ยาโรสลาฟล์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บทความนี้เกี่ยวกับยารอสลัฟล์ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ยาโรสลาฟล์ (แก้ความกำกวม)

พิกัดภูมิศาสตร์: 57°37′N 39°51′E / 57.617°N 39.850°E / 57.617; 39.850

ยาโรสลาฟล์
Ярославль
เมือง
อาราม Spaso-Preobrazhensky ริมแม่น้ำโคตาโรสึล์
อาราม Spaso-Preobrazhensky ริมแม่น้ำโคตาโรสึล์
ธงของยาโรสลาฟล์
ธง
แผนที่แสดงอาณาเขตของเมืองยาโรสลาฟล์
แผนที่แสดงอาณาเขตของเมืองยาโรสลาฟล์
ประเทศ  รัสเซีย
เขตการปกครอง ยาโรสลาฟโอบลาสต์
การปกครอง
 • นายกเทศมนตรี Aleksandr Nechayev (รักษาการณ์)
พื้นที่
 • ทั้งหมด 205.8[1] ตร.กม. (79.460 ตร.ไมล์)
ประชากร (การสำรวจสำมะโนประชากร ค.ศ. 2010)
 • ทั้งหมด 591,486
เขตเวลา MSK UTC+04:00
เว็บไซต์ www.city-yar.ru

ยาโรสลาฟล์ (อังกฤษ: Yaroslavl รัสเซีย: Ярославль) เป็นเมืองเอกศูนย์กลางการปกครองของเขตปกครองย่อย ยาโรสลาฟโอบลาสต์ (อังกฤษ: Yaroslavl Oblast รัสเซีย: Яросла́вская о́бласть) ในประเทศรัสเซีย ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากกรุงมอสโกไปราว 258 กิโลเมตร โดยมีแม่น้ำวอลกาไหลผ่านกลางเมือง มีประชากรราวๆเกือบหกแสนคนและนับเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรเยอะที่สุดในกลุ่มเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำวอลกาตอนบนก่อนจะถึงเมืองนิซนีนอฟโกรอด มีชื่อเสียงในด้านการเป็นเมืองวัฒนธรรม เมืองท่องเที่ยว และเคยเป็นเมืองท่าค้าขายทางน้ำรวมถึงเป็นฐานอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศรัสเซียในอดีต

ยาโรสลาฟล์นั้นถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของรัสเซีย ได้รับการบันทึกการก่อตั้งตั้งแต่ในสมัยของเคียฟรุส ในปี พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010) และเมื่อปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) ก็ได้มีการจัดการฉลองอายุครบหนึ่งพันปีของเมือง[2]

เนื้อหา

ภูมิศาสตร์[แก้]

ไฟล์:Ярославская область муниципальное образование город Ярославль локатор.svg
ขอบเขตของเมืองยาโรสลาฟล์ในยาโรสลาฟโอบลาสต์
แม่น้ำโคตาโรสึล์ในหน้าหนาวที่จับตัวเป็นน้ำแข็งจนสามารถลงไปเดินได้

ตั้งอยู่บนบริเวณที่ราบของลุ่มแม่น้ำวอลกาตอนบนเยื้องไปทางด้านตะวันออกของเขตปกครองยาโรสลาฟในตำแหน่งที่แม่น้ำวอลกาหักเลี้ยวไปทางทิศตะวันออก โดยอยู่ห่างจากเขื่อนรีบินสก์ที่เป็นเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่รับน้ำจากแม่น้ำวอลกาและลำน้ำสาขาอื่นๆที่ตั้งอยู่ไกลไปทางทางตะวันตกเฉียงเหนือราวๆ 80 กิโลเมตร โดยจุดที่เป็นหัวใจของเมืองนั้นเป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำโคตาโรสึล์ (อังกฤษ: Kotorosl รัสเซีย: Ко́торосль) กับแม่น้ำวอลกา ทำให้ตั้งแต่อดีตกาลมา ที่นี่มีความสำคัญในฐานะเมืองท่าค้าขายแห่งนึงและเป็นประตูทางเชื่อมการค้าขายทางน้ำที่สามารถเดินทางผ่านลำน้ำสาขาที่ติดต่อกับแม่น้ำวอลกาจนสามารถไปออกสู่ทะเลขาวทางทิศเหนือของรัสเซียให้แก่มอสโกได้อีกด้วย

ภูมิอากาศของยาโรสลาฟล์นั้นจะมีอุณหภูมิเฉลี่ย 21-25 องศาในหน้าร้อน แต่หากเป็นช่วงที่แดดจัดๆก็อาจขึ้นถึงกว่า 30 องศาได้ ส่วนในหน้าหนาวนั้น อุณหภูมิสามารถลดลงไปได้ถึง -20 องศาเซลเซียสหรือกระทั่ง -40 องศาในช่วงที่มีพายุหิมะหนัก และในฤดูหนาวแม่น้ำวอลกาและโคตาโรสึล์ช่วงที่ไหลผ่านเมืองมักจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง


ประวัติศาสตร์[แก้]

ไฟล์:Founder of Yaroslavl.jpg
อนุสาวรีย์ยาโรสลาฟผู้ปราดเปรื่องในยาโรสลาฟล์

ช่วงอาณาจักรรัสตอฟของเคียฟรุส[แก้]

