ลำหยง
| ลำหยง (หนานหยางจฺวิ้น) | |||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| จีนตัวเต็ม | 南陽郡 | ||||||
| จีนตัวย่อ | 南阳郡 | ||||||
| |||||||
ลำหยง[1][2][a] ในภาษาจีนกลางเรียกว่า หนานหยางจฺวิ้น (จีน: 南陽郡; พินอิน: Nányáng Jùn) เป็นกุ๋น (郡 จฺวิ้น) หรือเมืองของจีนตั้งแต่ยุครณรัฐ (戰國 จ้านกั๋ว) ถึงยุคราชวงศ์ถัง (唐) มีศูนย์กลางอยู่บริเวณนครหนานหยาง (南陽市 หนานหยางชื่อ) มณฑลเหอหนาน (河南) ในปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์
[แก้]เมืองลำหยงก่อตั้งโดยรัฐจิ๋น (秦 ฉิน) ในสมัยของเจียวเสียงอ๋อง (秦昭襄王 ฉินเจาเซียงหวาง) ปีที่ 35 (272 ปีก่อนคริสตกาล) มีที่ว่าการเมืองอยู่ที่อำเภออ้วนเซีย (宛 หว่าน) ซึ่งปัจจุบันคือนครหนานหยาง (南陽市 หนานหยางชื่อ) มณฑลเหอหนาน (河南)[5] ประกอบด้วยดินแดนทางเหนือของแม่น้ำฮั่นซุย (漢水 ฮั่นฉุ่ย) ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นของรัฐฌ้อ (楚 ฉู่)
ในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (西漢 ซีฮั่น) เมืองลำหยงประกอบด้วย 36 อำเภอ ได้แก่ อ้วนเซีย, โชว (犨), ตู้เหยี่ยน (杜衍), จ้าน (酇), ยฺวี่หยาง (育陽), ปั๋วชาน (博山), เนี่ยหยาง (涅陽), อิน (陰), ตู่หยาง (堵陽), จื้อ (雉), ชานตู (山都), ไช่หยาง (蔡陽), ซินเอี๋ย (新野 ซินเย่), จู้หยาง (筑陽), จี๋หยาง (棘陽), อู่ตาง (武當), อู่อิน (舞陰), ซีเอ้อ (西鄂), หราง (穰), ลี่ (酈), อันจงก๋วน (安眾 อานจ้ง), กว้านจฺวิน (冠軍), ปี่หยาง (比陽), ผิงชื่อ (平氏), สุย (隨), เย่ (葉), เติ้ง (鄧), เฉาหยาง (朝陽), หลู่หยาง (魯陽), ชงหลิง (舂陵), ซินตู (新都), หูหยาง (湖陽), หงหยาง (紅陽), เล่อเฉิง (樂成), พกบ๋อง (博望 ปั๋วว่าง) และฟู่หยาง (復陽) ประชากรทั้งหมดเมื่อ ค.ศ. 2 คือ 1,942,051 คนใน 359,116 ครัวเรือน[6] เมื่อ ค.ศ. 140 ประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 2,439,618 คนใน 528,551 ครัวเรือน[7]
ในยุคสามก๊ก (三國 ซานกั๋ว) มีการก่อตั้งกุ๋น (郡 จฺวิ้น) หรือเมืองแห่งใหม่หลายเมือง เมื่อถึงยุคราชวงศ์จิ้น (晉) รวบรวมแผ่นดินจีน (ค.ศ. 280) จำนวนอำเภอของลำหยงก็ลดลงเหลือ 14 อำเภอ ได้แก่ อ้วนเซีย, ซีเอ้อ, จื้อ, หลู่หยาง, โชว, ยฺวี่หยาง, พกบ๋อง, ตู่หยาง, เย่, อู่อิน, ปี่หยาง, เนี่ยหยาง, กว้านจฺวิน และลี่ จำนวนประชาการที่มีบันทึกคือ 24,400 ครัวเรือน[8] ในยุคราชวงศ์หลิวซ่ง (劉宋) ในเมืองลำหยงเหลือเพียง 7 อำเภอในขณะที่จำนวนประชากรลดลงเหลือ 38,132 คนใน 4,727 ครัวเรือนเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 5[9]
ในยุคราชวงศ์สุย (隋) และราชวงศ์ถัง (唐) ลำหยง (หนานหยาง) กลายเป็นอีกชื่อหนึ่งของมณฑลเติ้งโจว (鄧州) ในภูมิภาคเดียวกัน เมื่อ ค.ศ. 742 ลำหยงมี 6 อำเภอและมีประชากร 165,257 คน 43,055 ครัวเรือน[10]
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ ใน สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ยังปรากฏการเรียก "ลำหยง" ด้วยชื่อที่แตกต่างกันออกไปดังต่อไปนี้:
อ้างอิง
[แก้]- ↑ ("แลเมืองลำหยงนั้นมีคนหนึ่งชื่อโหเง้า ว่าแก่คนทั้งปวงว่า แผ่นดินเมืองหลวงนั้นจะสูญเสียแล้ว ซึ่งจะปราบแผ่นดินให้ราบนั้นเห็นแต่โจโฉผู้เดียว") "สามก๊ก ตอนที่ ๑". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ February 6, 2026. เทียบกับ (南陽何顒見操,言:「漢室將亡,安天下者,必此人也。」) สามก๊ก (ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) ตอนที่ 1.
