ประเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกร
| บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก |
| เซอร์เบียและมอนเตเนโกร อักษรซีริลลิก: Србија и Црна Гора อักษรโรมัน: Srbija i Crna Gora เซรอะบียา อี เซรอะนา กอรา |
|||||
| สหภาพรัฐ | |||||
|
|||||
|
|||||
| เพลงชาติ เฮ สลาฟ ("Hey, Slavs") เรา ชาวสลาฟ |
|||||
| เมืองหลวง | เบลเกรด | ||||
| ภาษา | ภาษาเซอร์เบีย | ||||
| รัฐบาล | สาธารณรัฐ | ||||
| ประธานาธิบดี | |||||
| - 2546 - 2549 | สเวทอซาร์ มารอวิช | ||||
| ยุคประวัติศาสตร์ | หลังสงครามเย็น | ||||
| - สมาชิกสหประชาชาติ | 1 พ.ย. 2543 | ||||
| - สถาปนา | 4 ก.พ. 2546 พ.ศ. 2546 | ||||
| - สิ้นสุด | 5 มิ.ย. 2549 2549 | ||||
| ขนาดพื้นที่ | |||||
| - พ.ศ. 2549 | 102,350 กม.2 (39,518 ตร. ไมล์) | ||||
| ประชากร | |||||
| - พ.ศ. 2549 ประเมิน | 10,832,545 | ||||
| ความหนาแน่น | 105.8 /km2 (274.1 /sq mi) | ||||
| เงินตรา | ดีนาร์เซอร์เบียและยูโร | ||||
เซอร์เบียและมอนเตเนโกร (อังกฤษ: Serbia and Montenegro, SCG) เป็นชื่อของอดีตสหพันธรัฐซึ่งเป็นการรวมอย่างหลวม ๆ ของเซอร์เบียและมอนเตเนโกร อดีตสาธารณรัฐของยูโกสลาเวีย ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 จนถึง พ.ศ. 2549 ตั้งอยู่บนคาบสมุทรบอลข่านตอนตะวันตกกลาง
เซอร์เบียและมอนเตเนโกรมีความร่วมมือกันเฉพาะบางด้านในการเมือง (เช่น ผ่านสหพันธ์การป้องกันประเทศ) ทั้ง 2 รัฐมีนโยบายเศรษฐกิจและหน่วยเงินของตนเอง และประเทศไม่มีเมืองหลวงรวมอีกต่อไป โดยที่แบ่งแยกสถาบันที่ใช้ร่วมกันระหว่างเมืองเบลเกรดในเซอร์เบียและเมืองพอดกอรีตซาในมอนเตเนโกร ทั้งสองรัฐแยกออกจากกันหลังจากมอนเตเนโกรจัดให้มีการลงประชามติเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 และประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ปีเดียวกัน ทำให้เกิดประเทศใหม่คือประเทศมอนเตเนโกร ส่วนประเทศเซอร์เบียก็กลายเป็นผู้สืบสิทธิ์ต่าง ๆ ของประเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกร
เนื้อหา |
ประวัติศาสตร์ [แก้]
- ก่อนปี ค.ศ. 1903 - ชนชาติต่าง ๆ ที่จะรวมเป็นยูโกสลาเวียได้มีการรวมตัวเป็นอาณาจักรปกครองตนเองโดยมีเชื้อชาติต่าง ๆ ดังนี้
- สโลวีเนีย - ชาวสโลวีนตั้งถิ่นฐานเมื่อศตวรรษที่ 6 และได้ยึดถือศาสนาคริสต์ในช่วงศตวรรษที่ 8 โดยพยายามที่จะกำหนดและป้องกันวัฒนธรรมของตนเอง 100 ปีต่อมา ชาวสโลวีนตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรแฟรงกิสเยอรมันและชาวเยอรมันก็ได้เดินทางมาตั้งรกรากร่วมกับชาวสโลวีน และต่อมาเจ้าแห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์กก็เข้ายึดสโลวีเนีย
- โครเอเชีย - ชาวโครแอตแห่งโครเอเชียและสโลวีเนียปกครองตนเองระยะหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฮังการีและออสเตรีย ชาวโครแอตแห่งดัลเมเชียอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิไบแซนไทน์ จักรวรรดิฮังการี สาธารณรัฐเวนิส จักรวรรดิฝรั่งเศส และจักรวรรดิออสเตรีย ตามลำดับ
- เซอร์เบีย - อาณาจักรเซอร์เบียมีความรุ่งเรืองเกือบเที่ยบเท่ากับจักรวรรดิไบแซนไทน์ระยะหนึ่งในยุคกลาง แต่ก็ตกไปอยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมานกว่า 500 ปี ก่อนที่จะได้รับเอกราชในศตวรรษที่ 19
- มอนเตเนโกร - ชาวมอนเตเนโกรอยู่ภายใต้การปกครองของนักบวชเป็นศตวรรษ ๆ และปกป้องประเทศภูเขาของตนให้ปราศจากผู้รุกรานได้อย่างดี
