มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
University of Cambridge
University of Cambridge coat of arms official.svg
ละติน: Universitas Cantabrigiensis
คติพจน์ ลาติน: Hinc lucem et pocula sacra
แปลเป็นไทยได้ว่า จากที่นี่ เราจักได้ความรู้แจ้งและวิชชา
คติพจน์อังกฤษ Literal: From here, light and sacred draughts
Non-literal: From this place, we gain enlightenment and precious knowledge
สถาปนา พ.ศ. 1752
ประเภท สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (ยกเว้นคณะอาศัยที่เป็นส่วนงานเอกชน)
ที่ตั้ง เคมบริดจ์, เคมบริดจ์เชอร์, สหราชอาณาจักร
วิทยาเขต ในเมือง
366,444 m2 (36.6444 ha) (ไม่รวมพื้นที่ของคณะอาศัยต่าง ๆ)[1]
สีประจำสถาบัน      ฟ้าหม่น[2]
เครือข่าย กลุ่มรัสเซล
EUA
กลุ่มจีห้า
LERU
IARU
เว็บไซต์ http://www.cam.ac.uk/
สะพานคณิตศาสตร์ (Mathematical Bridge) ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแคม ที่มหา วิทยาลัยเคมบริดจ์

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (อังกฤษ: University of Cambridge)[note 1] เป็นสถาบันอุดมศึกษาขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ในสหราชอาณาจักร มีความเก่าแก่เป็นอันดับที่สองของสหราชอาณาจักร ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 1752 โดยมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งก่อนหน้านั้นคือ มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด นอกจากนี้ยังเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่เป็นอันดับที่สี่ของโลกและยังเปิดดำเนินการอยู่อีกด้วย[3] มหาวิทยาลัยก่อกำเนิดจากคณาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยซึ่งขัดแย้งกับชาวบ้านที่เมืองอ๊อกซฟอร์ด[4] มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดมักได้รับการจัดอันดับต้น ๆ ของการจัดอันดับโดยสำนักต่าง ๆ จนมีการเรียกรวมกันว่า อ๊อกซบริดจ์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เป็นมหาวิทยาลัยที่มีผู้ได้รางวัลโนเบลสูงที่สุด ในบรรดามหาวิทยาลัยทั้งหลายในโลก กล่าวคือ 81 รางวัล

นักศึกษาและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย จะถูกจัดให้สังกัดแต่ละคณะอาศัย (College)[note 2] จำนวนทั้งสิ้น 31 แห่ง โดยคละกันมาจากคณะวิชา 6 คณะ โดยคณะอาศัยแต่ละแห่งอาศัยบริหารงานอย่างเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน[5] ลักษณะการบริหารเช่นนี้มีให้เห็นในมหาวิทยาลัยเคนต์ และมหาวิทยาลัยเดอแรม อาคารต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยเป็นอาคารแทรกตัวตามร้านรวงในเมือง แทนที่จะเป็นกลุ่มอาคารในพื้นที่ของตนเองเช่นมหาวิทยาลัยยุคใหม่ อาคารเหล่านั้นบางหลังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก มหาวิทยาลัยจัดให้มีสำนักพิมพ์เป็นของตนเอง ซึ่งถือเป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกที่สังกัดมหาวิทยาลัย[6][7] นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังมีห้องสมุดขนาดใหญ่อีกด้วย

ประวัติ[แก้]

