิเคราะห์เชื่อว่าคิมให้การสนับสนุนกลุ่มสายกลางในกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่กองทัพที่ทรงอำนาจของเกาหลีเหนือคัดค้านการเจรจา "หกฝ่าย" กับจีน ญี่ปุ่น รัสเซีย เกาหลีใต้ และสหรัฐซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ เจ้าหน้าที่สหรัฐบางคนสังเกตว่าไม่นานหลังข่าวลือเกี่ยวกับสุขภาพของคิมถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนก่อน เกาหลีเหนือได้แสดงท่าที "แข็งกร้าวมากขึ้นในการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์" ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม สำนักข่าวทางการของเกาหลีเหนือรายงานว่ารัฐบาลจะ "พิจารณาดำเนินการในเร็ว ๆ นี้เพื่อฟื้นฟูโรงงานนิวเคลียร์ในนย็องบย็อนให้กลับสู่สภาพเดิมตามที่สถาบันที่เกี่ยวข้องร้องขออย่างแข็งขัน" นักวิเคราะห์กล่าวว่าสิ่งนี้หมายความว่า "กองทัพอาจมีอำนาจเหนือกว่าและคิมอาจไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอีกต่อไป"

ภายในวันที่ 10 กันยายน มีรายงานที่ขัดแย้งกัน เจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีใต้ที่ไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่าคิมได้เข้ารับการผ่าตัดหลังมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกเล็กน้อยและดูเหมือนว่า "ตั้งใจจะเข้าร่วมงานในช่วงบ่ายวันที่ 9 กันยายน แต่ตัดสินใจไม่เข้าร่วมเนื่องจากผลข้างเคียงหลังผ่าตัด" คิม ย็อง-นัมกล่าวว่า "ขณะที่เราต้องการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของประเทศร่วมกับท่านเลขาธิการใหญ่คิม จ็อง อิล เรากลับต้องเฉลิมฉลองกันเอง" ซ็อง อิล-โฮ เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือกล่าวว่า "เรามองว่ารายงานดังกล่าวไม่เพียงแต่ไร้ค่า แต่ยังเป็นแผนสมคบคิดด้วย" หนังสือพิมพ์โชซุนอิลโบของโซลรายงานว่า "สถานทูตเกาหลีใต้ในปักกิ่งได้รับรายงานข่าวกรองว่าคิมล้มป่วยในวันที่ 22 สิงหาคม"[98] เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานในวันที่ 9 กันยายนว่าคิม "ป่วยหนักมากและน่าจะประสบภาวะเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ แต่หน่วยข่าวกรองสหรัฐไม่คิดว่าเขาจะเสัยชีวิตในเร็ว ๆ นี้"[99] บีบีซีตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือปฏิเสธรายงานเหล่านี้ โดยระบุว่าปัญหาสุขภาพของคิมไม่ได้ "ร้ายแรงพอจะเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเขา'"[100][101] แม้พวกเขาจะยืนยันว่าเขาประสบภาวะเส้นเลือดในสมองแตกในวันที่ 15 สิงหาคมก็ตาม[102]

คิมในการประชุมระหว่างการเยือนของเขากับดมีตรี เมดเวเดฟในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011

เกียวโดนิวส์ของญี่ปุ่นรายงานในวันที่ 14 กันยายนว่า "คิมล้มป่วยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองหรือเลือดออกในสมอง และปักกิ่งได้ส่งแพทย์ทหารห้านายตามคำร้องขอของเปียงยาง คิมจะต้องใช้เวลาพักฟื้นร่างกายเป็นเวลานานก่อนจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่และควบคุมแขนขาได้อีกครั้ง เหมือนกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทั่วไป" มาอินิจิชิมบุนของญี่ปุ่นอ้างว่าคิมหมดสติเป็นครั้งคราวตั้งแต่เดือนเมษายน[103] โตเกียวชิมบุนของญี่ปุ่นในวันที่ 15 กันยายน รายงานเพิ่มเติมว่าคิมกำลังพักอยู่ที่บ้านรับรองบงฮวา เขาดูเหมือนว่าจะมีสติแล้ว "แต่เขาต้องการเวลาพักฟื้นจากอาการเส้นเลือดในสมองแตกครั้งล่าสุด โดยมีอาการมือและเท้าบางส่วนเป็นอัมพาต" แหล่งข่าวจากจีนถูกอ้างถึงโดยกล่าวว่าสาเหตุหนึ่งของอาการเส้นเลือดในสมองแตกอาจมาจากความเครียดที่เกิดจากการที่สหรัฐชะลอการถอดเกาหลีเหนือออกจากรายชื่อประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้าย[104]

วันที่ 19 ตุลาคม มีรายงานว่าเกาหลีเหนือสั่งให้ทูตของตนอยู่ใกล้สถานทูตเพื่อรอ "ข้อความสำคัญ" ตามรายงานของโยมิอุริชิมบุนของญี่ปุ่น ก่อให้เกิดการคาดเดาครั้งใหม่เกี่ยวกับสุขภาพของผู้นำที่กำลังป่วย[105]

ภายในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2008 รายงานระบุว่าคิมมีอาการทรุดหนักและถูกนำตัวกลับไปโรงพยาบาล[106] เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่านายกรัฐมนตรีทาโร อาโซของญี่ปุ่น กล่าวในการประชุมรัฐสภาในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 2008 ว่าคิมเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล "อาการของเขาไม่สู้ดีนัก แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะหมดความสามารถในการตัดสินใจโดยสิ้นเชิง" อาโซกล่าวเพิ่มเติมว่าศัลยแพทย์ระบบประสาทชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งอยู่บนเครื่องบินที่มุ่งหน้าไปปักกิ่ง เพื่อเดินทางต่อไปยังเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ คิม ซ็อง-โฮ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ กล่าวต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติในการประชุมรัฐสภาแบบปิดในโซลว่า "คิมดูเหมือนจะฟื้นตัวเร็วพอจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ประจำวันของเขาได้"[107]

หนังสือพิมพ์ดงอาอิลโบรายงานว่า "มีปัญหาร้ายแรง" เกี่ยวกับสุขภาพของคิม ฟูจิเทเลวิชันของญี่ปุ่นรายงานว่าคิม จ็อง-นัม บุตรชายคนโตของคิมเดินทางไปปารีสเพื่อว่าจ้างศัลยแพทย์ระบบประสาทให้แก่บิดา และแสดงวิดีโอที่ศัลยแพทย์คนดังกล่าวขึ้นเครื่องบินเที่ยวบิน CA121 ที่มุ่งหน้าไปยังเปียงยางจากปักกิ่งในวันที่ 24 ตุลาคม เลอปวงต์ นิตยสารรายสัปดาห์ของฝรั่งเศสระบุว่าเขาคือฟรองซัวส์-ซาเวียร์ รูซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายประสาทศัลยศาสตร์ของโรงพยาบาลแซ็ง-แตนน์ในปารีส แต่รูซ์เองกล่าวว่าเขาอยู่ในปักกิ่งนานหลายวันและไม่ได้อยู่ในเกาหลีเหนือ[108] วันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2011 รูซ์ยืนยืนยันว่าคิมมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกใน ค.ศ. 2008 และได้รับการรักษาโดยตัวเขาเองและแพทย์ชาวฝรั่งเศสคนอื่น ๆ ที่โรงพยาบาลกาชาดในเปียงยาง รูซ์กล่าวว่าคิมมีผลข้างเคียงที่คงอยู่น้อยมาก[109]

วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพถ่าย 2 ภาพแสดงให้เห็นคิมกำลังถ่ายรูปร่วมกับทหารกองทัพประชาชนเกาหลี (KPA) หลายสิบนายในการเยี่ยมหน่วยทหารที่ 2200 และหน่วยย่อยของหน่วยทหาร 534 เขาปรากฏตัวด้วยทรงผมตั้งฟูตามแบบฉบับของเขา สวมแว่นตากันแดดที่เป็นเอกลักษณ์ และเสื้อพาร์กาฤดูหนาวสีขาว คิมยืนอยู่หน้าต้นไม้ที่มีใบไม้เปลี่ยนเป็นสีฤดูใบไม้ร่วง และป้ายคำขวัญสีแดงและขาว[110][111][112][113] เดอะไทมส์ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของภาพถ่ายเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งภาพ[114]