- บอสเนีย - บอสเนียเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน และได้ถูกจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีกลืนกินในช่วงต่อมา
- มาซิโดเนีย - ชาวมาซิโดเนียประกอบด้วยชนกลุ่มน้อยจากหลายเผ่าพันธุ์ อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน
- ค.ศ. 1903 - เกิดจลาจลในที่ต่าง ๆ ในช่วงที่จักรวรรดิออตโตมันและจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีอ่อนแอลงประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดได้แก่สโลวีเนีย โดยมีการปลงชีวิตเจ้าผู้ครองประเทศจากราชสกุลหนึ่งโดยอีกราชสกุลหนึ่ง และอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปในราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
- ค.ศ. 1914 ถึง ค.ศ. 1921 - เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
- ธันวาคม ค.ศ. 1918 - ฝ่ายทหารเซอร์เบียจัดประชุมกับชาวเซิร์บและโครแอตที่กรุงเบลเกรด และก่อตั้งราชอาณาจักรแห่งชาวเซิร์บ โครแอต และสโลวีน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย โดยมีสมเด็จพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 เป็นกษัตริย์องค์แรกของยูโกสลาเวีย
- ค.ศ. 1929 ถึง ค.ศ. 1941 ราชอาณาจักรยูโกสลาเวียปกครองด้วยอำนาจเผด็จการโดยพระมหากษัตริย์ (Authoritarian kingdom)
- ค.ศ. 1931 - สมเด็จพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ยุติการปกครองประเทศแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเริ่มการปกครองแบบรัฐธรรมนูญที่มีระบอบประชาธิปไตยแบบจำกัด และวิกฤติเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อยูโกสลาเวีย
- ตุลาคม ค.ศ. 1934 - สมเด็จพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ถูกปลงพระชนม์โดยชาวบัลแกเรียที่เมืองมาร์เซย์ ฝรั่งเศส เจ้าชายปาฟเลแต่งตั้งคณะสำเร็จราชการแทนมกุฎราชกุมารปีเตอร์
- 26 สิงหาคม ค.ศ. 1939 - คณะผู้สำเร็จราชการฯ ลงนามในความตกลงให้โครเอเชียมีสิทธิปกครองตนเอง โดยยูโกสลาเวียยังคงดูแลด้านการทหาร การต่างประเทศ การค้า และการคมนาคมให้กับโครเอเซีย
- ค.ศ. 1941 ถึง ค.ศ. 1945 - เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง (เริ่มเมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939)
- 27 มีนาคม ค.ศ. 1941 - ฝ่ายทหารโค่นล้มคณะผู้สำเร็จราชการฯ และสถาปนาให้มกุฎราชกุมารปีเตอร์เป็นกษัตริย์ (ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุ 16 พรรษา)
- 6 เมษายน ค.ศ. 1941 - กองทัพอากาศเยอรมัน (The Luftwaffe) ทิ้งระเบิดที่กรุงเบลเกรดและเข้าควบคุมกองทัพของยูโกสลาเวีย สมเด็จพระเจ้าปีเตอร์ที่ 2 พร้อมด้วยรัฐบาลลี้ภัยออกนอกประเทศ
- ค.ศ. 1944 - ฝ่ายคอมมิวนิสต์ยึดยูโกสลาเวีย นำโดยจอมพลยอซีป บรอซ หรือตีโต
- 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1945 ล้มล้างราชาธิปไตยและเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐประชาชนยูโกสลาเวีย
- ค.ศ. 1963 - เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย
- 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 - ยูโกสลาเวียออกพระราชบัญญัติระบุให้จอมพลตีโตเป็นประธานาธิบดีตลอดกาลแห่งยูโกสลาเวีย
- 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 - จอมพลตีโตถึงแก่อสัญกรรม ความแตกแยกระหว่างรัฐต่างๆ ที่ประกอบเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวียเริ่มปรากฏ
