จูเต๋อ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จูเต๋อ
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2488 – พ.ศ. 2519
สมัยก่อนหน้า เฉิน ตู๋สิ้ว
สมัยถัดไป หั้ว กั๋วเฟิง
ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
คนที่ 1
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2497 – พ.ศ. 2502
สมัยก่อนหน้า ไม่มี
สมัยถัดไป หลิว เซ่าฉี
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 26 ธันวาคม พ.ศ. 2436
มณฑลหูหนาน ประเทศจีน
เสียชีวิต 9 กันยายน พ.ศ. 2519 (82 82)
กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
พรรคการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์จีน
คู่สมรส หลัว อีซิ่ว (1907–1910)
หยาง ไคฮุ่ย (1920–1930)
เฮ่อ จื่อเจิน (1930–1937)
เจียง ชิง (1939–1976)
ศาสนา อศาสนา
ลายมือชื่อ


นายพลจูเต๋อ (จีน: 朱德) (1 ธันวาคม 1886- 6 กรกฎาคม 1976) ผู้นำกำลังทหารสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ประวัติ[แก้]

จูเต๋อเกิดในครอบครัวเศรษฐี จูเต๋อเป็นผู้มีอิทธิพลเขามีลูกน้องมาก ชอบใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่จูเต๋อเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด ทำงานเก่ง จูเต๋อเป็นนักอ่านและชื่นชอบวรรณกรรมเรื่อง "ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน"

การรับราชการระยะแรก[แก้]

จูเต๋อเข้าเรียนในวิทยาลัยการทหารของมณฑลยูนนาน และได้ทำงานในกองทัพบก ในปีค.ศ. 1911ดร.ซุนยัดเซ็นทำการปฏิวัติราชวงศ์ชิงจูเต๋อเข้าร่วมทำการปฏิวัติในมณฑลยูนนานด้วย ต่อมาในปี ค.ศ. 1921 เขาเป็นผู้บัญชาการตำรวจมณฑลยูนนาน และได้เป็นเจ้ากรมการคลัง และช่วงนั้น เขารับเงินใต้โต๊ะ ติดผู้หญิง สูบฝิ่น จนได้รับฉายาว่า ขุนพลขี้ยา จูเต๋อมีภรรยา 9 คน


พรรคคอมมิวนิสต์จีน[แก้]

ค.ศ. 1921 จูเต๋อเริ่มศึกษาแนวคิดของลัทธิมาร์กซิสต์ จนกระทั่งจูเต๋อได้พบกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่กำลังศึกษาและใช้แนวความคิดของมาร์กซ์ในทางการเมืองกันอยู่ แต่ไม่มีใครสนใจจูเต๋อเพราะเขาเป็นเพียงแค่ "ขุนพลขี้ยา" จูเต๋อจึงเดินทางไปศึกษาแนวคิดของลัทธิมาร์กซ์ที่ประเทศเยอรมนี ปีต่อมาค.ศ. 1922 ในประเทศเยอรมนี จูเต๋อพบกับโจวเอินไหลเขาจึงได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในที่สุด ค.ศ. 1925 จูเต๋อไปเรียนวิชาทางการทหารต่อในกรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย และกลับมายังจีน แต่ฐานะของความเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงถูกเก็บไว้เป็นความลับ


รัฐบาลจีนก๊กมินตั๋ง[แก้]

จูเต๋อกลับไปทำงานในกองทัพของรัฐบาลจีนก๊กมินตั๋งของเจียงไคเชคเมื่อ ดร.ซุนยัดเซ็นได้ถึงแก่กรรม และขณะนั้นนายพลเจียงไคเชคดำรงตำแหน่งแม่ทัพของก๊กมินตั๋ง จูเต๋ออยู่ในฐานะของทหารของพรรคก๊กมินตั๋งได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจ และเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนนายทหารของเมืองหนันชาง เมืองหลวงมณฑลฝูเจี้ยน


การเปลี่ยนสู่พรรคคอมมิวนิสต์จีน[แก้]

ค.ศ. 1927 เกิดสงครามกลางเมือง โจวเอินไหลได้ปฏิวัติหนันชางได้จนสำเร็จ โดย จูเต๋อ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งหนันชางในขณะนั้น ได้เชิญนายทหารของพรรคก๊กมินตั๋งไปกินเลี้ยงร่ำสุรากัน และถูกกันตัวไปไหนไม่ได้ ขณะในเมืองทั้งสองฝ่ายรบกันอย่างดุเดือดถึง 4 ชั่วโมง และในที่สุดจูเต๋อและหลินเปียวได้สบทบกำลังเป็นทหารของจีนคอมมิวนิสต์อย่างเต็มตัว และ จากนั้นพรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดหนันชางได้เพียงสัปดาห์เดียว ทหารก๊กมินตั๋งเข้ามายึดเมืองคืนได้สำเร็จ

จูเต๋อ พร้อมด้วยหลินอี้ หลินเปียว เข้ายึดเมืองเซียนจ้าง ที่พรรคก๊กมินตั๋งปกครองอยู่ได้สำเร็จ โดยเจียงไคเชคเริ่มเห็นบทบาทของจูเต๋อมากขึ้น จึงสั่งการให้กำจัด จนในที่สุดจูเต๋อต้องล่าถอยหนีและได้พบกับเหมาเจ๋อตง ที่เขาจิงกัง ฐานที่มั่นของเหมาเจ๋อตง จูเต๋อได้รวมกำลังกับเหมาเจ๋อตงนำกองกำลังชาวนาเข้าร่วมเป็นกองกำลังจรยุทธ์ ในฤดูหนาวปี 1927-1928 เขาสามารถรวบรวมกำลังผลที่ผสมระหว่างชาวนาและกรรมกรถึง 10,000 คน โดยจูเต๋อเป็นผู้บัญชาการทหาร ส่วนเหมาเจ๋อตงเป็นประธานทางการเมือง จากนั้นเหมาเจ๋อตงกับจูเต๋อช่วยกันตีเมืองต่างๆ จนประชาชนได้เรียกทั้ง 2 คนเป็นเสียงเดียวกันว่า "จูเหมา"

ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1930 ถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1933 เจียงไคเชคได้ทำการล้อมปราบคอมมิวนิสต์จีนเขาจิงกัง จนครั้งสุดท้าย เจียงไคเชคได้นำกองทหารจำนวนหนึ่งล้านคน และเครื่องบินอีก 200 ลำ เข้าล้อมปราบ และปี ค.ศ. 1934 โดยยุทธวิธีการปิดล้อมทางเศรษฐกิจของเจียงไคเชคทำให้ "จูเหมา" เสียฐานที่มั่นเขาจิงกัง

สงครามกับญี่ปุ่น[แก้]

ญี่ปุ่นได้บุกเข้ายึดแมนจูเรีย และเจียงไคเชคจึงยุติสงครามกลางเมืองกับ "จูเหมา" หันไปต่อต้านญี่ปุ่นแทน ด้านเหมาเจ๋อตงและจูเต๋อ ก็มุ่งเดินทัพทางไกลเพื่อไปต่อต้านญี่ปุ่นเช่นกัน

การประกาศสถาปนาจีนใหม่[แก้]

ค.ศ. 1949 จูเต๋ออายุ 63 ปี ได้ยืนข้างเหมาเจ๋อตง ในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการทหาร ต่อหน้าประชาชนในการประกาศสถาปนาจีนใหม่


อ้างอิง[แก้]