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2008 เครือข่ายโทรทัศน์ทีบีเอสของญี่ปุ่นรายงานว่าคิมมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกครั้งที่สองในเดือนตุลาคม ซึ่ง "ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของแขนและขาข้างซ้ายและความสามารถในการพูดของเขาด้วย"[115] อย่างไรก็ตาม หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ปฏิเสธรายงานนี้[115]

เพื่อตอบสนองต่อข่าวลือเกี่ยวกับสุขภาพและการสูญเสียอำนาจของคิม ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2009 เกาหลีเหนือเผยแพร่วิดีโอที่แสดงให้เห็นคิมเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานและสถานที่อื่น ๆ ทั่วประเทศระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ค.ศ. 2008[116] ใน ค.ศ. 2010 โทรเลขทางการทูตที่รั่วไหลออกมากล่าวอ้างว่าคิมป่วยเป็นโรคลมชัก[117]

ตามรายงานของเดอะเดลีเทลิกราฟ คิมเป็นนักสูบบุหรี่จัด[118]

ภาพเหมือนของคิม จ็อง-อิลและบิดาในหอศึกษาใหญ่ประชาชนในเปียงยาง

ผู้สืบทอด

[แก้]

บุตรชายทั้งสามของคิมและน้องเขยของเขา พร้อมด้วยโอ กุก-รย็อล นายพลกองทัพ ได้ถูกกล่าวถึงในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งที่เป็นไปได้ แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือได้นิ่งเงียบโดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับเรื่องนี้ในช่วงระยะหนึ่ง[119]

คิม ย็อง-ฮุน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจากสถาบันการศึกษาเกาหลีเหนือแห่งมหาวิทยาลัยทงกุกในโซล กล่าวใน ค.ศ. 2007 ว่า "ณ จุดนี้ แม้แต่กลุ่มผู้มีอำนาจในเกาหลีเหนือเองก็คงไม่สนับสนุนการสืบทอดราชวงศ์ของตระกูลนี้อีกต่อไป"[120] คิม จ็อง-นัม บุตรชายคนโตของคิม ในช่วงแรกเชื่อกันว่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง แต่ดูเหมือนจะหมดความโปรดปรานหลังถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะใกล้โตเกียวใน ค.ศ. 2001 ซึ่งเขาถูกจับได้ขณะพยายามเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นด้วยหนังสือเดินทางปลอมเพื่อไปเที่ยวโตเกียวดิสนีย์แลนด์[121]

วันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 2009 มีรายงานว่าคิม จ็อง-อึน บุตรชายคนเล็กของคิม จะเป็นผู้นำคนต่อไปของเกาหลีเหนือ[122] เช่นเดียวกับบิดาและปู่ของเขา เขายังได้รับสมญานามอย่างเป็นทางการว่าสหายผู้ปราดเปรื่อง[123] ก่อนเขาจะถึงแก่อสัญกรรม มีรายงานว่าคิมคาดว่าจะแต่งตั้งบุตรชายของเขาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2012[124]

ได้รับเลือกเป็นผู้นำอีกครั้ง

[แก้]

วันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2009 คิมได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศอีกครั้ง[125] และปรากฏตัวในการประชุมสมัชชาประชาชนสูงสุด นี่เป็นครั้งแรกที่คิมปรากฏตัวต่อสาธารณะนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008 เขาได้รับเลือกตั้งกลับมาอย่างเป็นเอกฉันท์และได้รับการยืนปรบมือให้เกียรติ[126]

วันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 2010 คิมได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีอีกครั้ง[127]

การเยือนต่างประเทศ ค.ศ. 2010 และ 2011

[แก้]
คิมกับประธานาธิบดี ดมีตรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซียที่ค่ายทหารโซสโนวี-บอร์ เขตไซกราเยฟสกี บูเรียเตีย เมื่อ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2010

มีรายงานว่าคิมเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2010 เขาเดินทางเข้าประเทศด้วยรถไฟส่วนตัวในวันที่ 3 พฤษภาคม และพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในต้าเหลียน[128] ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2010 เคิร์ต แคมป์เบล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกบอกกับเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ว่าคิมมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงสามปีเท่านั้น ตามข้อมูลทางการแพทย์ที่ได้รวบรวมไว้[129] คิมเดินทางไปจีนอีกครั้งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2010 คราวนี้เดินทางไปพร้อมกับบุตรชาย ซึ่งในขณะนั้นเป็นการกระตุ้นให้เกิดการคาดเดากันว่าเขาพร้อมที่จะส่งมอบอำนาจให้กับคิม จ็อง-อึน บุตรชาย[130]

เขาเดินทางไปจีนอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2011 ในโอกาสครบรอบ 50 ปีการลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ[131] ในปลายเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 เขาเดินทางโดยรถไฟไปยังรัสเซียตะวันออกไกลเพื่อพบกับประธานาธิบดีดมิตรี เมดเวเดฟสำหรับการเจรจาที่ไม่ระบุรายละเอียด[132]

ปลาย ค.ศ. 2011

[แก้]

คาดการณ์กันว่าการเดินทางเยือนต่างประเทศของคิมใน ค.ศ. 2010 และ 2011 เป็นสัญญาณว่าสุขภาพของเขาดีขึ้นและอาจทำให้กระบวนการสืบทอดอำนาจชะลอตัวลง หลังเยือนรัสเซีย คิมปรากฏตัวในพิธีสวนสนามทหารในเปียงยางในวันที่ 9 กันยายน โดยมีคิม จ็อง-อึนร่วมอยู่ด้วย[133]

อสัญกรรม

[แก้]
ภาพเหมือนอย่างเป็นทางการของคิม ออกให้หลังจากเขาถึงแก่อสัญกรรม

มีรายงานว่าคิมถึงแก่อสัญกรรมจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011 เวลา 08:30 น. ขณะเดินทางโดยรถไฟไปยังพื้นที่นอกเปียงยาง[134][135] เขาได้รับการสืบทอดตำแหน่งโดยคิม จ็อง-อึน บุตรชายคนเล็ก ผู้ซึ่งสำนักข่าวกลางเกาหลียกย่องให้เป็น "ผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่"[136][137][138] ตามรายงานของสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ในช่วงที่เขาถึงแก่อสัญกรรม พายุหิมะรุนแรง "หยุดชะงัก" และ "ท้องฟ้าเหนือภูเขาแพ็กดูอันศักดิ์สิทธิ์ก็เปล่งประกายสีแดง" และน้ำแข็งบนทะเลสาบที่มีชื่อเสียงก็แตกเสียงดังจนดูเหมือนว่าจะ "เขย่าสวรรค์และโลก[139]

พิธีศพของคิมจัดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม ในเปียงยาง โดยมีช่วงไว้ทุกข์ไปจนถึงวันถัดไป กองทัพเกาหลีใต้ถูกสั่งให้เตรียมพร้อมทันทีหลังการประกาศและสภาความมั่นคงแห่งชาติได้เรียกประชุมฉุกเฉิน เนื่องจากความกังวลว่าการแย่งชิงทางการเมืองในเกาหลีเหนืออาจทำให้ภูมิภาคไม่มั่นคง ตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงหลังมีการประกาศไม่นาน ด้วยความกังวลที่คล้ายคลึงกัน[134]

วันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 2012 เกาหลีเหนือเรียกคิมว่า "ผู้นำตลอดกาล" และประกาศว่าร่างของเขาจะถูกเก็บรักษาและจัดแสดงที่วังอนุสรณ์คึมซูซันในเปียงยาง ทางการยังประกาศแผนการติดตั้งรูปปั้น ภาพเหมือน และหอคอยอมตะทั่วประเทศ[140][141] วันเกิดของเขาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ได้รับการประกาศให้เป็น "วันหยุดอันเป็นมงคลยิ่งของชาติ" และได้รับการตั้งชื่อว่า "วันแห่งดาวจรัสแสง"[142]

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 71 ปีของเขา คิมได้รับแต่งตั้งเป็นแทว็อนซู (대원수) หลังถึงแก่อสัญกรรม (โดยทั่วไปแปลว่าจอมพลสูงสุด หรือแปลตรงตัวว่าจอมพลใหญ่) ยศทางทหารสูงสุดของประเทศ เขาได้รับแต่งตั้งเป็นว็อนซู (จอมพล) ใน ค.ศ. 1992 เมื่อคิม อิล-ซ็อง ผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือได้รับการเลื่อนยศเป็นแทว็อนซู[143] ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 รัฐบาลเกาหลีเหนือสถาปนาเครื่องอิสริยาภรณ์คิม จ็อง-อิลเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาและมอบให้แก่บุคคล 132 คนสำหรับการรับใช้ในการสร้าง "ชาติสังคมนิยมที่เจริญรุ่งเรือง" และสำหรับการเพิ่มขีดความสามารถการป้องกันประเทศ[144]

