แนวรบด้านตะวันตก (สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สำหรับในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ดูที่ แนวรบด้านตะวันตก (สงครามโลกครั้งที่สอง)
แนวรบด้านตะวันตก
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
British wounded Bernafay Wood 19 July 1916.jpg
ทหารอังกฤษที่ได้รับบาดเจ็บจากยุทธการที่แม่น้ำซอม วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1916
วันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1914 – 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918
(4 ปี 3 เดือน 1 สัปดาห์)
สถานที่ เบลเยียม, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส, แคว้นอาลซัส-ลอแรน และภาคทางตะวันตกของเยอรมนี
ผลลัพธ์
คู่ขัดแย้ง
ฝ่ายสัมพันธมิตร:

ฝรั่งเศส ฝรั่งเศส

สหราชอาณาจักร จักรวรรดิบริติช

 สหรัฐ
(ตั้งแต่ ค.ศ. 1917)
 เบลเยียม
ราชอาณาจักรอิตาลี อิตาลี
(ตั้งแต่ ค.ศ. 1915)[8]
 โปรตุเกส
(ตั้งแต่ ค.ศ. 1916)[9]
จักรวรรดิรัสเซีย รัสเซีย
(ถึง ค.ศ 1917)[10]
ไทย สยาม[11]

ฝ่ายมหาอำนาจกลาง:

 จักรวรรดิเยอรมัน
 จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี

แนวรบด้านตะวันตก (อังกฤษ: Western Front) คือเขตสงครามหลักในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 เมื่อกองทัพเยอรมันเปิดแนวรบทางทิศตะวันตกด้วยการรุกรานเบลเยียมและลักเซมเบิร์ก จากนั้นยังสามารถยึดครองแคว้นอุตสาหกรรมที่สำคัญของฝรั่งเศสไว้ได้ ซึ่งการรุกคืบนี้หยุดชะงักลงอย่างมากจากการต้านทานของฝรั่งเศสในยุทธการมาร์นครั้งที่หนึ่ง ต่อมาหลังยุทธการเรซทูเดอะซี ทั้งสองฝ่ายต่างขุดสนามเพลาะเป็นเส้นคดเคี้ยวระยะทางตั้งแต่ทะเลเหนือยาวต่อเนื่องไปจนถึงชายแดนของฝรั่งเศสด้านที่ติดกับสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่แนวสนามเพลาะเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักตลอดช่วงของสงคราม

ระหว่างปี ค.ศ. 1915 ถึง ค.ศ. 1917 เกิดการสู้รบครั้งใหญ่หลายครั้งในแนวรบด้านนี้ มีการระดมยิงปืนใหญ่และการเคลื่อนพลของทหารราบจำนวนมาก อย่างไรก็ตามด้วยแนวสนามเพลาะที่หนาแน่น ตาข่ายปืนกล รั้วลวดหนาม และปืนใหญ่ได้ก่อความเสียหายและการบาดเจ็บรุนแรงแก่ทั้งสองฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้ทั้งฝ่ายผู้รุกรานและฝ่ายตั้งรับไม่สามารถรุกคืบการรบของตนได้มากนัก ในบรรดาสมรภูมิรบทั้งหมดที่เกิดการบาดเจ็บล้มตายมากที่สุดของแนวรบนี้ได้แก่

นอกจากนี้เพื่อให้สามารถผ่านสถานการณ์รบที่ชะงักงันนี้และรุกคืบต่อไปได้ แนวรบด้านตะวันตกจึงปรากฏเทคโนโลยีทางการทหารรูปแบบใหม่หลายประการ เช่น ก๊าสพิษ อากาศยาน และรถถัง แต่ก็ไม่ได้มีผลมากสักเท่าไหร่ มีเพียงยุทธวิธีและชั้นเชิงการรบที่พัฒนาขึ้นใหม่เท่านั้นที่ช่วยให้สามารถรุกคืบไปได้บางส่วน ต่อมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1918 ผลของสนธิสัญญาเบรสท์-ลีตอฟสก์ที่ยุติการสู้รบในแนวรบด้านตะวันออกบวกกับยุทธวิธีแทรกซึมทางการทหาร ได้ช่วยให้กองทัพเยอรมันสามารถรุกคืบไปทางทิศตะวันตกเป็นระยะทางเกือบ 60 ไมล์ (100 กิโลเมตร) ซึ่งนับเป็นการรุกคืบที่มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามในปี ค.ศ. 1914 และเกือบช่วยให้ฝ่ายเยอรมันสามารถบุกทะลวงแนวตั้งรับของศัตรูไปได้

แม้ว่าสภาพการณ์โดยทั่วไปของแนวรบด้านนี้จะชะงักงันอย่างมาก แต่เขตสงครามนี้กลับเป็นตัวตัดสินผลของสงครามในท้ายที่สุด การรุกคืบอย่างไม่ย่อท้อของฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงครึ่งหลังของปี ค.ศ. 1918 ได้โน้มน้าวให้ผู้บัญชาการรบของฝ่ายเยอรมันเชื่อว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ได้ รัฐบาลเยอรมันจึงถูกบีบบังคับให้ต้องยอมรับเงื่อนไขการสงบศึก และท้ายที่สุดได้ยอมรับข้อตกลงสันติภาพและลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายในปี ค.ศ. 1919

อ้างอิง[แก้]

  1. "Canada in the First World War and the Road to Vimy Ridge". Veteran Affairs Canada. 1992. สืบค้นเมื่อ 5 December 2006.
  2. "First World War 1914–1918". Australian War Memorial. สืบค้นเมื่อ 5 December 2006.
  3. Corrigan 1999, p. 57.
  4. Nicholson 2007, p. 237.
  5. "New Zealand and the First World War – Overview". New Zealand's History Online. สืบค้นเมื่อ 26 January 2007.
  6. Uys, I.S. "The South Africans at Delville Wood". The South south African Military History Society. สืบค้นเมื่อ 26 January 2007.
  7. McLaughlin 1980, p. 49.
  8. "2nd Battle of the Marne". Spartacus Educational. สืบค้นเมื่อ 7 January 2009.
  9. Rodrigues, Hugo. "Portugal in World War I". The First World War. Archived from the original on 29 September 2007. สืบค้นเมื่อ 26 January 2007. ดูเพิ่มที่โปรตุเกสในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
  10. Cockfield 1999, p. ix.
  11. "Thailand in the First World War". สืบค้นเมื่อ 10 December 2013. ดูเพิ่มที่ประเทศไทยในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]