ในปี ค.ศ. 1209 ผู้ก่อตั้งเป็นกลุ่มคณาจารย์และนักศึกษาที่ย้ายมาจาก มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ตำนานกล่าวว่าเดิมทีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดเกิดข้อพิพาทกับเมืองอ๊อกซฟอร์ดอย่างรุนแรง ด้วยสาเหตุที่มีโสเภณีนางหนึ่งถูกฆาตกรรม เมืองอ๊อกซฟอร์ดตัดสินแขวนคออาจารย์ซึ่งเป็นสมาชิกของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ด้วยเหตุที่สมัยก่อนมหาวิทยาลัยกับเมืองนั้นค่อนข้างมีอิสระต่อกัน ดังนั้นคณาจารย์ของอ๊อกซฟอร์ดจึงไม่พอใจการตัดสินของเมืองอย่างมากเพราะถือว่าการกระทำของอาจารย์ควรจะอยู่ภายใต้การตัดสินของมหาวิทยาลัย คณาจารย์กลุ่มหนึ่งจึงประท้วงโดยแยกตัวออกไปจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดบ้างก็ไปที่เมืองเรดดิ้ง บ้างก็ไปที่ที่เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งริมฝั่ง แม่น้ำแคม แล้วรวมตัวกันสอนจนเกิดเป็นมหาวิทยาลัยขึ้นมา มหาวิทยาลัยมีคอลเลจซึ่งเรียกได้ว่าเป็นบ้านซึ่งไม่เหมือนวิทยาลัยในความเข้าใจโดยทั่วไป คอลเลจแห่งแรกของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ซึ่งให้ความสะดวกด้านที่พักและกิจกรรมปฏิสัมพันธ์ในหมู่นักศึกษาและอาจารย์มหาวิยาลัยสถานเรียกว่า Peterhouse ซึ่ง ระบบการเรียนการสอนของเคมบริดจ์คล้ายกับของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด นักศึกษาและครูอาจารย์ของสองมหาวิทยาลัยนี้เรียกรวมๆ ว่า อ๊อกซบริดจ์

ต่อมา เคมบริดจ์ได้ขยายตัวและรับนักศึกษาเพิ่มขึ้นจึงมีการจัดตั้งคอลเลจเพิ่มขึ้น จนปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ประกอบด้วย 31 คอลเลจ ระบบคอลเลจนี้มีลักษณะคล้ายบ้านของนักเรียนในหนังสือ แฮรี่ พอตเตอร์ คือ พอเข้าอาศัยที่ไหนแล้วก็ไม่เปลี่ยนและเป็นสมาชิกตลอดชีพ (ยกเว้นตอนเปลี่ยนระดับการศึกษา อาจขอเปลี่ยนได้) แม้นักเรียนจากแต่ละคอลเลจจะไปเรียนร่วมกันในคณะ/สาขาต่างๆ แต่จะมีระบบติว (supervision) แยกจากกันซึ่งจัดการโดยคอลเลจ นักเรียนแต่ละคอลเลจจะแข่งขันกัน ทั้งด้านการเรียน และกิจกรรม, ทุกคอลเลจจะมีประเพณีของตัวเอง มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ของตัวเอง มีสีและสัญลักษณ์ของตัวเอง และ มีทรัพย์สินอาคารบ้านเรือนของตัวเอง (เช่น สระว่ายน้ำ สนามสควอช ที่ให้เช่าริมฝั่งแม่น้ำ Thame หอศิลป์ โบสถ์ อาคารธุรกิจ หุ้นในประเทศต่าง ๆ ฯลฯ) ดังนั้น คอลเลจของเคมบริดจ์หลาย ๆ แห่ง จึงมีฐานะร่ำรวย และชอบที่จะแข่งขันกันว่าใครจะให้ความสะดวกแก่เด็กตัวเองได้มากกว่ากัน หรือจ้างอาจารย์หรือ Fellow ที่มีชื่อเสียงมาเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการให้คอลเลจของตน อาจารย์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ส่วนใหญ่ก็จะมีคอลเลจสังกัด แต่เวลาสอน ก็สอนเด็กทุกวิทยาลัย ฐานะทางการเงินของคอลเลจนี้จะตรงข้ามกับตัวมหาวิทยาลัย ที่ยังต้องพึ่งพิงรายได้จากรัฐ และค่าเล่าเรียนจากนักเรียน

ส่วนงาน[แก้]

ส่วนงานทางวิชาการ[แก้]