ชีวิตส่วนตัว

[แก้]

ครอบครัว

[แก้]
คิม จ็อง อิลและคิม อิล-ซ็อง บิดา

ข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับประวัติการแต่งงานของคิม จ็อง-อิลนั้นไม่มีอยู่ แต่เชื่อกันว่าเขาแต่งงานอย่างเป็นทางการสองครั้ง และมีภรรยาลับสามคน[145] เขามีบุตรชายที่รู้จักกันสามคน ได้แก่ คิม จ็อง-นัม, คิม จ็อง-ชุล และคิม จ็อง-อึน และมีบุตรสาวที่รู้จักกันสองคน ได้แก่ คิม ซ็อล-ซง และคิม ยอ-จ็อง[1][146]

ฮง อิล-ช็อน ภรรยาคนแรกของคิม เป็นบุตรสาวของวีรชนที่เสียชีวิตในสงครามเกาหลี เธอถูกเลือกโดยบิดาของเขาและแต่งงานกับเขาใน ค.ศ. 1966 พวกเขามีบุตรสาวชื่อ คิม ฮเย-กย็อง[147] ซึ่งเกิดใน ค.ศ. 1968 ไม่นานหลังจากนั้นพวกเขาก็หย่าร้างกันใน ค.ศ. 1969

ซ็อง ฮเย-ริม ภรรยาลับคนแรกของคิม เป็นดาราภาพยนตร์เกาหลีเหนือ เธอแต่งงานแล้วกับชายอื่นและมีบุตรแล้วตอนที่พวกเขาพบกัน[148] มีรายงานว่าคิมบังคับให้สามีหย่ากับเธอ ความสัมพันธ์นี้ ซึ่งเริ่มต้นใน ค.ศ. 1970 ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ พวกเขามีบุตรชายหนึ่งคนคือคิม จ็อง-นัม (1971–2017) ผู้ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของคิม คิมปกปิดความสัมพันธ์และบุตรไว้เป็นความลับ (แม้แต่จากบิดา) กระทั่งเขาขึ้นสู่อำนาจใน ค.ศ. 1994[148][149] อย่างไรก็ตาม หลังจากห่างเหินกันมานานหลายปี เชื่อกันว่าซ็องเสียชีวิตที่โรงพยาบาลคลินิกกลางในมอสโกใน ค.ศ. 2002[150]

คิม ย็อง-ซุก ภรรยาอย่างเป็นทางการของคิม เป็นบุตรสาวของนายทหารระดับสูง คิม อิล-ซ็อง บิดา เลือกเธอให้แต่งงานกับบุตรชายของเขา[145] ทั้งสองห่างเหินกันมานานหลายปีก่อนที่คิมจะถึงแก่อสัญกรรม คิมมีบุตรสาวจากการแต่งงานครั้งนี้ชื่อคิม ซ็อล-ซง (เกิด ค.ศ. 1974)[146]

โค ยง-ฮี ภรรยาลับคนที่สอง เป็นชาวเกาหลีที่เกิดในญี่ปุ่นและเป็นนักเต้น เธอรับบทบาทสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งกระทั่งเสียชีวิตซึ่งรายงานว่าเกิดจากโรคมะเร็งใน ค.ศ. 2004 พวกเขามีบุตรชายสองคนคือคิม จ็อง-ชุล (เกิด ค.ศ. 1981) และคิม จ็อง-อึน ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "จ็อง-อุน" หรือ "จ็อง-อุง" (เกิด ค.ศ. 1983)[149][151] พวกเขายังมีบุตรสาวอีกคนคือคิม ยอ-จ็อง ซึ่งอายุประมาณ 23 ปีใน ค.ศ. 2012[1][152]

หลังจากโคเสียชีวิต คิมอาศัยอยู่กับคิม อก ภรรยาลับคนที่สามของเขา ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการส่วนตัวของเขามาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เธอ "แทบจะทำหน้าที่เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของเกาหลีเหนือ" และมักติดตามคิมในการเยี่ยมฐานทัพทหารและการพบปะกับแขกจากต่างประเทศ เธอเดินทางไปกับคิมในการเดินทางลับไปประเทศจีนในเดือนมกราคม ค.ศ. 2006 ซึ่งเธอได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่จีนในฐานะภรรยาของคิม[153]

ตามที่ไมเคิล บรีน ผู้เขียนหนังสือ Kim Jong Il: North Korea's Dear Leader กล่าวไว้ ผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคิมไม่เคยได้รับอำนาจหรืออิทธิพลสำคัญใด ๆ ดังที่เขาอธิบาย บทบาทของพวกเธอถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องความรักและการดูแลบ้านเรือน[154]

เขามีน้องสาวชื่อคิม กย็อง-ฮี เธอแต่งงานกับชัง ซ็อง-แท็ก ผู้ซึ่งถูกประหารชีวิตในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2013 ในเปียงยาง หลังถูกกล่าวหาว่าทรยศและทุจริต[155]

บุคลิกภาพ

[แก้]
คิมใน ค.ศ. 2000

เช่นเดียวกับบิดา คิมมีอาการกลัวการขึ้นเครื่องบิน[156] และเดินทางด้วยรถไฟหุ้มเกราะส่วนตัวสำหรับการเยือนรัสเซียและจีนเสมอ[157] รายงานของบีบีซีระบุว่าคอนสตันติน ปูลิคอฟสกี ผู้แทนรัสเซียที่เดินทางไปกับคิมทั่วรัสเซียด้วยรถไฟ บอกกับนักข่าวว่าคิมสั่งให้ขนส่งล็อบสเตอร์สดทางอากาศมายังรถไฟทุกวันและรับประทานด้วยตะเกียบเงิน[158]

การกล่าวกันว่าคิมเป็นแฟนภาพยนตร์ตัวยง โดยมีคอลเล็กชันวิดีโอเทปและดีวีดีมากกว่า 20,000 แผ่น[159][160] มีรายงานว่าภาพยนตร์ชุดโปรดของเขา ได้แก่ ศุกร์ 13 ฝันหวาน, ก็อดซิลล่า, ภาพยนตร์โลโผนฮ่องกง, อินเดียน่า โจนส์, เจมส์ บอนด์, ซีรีส์ Otoko wa Tsurai yo, และ แรมโบ้[160][161][162][163] โดยมีฌอน คอนเนอรีและเอลิซาเบธ เทย์เลอร์เป็นนักแสดงชายและหญิงที่เขาชื่นชอบ[160][162][164] คิมยังถูกกล่าวว่าชื่นชอบภาพยนตร์ตลกอีลิง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความเน้นย้ำเรื่องจิตวิญญาณของทีมและความร่วมมือของชนกรรมาชีพ[160] คิมควบคุมดูแลการผลิตภาพยนตร์เรื่อง The Flower Girl ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีน[165] เขาเป็นผู้แต่งหนังสือ ว่าด้วยศิลป์แห่งภาพยนตร์ ใน ค.ศ. 1978 ตามคำสั่งของคิม ชิน ซัง-อก ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเกาหลีใต้ และชเว อึน-ฮี ภรรยาของเขาที่เป็นนักแสดงถูกลักพาตัวไปเพื่อสร้างอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของเกาหลีเหนือ[166] เขาควบคุมดูแลภาพยนตร์ทั้งหมดของพวกเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งชินและชเวหลบหนีจากการควบคุมของเกาหลีเหนือใน ค.ศ. 1986 ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในบรรดาเหล่านี้คือภาพยนตร์มหากาพย์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากก็อดซิลล่าใน ค.ศ. 1985 เรื่อง Pulgasari ซึ่งคิมถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอก[163][167] ใน ค.ศ. 2006 เขามีส่วนร่วมในการผลิตภาพยนตร์ที่สร้างตามแนวคิดชูเช เรื่อง The Schoolgirl's Diary ซึ่งแสดงให้เห็นชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งที่พ่อแม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ โดยมีรายงานข่าวของสำนักข่าวเคซีเอ็นเอระบุว่าคิม "ปรับปรุงบทภาพยนตร์และกำกับการผลิต"[168]

