กล่องเสียงอักเสบ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ระวังสับสนกับ คอหอยอักเสบ
กล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis)
Laryngitis gastrica.jpg
ภาพส่องกล้องของกล่องเสียงอักเสบเหตุกรดไหลย้อน
การออกเสียง
สาขาวิชาแพทย์หู คอ จมูก
อาการเสียงแหบ เป็นไข้ เจ็บที่คอ/บริเวณกล่องเสียง[1][2]
ระยะดำเนินโรคปกติน้อยกว่าสองอาทิตย์[1]
สาเหตุการบาดเจ็บ โรคติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย[1]
วิธีวินิจฉัยตามอาการ หรือส่องกล้องตรวจถ้าน่าเป็นห่วง[1]
โรคอื่นที่คล้ายกันฝากล่องเสียงอักเสบ มะเร็งกล่องเสียง กล่องเสียงและท่อลมอักเสบ[1]
การรักษาพักเสียง ทานน้ำ[1]
ความชุกเป็นเรื่องสามัญ[1]

กล่องเสียงอักเสบ (อังกฤษ: Laryngitis) เป็นการอักเสบที่กล่องเสียง[1] อาการบ่อยครั้งรวมเสียงแหบ และอาจมีไข้ ไอ เจ็บคอด้านหน้า และกลืนลำบาก[1][2] โดยปกติจะเป็นไม่เกิน 2 อาทิตย์[1]

อาการจัดว่าเฉียบพลัน (acute) ถ้าเป็นน้อยกว่า 3 อาทิตย์และเรื้อรัง (chronic) เมื่อเป็นมากกว่า 3 อาทิตย์[1] แบบฉับพลันปกติเป็นส่วนของการติดเชื้อทางลมหายใจส่วนบนเนื่องกับไวรัส[1] เหตุอื่นรวมทั้งการติดเชื้ออื่น ๆ เช่น ไวรัสและเชื้อรา และการบาดเจ็บ เช่นที่เกิดจากการไอเป็นต้น[1] อาการเรื้อรังอาจเกิดจากการสูบบุหรี่ วัณโรค ภูมิแพ้ กรดไหลย้อน ข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคซาร์คอยด์[A][1][4] กลไกที่เป็นเหตุก็คือความระคายเคืองที่สายเสียง[2]

อาการน่าเป็นห่วงต่าง ๆ ที่ต้องตรวจเพิ่มรวมทั้งหายใจเข้าเสียงฮื๊ด มีประวัติฉายรังสีที่คอ มีปัญหาการกลืน เป็นนานกว่า 3 อาทิตย์ และมีประวัติสูบบุหรี่[1] ถ้ามีอาการน่าเป็นห่วง สายเสียงควรจะตรวจโดยส่องกล้อง (laryngoscopy)[1] ภาวะอื่น ๆ ที่ก่ออาการเดียวกันรวมทั้งฝากล่องเสียงอักเสบ กล่องเสียงและท่อลมอักเสบ การสูดเอาสิ่งแปลกปลอมเข้า และมะเร็งกล่องเสียง[1][5]

อาการแบบฉับพลันปกติจะหายเองโดยไม่ต้องรักษา[1] และการพักเสียงประกอบกับทานน้ำให้เพียงพออาจช่วย[1] ยาปฏิชีวนะทั่วไปจะไม่ช่วยรักษาอาการรูปแบบนี้[6] แม้อาการแบบฉับพลันจะสามัญแต่แบบเรื้อรังก็ไม่ปกติ[1] แบบเรื้อรังเกิดขึ้นในวัยกลางคนมากกว่าโดยจะสามัญในชายมากกว่าหญิง[7]

อาการ[แก้]

อาการหลักของกล่องเสียงอักเสบก็คือเสียงแหบ[8]:108 เพราะภาวะนี้มีหลายสาเหตุ อาการอื่น ๆ ก็อาจต่างกันโดยขึ้นอยู่กับเหตุ[9] ซึ่งรวมทั้ง