- 9 ธันวาคม ค.ศ. 1989 - สโลโบดัน มิโลเชวิช ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
- 25 มิถุนายน ค.ศ. 1991 - โครเอเชียและสโลวีเนียประกาศแยกตัว
- 6 เมษายน ค.ศ. 1991 - เกิดสงครามระหว่างรัฐบาลบอสเนียกับชาวพื้นเมืองเชื้อสายเซิร์บเนื่องจากพยายามแยกตัวเป็นอิสระ
- 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1995 นายมิโลเชวิชได้ร่วมกับประธานาธิบดีโครเอเชียและบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา ลงนามในข้อตกลงสันติภาพ ภายหลังจากการโจมตีทางอากาศของนาโต
- 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 - นายมิโลเชวิชลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี
- 24 กันยายน ค.ศ. 1998 - นาโตยื่นคำขาดให้นายมิโลเชวิชยุติการสู้รบกับชาวคอซอวอเชื้อสายแอลเบเนีย มิเช่นนั้นจะถูกโจมตีทางอากาศ
- 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2002 - เปลี่ยนชื่อประเทศจากสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียเป็นเซอร์เบียและมอนเตเนโกร
- 21 พฤษภาคม ค.ศ. 2006 - ประชาชนมอนเตเนโกรได้ลงประชามติให้มอนเตเนโกรเป็นอิสระจากเซอร์เบีย
- 5 มิถุนายน ค.ศ. 2006 - เซอร์เบียได้ประกาศการแยกตัวอย่างเป็นทางการระหว่างเซอร์เบียและมอนเตเนโกร โดยเซอร์เบียจะเป็นผู้สืบสิทธิ์ของยูโกสลาเวีย
วิกฤตการณ์ยูโกสลาเวีย [แก้]
ความแตกแยกของยูโกสลาเวียในปัจจุบันมีที่มาเป็นปัจจัยพื้นฐานหลายประการ ที่สำคัญประการหนึ่งคือปัจจัยทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสั่งสมมานานกว่าพันปีจากการที่สาธารณรัฐต่าง ๆ ซึ่งมาร่วมกันเป็นสหพันธ์ฯ มีเชื้อชาติ ศาสนา ความเป็นมาทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แตกต่างกัน ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติจึงเป็นปัญหาที่คุกรุ่นมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างชาวโครแอต ชาวเซิร์บ และชาวมุสลิม ในอดีตสโลวีเนียและโครเอเชียเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันและจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี แห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (Hapsburg Empire) มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ จึงมีความเกี่ยวพันทางสังคม วัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และจิตใจกับยุโรปตะวันตก ในขณะที่รัฐทั้งหลายทางตอนใต้ คือ เซอร์เบีย มอนเตเนโกร บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และมาซิโดเนีย เคยอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine) และจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman) มานับพันปี จึงได้รับการหล่อหลอมวัฒนธรรมแบบบอลข่าน คือ แบบมุสลิมหรือคริสเตียนตะวันออก (Orthodox) ถึงแม้ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยการล่มสลายของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และมีการก่อตั้ง "ราชอาณาจักรแห่งชาวเซิร์บ โครแอต และสโลวีน" (Kingdom of Serbs, Croates and Slovenes) เป็นประเทศเอกราช โดยมีกษัตริย์ปกครอง แต่เสถียรภาพทางการเมืองภายในยังคงคลอนแคลน เพราะรัฐต่าง ๆ ซึ่งมีความแตกต่างด้านเชื้อชาติและศาสนา ยังคงมีความขัดแย้งกันลึก ๆ ในปี 1929 