แม้คิมจะชื่นชอบความบันเทิงจากต่างประเทศหลายรูปแบบ แต่ตามคำกล่าวของลี ย็อง-กุก อดีตองค์รักษ์ เขาปฏิเสธการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มใดๆ ที่ไม่ได้ผลิตในเกาหลีเหนือ ยกเว้นไวน์จากฝรั่งเศส[169] อย่างไรก็ตาม เคนจิ ฟูจิโมโตะ อดีตพ่อครัวของเขา ได้กล่าวว่าบางครั้งคิมส่งเขาไปทั่วโลกเพื่อซื้ออาหารต่างประเทศรสเลิศนานาชนิด[170]

มีรายงานว่าคิมชื่นชอบบาสเกตบอล แมเดลิน อาลไบรต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ปิดการประชุมสุดยอดกับคิมโดยมอบลูกบาสเกตบอลที่ลงนามโดยไมเคิล จอร์แดน ตำนานเอ็นบีเอให้แก่เขา[171] ชีวประวัติอย่างเป็นทางการของเขายังอ้างว่าคิมแต่งอุปรากรหกเรื่องและสนุกกับการจัดแสดงละครเพลงที่ซับซ้อน[172]

คิม จ็อง อิลและคิม อิล-ซ็อง บิดา

ชาลส์ คาร์ตแมน ทูตพิเศษของสหรัฐสำหรับการเจรจาสันติภาพเกาหลี ผู้ซึ่งมีส่วนร่วมในการประชุมสุดยอดระหว่างแมเดลิน อาลไบรต์กับคิมใน ค.ศ. 2000 กล่าวถึงคิมว่าเป็นคนที่มีเหตุผลในการเจรจา ตรงประเด็น แต่มีอารมณ์ขันและใส่ใจกับผู้ที่เขาให้การต้อนรับ[173] อย่างไรก็ตาม การประเมินทางจิตวิทยาสรุปว่าลักษณะต่อต้านสังคมของคิม เช่น ความไม่หวาดกลัวต่อการคว่ำบาตรและการลงโทษ ทำให้การเจรจาเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง[174]

สาขาวิชาจิตวิทยามีความสนใจในการประเมินบุคลิกภาพของผู้เผด็จการมานานแล้ว ซึ่งแนวคิดดังกล่าวส่งผลให้มีการประเมินบุคลิกภาพของคิมอย่างละเอียด รายงานที่รวบรวมโดยเฟรเดอริก แอล. คูลิดจ์ และแดเนียล แอล. ซีกัล (โดยได้รับความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ชาวเกาหลีใต้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมของคิม) สรุปว่ากลุ่ม "หกบุคลิกภาพผิดปกติหลัก" ที่ผู้เผด็จการอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์, โจเซฟ สตาลินและซัดดัม ฮุสเซนมีร่วมกัน (ซาดิสต์, หวาดระแวง, ต่อต้านสังคม, หลงตัวเอง, เก็บตัวและแยกตัว) นั้น คิมก็มีร่วมด้วยเช่นกัน โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับซัดดัม ฮุสเซนเป็นหลัก[175]

การประเมินพบว่าคิมดูเหมือนจะภาคภูมิใจในความเป็นอิสระของเกาหลีเหนือ แม้มันจะสร้างความยากลำบากแสนสาหัสให้กับประชาชนชาวเกาหลีเหนือ ซึ่งลักษณะนี้ดูเหมือนจะมาจากรูปแบบบุคลิกภาพต่อต้านสังคมของเขา[174]

ผู้แปรพักตร์อ้างว่าคิมมีวังและบ้านพัก 17 แห่งทั่วเกาหลีเหนือ รวมถึงรีสอร์ตส่วนตัวใกล้ภูเขาแพ็กดู กระท่อมริมทะเลในว็อนซัน และบ้านพักรย็องซ็อง กลุ่มวังทางตะวันออกเฉียงเหนือของเปียงยางที่ล้อมรอบด้วยแนวรั้วหลายชั้น บังเกอร์และปืนต่อสู้อากาศยาน[176]

ความมั่งคั่ง

[แก้]

ตามรายงานของซันเดย์เทลิกราฟใน ค.ศ. 2010 คิมมีเงินฝาก 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในธนาคารยุโรปเผื่อในกรณีที่เขาจำเป็นต้องหลบหนีออกจากเกาหลีเหนือ ซันเดย์เทลิกราฟรายงานว่าเงินส่วนใหญ่อยู่ในธนาคารในลักเซมเบิร์ก[177]

ตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

[แก้]

คิมได้รับตำแหน่งต่าง ๆ มากมายในช่วงที่เขาครองอำนาจ ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2009 รัฐธรรมนูญของเกาหลีเหนือได้รับการแก้ไขเพื่ออ้างถึงเขาและผู้สืบทอดตำแหน่งของเขาในฐานะ "ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี[178]

รูปปั้นขี่ม้าของคิม จ็อง-อิล (ขวา) และคิม อิล-ซ็องในวัยหนุ่ม เปียงยาง
  • ศูนย์กลางพรรคแรงงานเกาหลีและสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี (ทศวรรษ 1970)[179]
  • ผู้นำที่รัก (ชินแอฮานึนชีโดจา) (ปลายทศวรรษ 1970–1994)[179]
  • สมาชิกคณะผู้บริหารสูงสุดสมัชชาประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
  • เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี (1974–1997)
  • สมาชิกคณะผู้บริหารสูงสุดคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี (1980–2011)
  • ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี (25 ธันวาคม 1991 – 17 ธันวาคม 2011)[48]
  • จอมพลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (1993–2011)[180]
  • ประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศ (1993–2011)[51]
  • ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ (วิแดฮันรย็องโดจา) (8 กรกฎาคม 1994 – 17 ธันวาคม 2011)[179]
  • เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี (8 ตุลาคม 1997 – 17 ธันวาคม 2011)[127]
  • ประธานคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (8 ตุลาคม 1997 – 17 ธันวาคม 2011)
  • ผู้นำตลอดกาล (หลังถึงแก่อสัญกรรม) (12 มกราคม 2012 –)[140]
  • จอมพลสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (หลังถึงแก่อสัญกรรม) (12 มกราคม 2012 –)[181]
  • เลขาธิการใหญ่ตลอดกาลพรรคแรงงานเกาหลี (หลังถึงแก่อสัญกรรม) (11 เมษายน 2012 –)[182]
  • ประธานตลอดกาลคณะกรรมการป้องกันประเทศ (หลังถึงแก่อสัญกรรม) (13 เมษายน 2012 –)[183]
  • ผู้นำตลอดกาลพรรคแรงงานเกาหลี (7 พฤษภาคม 2016 –)[184]
  • ผู้นำตลอดกาลของชูเชเกาหลี (หลังถึงแก่อสัญกรรม) (29 มิถุนายน 2016 –)[185]

ผลงานตีพิมพ์

[แก้]
หนังสือที่เขียนโดยคิม จ็อง-อิล

จากแหล่งข่าวของเกาหลีเหนือ คิมตีพิมพ์ผลงานประมาณ 890 ชิ้นในช่วงอาชีพของเขาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1964 ถึงมิถุนายน ค.ศ. 1994[186] ตามรายงานของเคซีเอ็นเอ จำนวนผลงานตั้งแต่ ค.ศ. 1964 ถึง 2001 มีทั้งหมด 550 ชิ้น[187] ใน ค.ศ. 2000 มีรายงานว่าสำนักพิมพ์พรรคแรงงานเกาหลีได้ตีพิมพ์ผลงานของคิมอย่างน้อย 120 ชิ้น[188] ใน ค.ศ. 2009 เคซีเอ็นเอเผยแพร่ตัวเลขดังต่อไปนี้:

ในศตวรรษใหม่ มีผลงาน [ของคิม จ็อง-อิล] อย่างน้อย 354,000 เล่มถูกแปลเป็นเกือบ 70 ภาษาและตีพิมพ์ในราว 80 ประเทศ ใน ค.ศ. 2006 มีกิจกรรมศึกษาและเผยแพร่ผลงานเหล่านี้กว่า 500 กิจกรรมในอย่างน้อย 120 ประเทศและภูมิภาค ปีถัดมา มีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบทั้งหมดกว่า 600 กิจกรรมในอย่างน้อย 130 ประเทศและภูมิภาค และใน ค.ศ. 2008 มีการจัดงานเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันนี้อย่างน้อย 3,000 งานในกว่า 150 ประเทศและภูมิภาค[189]

