สี จิ้นผิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สี จิ้นผิง
习近平
ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
15 มีนาคม พ.ศ. 2556
นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง
สมัยก่อนหน้า หู จิ่นเทา
ประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง
แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
15 มีนาคม พ.ศ. 2556
สมัยก่อนหน้า หู จิ่นเทา
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์
แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
สมัยก่อนหน้า หู จิ่นเทา
ประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง
แห่งพรรคคอมมิวนิสต์
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
สมัยก่อนหน้า หู จิ่นเทา
รองประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ดำรงตำแหน่ง
27 ตุลาคม พ.ศ. 2551 – 14 มีนาคม พ.ศ. 2556
ประธานาธิบดี หู จิ่นเทา
สมัยก่อนหน้า เจิง ชิ่งหลง
สมัยถัดไป หลี่ หยวนเฉา
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 1 มีนาคม พ.ศ. 2496 (61 ปี)
กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ประเทศจีน
พรรคการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน
คู่สมรส เผิง ลี่หยวน
ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยชิงหัว
ลายมือชื่อ
สี จิ้นผิง
จีนตัวย่อ 习近平
จีนตัวเต็ม 習近平

สี จิ้นผิง (จีนตัวย่อ: 习近平; จีนตัวเต็ม: 習近平; พินอิน: Xí Jìnpíng; เกิด 15 มิถุนายน พ.ศ. 2496) เป็นผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคนปัจจุบัน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน, ประธานาธิบดี, ประธานคณะกรรมาธิการกลางการทหาร, อธิการบดีโรงเรียนพรรคกลาง (Central Party School) สมาชิกคนแรกของคณะกรมการเมืองถาวรแห่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ซึ่งเป็นองค์กรบริหารอำนาจสูงสุดโดยพฤตินัยของจีน[1] ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกระดับสูงสุดของสำนักงานเลขาธิการกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน[2] รองประธานคณะกรรมาธิการกลางการทหารแห่งรัฐ

เขาเป็นหัวหน้าของคณะผู้นำจีนรุ่นที่ห้าของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเป็นผู้นำจีนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เกิดหลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างแท้จริง[3][4] มีท่าทีแข็งกร้าวต่อการฉ้อราษฎร์บังหลวงและความเปิดเผยเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจแบบตลาด[5]

ประวัติ[แก้]

สี จิ้นผิง เป็นบุตรของ สี จงชุน อดีตรองนายกรัฐมนตรีจีน ผู้ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของประธาน เหมา เจ๋อตง แต่ก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมไม่นาน จงชุนก็ถูกปรับลดตำแหน่งลงเป็นเพียงกรรมกร เนื่องจากเป็นผู้อนุมัติให้มีการตีพิมพ์หนังสือที่วิจารณ์ประธานเหมา ในขณะนั้น สี จิ้นผิง กลายเป็นหนึ่งใน 29,000 ปัญญาชนชุดแรกที่ถูกกวาดต้อนไปเข้ารับการศึกษา ใช้ชีวิตเรียนรู้การทำไร่ทำนาและปศุสัตว์ พำนักอยู่ในถ้ำที่เหลียงเจี่ยเหอ หมู่บ้านเล็ก ๆ ทางเหนือของมณฑลชานซีในปี พ.ศ. 2512 ถึงกระนั้น เขามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาก สี จิ้นผิง ซึ่งยังคงอาศัยอยู่ในถ้ำ ได้เขียนจดหมายสมัครเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะถูกปฏิเสธมาตลอด แต่ในที่สุด หลังจากความพยายามหลายครั้ง เขาก็ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์

เมื่อชื่อเสียงของบิดาได้รับการฟื้นฟูภายหลังการอสัญกรรมของเหมา เจ๋อตง เขากลับมาศึกษาต่อจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาด้านเคมีจากมหาวิทยาลัยชิงหวา และเริ่มมีสายสัมพันธ์กับบุคคลในกองทัพ หลังจากนั้น เขาทำงานรับใช้พรรคที่มณฑลเหอเป่ย์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการผสมพันธุ์สุกร

ที่ฝูเจี้ยน สี จิ้นผิง เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับไต้หวัน จนได้เป็นรักษาการเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ สาขาเซี่ยงไฮ้ ระหว่าง 7 เดือนที่รักษาการ เขาพัฒนาความสัมพันธ์ กับ เจียง เจ๋อหมิน อดีตเลขาธิการพรรคและแกนนำคนสำคัญของกลุ่มผู้นำรุ่นที่ 3 ของจีน

สี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานคณะกรรมาธิการกลางการทหารแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ หลังจากการประชุมใหญ่ครั้งที่ 18 ในเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและประธานคณะกรรมาธิการกลางการทหารแห่งสาธารณรัฐในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2556

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

สีแต่งงานครั้งแรกกับ เค่อ หลิงหลิง บุตรีของเค่อ หัว อดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำอังกฤษ ก่อนที่ทั้งคู่แยกทางกันหลังจากแต่งงานเพียงไม่กี่ปี [6]

ต่อมา พ.ศ. 2530 สีแต่งงานกับ เผิง ลี่หยวน เธอเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ ซึ่งเธอเป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกครั้งเมื่อนายสีได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และภายหลังสามีได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ นางเผิง เริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทในด้านการเป็นเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศในฐานะที่เธอเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของจีน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ภริยาผู้นำสูงสุดออกมามีบทบาทต่อสาธารณชน ทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคน ชื่อว่า สี หมิงเจ๋อ [7][ลิงก์เสีย] ซึ่งปัจจุบันเธอกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้นามแฝง [8]

นางเผิงเคยกล่าวถึงชีวิตในครอบครัวว่า "พอเขามาถึงบ้าน ดิฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่ามีผู้นำกำลังอยู่ในบ้าน ในสายตาฉันเขายังคงเป็นแค่สามี" [9]

อ้างอิง[แก้]

  1. BBC News (2012). China confirms leadership change. Retrieved 17 November 2012.
  2. "Xi Jinping - First Secretary of the Secretariat of the Communist Party, People's Republic of China". Forbes. 2012-04-18. สืบค้นเมื่อ 2012-11-16. 
  3. "deckblatt-ca-data sup-form.pdf" (PDF). สืบค้นเมื่อ 20 October 2010. 
  4. http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9550000120157
  5. Ansfield, Jonathan (22 December 2007). "Xi Jinping: China’s New Boss And The ‘L’ Word". Newsweek. สืบค้นเมื่อ 20 October 2010. 
  6. Elizabeth Yuan (2012-11-08). "Xi Jinping: From 'sent-down youth' to China's top". CNN. สืบค้นเมื่อ 2012-11-08. 
  7. "习近平 彭丽媛:携手19年 家有小女习明泽(translation:Xi Jinping and Peng Liyuan: tied the knot for 19 years, had bred a daughter named Xi Mingze)" (ใน Chinese). Xinhua News Agency. 
  8. Liu, Melinda (18 January 2011). "Can't we just be friends?". Newsweek. สืบค้นเมื่อ 19 January 2011. 
  9. "In depth". BBC. สืบค้นเมื่อ 11 September 2012. 
ก่อนหน้า สี จิ้นผิง ถัดไป
หู จิ่นเทา 2leftarrow.png เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน
(15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 - ปัจจุบัน)
2rightarrow.png อยู่ในวาระ
หู จิ่นเทา 2leftarrow.png ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
(15 มีนาคม พ.ศ. 2556 - ปัจจุบัน)
2rightarrow.png อยู่ในวาระ