กษัตริย์อาเลกซานดาร์ได้ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น "ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย" (Kingdom of Yugoslavia) และปกครองประเทศด้วยนโยบายเด็ดขาดโดยความร่วมมือของทหารตลอดมา จนได้รับขนานนามว่าเป็น “Royal Dictatorship” เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง ประธานาธิบดียอซีป ตีโต สามารถยึดเหนี่ยวรัฐต่าง ๆ ของยูโกสลาเวียให้รวมกันอยู่ต่อไป ทั้งนี้ โดยใช้นโยบายอันเด็ดขาดกอปรกับอัจฉริยภาพของประธานาธิบดีตีโตเอง จนกระทั่งเมื่อประธานาธิบดีตีโตถึงแก่กรรมเมื่อปี 1980 ความแตกแยกระหว่างรัฐทั้งหลายที่ประกอบขึ้นเป็นสหพันธรัฐยูโกสลาเวียก็เริ่มปรากฏขึ้น และเมื่อนายสโลโบดัน มิโลเชวิช ผู้นำเชื้อสายเซิร์บ ซึ่งมีแนวคิดชาตินิยม ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 1989 ความขัดแย้งภายในจึงได้ทวีความรุนแรงจนเกิดวิกฤตการณ์ยูโกสลาเวียเดิมประกอบด้วย 6 สาธารณรัฐ กล่าวคือ สาธารณรัฐสโลวีเนีย โครเอเชีย เซอร์เบีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา มอนเตเนโกร และมาซิโดเนีย รวมทั้งจังหวัดปกครองตนเองคอซอวอและวอยวอดีนา ซึ่งเป็นมณฑลปกครองตนเอง เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1991 สาธารณรัฐสโลวีเนียและโครเอเชียได้ประกาศแยกตัวเป็นเอกราช ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของยูโกสลาเวียอีกต่อไป ภายหลังจากการออกเสียงประชามติทั่วประเทศในสาธารณรัฐทั้งสอง การประกาศเป็นเอกราชดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการณ์ยูโกสลาเวีย ซึ่งได้ขยายตัวเป็นสงครามกลางเมืองในเวลาต่อมา เมื่อสาธารณรัฐมาซิโดเนียและบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ได้ประกาศยกตัวออกเป็นรัฐเอกราชเช่นเดียวกัน เมื่อเดือนกันยายนและตุลาคม 1991 ตามลำดับ
สถานการณ์ในคอซอวอ [แก้]
คอซอวอเป็นจังหวัดปกครองตนเองแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของสาธารณรัฐเซอร์เบีย ประกอบด้วยชาวแอลเบเนียร้อยละ 90 จากประชากรจำนวน 2 ล้านคน ในปี 1998 เคยเกิดการสู้รบอย่างรุนแรงระหว่างกองกำลังชาวคอซอวอเชื้อสายแอลเบเนียกับกองทัพของเซอร์เบียเมื่อเซอร์เบียประกาศยกเลิกสถานะการปกครองตนเองของคอซอวอ การสู้รบขยายตัวไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวแอลเบเนียอย่างโหดเหี้ยม ส่งผลให้เกิดผู้ลี้ภัยชาวแอลเบเนียในประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก
การสู้รบดังกล่าว ยุติลงเมื่อ NATO ใช้ปฏิบัติการทางทหารกับเซอร์เบีย ในปี 1999 ซึ่งต่อมา NATO ได้ส่งกองกำลังคอซอวอ (Kosovo Force, KFOR) เข้าไปปฏิบัติการรักษาสันติภาพในคอซอวอ และสหประชาชาติได้จัดตั้งองค์กรบริหารชั่วคราวขึ้นในคอซอวอ (UNMIK) อย่างไรก็ดี กล่าวได้ว่า สถานการณ์ในคอซอวอหลังปี 1999 ยังไม่สงบนัก เนื่องจากมีการปะทะกันระหว่างชาวคอซอวอเชื้อสายแอลเบเนียกับเชื้อสายเซิร์บอยู่เป็นประจำ ก่อให้เกิดความตึงเครียดเป็นระยะ ๆ
การเจรจาระหว่างชาวคอซอวอเชื้อสายแอลเบเนียกับเชื้อสายเซิร์บ [แก้]