สรรนิพนธ์ของคิม จ็อง-อิล (ฉบับแก้ไข) ซึ่งยังคงตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องแม้หลังจากเขาถึงแก่อสัญกรรมแล้ว มีทั้งหมด 24 เล่มในภาษาเกาหลี[190] และ 15 เล่มในภาษาอังกฤษ[191] เล่มที่สามถึงแปดไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ในภาษาอังกฤษ[192]

สรรพนิพนธ์ของคิม จ็อง-อิลปัจจุบันมีถึงเล่มที่ 13[193] ในเกาหลีเหนือมี "หอแสดงผลงานของคิม จ็อง-อิล" ที่อุทิศให้กับผลงานของเขา โดยเก็บรวบรวมผลงานและต้นฉบับของเขาไว้กว่า 1,100 ชิ้น[194]

ในช่วงวัยรุ่นและวัยมหาวิทยาลัยของเขา คิมได้เขียนบทกวี[195] เขายังเขียนเนื้อเพลงด้วย[196] ผลงานวรรณกรรมสำคัญชิ้นแรกของเขาคือ ว่าด้วยศิลป์แห่งภาพยนตร์ ใน ค.ศ. 1973[197]

ดูเพิ่ม

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ชื่อต้น จ็อง-อิล เมื่อออกเสียงโดด ๆ จะออกเสียงว่า [tsɔŋ.il]
  2. รัสเซีย: Юрий Ким, เสียงอ่านภาษารัสเซีย: [ˈjʉrʲɪj ˈkʲim]
  3. แหล่งข่าวกล่าวว่าคิมปกครองเกาหลีเหนือแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ[3][4][5]
  4. An Act of Sincerity ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นทั้งภาพยนตร์และละครเวที ถูกสร้างโดยคิม โท-มันหลังการเสียชีวิตของชเว แช-รย็อน ภรรยาของพัก กึม-ชอล ผู้นำกลุ่มกัปซาน มันนำเสนอชเวในแง่บวกและเน้นย้ำถึงความภักดีของเธอต่อสามี คิม อิล-ซ็องไม่เห็นด้วยกับมันและบอกเป็นนัยว่ามันแสดงถึงความจงรักภักดีที่ผิดที่ผิดทาง[34]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 Lee Young-jong; Kim Hee-jin (8 August 2012). "Kim Jong-un's sister is having a ball". Korea JoongAng Daily. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 August 2012. สืบค้นเมื่อ 8 August 2012.{{cite news}}: CS1 maint: unfit URL (ลิงก์)
  2. 김정일(남성). 북한정보포털 (ภาษาเกาหลี). Ministry of Unification. สืบค้นเมื่อ 7 November 2022.
  3. Scobell, Andrew. (2006). Kim Jong Il and North Korea: the leader and the system. Strategic Studies Institute. OCLC 66049956. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 October 2020. สืบค้นเมื่อ 26 June 2020.
  4. McEachern, Patrick (2010). Inside the red box : North Korea's post-totalitarian politics. Columbia University Press. ISBN 978-0231153225. OCLC 747083533. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 October 2020. สืบค้นเมื่อ 26 June 2020.
  5. Im, Chae-ch'on (2011). Kim Jong Il's leadership of North Korea. Routledge. ISBN 978-1134017119. OCLC 1100459946. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 October 2020. สืบค้นเมื่อ 26 June 2020.
  6. Kim, Jong Un (6 April 2012). Let Us Brilliantly Accomplish the Revolutionary Cause of Juche, Holding Kim Jong Il in High Esteem as the Eternal General Secretary of Our Party: Talk to Senior Officials of the Central Committee of the Workers' Party of Korea (PDF). Pyongyang: Foreign Languages Publishing House. p. 1. OCLC 988748608. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 June 2018. สืบค้นเมื่อ 9 May 2018. ... an epoch-making event that establishes an important milestone in holding up General Kim Jong Il, together with President Kim Il Sung, as the eternal leader of our Party, and in carrying out the ideology and cause of the President and the General with credit.
  7. Chung, Byoung-sun (22 August 2002). "Sergeyevna Remembers Kim Jong Il". The Chosun Ilbo. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 March 2007. สืบค้นเมื่อ 19 February 2007.
    Sheets, Lawrence (12 February 2004). "A Visit to Kim Jong Il's Russian Birthplace". NPR. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 March 2007. สืบค้นเมื่อ 19 February 2007.
  8. "Transcripts". CNN.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 October 2020. สืบค้นเมื่อ 15 September 2011.
  9. "Kim Jong-Il, Kim Il-Sung – In the Family Business – North Korea: Secrets and Lies – Photo Gallery". Life. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 January 2012. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
  10. "Profile: Kim Jong-il". BBC News. 16 January 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 February 2017. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.
  11. Christopher Richardson (2017), "Hagiography of the Kims and the childhood of saints", ใน Adam Cathcart; Robert Winstanley-Chesters; Christopher K. Green (บ.ก.), Change and Continuity in North Korean Politics, London / New York: Routledge, p. 121, ISBN 978-1134811045
  12. Lim Jae-cheon (2009), Kim Jong Il's Leadership of North Korea (1 ed.), London: Routledge, pp. 9–10, ISBN 978-0203884720
  13. Korea & World Affairs, Volume 27 (ภาษาอังกฤษ). Research Center for Peace and Unification. 2003. p. 246. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 November 2021. สืบค้นเมื่อ 25 November 2021.
  14. Ness, Immanuel; Cope, Zak (2016). The Palgrave Encyclopedia of Imperialism and Anti-Imperialism (ภาษาอังกฤษ). Springer. p. 112. ISBN 978-0230392786. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 November 2021. สืบค้นเมื่อ 25 November 2021.
  15. Kim Jong Il: Brief History 1998, p. 1.
  16. Breen 2012, p. 45.
  17. "Interview with Lee Min". Hankyoreh Shinmun. October 1999.
  18. "The Kims' North Korea". Asia Times. 4 June 2005. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 June 2005. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.{{cite web}}: CS1 maint: unfit URL (ลิงก์)
  19. Post, Jerrold M.; Alexander George (2004). Leaders and their followers in a dangerous world: the psychology of political behavior. Cornell University Press. pp. 243–244. ISBN 978-0801441691.
  20. Kongdan Oh; Ralph C. Hassig (2004). North Korea through the Looking Glass. Brookings Institution Press. p. 86. ISBN 978-0815798200. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 August 2020. สืบค้นเมื่อ 7 March 2018.
  21. Kim Jong Il: Brief History 1998, pp. 5–6.
  22. Martin, Bradley K. (2004). Under the Loving Care of the Fatherly Leader, New York: St. Martin's Press. ISBN 0312322216.
  23. Kim Jong Il: Brief History 1998, pp. 7–9.
  24. Ltd, Allied Newspapers (20 December 2011). "The Dear Leader's secret stay in Malta". Times of Malta (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 April 2019. สืบค้นเมื่อ 4 April 2019.
  25. "Kim Jong Il's unlikely Maltese mentor & a secret military agreement" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). NK News – North Korea News. 11 June 2014. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 April 2015. สืบค้นเมื่อ 4 April 2019.
  26. Preston, Peter (30 December 2002). "Kim is a baby rattling the sides of a cot". The Guardian. London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 October 2022. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.
  27. "Happy Birthday, Dear Leader – who's next in line?". Asia Times. 14 February 2004. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 February 2004. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.{{cite web}}: CS1 maint: unfit URL (ลิงก์)
  28. 1 2 "략력". Our Nation School.
  29. Adrian Buzo, The Making of Modern Korea. London: Routledge Press, 2002, ISBN 978-0415237499, p. 127.
  30. Lim Jae-Cheon, Leader Symbols and Personality Cult in North Korea: The Leader State. New York: Taylor & Francis, 2015, ISBN 978-1317567400.
  31. Lim Jae-Cheon, Kim Jong-il's Leadership of North Korea. New York: Routledge, 2008, ISBN 978-1134017126, pp. 38–47.
  32. Lim Jae-Cheon, Leader Symbols and Personality Cult in North Korea: The Leader State (New York: Taylor & Francis, 2015, ISBN 978-1317567400.
  33. 1 2 Lim Jae-Cheon, Kim Jong-il's Leadership of North Korea (New York: Routledge, 2008, ISBN 978-1134017126, pp. 38–47.
  34. 1 2 3 4 Ra Jong-yil (2019). Inside North Korea's Theocracy: The Rise and Sudden Fall of Jang Song-thaek. แปลโดย Jinna Park. Albany: State University of New York Press. ISBN 978-1438473734. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 August 2022. สืบค้นเมื่อ 4 August 2022.
  35. Levi, Nicolas (30 June 2015). "Kim Jong Il: a film director who ran a country". Journal of Modern Science (ภาษาอังกฤษ). 25 (2): 155–166. ISSN 1734-2031.
  36. Robey, Tim (2023-04-02). "From Sea of Blood to Rambo: Kim Jong-il's guide to the movies". The Telegraph (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0307-1235. สืบค้นเมื่อ 2025-02-09.
  37. 1 2 Suh, Dae-Sook (1988), Kim Il-Sung: The North Korean Leader, Columbia University Press, pp. 276–280, ISBN 978-0231065733
  38. "The Losers in N. Korea's Ruling Family", Chosun Ilbo, 17 February 2011.
  39. Hwang Jang Yop's Memoirs (2006)
  40. 1 2 "Kim Jong Il Secures Position as Successor". Daily NK. 6 February 2011. Archived from original on 13 August 2013. Retrieved 23 January 2025.
  41. Jang Jin-sung: Dear Leader: Poet, Spy, Escapee – A Look Inside North Korea, 2014.
  42. Kim, Song-A (9 May 2007). "Photos of Kim Jong Il's Brother, Kim Pyong Il and Recent Visits". Daily NK. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 September 2007. สืบค้นเมื่อ 10 March 2024.
  43. "Kim Pyong Il, long-time North Korean ambassador in Europe, returns home". NK News. 8 November 2019. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 May 2020. สืบค้นเมื่อ 10 March 2024.
  44. Buzo 2002, p. 127.