มหาวิทยาลัยแบ่งส่วนงานทางวิชาการออกเป็นทั้งสิ้น 6 คณะ (school) แต่ละคณะมีมีภาควิชา (faculty) และแขนงวิชา (department หรือ division) ทั้งหมดนี้ให้บริการในด้านการเรียนการสอนและวิจัย คณะวิชาของมหาวิทยาลัยมีดังนี้[note 3][8]

คณะศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์[แก้]

  • ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะ
    • สาขาวิชาสถาปัตยกรรม
    • สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ
  • ภาควิชาเอเชียและตะวันออกกลางศึกษา
    • สาขาวิชาาเอเชียตะวันออกศึกษา
    • สาขาวิชาตะวันออกกลางศึกษา
  • ภาควิชาโบราณวิทยา (classics)
    • พิพิธภัณฑ์โบราณคดีคลาสสิก
  • ภาควิชาเทววิทยา (divinity)
  • ภาควิชาภาษาอังกฤษ
  • ภาควิชาภาษาสมัยใหม่และภาษายุคกลาง
    • สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส
    • สาขาวิชาภาษาเยอรมันและดัตช์
    • สาขาวิชาภาษาอิตาเลียน
    • สาขาวิชาสลาฟศึกษา (Slavonic studies)
    • สาขาวิชาภาษาสเปนและโปรตุเกส
    • สาขาวิชาภาษากรีกสมัยใหม่
    • สาขาวิชาภาษาลาตินใหม่ (Neo-Latin)
  • ภาควิชาดุริยศาสตร์
  • ภาควิชาปรัชญา
  • ศูนย์วิจัยศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์
  • ศูนย์ภาษา

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์[แก้]

  • ภาควิชามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และรัฐศาสตร์
    • สาขาวิชาโบราณคดีและมานุษยวิทยา
      • สาขาวิชาโบราณคดี
      • สาขาวิชามานุษยวิทยาเชิงชีวภาพ
      • ศูนย์ศึกษาวิวัฒนาการมนุษย์ลีเวอร์ฮูล์ม (Leverhulme Centre for Human Evolutionary Studies)
      • สาขาวิชามานุษยวิชาเชิงสังคม
      • หน่วยศึกษามองโกเลียและเอเชียตอนใน
      • พิพิธภัณฑ์โบราณคดีและมานุษยวิทยา
      • สถาบันวิจัยโบราณคดีแมกโดนัลด์ (McDonald Institute for Archaeological Research)
    • สาขาวิชารัฐศาสตร์และนานาชาติศึกษา
      • ศูนย์เพศศึกษา
      • ศูนย์แอฟริกันศึกษา
      • ศูนย์ศึกษาการพัฒนา
      • ศูนย์ลาตินอเมริกันศึกษา
      • ศูนย์เอเชียใต้ศึกษา
    • สาขาวิชาสังคมวิทยา
  • ภาควิชาเศรษฐศาสตร์
  • ภาควิชาครุศาสตร์
  • ภาควิชาประวัติศาสตร์
  • สาขาวิชาประวัติและปรัชญาวิทยาศาสตร์
    • พิพิธภัณฑ์ประวัติวิทยาศาสตร์วิพเพิล (Whipple Museum of the History of Science)
  • ภาควิชานิติศาสตร์
    • ศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศเลาเทอร์พัคท์ (Lauterpacht Centre for International Law)
  • สถาบันอาชญาวิทยา
  • สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ดิน

คณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ[แก้]

  • ภาควิชาชีววิทยา
    • สาขาวิชาชีวเคมี
    • ศูนย์วิจัยครอบครัว
    • สาขาวิชาพันธุศาสตร์
    • สาขาวิชาพยาธิวิทยา
    • สาขาวิชาเภสัชวิทยา
    • สาขาวิชาสรีรวิทยา การพัฒนา และประสาทศาสตร์
    • สาขาวิชาพืชศาสตร์
      • สวนพฤกษศาสตร์
    • สาขาวิชาจิตวิทยา
      • ศูนย์เจตมิติ (psychometrics)
    • สาขาวิชาสัตววิทยา
  • ภาควิชาสัตวแพทยศาสตร์
    • สาขาวิชาสัตวแพทยศาสตร์
  • ศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิดเวลคัมทรัสต์
  • สถาบันเกอร์ดอนว่าด้วยการวิจัยมะเร็ง
  • ศูนย์ชีววิทยาระบบเคมบริดจ์
  • ห้องปฏิบัติการเซนสบรี (Sainsbury Laboratory)

