โมเช ดายัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก โมเช่ ดายัน)

ประวัติ[แก้]

โมเช ดายัน และพ่อแม่ของเขาในวัยเด็ก

โมเช ดายันเกิดในหมู่บ้าน Kibbutz Degania Alef ในประเทศปาเลสไตน์ใกล้ทะเลสาบกาลิลี ผู้ปกครองของเขาคือ Shmuel (บิดา) และ Devorah (มารดา) พวกเขาทั้งคู่เป็นผู้อพยพชาวยิวจากประเทศยูเครน ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต โมเช ดายัน เป็นเด็กคนแรกที่เกิดในชุมชนที่นี่ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2458 ชื่อโมเชเป็นชื่อที่บิดาของเขาตั้งชื่อตามเพื่อนสนิทของเขาที่มีชื่อว่าโมเชเหมือนกัน (Moshe Barsky) แต่เสียชีวิตเพราะถูกอาหรับยิงเสียชีวิตในระหว่างไปหาซื้อยามารักษาตัวเขาที่กำลังนอนป่วย[1]

เมื่ออายุ 14 ปี เขาได้เข้าร่วมกับองค์กร ฮากานาห์ (Haganah) ซึ่งเป็นองค์กรผิดกฎหมายที่ชาวยิวใช้ปกป้องตนเองให้พ้นจากการถูกคุกคามจากอาหรับ ฮากานาห์ฝึกให้ชาวยิวทั้งหลาย ทั้งหญิงและชายฝึกใช้อาวุธป้องกันตัวเอง และเตรียมพร้อมในการสู้รบที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต และในขณะเดียวกันอังกฤษตั้งกองปราบปรามอาหรับที่ทำร้ายร่างกาย และทำลายข้าวของของชาวยิว กองกำลังสำคัญแห่งหนึ่งซึ่งก็คือกองพันลาดตระเวนกลางคืนที่มีร้อยเอก ออร์ด วินเกต เป็นผู้บังคับกอง การที่พลโทโมเช ดายันมีความสามารถทางการทหารและเป็นที่ยอมรับเพราะได้ฝึกฝนจากกองพันลาดตระเวนแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. 2480[2]

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2[แก้]

โมเช ดายัน และเพื่อนทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โมเช ดายัน ถูกทหารอังกฤษจับกุมในปี พ.ศ. 2482 ในข้อหามีอาวุธไว้ในครอบครอง ซึ่งในขณะนั้นประเทศอังกฤษออกสมุดปกขาวเพื่อจำกัดจำนวนชาวยิวที่จะอพยพมาสู่ดินแดนปาเลสไตน์ในอีก 5 ปีข้างหน้า และหลังจากนั้นก็จะระงับไม่ให้ชาวยิวอพยพมาที่นี่อีก และได้จำกัดจำนวนที่ดินที่ชาวยิวมีสิทธิซื้อไว้ครอบครองไว้อีกด้วย สมุดปกขาวของอังกฤษขัดกับกฎหมายเดิมและข้อตกลงของสันนิบาตชาติ ฮากานาห์ซึ่งเป็นองค์กรที่ผิดกฎหมายจึงปฏิบัติการใต้ดินต้านสมุดปกขาว เขาจึงได้เข้าร่วมด้วยและได้พกพาอาวุธปืน ดังนั้น จึงถูกทหารอังกฤษจับกุม

ในช่วงที่โมเช ดายันติดคุกเป็นเวลา 3 ปี เขาจึงถือโอกาสศึกษาภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง ดังนั้นเมื่อพ้นโทษเขาจึงพูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี และได้รับตำแหน่งต่าง ๆ มากมายทั้ง อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเวลาต่อมา

สมัยนั้นซีเรียกับเลบานอนอยู่ภายใต้ระบบอาณัติของฝรั่งเศส องค์กรใต้ดินฮากานาห์มีข้อตกลงว่ากับกองทัพอังกฤษว่าจะส่งกำลังพลไปช่วยรบเพื่อปลดปล่อยเลบานอนกับซีเรียจากฝรั่งเศส อังกฤษจึงปล่อยตัวโมเช ดายันเพื่อให้ไปช่วยรบในสงครามครั้งนี้[3] ในวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2484 ขณะที่ทำการรบอยู่นั้นเขากำลังส่องกล้องอยู่ประจำฐานปืนกลบนหลังคารถ กล้องถูกลูกลูกปืนสไนเปอร์จากศัตรูวิ่งเข้ามาปะทะถูกลูกตาข้างซ้ายแตก ภายหลังจากการฟื้นตัว เขาปฏิเสธที่จะใส่เลนส์แก้วตาเทียม และเลือกที่จะใช้แผ่นหนังปิดตาซ้าย ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเอกบุรุษผู้นี้[2]