  45. "North Korea's dear leader less dear". The Age. 19 November 2004. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 February 2007. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  46. "North Korea: Nuclear Standoff" เก็บถาวร 3 มกราคม 2014 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, The Online NewsHour, PBS, 19 October 2006.
  47. Takahashi, Kosuke (16 December 2004). "Fake ashes, very real North Korean sanctions". Asia Times Online. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 December 2004.
  48. 1 2 "Kim Jong-un 'supreme commander'" (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 24 December 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 January 2020. สืบค้นเมื่อ 6 January 2020.
  49. Jae-Cheon Lim (2008). Kim Jong-il's Leadership of North Korea. Routledge. p. 155. ISBN 978-1134017126. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 August 2020. สืบค้นเมื่อ 21 July 2015.
  50. Ian Jeffries (2012). North Korea, 2009–2012: A Guide to Economic and Political Developments. Routledge. p. 674. ISBN 978-1135116989. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 August 2020. สืบค้นเมื่อ 21 July 2015.
  51. 1 2 "20th Anniversary of Kim Jong Il's Election as NDC Chairman Commemorated". nkleadershipwatch.wordpress.com. 8 April 2014. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 February 2015. สืบค้นเมื่อ 15 December 2014.
  52. "Testimony of Hwang Jang-yop". irp.fas.org. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 March 2022. สืบค้นเมื่อ 5 May 2022.
  53. Kleiner 2001, p. 291.
  54. Lim 2015, p. 90.
  55. Becker 2006, p. 129.
  56. "The Rise of Kim Jong Il – Evidence from East German Archives". www.wilsoncenter.org. สืบค้นเมื่อ 28 April 2020.[ลิงก์เสีย]
  57. Buzo 2002, p. 175.
  58. Kleiner 2001, p. 296.
  59. Kleiner 2001, p. 274.
  60. "The Personal Secretariat". nkleadershipwatch.wordpress.com. 21 August 2010. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 April 2013. สืบค้นเมื่อ 19 April 2013.
  61. 1 2 3 Lankov 2014, p. 130.
  62. 1 2 Noland 2004.
  63. 1 2 Haggard; Nolan; Sen (2009). Famine in North Korea: Markets, Aid, and Reform. Columbia University Press. p. 209. ISBN 978-0231140010. This tragedy was the result of a misguided strategy of self-reliance that only served to increase the country's vulnerability to both economic and natural shocks ... The state's culpability in this vast misery elevates the North Korean famine to a crime against humanity
  64. 1 2 "North Korea: A terrible truth". The Economist. 17 April 1997. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 October 2011. สืบค้นเมื่อ 24 September 2011.
  65. "North Korea Agriculture" เก็บถาวร 2 พฤศจิกายน 2006 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Federal Research Division of the Library of Congress. Retrieved 11 March 2007.
  66. "Other Industry – North Korean Targets". nuke.fas.org. Federation of American Scientists. 15 June 2000. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 June 2015. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  67. Homer T. Hodge."North Korea's Military Strategy". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 June 2007. สืบค้นเมื่อ 5 July 2012. , Parameters, U.S. Army War College Quarterly, 2003.
  68. Kim, Myong-choi (4 January 2007). "Kim Jong-il's military-first policy a silver bullet". Asia Times Online. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 January 2007.
  69. "North Korea's Capitalist Experiment" เก็บถาวร 16 กุมภาพันธ์ 2009 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Council on Foreign Relations, 8 June 2006.
  70. "On North Korea's streets, pink and tangerine buses". Christian Science Monitor. 2 June 2005. ISSN 0882-7729. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 August 2005. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  71. Glaser, Bonnie; Bajpaee, Chietigj (1 January 2007). "Inside North Korea: A Joint U.S.—Chinese Dialogue". United States Institute of Peace. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 September 2012. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  72. Lankov 2014, pp. 131133.
  73. "Asan, KOLAND Permitted to Develop Kaesong Complex", The Korea Times, 23 April 2004. [ลิงก์เสีย]
  74. Lankov, Andrei (2015). The Real North Korea: Life and Politics in the Failed Stalinist Utopia. Oxford: Oxford University Press. p. 24. ISBN 978-0-19-939003-8.
  75. "Timeline and Quick Facts on the Korean War". ThoughtCo (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 24 January 2023.
  76. Rhodes, Richard; Shellenberger, Michael (23 May 2017). "Atoms for Pyongyang: Let North Korea Have Peaceful Nuclear Power". Foreign Affairs. ISSN 0015-7120. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  77. de Boer, John (28 October 2002). "Weekly Review #70: Motivation Behind North Korea's Nuclear Confession". GLOCOM Platform. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 October 2006. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  78. "DPRK Successfully Conducts Underground Nuclear Test". Korean Central News Agency. 10 October 2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 October 2006. สืบค้นเมื่อ 10 October 2006.
  79. "North Korea marks leader's birthday". BBC. 16 February 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 November 2008. สืบค้นเมื่อ 18 December 2007.
  80. "N.Korea leader sets world fashion trend, Pyongyang claims". The Independent. 8 April 2010. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 May 2016. สืบค้นเมื่อ 14 July 2014.
  81. Mansourov, Alexandre. ""Korean Monarch Kim Jong Il: Technocrat Ruler of the Hermit Kingdom Facing the Challenge of Modernity", The Nautilus Institute". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 August 2007. สืบค้นเมื่อ 18 December 2007.
  82. Scanlon, Charles (16 February 2007). "Nuclear deal fuels Kim's celebrations". BBC. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 September 2018. สืบค้นเมื่อ 18 December 2007.
  83. Coonan, Clifford (21 October 2006). "Kim Jong Il, the tyrant with a passion for wine, women and the bomb". The Independent. London. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 October 2007. สืบค้นเมื่อ 18 December 2007.
  84. Lloyd Parry, Richard (10 October 2006). "'Dear Leader' clings to power while his people pay the price". The Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 December 2006.
  85. "North Korea's 'Dear Leader' flaunts nuclear prowess". The New Zealand Herald. Reuters. 10 October 2006. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 January 2020. สืบค้นเมื่อ 13 October 2011.
  86. Compiled by the Bureau of Democracy, Human Rights, and Labor. "Country Reports on Human Rights Practices" เก็บถาวร 2 สิงหาคม 2020 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน United States Department of State. 25 February 2004. Retrieved 18 December 2007.
  87. LaBouyer, Jason (May–June 2005). "When friends become enemies – Understanding left-wing hostility to the DPRK" (PDF). Lodestar. Korea-DPR.com. pp. 7–9. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 19 March 2009. สืบค้นเมื่อ 18 December 2007.
  88. Marshall Cavendish Corporation (2007). World and Its Peoples: Eastern and Southern Asia. Marshall Cavendish. p. 929. ISBN 978-0761476313. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 May 2022. สืบค้นเมื่อ 21 May 2020.
  89. "Human Rights in North Korea". Human Rights Watch. July 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 December 2006. สืบค้นเมื่อ 2 August 2007.
  90. "North Korea: Nothing to Celebrate About Kim Jong-Il". Human Rights Watch. 13 February 2015. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 October 2022. สืบค้นเมื่อ 25 January 2019.
  91. "North Korea: Kim Jong-il's death could be opportunity for human rights". www.amnesty.org (ภาษาอังกฤษ). Amnesty International. 19 December 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 March 2016.
  92. Weatherley, Robert; Jiyoung, Song (June 2008). "The Evolution of Human Rights Thinking in North Korea". Journal of Communist Studies and Transition Politics. 24 (2): 272–296. doi:10.1080/13523270802003111. ISSN 1352-3279. S2CID 143231124.
  93. "History of the 'Agreed Framework' and how it was broken", About: U.S. Gov Info/Resources, 12 March 2007.
  94. "Motivation Behind North Korea's Nuclear Confession", GLOCOM Platform, 28 October 2002.
  95. 1 2 Sheridan, Michael (7 September 2008). "North Korea 'uses doubles to hide death of Kim'". The Times. London. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 September 2008. สืบค้นเมื่อ 5 December 2008.
  96. "N Korea's Kim died in 2003; replaced by lookalike, says Waseda professor". Japan Today. 23 August 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 September 2008. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  97. Pamela Hess and Matthew Lee (10 September 2008). "North Korea's Kim Jong Il may be gravely ill, jeopardizing progress on halting nukes". Star Tribune. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 September 2008. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
