สเตโกซอรัส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บทความนี้มีเนื้อหาที่สั้นมาก ต้องการเพิ่มเติมเนื้อหาหรือพิจารณารวมเข้ากับบทความอื่นแทน
สเตโกซอรัส
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: Late Jurassic, 155–150Ma
Stegosaurus stenops Life Reconstruction.png
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Reptilia
อันดับใหญ่: Dinosauria
อันดับ: Ornithischia
อันดับย่อย: Thyreophora
อันดับฐาน: Stegosauria
วงศ์: Stegosauridae
สกุล: Stegosaurus
Marsh, 1877
ชนิดต้นแบบ
Stegosaurus stenops
Marsh, 1887
สายพันธุ์อื่น ๆ
  • S. ungulatus Marsh, 1879
  • S. sulcatus Marsh, 1887
ชื่อพ้อง
  • Hypsirhophus Cope, 1879
  • Diracodon Marsh, 1881

สเตโกซอรัส (Stegosaurus) ชื่อของมันหมายถึง กิ้งก่ามีหลังคา เป็นไดโนเสาร์กินพืชจากวงศ์ Thyreophora หรือกลุ่มไดโนเสาร์หุ้มเกราะ โดยมันอาศัยอยู่ในยุคจูราสซิกตอนปลายระหว่าง 155 - 145 ล้านปีก่อน โดยมันมีลักษณะเด่นคือ มีแผ่นหนามรูปทรงห้าเหลี่ยมทอดยาวเป็นคู่ๆ อยู่บนหลังตั้งแต่ท้ายทอยจนเกือบจรดปลายหาง ส่วนปลายหางนั้นก็มีอาวุธที่ถือเป็นอีกจุดเด่นของมันเลยก็ได้ ซึ่งนั่นก็คือ หนามขนาดใหญ่ทั้งสี่ โดยมันใช้ในการป้องกันตัวจากนักล่า

โดยมันนั้นถูกค้นพบในแถบตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศโปรตุเกส ในการก่อตัวของชั้นหิน Morrison Formation ในตอนนี้สเตโกซอรัสได้มีการยอมรับไว้อยู่ทั้งหมด 3 สกุล ซึ่งนั่นก็คือ S.stenops , S.ungulatus , S.sulcatus (S. = สเตโกซอรัส นะครับเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในหมู่นักวิทยาศาสตร์) โดยสกุลที่รู้จักกันดีที่สุดคือ S.stenops แต่สกุลที่ใหญ่ที่สุดก็คือ S.ungulatus ซึ่งจะมีขนาดอยู่ที่ 7 เมตร ณ เวลานี้มีการค้นพบสเตโกซอรัสอยู่ทั้งหมด 80 ตัว นักบรรพชีวินวิทยาเชื่อว่าพวกมันนั้นน่าจะอาศัยอย๋ร่วมกันกับ ดิปโพลโดคัส อะแพทโทซอรัส แบรคคิโอซอรัส

สเตโกซอรัสเป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ โดยมันมีขนาดโดยประมาณ 6-7 เมตร (S.stenops) มีลักษณะเด่นก็คือ มีขาหน้าที่สั้น ขาหลังยาว โดยหางของมันจะชูสูงขึ้นไปในอากาศ มันมีแผ่นหนามรูปห้าเหลี่ยมทอดยาวเป็นคู่ๆ อยู่บนหลัง โดยเหล่านักบรรพชีวินวิทยาและกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ต่างสันนิษฐานถึงหน้าที่ของแผ่นหลังของมันอยู่แต่หลายๆคนเชื่อว่ามันน่าจะใช้ในการปรับอุณหภูมิร่างกาย และใช้ในการป้องกันตัวได้ด้วย

ลักษณะและรายละเอียด[แก้]

สเตโกซอรัสเป็นสัตว์บกสี่เท้าที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว เพราะบนหลังของมันเต็มไปด้วย แผ่นหนามรูปทรงห้าเหลี่ยมทอดยาวเป็นคู่ๆ อยู่บนหลังตั้งแต่หัวเกือบจรดปลายหางซึ่งสามารถใช้ในการข่มขวัญศัตรูและดึงดูดเพศตรงข้าม อีกทั้งยังมีหนามสองคู่ขนาดใหญ่อยู่ปลายหางอีกต่างหาก จึงเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆเพราะมันดูเท่ห์ และปลายหางของมันยังเป็นอาวุธที่ทรงพลังในการต่อกรกับนักล่าอย่างเจ้า อัลโลซอรัส กับ เซอราโตซอรัส อีกด้วย พูดง่ายๆก็คือ เจ้าสเตโกซอรัสนั้นมีอาวุธเต็มตัวไปหมดเลยก็ว่าได้...