ลักษณะเสียง[แก้]

นอกจากเสียงแหบ ความดังค่อยและความแหลมทุ้มของเสียงก็อาจเปลี่ยนไปด้วย คนไข้อาจพูดเสียงต่ำเสียงสูงกว่าปกติ ขึ้นอยู่กับว่าสายเสียงบวมหรือแข็ง[1][10] เสียงพูดอาจจะฟังเหมือนลมแทรก เพราะอากาศสามารถวิ่งผ่านช่องระหว่างสายเสียง เสียงอาจค่อยลง[11] และมีพิสัยทุ้มแหลมลดลง[1][1]

เหตุ[แก้]

(บน) กล่องเสียงปกติ (ล่าง) กล่องเสียงอักเสบ

กล่องเสียงอักเสบอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือเหตุอื่น ๆ การอักเสบของสายเสียงที่เป็นผลทำให้เสียงเปลี่ยนไป[1] ซึ่งปกติจะเกิดตอบสนองต่อการติดเชื้อ การบาดเจ็บ หรือการแพ้[4] กล่องเสียงอักเสบเรื้อรังอาจมีเหตุจากปัญหาที่หนักกว่าอื่น ๆ เช่น ความเสียหายทางประสาท แผลเปื่อย ติ่งเนื้อเมือก หรือปุ่มหนาและแข็ง (nodule) ที่สายเสียง[5]

แบบฉับพลัน[แก้]

ติดเชื้อไวรัส[แก้]

แบบฉับพลันโดยมากจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส[1] ที่สามัญสุดก็คือ rhinovirus, ไวรัสไข้หวัดใหญ่, parainfluenza virus (HPIV), adenovirus, โคโรนาไวรัส, และ respiratory syncytial virus (RSV) ส่วนคนไข้ที่ภูมิคุ้มกันเสียหาย ไวรัสอื่น ๆ เช่น เริม, เอชไอวี และ coxsackievirus ก็อาจเป็นเหตุด้วยเหมือนกัน

ติดเชื้อแบคทีเรีย[แก้]

นี่เป็นเหตุหลักอีกอย่างหนึ่งของกล่องเสียงอักเสบฉับพลัน ซึ่งอาจเกิดคู่กับหรือมีเหตุจากการติดเชื้อไวรัสอีกอย่างหนึ่ง[1] เชื้อแบคทีเรียที่สามัญรวมทั้ง streptococcus กลุ่ม A, Streptococcus pneumoniae (เหตุของปอดบวม), Corynebacterium diphtheriae (เหตุของโรคคอตีบ), Moraxella catarrhalis, Haemophilus influenzae, Bordetella pertussis (เหตุของโรคไอกรน), Bacillus anthracis (เหตุอย่างหนึ่งของแอนแทรกซ์), และ Mycobacterium tuberculosis (เหตุของวัณโรค) ในประเทศกำลังพัฒนา อาจมีแบคทีเรียที่เป็นเหตุอื่น ๆ เช่น mycobacterium และเชื้อซิฟิลิส แต่ก็เกิดในประเทศพัฒนาแล้วเหมือนกัน[1]

ติดเชื้อรา[แก้]

ตามงานทบทวนวรรณกรรมของวารสารแพทย์ เดอะ บีเอ็มเจ กล่องเสียงอักเสบเพราะติดเชื้อราก็สามัญแต่วินิจฉัยไม่ค่อยถูกต้อง และอาจเป็นเหตุถึง 10% ของกล่องเสียงอักเสบแบบฉับพลัน[1] คนไข้ทั้งที่มีภูมิคุ้มกันปกติและเสียหายสามารถมีกล่องเสียงอักเสบเหตุเชื้อราได้ ซึ่งอาจเป็นผลของการได้ยาปฏิชีวนะหรือการสูดยา corticosteroids เมื่อเร็ว ๆ นี้[1] เชื้อราที่อาจเป็นเหตุรวมทั้ง Histoplasma, Blastomyces, Candida (โดยเฉพาะผู้ที่ภูมิคุ้มกันเสียหาย), Cryptococcus และ Coccidioides