  98. "NKorean leader suffered stroke: Seoul intelligence". Agence France-Presse. 9 September 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 September 2008.
  99. "KBS Global". english.kbs.co.kr. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 December 2008.
  100. "Mystery has surrounded Kim Jong Il". CNN. 10 September 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 August 2009. สืบค้นเมื่อ 7 May 2010.
  101. "N Korea insists Kim is not unwell". BBC News. 10 September 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 December 2008. สืบค้นเมื่อ 5 January 2010.
  102. Jae-Soon Chang (11 September 2008). "N Korea: Kim Had Brain Surgery". Time. Associated Press. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 September 2008. สืบค้นเมื่อ 11 September 2008.
  103. "N. Korean Kim Having Trouble Using Limbs". The Seoul Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 July 2013. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
  104. "Kim Jong Il Out of Public View as Major Holiday Passes". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 December 2008. สืบค้นเมื่อ 16 December 2008.. Yahoo! News. 15 September 2008.
  105. Ha, Michael (19 October 2008). "NK Diplomats on Standby for Important Announcement". The Korea Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 April 2017. สืบค้นเมื่อ 12 April 2017.
  106. "Report sparks more speculation on Kim Jong Il's health". Irish Independent. 29 October 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 June 2016. สืบค้นเมื่อ 26 May 2016.
  107. Onishi, Norimitsu (29 October 2008). "Kim Jong-Il Hospitalized but at Helm, Japan Says". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 April 2009. สืบค้นเมื่อ 7 May 2010.
  108. "LCI, Corée du Nord: Le chirurgien français dément toute visite à Kim Jong II". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 November 2008.
  109. French doctor confirms Kim had stroke in 2008 เก็บถาวร 4 มิถุนายน 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (Associated Press via PhilStar), 19 December 2011.
  110. "JPG image". Agence France-Presse. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 December 2008 โดยทาง Google News.
  111. "French brain surgeon admits visiting Pyongyang: report". Agence France-Presse. 4 November 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 December 2009. สืบค้นเมื่อ 11 March 2010.
  112. JPG image, archived from"cdn.turner.com (CNN, 2008)". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 November 2008. สืบค้นเมื่อ 5 November 2008. or"news.xinhuanet.com". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 December 2008. สืบค้นเมื่อ 5 November 2008.
  113. "Kim Jong Il watches army training". Xinhua News Agency. 5 November 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 March 2009. สืบค้นเมื่อ 11 March 2010.
  114. Hamilton, Fiona (7 November 2008). "Kim Jong Il: digital trickery or an amazing recovery from a stroke?". The Times. London. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 November 2008. สืบค้นเมื่อ 7 May 2010.
  115. 1 2 "Kim Jong-il had possible second stroke". Reuters. 11 November 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 November 2020. สืบค้นเมื่อ 1 July 2017.
  116. "Video of Kim Jong-il". BBC News. 7 April 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 January 2012. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
  117. Hutchison, Peter (28 November 2010). "WikiLeaks: US referred to Ahmadinejad as 'Hitler'". The Daily Telegraph. London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 January 2022. สืบค้นเมื่อ 30 December 2010.
  118. Fife-Yeomans, Janet (20 December 2011). "Kim Jong-il – the high life of an evil dictator". The Daily Telegraph. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 January 2012. สืบค้นเมื่อ 20 December 2011. When North Korea's Dear Leader, the chain-smoking Kim Jong-il, 69, died on Saturday
  119. "Possible successors to North Korea's Kim". Reuters. 10 September 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 March 2021. สืบค้นเมื่อ 1 July 2017.
  120. "North Korea silent over Kim Jong Il successor". Indiaenews.com. 14 February 2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 February 2008. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.{{cite web}}: CS1 maint: unfit URL (ลิงก์)
  121. "Transcript: The World Today: Japan deports man claiming to be Kim Jong-Nam". ABC.net.au. 4 May 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 April 2007. See also family tree: "Family tree". news.bbc.co.uk. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 September 2008.
  122. "North Korean leader Kim Jong-il 'names youngest son as successor'". The Guardian. London. Associated Press. 2 June 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 October 2015. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.
  123. "North Korea: A 'Brilliant Comrade'". The New York Times. 12 June 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 May 2011. สืบค้นเมื่อ 13 June 2009.
  124. Lankov 2014, p. 144.
  125. "Kim Jong Il Elected Chairman of NDC of DPRK". Korean Central News Agency. 9 April 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 October 2014. สืบค้นเมื่อ 11 March 2010.
  126. "N. Korea leader appears in public". BBC News. 9 April 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 April 2009. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.
  127. 1 2 "North Korea's Kim paves way for family succession". BBC News. 28 September 2010. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 April 2017. สืบค้นเมื่อ 12 April 2017.
  128. "North Korea's Kim 'visits China'". BBC News. 3 May 2010. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 January 2020. สืบค้นเมื่อ 7 May 2010.
  129. "Kim Jong-il 'Has 3 Years to Live'". The Chosun Ilbo (ภาษาอังกฤษ). 17 March 2010. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 December 2011. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  130. McCurry, Justin; Watts, Jonathan (26 August 2010). "North Korean leader Kim Jong-il 'visiting China with his son'". BBC News. London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 September 2013. สืบค้นเมื่อ 28 August 2010.
  131. 颜筱箐 (27 May 2011). "DPRK leader Kim Jong-Il visits China". China.org.cn. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 January 2012. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
  132. Schwirtz, M. "Kim Il-Jong Visits Russia to Meet with President Medvedev", The New York Times. 21 August 2011.
  133. Laurence, Jeremy (9 September 2011). "North Korea military parade shows leader's succession on course". Reuters. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 January 2016. สืบค้นเมื่อ 19 April 2013.
  134. 1 2 "N Korean leader Kim Jong-il dies". BBC News. 19 December 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 July 2022. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011. died on Saturday
  135. "North Korean leader Kim Jong-il dead". ABC News. 19 December 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 January 2012. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
  136. "Kim Jong Il's youngest son dubbed 'great successor'". NBC News. 19 December 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 September 2020. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  137. "Kim Jong-il's son Kim Jong-un poised to lead North Korea". National Post. Canada. 10 October 2010. สืบค้นเมื่อ 20 December 2011.
  138. Demick, Barbara (19 December 2011). "Kim Jong Il death: Powerful uncle could overshadow Kim's son". Los Angeles Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 January 2012. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
  139. "Kim Jong-il death: 'Nature mourns' N Korea leader". BBC. 22 December 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 September 2021. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.
  140. 1 2 "Kim Jong Il to be enshrined as 'eternal leader'". CBS News. 12 January 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 October 2014. สืบค้นเมื่อ 12 January 2012.
  141. Sang-hun, Choe (12 January 2012). "North Korea Plans Permanent Display of Kim Jong-il's Body". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 May 2017. สืบค้นเมื่อ 25 February 2017.
  142. "Kim Jong-il to be put on display". ABC Sydney. 13 January 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 January 2012. สืบค้นเมื่อ 12 January 2012.
  143. "North Korea's Kim Jong Un adds 'marshal' to list of official titles, cementing power over military". CBS News. AP. 18 July 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 April 2018. สืบค้นเมื่อ 2 April 2018.
  144. "North Korea awards 132 medals to commemorate Kim Jong-il's birthday". The Telegraph. 14 February 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 January 2022. สืบค้นเมื่อ 11 August 2013.
  145. 1 2 "The Women in Kim's Life". Time. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 July 2010. สืบค้นเมื่อ 10 July 2010.
  146. 1 2 "Kim Jong-Il's Daughter Serves as His Secretary". Theseoultimes.com. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 June 2019. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.