โครงกระดูกจำลองการต่อสู้กันระหว่าง Stegosaurus และลูก กับ Allosaurus ณ พิพิธภัณฑ์ Denver Museum
การเปรียบเทียบกันระหว่าง S. ungulatus(สีส้ม) และ S. stenops(สีเขียว) กับมนุษย์ จะเห็น่วา S. ungulatus(สีส้ม) มีขนาดใหญ่กว่า

สเตโกซอรัสนั้นเป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดกลาง โดยมันมีขนาดอยู่ที่ 6.5 เมตร และมีน้ำหนักอยู่ที่ 3.5 ตัน (S.stenops) และถ้าเป็นอีกสปีชีส์หนึ่งก็จะมีขนาดอยู่ที่ 7 เมตร และมีน้ำหนักอยู่ที่ 3.8 ตัน (S.ungulatus) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วพวกมันมักจะถูกประมาณขนาดไว้ที่ 7.5 เมตร และมีน้ำหนักอยู่ที่ 5 - 5.3 ตัน ซึ่งนั่นถือว่ามีขนาดเกือบเท่ารถบัสได้เลย จึงทำให้มันดูน่ากลัวในสายตาของนักล่าหลายๆ ตัว อย่างเช่น อัลโลซอรัส ที่ล่าเหยื่อกันเป็นกลุ่มเหมือนกับหมาป่า แต่ก็ต้องมีชะงักกันบ้างถ้าเจอกับฝูงของสเตโกซอรัส

ส่วนเจ้าสเตโกซอรัสในวัยรุ่นนั้นมันจะมีขนาดโดยประมาณอยู่ที่ 4.6 เมตร มีความสูง 2 เมตร และมีน้ำหนักโดยประมาณอยู่ที่ 1.5 - 2.2 ตัน จากข้อมูลบางส่วนที่ได้จากการค้นพบซากฟอสซิลของสเตโกซอรัสที่ยังไม่โตเต็มที่ในปี ค.ศ.1994 ที่รัฐไวโอมิง ประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนนี้มันถูกจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยไวโอมิง

หัวกะโหลกศีรษะ[แก้]

กะโหลกศีรษะของสเตโกซอรัสนั้นมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของลำตัว โดยกะโหลกของมันคล้ายกันกับArchosaurทั่วๆไป โดยมันมีรูโพรงอยู่บนกะโหลกทั้งหมด 3 รูใหญ่ๆ ตำแหน่งกะโหลกของสเตโกซอรัสอยู่ต่ำ ซึ่งน่าจะบ่งบอกถึงลักษณะการกินของพวกมันด้วย การมีตำแหน่งกะโหลกอยู่ที่ต่ำอาจจะทำให้มันนั้นต้องกินพืชตระกูลเฟิร์นต้นเตี้ยๆ หรือหญ้าเป็นอาหารหลัก

กะโหลกศีรษะของสเตโกซอรัสนั้นไม่มีฟันหน้าแต่เปลี่ยนเป็นจะงอยปากไปแทน ปลายปากของกรามล่างจะมีลักษณะแบนหักลงซึ่งลักษณะแบบนี้จะทำให้ฟันกรามของมันขบกันได้อย่างพอดี และลักษณะของจะงอยปากของมันนั้นยื่นออกรอบกรามจึงทำให้สเตโกซอรัสนั้นไม่มีกระพุ้งแก้ม เพราะเมื่อมันหุบปากลงจะงอยปากของมันจะครอบทั้งกรามล่างได้พอดีจึงไม่จำเป็นต้องมีกระพุ้งแก้ม