บาดเจ็บ[แก้]

บ่อยครั้ง การบาดเจ็บอาจเกิดเพราะใช้สายเสียงทำงานมากเกินไปเช่น ตะโกน กรีดร้อง หรือร้องเพลง ซึ่งทำให้เยื่อชั้นนอกของสายเสียงเสียหาย และเมื่อหาย ลักษณะทางสรีรภาพของสายเสียงอาจจะเปลี่ยนไป[1] เหตุการอักเสบอีกอย่างก็คือพูดเป็นเวลานานเกิน[6][7][8][9][10] (เช่นในผู้มีอาชีพเป็นครู พนักงานขาย นักแสดง นักข่าวโทรทัศน์หรือวิทยุ) การบาดเจ็บรวมสิ่งที่หมอทำ (เช่น การสอดท่อลมเข้าในทางลมหายใจ) ก็อาจทำให้สายเสียงอักเสบได้[12]

แบบเรื้อรัง[แก้]

ภูมิแพ้[แก้]

ไม่ชัดเจนว่า โรคหืดอาจเป็นเหตุของอาการกล่องเสียงอักเสบได้หรือไม่[1] นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า กล่องเสียงอักเสบเหตุภูมิแพ้บ่อยครั้งวินิจฉัยว่า เป็นผลของกรดไหลย้อน[13]

กรดไหลย้อน[แก้]

คำอธิบายที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งของกล่องเสียงอักเสบเรื้อรังก็คือ การอักเสบที่มีเหตุจากการไหลย้อนของสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารขึ้นมาในหลอดอาหาร ซึ่งสร้างความระคายเคืองแก่สายเสียง[14] แต่เหตุนี้ก็วินิจฉัยได้ยาก เนื่องจากอาการเช่นนี้ เป็นอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง[15]

ภาวะภูมิต้านตนเอง[แก้]

คนไข้ข้ออักเสบรูมาตอยด์ประมาณ 30-75% จะรายงานอาการกล่องเสียงอักเสบ[1]

ส่วนคนไข้โรคซาร์คอยด์[A]เพียงแค่ 0.5-5% เท่านั้นมีอาการนี้[1] ตามงานวิเคราะห์อภิมานปี 2007 เพราะโรคนี้เป็นเหตุไม่สามัญแก่อาการต่าง ๆ ในกล่องเสียง บ่อยครั้งจึงวินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคเสียงอื่น ๆ[16]

การวินิจฉัย[แก้]

  • กล่องเสียงอักเสบฉับพลัน (acute laryngitis)
  • กล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง (chronic laryngitis)
  • กล่องเสียงอักเสบแบบแกลนูโลมา (granulomatous laryngitis)
  • Pseudomyxomatous laryngitis

สภาพที่มองเห็น[แก้]

เมื่อมีภาวะนี้ กล่องเสียงเองบ่อยครั้งก็จะแดง (erythema) และบวม (edema) ซึ่งสามารถดูได้ด้วยกล้องส่องดูกล่องเสียง (laryngoscopy) หรือสตรอโบสโคป ขึ้นอยู่กับการอักเสบแบบต่าง ๆ[8]:108 ลักษณะอื่น ๆ อาจรวม

  • เนื้อเยื่อกล้องเสียงแดง (แบบฉับพลัน)
  • หลอดเลือดขยาย (แบบฉับพลัน)
  • เนื้อเยื่อหนาแต่แห้ง (แบบเรื้อรัง)
  • สายเสียงแข็ง
  • การหลั่งเมือกเหนียวระหว่างสายเสียงบวกกับโครงสร้างใกล้ ๆ กัน (interarytenoid region)

การส่งต่อหาแพทย์เฉพาะทาง[แก้]