  147. Breen 2012, p. 64.
  148. 1 2 Glionna, John M. (22 December 2011). "North Korean defector says Kim Jong Il stole her life". Los Angeles Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 June 2018. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  149. 1 2 "Kim's Secret Family". Time Asia. 23 June 2003. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 June 2003. สืบค้นเมื่อ 26 June 2003.
  150. Martin, Bradley K. (2004). Under the Loving Care of the Fatherly Leader: North Korea and the Kim Dynasty. New York: Thomas Dunne Books. pp. 693–694. ISBN 978-0312323226. Although a flurry of press dispatches at the time her sister defected claimed that Hye-rim had gone with Hye-rang, in fact, [Hye-rim] continued to live in Moscow until she died in May 2002.
  151. "N.Korea Heir Apparent 'Given More Auspicious Birthday'". The Chosun Ilbo (ภาษาอังกฤษ). 11 December 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 August 2011. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  152. "Kim Yo Jong". nkleadershipwatch.wordpress.com. 11 July 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 August 2012. สืบค้นเมื่อ 8 August 2012.
  153. "Report: Kim Jong Il Living With Former Secretary". Fox News Channel. 24 July 2006. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 October 2014. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.
  154. Glionna, John M. (24 December 2011). "Many women were linked to Kim Jong Il, but few had any influence". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 April 2013. สืบค้นเมื่อ 28 May 2015 โดยทาง LA Times.
  155. "North Korean leader's uncle 'executed over corruption'". BBC. 12 December 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 November 2019. สืบค้นเมื่อ 12 December 2013.
  156. Swift, Andrew (4 May 2010). "Profiles in Phobia". Foreign Policy. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 May 2010. สืบค้นเมื่อ 6 May 2010.
  157. Stephen Kurczy (6 May 2010). "Secret China visit: All aboard Kim Jong-il's luxury train". The Christian Science Monitor. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 April 2013. สืบค้นเมื่อ 5 April 2013.
  158. "Profile: Kim Jong-il". BBC News. 16 January 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 February 2009. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.
  159. Blitzer, Wolf (8 January 2003). "North Korean leader loves Hennessey, Bond movies". CNN. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 April 2019. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  160. 1 2 3 4 Savage, Mark (19 December 2011). "Kim Jong-il: The cinephile despot". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 December 2014. สืบค้นเมื่อ 30 November 2014.
  161. Gourevitch, Philip (2 November 2003). "The madness of Kim Jong Il". The Guardian. London. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
  162. 1 2 Shapiro, Michael (April 25, 2004). "A Kim Jong Il Productio". The New Yorker (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 4, 2016. สืบค้นเมื่อ 25 September 2024.
  163. 1 2 Fischer, Paul (February 3, 2015). A Kim Jong-Il Production: The Extraordinary True Story of a Kidnapped Filmmaker, His Star Actress, and a Young Dictator's Rise to Power. Flatiron Books. pp. 282–283. ISBN 9781250054272.
  164. "Movie-buff Kim Jong-Il seeks joint foreign film ventures". Worldtribune.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 January 2012. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.
  165. Li, Jie (2023). Cinematic Guerillas: Propaganda, Projectionists, and Audiences in Socialist China. Columbia University Press. pp. 200–201. ISBN 9780231206273.
  166. Thomson, Mike (5 March 2003). "Kidnapped by North Korea". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 May 2006. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.
  167. Fischer, Paul (2015-02-21). "Kim Jong-il and the great movie-star kidnap". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2024-09-25.
  168. "Film 'Diary of a Girl Student', Close Companion of Life" เก็บถาวร 1 กันยายน 2006 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Korea News Service, 10 August 2006.
  169. Macintyre, Donald (18 February 2002). "The Supremo in His Labyrinth". Time. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 June 2010. สืบค้นเมื่อ 9 June 2010.
  170. "Kim Jong-il Satisfies his Gourmet Appetite while his People Starve". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 March 2005. สืบค้นเมื่อ 30 August 2004.. The Chosun Ilbo. 27 June 2004.
  171. Zeigler, Mark (29 October 2006). "The oddest fan". San Diego Union-Tribune. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 March 2016.
  172. "Asia–Pacific | Profile: Kim Jong-il". BBC News. 9 June 2000. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 May 2009. สืบค้นเมื่อ 28 December 2011.
  173. "Interview: Charles Kartman". Frontline. Public Broadcasting Service. 20 February 2003. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 March 2021. สืบค้นเมื่อ 14 April 2010.
  174. 1 2 Coolidge & Segal 2009, p. 200.
  175. Coolidge & Segal 2009, p. 199.
  176. "Kim Jong Il, Where He Sleeps and Where He Works". Daily NK. 15 March 2005. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 May 2013. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  177. Arlow, Oliver (14 March 2010). "Kim Jong-il keeps $4bn 'emergency fund' in European banks". Sunday Telegraph. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 May 2018. สืบค้นเมื่อ 5 June 2023.
  178. McGivering, Jill (29 September 2009). "N Korea constitution bolsters Kim". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 December 2019. สืบค้นเมื่อ 7 May 2010.
  179. 1 2 3 전, 영선 (2006). 다시 고쳐 쓴 북한의 사회와 문화 [A New View of North Korean Society and Culture]. 역락. ISBN 978-89-5556-491-4.
  180. McCurry, Justin (18 July 2012). "North Korea's Kim Jong-un named marshal". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 August 2020. สืบค้นเมื่อ 6 January 2020.
  181. "Kim Jong-il awarded North Korea's highest honour". Daily Telegraph (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 15 February 2012. ISSN 0307-1235. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 January 2022. สืบค้นเมื่อ 6 January 2020.
  182. Gambino, Lauren (11 April 2012). "Kim Jong-il made General Secretary for Eternity at North Korea ceremony". Daily Telegraph (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0307-1235. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 January 2022. สืบค้นเมื่อ 6 January 2020.
  183. "North Korea country profile" (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 6 May 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 May 2014. สืบค้นเมื่อ 6 January 2020.
  184. "Documents from the 7th Workers' Party Congress" (PDF). NCNK. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 February 2020. สืบค้นเมื่อ 6 January 2020.
  185. Constitution of North Korea (2012)[ลิงก์เสีย] Wikisource
  186. "1. A Great Thinker and Theoretician". Naenara. May 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 February 2016. สืบค้นเมื่อ 11 December 2015.
  187. "Over 530 works of Kim Jong Il published". Korean Central News Agency. 8 June 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 October 2014. สืบค้นเมื่อ 6 May 2016.
  188. "Over 120 works of Kim Jong Il brought out". Korean Central News Agency. 26 December 2000. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 October 2014. สืบค้นเมื่อ 29 February 2016.
  189. "Kim Jong Il Authors Lots of Works". Korean Central News Agency. 25 August 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 October 2014. สืบค้นเมื่อ 6 May 2016.
  190. "'Selected Works of Kim Jong Il' (Enlarged Edition) Vol. 24 Off Press". Korean Central News Agency. 22 November 2014. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 November 2019. สืบค้นเมื่อ 6 March 2016.
  191. Korea Publications Exchange Association catalogue (PDF). Korea Publications Exchange Association. 2015. p. [27]. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2 April 2017. สืบค้นเมื่อ 12 April 2017.
  192. "Selected Works". north-korea-books.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 April 2016. สืบค้นเมื่อ 6 May 2016.
  193. "'Complete Collection of Kim Jong Il's Works' Vol. 13 Published". Rodong Sinmun. 6 May 2016. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 May 2016.
  194. "Service Personnel, People Visit Kim Jong Il's Works Exhibition House". Korean Central News Agency. 18 กุมภาพันธ์ 2015. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2019. สืบค้นเมื่อ 6 มีนาคม 2016.
  195. "23. Leader Kim Jong Il, genius of literature and art". Naenara. March 2010. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 February 2016. สืบค้นเมื่อ 11 December 2015.
  196. "Song lyrics by Kim Jong Il". Naenara. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 February 2016. สืบค้นเมื่อ 11 February 2016.
  197. Lim 2015, p. 28.

หนังสืออ่านเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]