ผู้บัญชาการทหาร[แก้]

ดินแดนปาเลสไตน์ที่ชาวยิวและชาวอาหรับอาศัยอยู่ปนเปกันนี้ในสมัยก่อนเป็นดินแดนภายใต้อาณัติของอังกฤษ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2491 อังกฤษประกาศจะถอนอาณัติออกจากดินแดนปาเลสไตน์ สหประชาชาติจึงจัดการจะแบ่งปาเลสไตน์ ออกเป็น 2 ประเทศ คือให้ครึ่งหนึ่งตั้งเป็นรัฐปาเลสไตน์ อีกครึ่งหนึ่งตั้งเป็นรัฐอิสราเอลชาวอาหรับส่วนใหญ่ได้ทราบข้อมูลล่วงหน้าจึงไม่พอใจและเตรียมทำสงครามกับชาวยิว

ประธานกรรมการบริหารองค์กรตัวแทนชาวยิวในสมัยนั้นชื่อ นายเดวิด เบนกูเรียน (David Ben-Gurion) จึงประกาศตั้งประเทศอิสราเอลเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 และดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศอิสราเอล ดังนั้นจึงเกิดสงครามระหว่างชาวอาหรับและชาวยิวขึ้น โมเช ดายันจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการที่แนวรบเยรูซาเลม เมื่อจบสงครามจึงได้รับการเลื่อนยศเป็นพลตรีและได้เข้าโรงเรียนเสนาธิการทหารบกที่อังกฤษเป็นเวลา 3 เดือน

โมเช ดายัน เขารู้นิสัยตัวเองว่าตนเองนั้นเป็นเผด็จการเล็กน้อย สั่งงานเด็ดขาด และเป็นรองหรือเป็นเบอร์สองของใครไม่ได้ เมื่อกลับจากอังกฤษ รัฐบาลจึงตั้งให้เขาเป็นรองเสนาธิการทหารซึ่งเป็นตำแหน่งใหญ่ทางกองทัพ แต่เขาไม่รับและประกาศว่า "ขอโทษ ข้าพเจ้าเป็นรองใครไม่ได้จริง ๆ" รัฐบาลจึงให้เขาไปเป็นผู้บัญชาการทหารภาคเหนือ และให้กลับมารับตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหาร เมื่อเขาได้เป็นเสนาธิการทหารอีกครั้ง เขาจึงจัดการปรับปรุงกองทัพขนานใหญ่จนกองทัพอิสราเอลมีประสิทธิภาพสูงมาก และสามารถรบชนะได้ในทุกศึกสงคราม[2][4]

ชีวิตนักการเมือง[แก้]

ชีวิตนักการเมืองของโมเช ดายันเริ่มต้นเมื่ออายุ 41 ปี เขารู้ตัวว่าต้องการเรียนต่อ จึงลาออกจากทหารและเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยฮีบรูในกรุงเยรูซาเลม เขาเลือกเรียนสาขาตะวันออกกลางศึกษา ขณะกำลังเรียนเขาได้ลงสมัคร ส.ส. ในพรรคที่มีนายเดวิด เบนกูเรียน เป็นหัวหน้าพรรค ผลปรากฏว่าพรรคชนะเลือกตั้ง นายเดวิด เบนกูเรียนดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนเขาได้รับเลือกเป็นส.ส. และได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกรรม หน้าที่ใหม่ของเขา คือ ต้องเปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่าและสวนผักผลไม้ เขาทำได้ดีทั้งการหาแหล่งน้ำ จัดสรรที่ดิน และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตร ฯลฯ[2]

ชีวิตนักข่าว[แก้]

โมเช ดายันในเวียดนาม (พ.ศ. 2510)