อาการบางอย่างอาจจะต้องส่งไปหาแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว[1] รวมทั้ง

  • กลืนลำบาก
  • หายใจเป็นเสียงฮื๊ด (stridor)
  • เจ็บหู
  • น้ำหนักลดเร็ว ๆ นี้
  • ประวัติการสูบบุหรี่
  • การฉายรังสีในปัจจุบันหรือเร็ว ๆ นี้ที่บริเวณคอ
  • การผ่าตัดที่คอหรือที่ใช้ท่อหลอดลม
  • เป็นผู้มีอาชีพใช้เสียง เช่น ครู นักร้อง นักแสดง พนักงานศูนย์บริการทางโทรศัพท์ เป็นต้น

การรักษา[แก้]

การรักษาบ่อยครั้งเป็นการบรรเทาอาการ และขึ้นอยู่กับความรุนแรงและรูปแบบของกล่องเสียงอักเสบ เช่น แบบฉับพลันหรือเรื้อรัง[1]

วิธีบรรเทาอาการทั่วไปรวมทั้งเปลี่ยนพฤติกรรม ดื่มน้ำ และอยู่ในอากาศชื้น[1] การระวังใช้เสียงเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งรวมทั้ง[1]

ส่วนข้อระวังการใช้เสียงที่ผู้บำบัดปัญหาทางการพูด-ภาษาอาจแนะนำก็คือ[1]

  • จำกัดระยะการใช้เสียงและรูปแบบของเสียงที่ใช้
  • ลดพฤติกรรมที่ทำสายเสียงให้เสียหาย
  • เพิ่มความชุ่มชื้น
  • เปลี่ยนพฤติกรรม (เช่น จำกัดกาแฟและตามรักษาโรคที่เป็น)

แบบฉับพลัน[แก้]

โดยทั่วไป กล่องเสียงอักเสบฉับพลันจะรักษาด้วยการระวังใช้เสียง ยาแก้ปวด การรักษาความชุ่มชื้น และยาปฏิชีวนะ[1][6]

เหตุติดเชื้อไวรัส[แก้]

วิธีรักษาที่แนะนำสำหรับกล่องเสียงอักเสบเหตุติดเชื้อไวรัสก็คือให้พักเสียง ยาแก้ปวด และยาละลายเมือก (mucolytics) เมื่อไอบ่อย[8] วิธีรักษาแบบชาวบ้านเช่น น้ำชาและน้ำผึ้ง ก็อาจช่วย[1] ยาปฏิชีวนะไม่ควรใช้รักษาอาการแบบนี้[1][17]

เหตุติดเชื้อแบคทีเรีย[แก้]

แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวิตนะสำหรับภาวะแบบติดเชื้อ โดยเฉพาะถ้ามีอาการติดเชื้อในทางเดินอาหารส่วนบนอย่างชัดเจน[8] ถึงกระนั้น นักวิชาการก็ไม่มีความเห็นร่วมกันว่า ควรใช้ยาชนิดนี้หรือไม่ เพราะประเด็นทางประสิทธิผล ผลข้างเคียง ค่าใช้จ่าย และโอกาสดื้อยา โดยทั่วไปแล้ว ยาปฏิชีวนะดูจะไม่มีประสิทธิผลที่ดีในการรักษากล่องเสียงอักเสบแบบฉับพลัน[6]

ในกล่องเสียงอักเสบที่รุนแรง เช่น ฝากล่องเสียงอักเสบ มีโอกาสสูงกว่าที่ทางเดินหายใจจะถูกขัดขวาง[8] ดังนั้น อาจต้องส่งตัวไปหาแพทย์เฉพาะทางทันทีเพื่อแก้ปัญหาในทางเดินลมหายใจ[1] การรักษาอาจรวมการทำให้ชื้น, corticosteroid, ยาปฏิชีวนะที่ให้ทางเส้นเลือด, และเอพิเนฟรีนแบบพ่น[8]