- ↑ ("ลำหยง เมือง อยู่ในมณฑลโห้ลำ") "ชื่อภูมิประเทศในเรื่องสามก๊ก". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ February 19, 2026.
- ↑ ("โจโฉได้ยินดังนั้นยังมิทันจะว่าประการใด พอโจหองให้หนังสือมาถึงโจโฉว่า เตียวสิ้วหลานเตียวเจคบคิดกับเล่าเปียวซึ่งอยู่เมืองเกงจิ๋ว ยกมาตีเมืองเซียงหยง เมืองกังเหลง ได้รบพุ่งกับโจหองเปนหลายครั้ง โจหองทานฝีมือเตียวสิ้วมิได้ ขอให้มหาอุปราชยกทหารไปช่วย") "สามก๊ก ตอนที่ ๑๖". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ February 12, 2026. เทียบกับ (操躊躇未決。忽報馬到,報說:「張繡依託劉表,復肆猖獗;南陽諸縣復反;曹洪拒敵不住,連輸數陣,今特來告急。」) สามก๊ก (ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) ตอนที่ 17.
- ↑ ("ฝ่ายขงเบ้งจึงแกล้งว่ากับกวนอูว่า เมื่อจูล่งกับเตียวหุยยกไปตีเมืองฮุยเอี๋ยงแลเมืองบุเหลงได้นั้น ก็เอาทหารไปแต่คนละสามพัน แลเมืองเตียงสานั้นเดิมขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋ว เล่าเปียวจึงให้เล่าผวนผู้เปนหลานเปนเจ้าเมือง ครั้นเล่าเปียวหาบุญไม่ เมืองเตียงสาไปขึ้นแก่เมืองฮูโต๋ โจโฉตั้งให้ฮันเหียนเปนผู้ใหญ่อยู่รักษาเมือง ฮันเหียนเปนคนหาสติปัญญาไม่ จะทำการสิ่งใดมิได้พิเคราะห์ แล้วข่มเหงให้ราษฎรทั้งปวงได้ความเดือดร้อน ราษฎรชวนกันเอาใจออกหากอยู่สิ้น บัดนี้เกรงอยู่แต่ทหารเอกคนหนึ่งชื่อฮองตงชาวเมืองลำเอี๋ยง อายุได้หกสิบปีมีกำลังกล้าหาญ เดิมเปนทหารเล่าผวน ครั้นเล่าผวนออกจากที่เจ้าเมืองแล้ว ฮองตงจึงสมัคเข้าทำการอยู่ด้วยฮันเหียน แลท่านจะยกไปรบเมืองเตียงสาบัดนี้ จำจะเอาทหารไปให้มากจึงจะได้ เพราะฮองตงมีฝีมืออยู่") "สามก๊ก ตอนที่ ๔๔". วัชรญาณ. สืบค้นเมื่อ February 12, 2026. เทียบกับ (孔明曰:「子龍取桂陽,翼德取武陵,都是三千軍去。今長沙太守韓玄,固不足道,只是他有一員大將,乃南陽人,姓黃,名忠,字漢升;是劉表帳下中郎將,與劉表之姪劉磐共守長沙,後事韓玄;雖今年近六旬,卻有萬夫不當之勇,不可輕敵。雲長去,必須多帶軍馬。」) สามก๊ก (ซานกั๋วเหยี่ยนอี้) ตอนที่ 53.
- ↑ ฉื่อจี้ เล่มที่ 5
- ↑ ฮั่นชู เล่มที่ 28.
- ↑ โฮ่วฮั่นชู เล่มที่ 112.
- ↑ จิ้นชู เล่มที่ 15.
- ↑ ซ่งชู เล่มที่ 37.
- ↑ ซินถังชู, เล่มที่ 40.