ข้ามไปเนื้อหา

ชาลส์ เกรย์ เอิร์ลเกรย์ที่ 2

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เอิร์ลเกรย์
นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร
ดำรงตำแหน่ง
22 พฤศจิกายน 1830  16 กรกฎาคม 1834
กษัตริย์พระเจ้าวิลเลียมที่ 4
ก่อนหน้าดยุกแห่งเวลลิงตัน
ถัดไปลอร์ดเมลเบิร์น
ผู้นำสภาขุนนาง
ดำรงตำแหน่ง
22 พฤศจิกายน 1830  9 กรกฎาคม 1834
ก่อนหน้าดยุกแห่งเวลลิงตัน
ถัดไปลอร์ดเมลเบิร์น
ผู้นำสภาสามัญชน
ดำรงตำแหน่ง
24 กันยายน 1806  31 มีนาคม 1807
นายกรัฐมนตรีลอร์ดเกรนวิลล์
ก่อนหน้าชาลส์ เจมส์ ฟอกซ์
ถัดไปสเปนเซอร์ เพอร์ซีวัล
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด(1764-03-13)13 มีนาคม ค.ศ. 1764
นอร์ทัมเบอร์แลนด์, อังกฤษ
เสียชีวิต17 กรกฎาคม ค.ศ. 1845(1845-07-17) (81 ปี)
นอร์ทัมเบอร์แลนด์, อังกฤษ
ศาสนาคริสตจักรแห่งอังกฤษ
พรรคการเมืองพรรควิก
คู่สมรสแมรี เกรย์ เคาน์เตสเกรย์
ลายมือชื่อCursive signature in ink

ชาลส์ เกรย์ เอิร์ลเกรย์ที่ 2 (อังกฤษ: Charles Grey, 2nd Earl Grey) หรือฐานันดรเดิมคือ ไวเคานต์ฮอวิก เป็นนักการเมืองและรัฐบุรุษชาวอังกฤษจากพรรควิก เขาเคยดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร, ผู้นำสภาขุนนาง, ผู้นำสภาสามัญชน, รัฐมนตรียุติธรรม, และรัฐมนตรีต่างประเทศ เขาผลักดันการปฏิรูปการเมืองให้ไปสู่ระบบการเลือกตั้งในอังกฤษและเวลส์[1]โดยได้รับแรงสนับสนุนจากพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 และยังออกกฎหมายการเลิกทาสทั่วจักรวรรดิอังกฤษในปี 1833 นอกจากนี้เขายังเป็นผู้เผยแพร่ชาเอิร์ลเกรย์ให้เป็นที่รู้จัก[2]

ในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรควิก ที่มุ่งมั่นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ผลงานชิ้นเอกที่สร้างประวัติศาสตร์คือการผลักดัน พระราชบัญญัติปฏิรูป ค.ศ. 1832 (Great Reform Act) ซึ่งเปรียบเสมือนการวางรากฐานประชาธิปไตยสมัยใหม่ เขาต้องเผชิญกับความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับสภาขุนนางจนเกือบนำไปสู่วิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญ แต่ด้วยความเด็ดขาดในการโน้มน้าวพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 ให้ขู่ว่าจะแต่งตั้งขุนนางใหม่เพิ่มเพื่อผ่านกฎหมาย ทำให้เขาสามารถขยายสิทธิเลือกตั้งไปยังชนชั้นกลางและกำจัดเขตเลือกตั้งเสื่อมโทรมได้สำเร็จ จัดสรรที่นั่งในสภาใหม่ให้สอดคล้องกับเมืองอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

นอกจากนี้ยังมีการตราพระราชบัญญัติเลิกทาส ค.ศ. 1833 (Slavery Abolition Act 1833) ซึ่งเป็นการยุติระบบทาสในอาณานิคมส่วนใหญ่ของจักรวรรดิอังกฤษ แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องการจ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาลแก่เจ้าของทาส แต่ก็นับเป็นก้าวสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนระดับสากล นอกจากนี้เขายังยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานด้วยพระราชบัญญัติโรงงาน ค.ศ. 1833 ที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่าเก้าปีทำงานในโรงงานทอผ้า และจำกัดชั่วโมงทำงานของเยาวชน

อ้างอิง

[แก้]
  1. Reform Act 1832
  2. Kramer, Ione. All the Tea in China. China Books, 1990. ISBN 0-8351-2194-1. Pages 180–181.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]