คณะวิทยาศาสตร์กายภาพ[แก้]

  • ภาควิชาโลกศาสตร์และภูมิศาสตร์
    • สาขาวิชาโลกศาสตร์
      • พิพิธภัณฑ์โลกศาสตร์เซดจ์วิก (Sedgwick Museum of Earth Sciences)
    • สาขาวิชาภูมิศาสตร์
      • ศูนย์วิจัยขั้วโลกสกอตต์
      • พิพิธภัณฑ์ขั้วโลก
  • ภาควิชาคณิตศาสตร์
    • สาขาวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์และฟิสิกส์ทฤษฎี
    • สาขาวิชาคณิตศาสตร์บริสุทธิ์และสถิติเชิงคณิตศาสตร์
      • ห้องปฏิบัติการสถิติ
  • ภาควิชาฟิสิกส์และเคมี
    • สาขาวิชาดาราศาสตร์
    • สาขาวิชาเคมี
    • สาขาวิชาวัสดุศาสตร์และโลหวิทยา
    • สาขาวิชาฟิสิกส์
  • สถาบันคณิตศาสตร์ไอแซก นิวตัน

คณะแพทยศาสตร์[แก้]

  • ภาควิชาชีวเคมีคลินิก
    • ห้องปฏิบัติการวิจัยเมทาบอลิก
  • ภาควิชาประสาทศาสตร์คลินิก
    • ศูนย์เคมบริดจ์ว่าด้วยการซ่อมแซมสมอง
    • หน่วยวิจัยประสาทวิทยา
    • สาขาวิชาการผ่าตัดประสาท
    • ศูนย์วิจัยการถ่ายภาพสมองวูล์ฟสัน (Wolfson Brain Imaging Centre)
  • ภาควิชาโลหิตวิทยา
    • สาขาวิชาเวชศาสตร์การถ่ายเลือด
  • ภาควิชาพันธุเวชศาสตร์
  • ภาควิชาแพทยศาสตร์
    • สาขาวิชาวิสัญญีวิทยา
    • สาขาวิชาเภสัชวิทยาคลินิก
    • สาขาวิชาวักกเวชศาสตร์ (renal medicine)
  • ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
  • ภาควิชาวิทยาเนื้องอก
  • ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
    • หน่วยวิจัยด้านผังสมอง
    • สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์เด็ก
  • ภาควิชาสาธารณสุขและการดูแลปฐมภูมิ
    • หน่วยวิจัยการดูแลปฐมภูมิ
    • สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้ชรา (gerontology)
  • ภาควิชารังสีวิทยา
  • ภาควิชาศัลยกรรม
  • สถาบันวิจัยแพทยศาสตร์เคมบริดจ์

คณะเทคโนโลยี[แก้]

  • ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์
    • สาขาวิชาพลังงาน กลศาสตร์ของไหล และเครื่องกลเทอร์โบ
    • สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
    • สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล วัสดุ และการออกแบบ
    • สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา
    • สาขาวิชาการผลิตและจัดการ
    • สาขาวิชาวิศวกรรมสารสนเทศ
  • ภาควิชาบริหารธุรกิจและการจัดการ (หรือ วิทยาลัยธุรกิจเคมบริดจ์จัดจ์ (Cambridge Judge Business School))
    • ศูนย์วิจัยธุรกิจ
  • ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี
    • ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
  • ภาควิชาวิศวกรรมเคมีและชีวเทคโนโลยี
  • สถาบันภาวะผู้นำอย่างยั่งยืน

ศูนย์ไม่สังกัดคณะ[แก้]