เหตุติดเชื้อรา[แก้]

กล่องเสียงอักเสบเหตุติดเชื้อราสามารถรักษาด้วยยาเม็ดหรือยาน้ำต้านเชื้อรา[1][8] ซึ่งปกติต้องทานถึง 3 อาทิตย์และอาจจะต้องรักษาซ้ำ ๆ ถ้ากลับเป็นอีก[8]

เหตุการบาดเจ็บ[แก้]

กล่องเสียงอักเสบเหตุใช้เสียงเกินหรือใช้อย่างไม่ควร สามารถรักษาด้วยการระวังใช้เสียง

แบบเรื้อรัง[แก้]

เหตุกรดไหลย้อน[แก้]

กรดไหลย้อนขึ้นกล่องเสียงและคอหอยโดยหลักจะรักษาด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมและทานยา[1][8] การเปลี่ยนพฤติกรรมอาจรวม

  • ใส่เสื้อผ้าที่ไม่คับ
  • ทานอาหารมื้อละน้อย ๆ แต่หลายมื้อ
  • เลี่ยงอาหารบางประเภท (เช่น กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารเผ็ด)[8]

ยาต้านการไหลย้อนอาจให้แก่คนไข้ที่มีกล่องเสียงอักเสบหรือเสียงแหบเรื้อรัง[18] แต่ถ้ารักษาด้วยยาแล้วไม่ทำให้อาการดีขึ้น ก็ควรพิจารณาเหตุอื่น ๆ[1]

ยาที่ซื้อเองได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ เช่นยาลดกรดและสารต้านตัวรับเอช2ก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน[8] ยาลดกรดมักมีฤทธิ์สั้นและอาจไม่พอเพื่อรักษา[8] ยายับยั้งการหลั่งกรด (PPI) เป็นยาที่ได้ผลดี[8] แต่ควรใช้เป็นระยะเพียงที่กำหนดไว้ หลังจากนั้นควรตรวจดูอาการอีกที[1] PPI อาจไม่ทำให้ดีขึ้น ยาที่สร้างตัวช่วยกั้นกรดซึ่งลอยกีดขวางการย้อนไหลของกรด (เช่น ยาลดกรดยี่ห้อกาวิสคอน) อาจได้ผลดีกว่าสำหรับบางคน[1] ยาต้านการหลั่งกรดอาจมีผลข้างเคียงหลายอย่าง[1] สำหรับบางคน การผ่าตัดอาจมีผลดี[1]

เหตุภูมิแพ้[แก้]

เมื่อรักษาอาการแบบภูมิแพ้ ยาเฉพาะที่เช่น สเตอรอยด์ที่พ่นเข้าจมูก และการบำบัดภูมิคุ้มกัน พบว่ามีผลดีต่อเยื่อจมูกอักเสบเหตุภูมิแพ้ (allergic rhinitis)[8] สารต้านฮิสตามีนก็อาจช่วย แต่ก็อาจทำกล่องเสียงให้แห้งด้วย[8] และสเตอรอยด์แบบสูดที่ใช้เป็นระยะเวลายาวอาจทำให้มีปัญหากล่องเสียงและเสียง[8]

เหตุภาวะภูมิต้านตนเอง[แก้]

โรค Mucous membrane pemphigoid ซึ่งเป็นโรคภูมิต้านตนเองที่ก่อแผลเป็นในที่ต่าง ๆ สามารรักษาได้ด้วยยา cyclophosphamide และเพรดนิโซโลน[1]

เหตุแกลนูโลมา[แก้]

โรคซาร์คอยด์[A] สามารถรักษาได้ด้วย corticosteroid แบบฉีด ส่วนวิธีการรักษาที่ใช้น้อยรวมทั้งฉีดที่แผลหรือผ่าตัดด้วยเลเซอร์[1]

พยากรณ์โรค[แก้]

แบบฉับพลัน[แก้]