เมื่อวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2006 ได้มีการเจรจาแบบเผชิญหน้าครั้งแรกระหว่างฝ่ายเซิร์บกับฝ่ายแอลเบเนียในคอซอวอที่กรุงเวียนนา เพื่อกำหนดสถานะในอนาคตของคอซอวอ โดยเป็นการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับกลางของทั้งสองฝ่าย และมีเจ้าหน้าที่ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นผู้ประสานการเจรจา โดยเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2006 ได้มีการเจรจาระดับสูงระหว่างประธานาธิบดีเซอร์เบียและนายกรัฐมนตรีคอซอวอขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1999 แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องสถานะทางการเมืองที่ถาวรของคอซอวอ ฝ่ายเซิร์บยืนกรานให้คอซอวอเป็นส่วนหนึ่งของเซอร์เบีย โดยยินยอมให้อิสระในระดับหนึ่ง ขณะที่ฝ่ายแอลเบเนียต้องการอิสรภาพ สำหรับการเจรจาในระดับเจ้าหน้าที่ครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ 7-8 สิงหาคม ที่ผ่านมายังไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยฝ่ายเซิร์บได้คว่ำบาตรการเจรจาในหัวข้อที่เกี่ยวกับอนาคตของคอซอวอ
มอนเตเนโกรลงประชามติแยกตัวออกจากประเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกรเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2006 มอนเตเนโกรได้จัดการลงประชามติเพื่อแยกตัวออกจากประเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกร โดยมีผู้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้รัฐมอนเตเนโกรแยกตัวออกจากประเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกร ร้อยละ 55.4 ซึ่งเกินเกณฑ์ขั้นต่ำ (ร้อยละ 55) ที่สหภาพยุโรปกำหนดที่จะให้การรับรอง โดยมีจำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิมากถึง ร้อยละ 86.3 จากจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด 485,000 คน ซึ่งผลการลงประชามติในครั้งนี้ จะทำให้มอนเตเนโกรกลายเป็นประเทศเกิดใหม่ล่าสุดของโลก และมีแนวโน้มที่มอนเตเนโกรจะได้รับโอกาสในการพัฒนาประเทศและเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม เซอร์เบียจะเป็นรัฐสืบสิทธิเพียงผู้เดียว สำหรับมอนเตเนโกรนั้น เมื่อแยกตัวออกมาเป็นประเทศเอกราชจะต้องขอรับการรับรองจากนานาประเทศ และสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ และองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ อีกครั้งหนึ่ง
การเมือง [แก้]
แบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข ซึ่งประธานาธิบดีได้รับเลือกตั้งโดยตรง มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ได้รับเลือกตั้งจากสภา สำหรับจังหวัดปกครองตนเองคอซอวออยู่ภายใต้การบริหารของสหประชาชาติ
การแบ่งเขตการปกครอง [แก้]
ประเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกรประกอบด้วย 2 สาธารณรัฐ (republics) คือ
- สาธารณรัฐเซอร์เบีย (เมืองหลวง-เบลเกรด)
- สาธารณรัฐมอนเตเนโกร (เมืองหลวง-พอดกอรีตซา)
ภายในสาธารณรัฐเซอร์เบียมี 2 มณฑลปกครองตนเอง (autonomous provinces) คือ
- จังหวัดปกครองตนเองวอยวอดีนา (เมืองหลวง-นอวีซาด)
- จังหวัดปกครองตนเองคอซอวอและเมโตฮียา (เมืองหลวง-พรีชตีนา)
- ส่วนของเซอร์เบียที่ไม่ได้อยู่ในเขตของ 2 มณฑลดังกล่าว (มักเรียกว่า เซนทรัลเซอร์เบีย) ไม่ได้เป็นจังหวัดและไม่มีสถานะพิเศษ รวมทั้งไม่มีเมืองหลวงและรัฐบาล
ในพื้นที่ดินแดนทั้ง 3 แห่งข้างต้น จะแบ่งออกเป็น เขต (districts) รวม 29 เขต และแต่ละเขตแบ่งย่อยลงไปอีกเป็น เทศบาล (municipalities)
ส่วนในสาธารณรัฐมอนเตเนโกรนั้นจะแบ่งออกเป็น 21 เทศบาล
ภูมิศาสตร์ [แก้]
เศรษฐกิจ [แก้]
ประชากร [แก้]
วัฒนธรรม [แก้]
ดูเพิ่ม [แก้]
อ้างอิง [แก้]
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
|
|||||||||||