  • ศูนย์วิจัยเชิงประยุกต์ว่าด้วยเทคโนโลยีการศึกษา
  • ศูนย์อิสลามศึกษา
  • สถาบันการศึกษาต่อเนื่อง
  • หน่วยบริการสนเทศมหาวิทยาลัย
  • หอสมุด

คณะอาศัย[แก้]

มหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็น 31 คณะอาศัย หรือคอลเลจ (college) แต่ละคณะอาศัยมีหน้าที่จัดหาที่พักให้นักศึกษาทุกระดับ[9] รวมทั้งจัดการเรียนการสอนซ่อมเสริมกับรับนักศึกษาปริญญาตรีด้วย นักศึกษาทุกคนและอาจารย์ส่วนใหญ่จะมีคณะอาศัยสังกัด ภายในคณะจะเป็นเขตที่พักอาศัยและพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันของนักศึกษา โดยคละกันมาจากแต่ละคณะวิชา ทั้งนี้บางคณะอาจจะเลือกนักศึกษาอย่างกว้าง ๆ กระจายไปในแต่ละสาขา เช่น คณะเซนต์แคเทอรีน[10] บางคณะก็เลือกให้มีสาขาเอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง เช่น คณะเชอร์ชิลล์ จะเลือกนักศึกษาเน้นสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์[11]

ในจำนวน 31 คณะอาศัย มีคณะเมอร์เรย์ เอ็ดเวิร์ด (Murray Edward College) คณะนิวแนม (Newnham College) คณะลูซี คาเวนดิช (Lucy Cavendish College) เป็นคณะหญิงล้วน ส่วนคณะที่เหลือเป็นคณะแบบสหศึกษา (รับทั้งนักศึกษาชายและหญิง) บางคณะในจำนวนนี้เคยมีแต่เฉพาะนักศึกษาชาย ได้แก่ คณะเชอร์ชิลล์ (Churchill College) คณะแคลร์ และคณะคิงส์ ทั้งสามคณะดังกล่าวเริ่มรับนักศึกษาหญิงในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งจากการนี้เอง 16 ปีต่อมา คณะมอดลิน (Magdalene College)[note 4][12] จึงได้เป็นคณะชายล้วนคณะสุดท้ายของมหาวิทยาลัย[13] คณะอาศัยนอกจากเป็นที่อาศัยศึกษาของนักศึกษาแล้ว ยังแสดงถึงทัศนะทางการเมืองและสังคมของนักศึกษาในคณะนั้นด้วย อาทิ คณะคิงส์ นักศึกษามักมีแนวคิดหัวก้าวหน้า (ตรงข้ามกับแนวคิดอนุรักษนิยม)[14] คณะโรบินสันและคณะเชอร์ชิลล์ มีงานด้านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม[15]

คณะแคลร์ฮอลล์ (Clare Hall) คณะดาร์วิน (Darwin College) เป็นสองคณะที่รับเฉพาะนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา นอกจากนี้ คณะฮิวก์ฮอลล์ (Hugh Hall) คณะลูซี คาเวนดิช คณะเซนต์เอดมุนด์ (St Edmunds College) และคณะวูล์ฟสัน จะรับเฉพาะนักศึกษาผู้ใหญ่ซึ่งมีอายุ 21 ปีขึ้นไปในวันทำพิธีรับเข้าศึกษา (matriculation) ไม่ว่านักศึกษาผู้นั้นจะเป็นนักศึกษาปริญญาตรีหรือนักศึกษาบัณฑิตศึกษา ทั้งนี้คณะที่เหลือมีนโยบายรับนักศึกษาทุกคณะวิชา ทุกเพศ ทุกวัย

คณะอาศัยแต่ละคณะกำหนดค่าที่พัก ค่าอาหารแตกต่างกันไป โดยไม่ขึ้นกับทางมหาวิทยาลัย[16][17] รวมทั้งมีเงินลงทุนเพื่อการศึกษาที่แตกต่างมากน้อยไปด้วย[18] การจัดการต่าง ๆ ในคณะอาศัยมีความคล้ายคลึงกับ "เวียง" ของมหาวิทยาลัยพะเยา มาก

รายนามคณะอาศัยในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มีดังนี้ (ตัวเลขข้างท้าย คือปี ค.ศ. ที่ก่อตั้ง)

ในจำนวนวิทยาลัยทั้งหมดนี้ มี 3 วิทยาลัยที่รับเฉพาะนักศึกษาหญิงเท่านั้น (นิวแน่ม คอลเลจ, ลูซี่ คาเวนดิช คอลเลจ, และ นิว ฮอลล์) และ 4 วิทยาลัยที่รับเฉพาะนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (แคลร์ ฮอลล์, ดาร์วิน คอลเลจ, วูลฟ์สัน คอลเลจ, และ เซนท์ เอดมันด์ส คอลเลจ)

เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์[แก้]

ภาพ King's College Chapel ใจกลางเมืองเคมบริดจ์

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เป็นหนึ่งในหลายๆ สถาบันการศึกษาในโลกที่ได้รับการจับตามอง ระหว่างที่ประเทศโลกเสรีพยายามพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อป้องกันประเทศ เมื่อเกิดภัยคุกคามจากเยอรมนี ซึ่งมี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นผู้นำ ระหว่างนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่ง มีการเคลื่อนไหวทางวิชาการอย่างคึกคัก เพราะรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณการวิจัยเป็นจำนวนมหาศาล อาทิเช่น มหาวิทยาลัยปารีส มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด มหาวิทยาลัยมอสโกสเตท มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเยล สถาบันเอ็มไอที ฯลฯ มหาวิทยาลัยเหล่านี้จึงแข่งขันกันอยู่ในที บางทีก็มีการดึงเอาคณาจารย์จากกันไปโดยเพิ่มเงินเดือนให้สูงกว่าก็มี

เมื่อเทียบกับหลายมหาวิทยาลัยในโลก เคมบริดจ์ได้เปรียบทางวิทยาศาสตร์อยู่มาก เพราะรากฐานทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนี้เข้มแข็งมาช้านาน ดังนั้น ตั้งแต่อดีตจวบจนยุคปัจจุบัน นอกจากจะได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นเยี่ยมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของอังกฤษแล้ว ยังเป็นมหาวิทยาลัยลัยที่มีผู้ได้รางวัลโนเบลสูงที่สุดในโลก กล่าวคือมีถึง 81 รางวัล เพราะความมีชื่อเสียงในด้านการวิจัยนี้เอง ในระยะหลัง เคมบริดจ์ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนด้านเงินทุนจากหลายหน่วยงาน เช่น EPSRC และ Gates Foundation ทำให้เคมบริดจ์มีสถานะการเงินที่ดีกว่ามหาวิทยาลัยในอังกฤษอื่นๆ หลายแห่ง

ที่จริงแล้ว มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่จัดตั้งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย แต่บังเอิญว่างานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ซึ่งสมัยก่อนนั้น ยังไม่มีการนำไปใช้เชิงพาณิชย์เท่าใดนัก จึงขยายตัวสู้สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดซึ่งเกิดทีหลัง แต่มีปริมาณงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มากกว่าไม่ได้ แต่ระยะหลัง สำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็เริ่มพัฒนาขึ้นอย่างมาก เห็นได้จากปริมาณงานทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ซึ่งมีเพิ่มขึ้น

ในปี พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) วารสาร The Times Higher Education Supplement ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มีคะแนนรวมเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยแบ่งเป็น: อันดับ 1 ของยุโรปในคะแนนรวม, เป็นอันดับ 1 ของโลกด้านวิทยาศาสตร์, เป็นอันดับ 6 ของโลกทางด้านเทคโนโลยี, อันดับ 2 ของโลกทางด้านชีวเวช, อันดับ 8 ของโลกด้านสังคมศาสตร์ และ อันดับ 3 ของโลกด้านศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ในปี พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) และปี พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) วารสาร The Times Higher Education Supplement ได้อันดับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ให้มีคะแนนรวมเป็นอันดับ 2 ของโลกสองปีซ้อนรองจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์[แก้]