กล่องเสียงฉับพลันปกติจะหายเองภายในสองอาทิตย์ แต่ก็สามารถคงอยู่ได้เหมือนกัน[1] คนไข้มีโอกาสหายเร็วสูงถ้าทำตามแผนการรักษา[19] ในแบบที่ติดเชื้อไวรัส อาการสามารถคงยืนชั่วระยะหนึ่ง แม้หลังจากการอักเสบของทางเดินลมหายใจส่วนบนได้หายไปแล้ว[17]

แบบเรื้อรัง[แก้]

อาการที่เป็นนานกว่า 3 อาทิตย์จัดว่าเป็นแบบเรื้อรัง[1] ซึ่งอาจต้องส่งให้แพทย์เฉพาะทางตรวจ เช่น ตรวจโดยกล้องส่อง[1] พยากรณ์โรคแบบเรื้อรังจะต่าง ๆ กันขึ้นอยู่กับเหตุ[19]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 โรคซาร์คอยด์ (sarcoidosis) เป็นการรวมตัวอย่างผิดปกติของเซลล์ที่อักเสบจนกลายเป็นก้อนที่เรียกว่า แกรนูโลมา[3] โรคมักจะเริ่มจากปอด ผิวหนัง หรือต่อมน้ำเหลือง[3]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.00 1.01 1.02 1.03 1.04 1.05 1.06 1.07 1.08 1.09 1.10 1.11 1.12 1.13 1.14 1.15 1.16 1.17 1.18 1.19 1.20 1.21 1.22 1.23 1.24 1.25 1.26 1.27 1.28 1.29 1.30 1.31 1.32 1.33 1.34 1.35 1.36 1.37 1.38 1.39 1.40 1.41 1.42 1.43 1.44 1.45 1.46 1.47 1.48 1.49 1.50 1.51 1.52 1.53 Wood, John M.; Athanasiadis, Theodore; Allen, Jacqui (2014-10-09). "Laryngitis". BMJ. The BMJ. 349: g5827. doi:10.1136/bmj.g5827. ISSN 1756-1833. PMID 25300640. Archived from the original on 2016-11-13. สืบค้นเมื่อ 2016-11-21.
  2. 2.0 2.1 2.2 "Laryngitis - National Library of Medicine". PubMed Health. Archived from the original on 2017-09-10. สืบค้นเมื่อ 2016-11-09.
  3. 3.0 3.1 "What Is Sarcoidosis?". NHLBI, NIH. 2013-06-14.
  4. 4.0 4.1 Dworkin, James Paul (2008-04). "Laryngitis: Types, Causes, and Treatments". Otolaryngologic Clinics of North America. 41 (2): 419–436. doi:10.1016/j.otc.2007.11.011. PMID 18328379. Check date values in: |date= (help)
  5. 5.0 5.1 Ferri, Fred F. (2016). Ferri's Clinical Advisor 2017: 5 Books in 1 (in อังกฤษ). Elsevier Health Sciences. p. 709. ISBN 9780323448383. Archived from the original on 2016-11-10.
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 Reveiz, L; Cardona, AF (2015-05-23). "Antibiotics for acute laryngitis in adults". Cochrane Database of Systematic Reviews. 5 (5): CD004783. doi:10.1002/14651858.CD004783.pub5. PMID 26002823.
  7. 7.0 7.1 Dhingra, P. L.; Dhingra, Shruti (2014). Diseases of Ear, Nose and Throat (in อังกฤษ) (6 ed.). Elsevier Health Sciences. p. 292. ISBN 9788131236932. Archived from the original on 2016-11-10.
  8. 8.00 8.01 8.02 8.03 8.04 8.05 8.06 8.07 8.08 8.09 8.10 8.11 8.12 8.13 8.14 8.15 8.16 Colton, Raymond H.; Casper, Janina K.; Leonard, Rebecca (2011). Understanding Voice Problems (4th ed.). Baltimore, MD: Lippincott Williams & Wilkins. pp. 308–309. ISBN 978-1-60913-874-5.
  9. 9.0 9.1 Verdolini, Katherine; Rosen, Clark A.; Branksi, Ryan C., eds. (2006). Classification Manual of Voice Disorders-I. American Speech-Language-Hearing Association. Mahwah, N.J: Lawrence Erlbaum.