การสมัคร ส.ส. ครั้งที่ 2 เขาได้รับเลือกอีกครั้ง แต่ไม่ถูกกับนายกรัฐมนตรี จึงไม่ได้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในรัฐบาล เขาจึงผันตัวไปเป็นประธานบริษัทประมงเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และในปี พ.ศ. 2509 เขาไปเป็นผู้สื่อข่าวสงครามที่เวียดนาม ด้วยความที่เขาเป็นคนสนใจคอยติดตามข่าวการเมืองระหว่างประเทศ และข่าวการทหารอย่างละเอียดรอบคอบ ความชอบในเรื่องภาษา ทำให้เขาเป็นนักข่าวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศในสมัยนั้น

สงครามหกวัน (พ.ศ. 2510)[แก้]

พ.ศ. 2510 ประธานาธิบดีนัสเซอร์แห่งอียิปต์ ปิดช่องแคบทีรานและอ่าวอากาบา และประกาศว่าจะประจัญบานล้างผลาญอิสราเอลให้มลายหายไปจากโลก บรรดาชาติอาหรับที่อยู่รอบ ๆ อิสราเอลจึงประกาศเข้าร่วมประกาศสงครามกับชาวยิว ได้แก่ จอร์แดน อิรัก คูเวต และแอลจีเรีย

ขณะนั้นนายลีวี เอชโคล (Levi Eshkol) ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอิสราเอล และโมเช ดายันมีอาชีพเป็นผู้สื่อข่าวสงคราม เมื่อเขาทราบข่าวก็คาดว่าอิสราเอลอาจจะไปไม่รอด เขาจึงขอเข้าพบนายลีวี เอชโคล และเสนอตัวเองออกรบกับบรรดาชาติอาหรับ อิสราเอลในขณะนั้นยังไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายลีวี เอชโคลจึงแต่งตั้งให้เขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทันที

เมื่อออกรบโมเช ดายันจึงให้เครื่องบินขับไล่บินต่ำกว่าระดับการตรวจจับของเรดาร์ บินออกไปในทะเลและกลับมาทิ้งระเบิดตลบหลังกองกำลังของอียิปต์ อียิปต์จึงขอยอมแพ้ก่อนเป็นชาติแรก ภายในเวลา 6 วัน ทุกประเทศอาหรับรอบ ๆ เสียหายยับเยิน และยอมแพ้อย่างดุษฎี โดยอิสราเอลแทบจะไม่ได้เสียหายอะไรเลย เมื่อชนะสงครามอิสราเอลจึงยึดที่ราบสูงโกลันของซีเรีย ยึดแหลมไชนายของอียิปต์ ยึดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน และยึดกรุงเยรูซาเลมเก่าเป็นของตน นี่คือสงครามหกวันที่เลื่องลือ[2]

สงครามยมคิปปูร์ (พ.ศ. 2516)[แก้]

สงครามยมคิปปูร์เกิดในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ขณะที่ชาวยิวในอิสราเอลกำลังฉลองพิธีสำคัญทางศาสนายิว คือ พิธียมคิปปูร์ อียิปต์และซีเรียที่เพิ่งได้รับอาวุธอย่างดีจากสหภาพโซเวียตได้ร่วมกันโจมตีอิสราเอลในวันดังกล่าว ฝ่ายอิสราเอลเสียหายอย่างหนัก ทหารเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้อิสราเอลต้องถอยร่นเข้ามาจากชายแดน

เมื่อถึงวันที่ 11 ตุลาคม อิสราเอลก็รุกกลับเข้าไปในดินแดนของอียิปต์และซีเรียได้อีกครั้ง อเมริกาเห็นว่า โซเวียตส่งอาวุธให้อาหรับ จึงส่งอาวุธให้อิสราเอลในวันที่ 13 ตุลาคม สงครามในครั้งนี้จบลงโดยนายเฮนรี คิสซิงเจอร์ เข้ามาไกล่เกลี่ยและขอให้ทำสัญญาสงบศึกต่อกัน เป็นการสิ้นสุดสงครามยมคิปปูร์ ส่วนพลโทโมเช ดายันถูกโจมตีอย่างหนัก ทำให้เขาต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในปีต่อมา[5]

บั้นปลายชีวิต[แก้]

พ.ศ. 2520 โมเช ดายัน ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยในเวลาต่อมา ในบั้นปลายชีวิต เขามีชีวิตอย่างสงบกับภริยาและงานอดิเรกสะสมโบราณวัตถุ[5]

ถึงแก่อนิจกรรม[แก้]

หลุมศพของโมเช ดายัน

พลโท โมเช ดายัน ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2523[5] มีอายุได้ 66 ปี 149 วัน

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]