ห้ามมีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

บทความนี้เกี่ยวข้องกับ
บัญญัติ 10 ประการ
บัญญัติสิบประการภาษาฮีบรู
บทบัญญัติ
เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า
ห้ามมีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา
ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน
ห้ามใช้พระนามพระเจ้าของเจ้าไปในทางที่ผิด
จงระลึกถึงวันสะบาโต
จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า
ห้ามฆ่าคน
ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา
ห้ามลักขโมย
ห้ามเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน
ห้าม​โลภ​
บทความที่เกี่ยวข้อง
แผ่นศิลาพระโอวาท
ถ้อย‍คำ​แห่ง​พันธ‌สัญญา
หีบแห่งพันธสัญญา
ทรรศนะคาทอลิกต่อบัญญัติสิบประการ
พระ‍บัญญัติ​ข้อ​ที่​สำคัญ​ที่​สุด

ห้ามมีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา[1][2] หรือ จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าองค์เดียวของท่าน[3] (อังกฤษ: Thou shalt have no other gods before me) เป็นหนึ่งในข้อบทบัญญัติสิบประการ ซึ่งพระยาห์เวห์ได้ประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางโมเสส ซึ่งเป็นบัญญัติข้อที่ 1 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบเซปตัวจินต์ แบบไฟโล แบบออกัสตินแห่งฮิปโป แบบคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก แบบลูเทอแรน และแบบคริสตจักรปฏิรูป และเป็นบัญญัติข้อที่ 2 ของการจัดรูปแบบพระบัญญัติแบบทาลมุด

บัญญัติข้อนี้มีบันทึกในหนังสืออพยพ 20:3 และหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:7 ในคัมภีร์ฮีบรูหมวดโทราห์ของศาสนายูดาห์ และในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์

ห้าม​มี​พระ‍เจ้า​อื่น‍ใด​นอก‍เหนือ‍จาก​เรา

— หนังสืออพยพ 20:3

เนื้อหา[แก้]

ห้ามมีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา บัญญัติข้อนี้ห้ามการนับถือพระหลายองค์อันเป็นลักษณะเด่นของศาสนาทั้งหลายในโลกตะวันออกใกล้สมัยโบราณ อิสราเอลต้องไม่นมัสการหรือออกนามพระต่าง ๆ ของชนชาติอื่น แต่พระเจ้าทรงบัญชาให้พวกเขายำเกรงและปรนนิบัติพระองค์เท่านั้น[4][5]

เมื่อนำบัญญัติข้อนี้มาประยุกต์ใช้กับผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ บัญญัติข้อนี้มีความหมายอย่างน้อย 3 ประการต่อไปนี้

  1. การนมัสการของผู้เชื่อจะต้องมุ่งไปที่พระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น จะไม่มีการนมัสการ การอธิฐาน หรือการแสวงหาการทรงนำและการช่วยเหลือจาก "พระเจ้าอื่นใด" วิญญาณใดหรือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว[6][7][8][9] บัญญัติข้อแรกนี้ต่อต้านการนมัสการวิญญาณต่าง ๆ (นั่นคือ วิญญาณชั่ว) โดยการติดต่อกับวิญญาณ การทำนาย การกราบไหว้รูปเคารพในลักษณะต่าง ๆ กัน[10]
  2. ผู้เชื่อจะต้องอุทิศตัวแด่พระเจ้าอย่างสิ้นเชิง พระเจ้าเท่านั้นที่จะนำชีวิตของพวกเขาได้โดยผ่านพระประสงค์ที่ทรงเปิดเผยและพระคัมภีร์ที่ได้รับการดลใจ[11]
  3. ผู้เชื่อจะต้องตั้งจุดประสงค์ในชีวิตอยู่ที่การแสวงหาและรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิต สุดใจ และสุดกำลัง โดยพึ่งพาพระองค์สำหรับการจัดเตรียมสิ่งดีสำหรับชีวิตของพวกเขา[12][13][14][15]

อ้างอิง[แก้]

  1. หนังสืออพยพ 20:3, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  2. หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 5:7, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  3. อพยพ 20, พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม, คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกพระคัมภีร์
  4. หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 32:39, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  5. หนังสือโยชูวา 24:14-15, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  6. หนังสือเลวีนิติ 17:7, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  7. หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 6:4:32:17, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  8. หนังสือสดุดี 106:37, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  9. จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่ 1 10:19-20, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  10. หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 18:9-22, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  11. พระวรสารนักบุญมัทธิว 4:4, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  12. หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 6:5, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  13. หนังสือสดุดี 119:2, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  14. พระวรสารนักบุญมัทธิว 6:33, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011
  15. จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวฟิลิปปี 3:8, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011