เดวิด แคเมอรอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เดวิด แคเมอรอน
นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
กษัตริย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2
ก่อนหน้า กอร์ดอน บราวน์
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาสามัญชน
ดำรงตำแหน่ง
6 ธันวาคม พ.ศ. 2548 – 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
กษัตริย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2
นายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์
กอร์ดอน บราวน์
ก่อนหน้า ไมเคิล โฮเวิร์ด
ถัดไป แฮเรียต ฮาร์แมน
หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
6 ธันวาคม พ.ศ. 2548
ก่อนหน้า ไมเคิล โฮเวิร์ด
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 9 ตุลาคม พ.ศ. 2509 (48 ปี)
ลอนดอน สหราชอาณาจักร
พรรคการเมือง พรรคอนุรักษนิยม
คู่สมรส ซาแมนธา เชฟฟีลด์
ที่อยู่ บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง (อย่างเป็นทางการ)
ศาสนา คริสต์นิกายอังคลิกัน

เดวิด วิลเลียม โดนัลด์ แคเมอรอน (อังกฤษ: David William Donald Cameron) เกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1966 เป็นนักการเมืองชาวอังกฤษ อีกทั้งเดวิดยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 53 คนปัจจุบันแห่งสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 และเป็นหัวหน้าพรรค พรรคอนุรักษนิยม (สหราชอาณาจักร) (Conservative Party) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจำเขต Witney ใน Oxfordshire ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001[1][2]

แคเมอรอนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีในสาขาวิชา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (Philosophy, Politics and Economics หรือชื่อย่อ PPE) จาก Brasenose College มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด จากนั้นเขาได้เข้าร่วมทีมวิจัยของพรรคอนุรักษนิยมและเป็นที่ปรึกษาพิเศษให้กับนอร์แมน ลามองต์และไมเคิล ฮาเวิร์ด เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กรในบริษัทสื่อ ที่ชื่อคาร์ลตันคอมมูนิเคชันส์เป็นเวลา 7 ปี เขาลงสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาสามัญชนในสแตฟฟอร์ด ในปี ค.ศ. 1997 แต่ไม่ได้รับเลือก ต่อมาในปี ค.ศ. 2001 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาสามัญชนเขตวิตนีย์ในออกซ์ฟอร์ดเชียร์[3] ต่อมาในปลายปี ค.ศ. 2005 ได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม

หลังการเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2553 โดยพรรคอนุรักษ์นิยมได้คะแนนสูงสุด ทำให้คาแมรอนขึ้นนำเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐบาลผสมระหว่างพรรคอนุรักษนิยม (Conservative Party) และ พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrats)เดวิด แคเมอรอนกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุนับตั้งแต่โรเบริ์ต เจนคินสัน (ลอร์ด ลิเวอร์พูล) ในปี 1812

ชีวิตวัยเด็กและบรรพบุรุษ[แก้]

พระเจ้าวิลเลียมที่ 4 แห่งสหราชอาณาจักร ที่เป็นพระปิตุลา (ลุง) ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร และเป็นบรรพบุรุษของเดวิด แคเมอรอน

เดวิด แคเมอรอนเป็นหลานคนสุดท้องของนายหน้าซื้อหุ้น เอียน โดนัลด์ แคเมอรอน (12 ตุลาคม 1932 - 8 กันยายน 2010) และภรรยาของเขา แมรี่ เฟอร์ (นามเดิน เมาท์ , เกิด 1934 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลแขวงและเป็นลูกสาวของเซอร์ วิลเลียม เมาท์)[4][5] พ่อแม่ของแคเมอรอนสมรสกับเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 1962[4]

แคเมอรอนเกิดในกรุงลอนดอนก่อนที่จะย้ายไปอยู่ในแถบพีสมอร์ เบิร์กเชียร์[6].[7] แคเมอรอนมีพี่ชายชื่อ อเล็กซานเดอร์ แคเมอรอน (เกิด 1963 เป็นทนายความ)[8] และมีพี่สาว น้องสาว 2 คน , ทานิชา ราเชล (เกิด 1965) และ แคลร์ หลุยส์ (เกิด 1971)[4][9] พ่อของเขา , เอียนเกิดในแบลร์มอร์ เฮ้าท์ใกล้กับฮันรี่ , อันเบอร์เดียนไชน์ และเสียชีวิตในเมือง ตูลง , ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2010[10] เอียนเกิดมาพร้อมกับขาที่พิการและถูกรักษาจนมีอาการดีขึ้น , แบลร์มอร์ถูกสร้างขึ้นโดยปู่ทวดของแคเมอรอน , อเล็กซานเดอร์ เก็ดเดด[11] และได้ค้าขายข้าวในชิคาโก้จนมีทรัพย์สมบัติมากมายก่อนจะกลับไปที่สกอตแลนด์ในคริสต์ทศวรรษ 1880[12]


อ้างอิง[แก้]

  1. เดวิด คาเมรอน (David Cameron) ตัวเต็งนายกอังกฤษ
  2. "David Cameron". Witney Conservatives. 2015. 
  3. เดวิด คาเมรอน (David Cameron) ตัวเต็งนายกอังกฤษ
  4. 4.0 4.1 4.2 Lundy, Darryl. "David William Donald Cameron". The Peerage. สืบค้นเมื่อ 4 June 2010. แม่แบบ:Unreliable source?
  5. Debrett's Peerage 2011, p. B 714.
  6. เดวิด คาเมรอน ผู้นำเมืองผู้ดี
  7. Elliott, Francis; Hanning, James (2007). Cameron: the Rise of the New Conservative. London: Harper Perennial. ISBN 978-0-00-724367-9. 
  8. แม่แบบ:Who's Who (ต้องรับบริการ)
  9. Wheeler, Brian (6 December 2005). "The David Cameron Story". BBC News. สืบค้นเมื่อ 27 March 2007. 
  10. "David Cameron and Slains Castle". The North Scotland Beehive. Aberdeen: Aberdeen Civic Society. 2 March 2006. Archived from the original on 17 August 2007. 
  11. "Marriages". The Times (London). 24 July 1905. p. 1. สืบค้นเมื่อ 22 March 2013. (ต้องรับบริการ)
  12. Clark, Ross (26 January 2002). "Highlands for the high life". The Daily Telegraph (London). Retrieved 4 September 2007.