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ผลิตนักวิจัย ได้รางวัลโนเบล 81 รางวัล มากกว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งในโลก ส่วนมากเป็นนักวิทยาศาสตร์เพราะมหาวิทยาลัยเน้นทางนี้มากกว่าสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ศิษย์เก่าชาวต่างประเทศที่มีชื่อเสียงก็มีจำนวนมาก

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงชาวไทย[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

รายชื่อมหาวิทยาลัยที่ใช้ระบบคณะอาศัย[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. ใช้ชื่อทางการว่า นายกสภา อนุสาสก และคณาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (The Chancellor, Masters, and Scholars of the University of Cambridge)
  2. หมายถึง คณะที่เป็นที่อยู่ของนักศึกษาจากหลายสาขาวิชา นักศึกษาจะพักอาศัยกินอยู่และทบทวนวิชาเรียนในคณะอาศัย แต่การเรียนการทำวิจัยต้องทำในคณะวิชา
  3. ถ้าจะจัดแบบให้ faculty เป็น คณะ และ department เป็น ภาควิชา จะได้การจัดที่ไม่เหมาะสม มีจำนวนคณะมาก และไม่สมดุลกัน จึงได้ให้ school เป็นคณะ ส่วน faculty และ department เป็นภาควิชาและสาขาวิชาตามลำดับลงไป
  4. เป็นการจงใจอ่านออกเสียงให้ผิด เพื่อระลึกถึงชื่อภาษาลาตินของลอร์ดออดลีย์ คือ Maudleyn และมิให้สับสนกับคณะแมกดาเลน (Magdalen College) ซึ่งเป็นคณะอาศัยของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

อ้างอิง[แก้]

  1. "University of Cambridge—Facts and Figures January 2013". 
  2. "Identity Guidelines – Colour" (PDF). University of Cambridge Office of External Affairs and Communications. สืบค้นเมื่อ 28 March 2008. 
  3. Sager, Peter (2005). Oxford and Cambridge: An Uncommon History. 
  4. "A Brief History: Early records". University of Cambridge. สืบค้นเมื่อ 17 August 2008. 
  5. "Cambridge – Colleges and departments". University of Cambridge. สืบค้นเมื่อ 27 November 2013. 
  6. "Oldest printing and publishing house". Guinnessworldrecords.com. 22 January 2002. สืบค้นเมื่อ 28 March 2012. 
  7. Black, Michael (1984). Cambridge University Press, 1583–1984. pp. 328–9. ISBN 978-0-521-66497-4. 
  8. "University of Cambridge: Colleges and departments". สืบค้นเมื่อ 15 February 2015. 
  9. "Role of the Colleges". University of Cambridge. Archived from the original on 2007-10-23. สืบค้นเมื่อ 2008-03-27. 
  10. "About St. Catharine's College". University of Cambridge. สืบค้นเมื่อ 8 September 2008. 
  11. "Information about Churchill College". Churchill College. สืบค้นเมื่อ 7 January 2008. 
  12. "Why 'Maudlyn'?". Magdalene College. สืบค้นเมื่อ 16 February 2015. 
  13. O'Grady, Jane (13 June 2003). "Obituary – Professor Sir Bernard Williams". The Guardian (UK). สืบค้นเมื่อ 8 May 2009. 
  14. "Alternative Prospectus" (PDF). Cambridge University Students' Union. Archived from the original on 27 March 2009. สืบค้นเมื่อ 8 September 2008. 
  15. "Survey ranks colleges by green credentials". Varsity. สืบค้นเมื่อ 8 September 2008. [ลิงก์เสีย]
  16. "Homerton College Accommodation Guide". Homerton College. สืบค้นเมื่อ 13 March 2013. 
  17. "Trinity College Accommodation Guide". Trinity College. สืบค้นเมื่อ 13 March 2009. 
  18. "Analysis: Cambridge Colleges – £20,000 difference in education spending". The Cambridge Student. สืบค้นเมื่อ 25 April 2013. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]