  10. 10.0 10.1 Takahashi, H.; Koike, Y. (1976). "Some perceptual dimensions and acoustical correlates of pathologic voices". Acta Oto-Laryngologica Supplementum (338): 1–24.
  11. Shipp, Thomas; Huntington, Dorothy A. (1965-11-01). "Some Acoustic and Perceptual Factors in Acute-Laryngitic Hoarseness". Journal of Speech and Hearing Disorders. 30 (4): 350. doi:10.1044/jshd.3004.350. ISSN 0022-4677. PMID 5835492.
  12. Rieger, A.; Hass, I.; Gross, M.; Gramm, HJ; Eyrich, K. (1996). "Intubation trauma of the larynx--a literature review with special reference to arytenoid cartilage dislocation". Anasthesiol Intensivmed Notfallmed Schmerzther. 31 (5): 281–7. doi:10.1055/s-2007-995921. PMID 8767240.
  13. Brook, Christopher; Platt, Michael; Reese, Stephen; Noordzij, Pieter (2016-01). "Utility of Allergy Testing in Patients with Chronic Laryngopharyngeal Symptoms: Is It Allergic Laryngitis?". Otolaryngology-Head and Neck Surgery. 154 (1): 41–45. doi:10.1177/0194599815607850. Check date values in: |date= (help)
  14. Joniau, Sander; Bradshaw, Anthony; Esterman, Adrian; Carney, A. Simon (2007-05). "Reflux and laryngitis: A systematic review". Otolaryngology-Head and Neck Surgery. 136 (5): 686–692. doi:10.1016/j.otohns.2006.12.004. PMID 17478199. Check date values in: |date= (help)
  15. Campagnolo, AM; Priston, J; Thoen, RH; Medeiros, T; Assunção, AR (2014-04). "Laryngopharyngeal reflux: diagnosis, treatment, and latest research" (PDF). International archives of otorhinolaryngology. 18 (2): 184–91. doi:10.1055/s-0033-1352504. PMC 4297018. PMID 25992088. Check date values in: |date= (help)
  16. Silva, Leonardo; Damrose, Edward; Bairao, Fernanda; Nina, Mayra; Junior, James; Costa, Henrique (2008-06). "Infectious granulomatous laryngitis: a retrospective study of 24 cases". European Archives of Oto-Rhino-Laryngology. 265 (6): 675–680. doi:10.1007/s00405-007-0533-4. Check date values in: |date= (help)
  17. 17.0 17.1 Dominguez, L. M.; Simpson, C. B. (2015-12). "Viral laryngitis". Current Opinion in Otolaryngology & Head and Neck Surgery. 23 (6): 454-458. doi:10.1097/moo.0000000000000203. Check date values in: |date= (help)
  18. Schwartz, Seth R.; Cohen, Seth M.; Dailey, Seth H.; Rosenfeld, Richard M.; Deutsch, Ellen S.; Gillespie, M. Boyd; Granieri, Evelyn; Hapner, Edie R.; Kimball, C. Eve (2009-09-01). "Clinical Practice Guideline Hoarseness (Dysphonia)". Otolaryngology-Head and Neck Surgery (in อังกฤษ). 141 (3 suppl): S1–S31. doi:10.1016/j.otohns.2009.06.744. ISSN 0194-5998. PMID 19729111. Archived from the original on 2015-07-09.
  19. 19.0 19.1 Jonas, Nico (2007). "Laryngitis Management". Journal of Modern Pharmacy. 14 (5): 44.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

การจำแนกโรค
V · T · D
ทรัพยากรภายนอก