ในบริเวณนี้นั้น เคยมีชุมชนตั้งอยู่มาก่อนโดยเป็นชาวพื้นเมืองฟินโน-อูกริค (อังกฤษ: Finno-Ugric) ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับบรรพบรุษของชาวรัสเซีย จนกระทั่งการมาถึงของยาโรสลาฟผู้ปราดเปรื่อง (อังกฤษ: Yaroslav the Wise) ซึ่งเป็นเชื้อสายของราชวงศ์รูริคที่ทำการปกครองเคียฟรุสอยู่ในยุคนั้น โดยตำนานบันทึกการก่อตั้งเมืองพระองค์ได้ล่องเรือมาตามแม่น้ำโคตาโรสึล์จากต้นแม่น้ำคือทะเลสาบเนโรซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองรัสตอฟ (อังกฤษ: Rostov รัสเซีย: Ростов) อันเป็นดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของเคียฟรุสที่พระองค์มาปกครองอยู่ ครั้นเมื่อเรือล่องมาถึงบริเวณจุดบรรจบกับแม่น้ำวอลกา พระองค์ได้ให้ความสนใจว่าเป็นจุดที่น่าจะอำนวยความสะดวกในการค้าขายผ่านแม่น้ำวอลกา ทว่ากลุ่มคนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บริเวณนี้นั้นบางครั้งก็ทำการปล้นเรือสินค้า กล่าวกันว่าในยามที่พระองค์มาถึงบริเวณปากแม่น้ำโคตาโรสึล์ ก็ได้พบเรือสินค้ากำลังถูกปล้นอยู่พอดีจีงได้ไปช่วยพ่อค้าบนเรือนั้น เป็นผลให้ชาวพื้นเมืองไม่พอใจ และได้ปล่อยหมีซึ่งตามความเชื่อในลัทธิหมอผีถือว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาเพื่อหมายจะทำร้าย ซึ่งพระองค์ก็ได้ทำการสังหารหมีด้วยง้าว (Halberd) จนเหล่าชาวพื้นเมืองยอมจำนน

ซุ้มจุดชมวิวบนเนินเหนือแหลมสเตรลก้า

เชื่อกันว่าบริเวณซึ่งเหตุการณ์ในตำนานการสร้างเมืองเกิดขึ้นนั้น ก็คือบริเวณแหลมซึ่งยื่นล้ำไปตรงจุดที่แม่น้ำหลักของเมืองทั้งสองสายไหลมารวมกันที่ในภาษารัสเซียเรียกกันว่า สเตรลก้า (อังกฤษ: strelka รัสเซีย: стрелка) หลังจากปราบหมีแล้วยาโรสลาฟผู้ปราดเปรื่องก็ได้มีดำริให้สร้างโบสถ์ไม้และป้อมปราการขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ ซึ่งชื่อของเมือง "ยาโรสลาฟล์" นั้น เป็นรูปแสดงความเป็นเจ้าของในภาษารัสเซียโบราณและแปลได้ว่า "ของ/แห่งยาโรสลาฟ"

หลังจากการก่อตั้งในปี พ.ศ. 1553 (ค.ศ. 1010) แล้ว ยาโรสลาฟล์ในช่วงแรกๆนั้นมีฐานะเป็นเมืองปราการหน้าด่านรอบนอกให้แก่รัสตอฟ รวมถึงเป็นชุมชนที่มีส่วนช่วยในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายรัสเซียนออร์โธดอกซ์ในแถบลุ่มน้ำวอลกาตอนบน

เมืองอิสระยาโรสลาฟล์[แก้]

ในราวปี พ.ศ. 1761 (ค.ศ. 1218) ผู้นำซึ่งปกครองเมืองรัสตอฟที่ถูกลดอำนาจลงเป็นเพียงเมืองศูนย์กลางทางศาสนาในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของเคียฟรุสหลังจากยูริ ดาลการูกี้ย์ได้ย้ายเมืองที่กุมอำนาจปกครองไปยังซุซดัลแทนในปี พ.ศ. 1668 (ค.ศ. 1125)[3] คือ คอนสตานติน แห่ง รัสตอฟ ได้ทำการแบ่งดินแดนซึ่งอยู่ในความครอบครองของรัสตอฟให้แก่ผู้สืบเชื้อสาย และ ในครั้งนั้นเองที่ยาโรสลาฟล์ได้กลายเป็นเมืองอิสระ (Yaroslavl principality) แยกออกมาจากรัสตอฟโดยมี Vsevolod Kontantinovich ผู้เป็นบุตรชายได้รับกรรมสิทธิ์ในการปกครอง

ทว่าในระยะนั้นเป็นช่วงที่เคียฟรุสเสื่อมโทรมและเหล่าดินแดนที่เคยประกอบกันขึ้นเป็นเคียฟรุสก็ต่างแตกกระจัดกระจายเป็นเขตเล็กเขตน้อย ระยะนั้นดินแดนแถบนี้จึงประสบภยันตรายจากการรุกรานของชาวมองโกล-ทาทาร์กันโดยทั่วถึง ซึ่งสำหรับยาโรสลาฟล์นั้นต้องประสบกับความสูญเสียในการรบที่สมรภูมิแม่น้ำซิท (อังกฤษ: Sit รัสเซีย: Сить) ซึ่งเจ้าผู้ปกครองเมืองในเวลานั้นถูกฝ่ายมองโกลฆ่าตายในการรบและทำให้ยาโรสลาฟล์อ่อนแอลงจนถูกมองโกลเข้าโจมตีเสียหายย่อยยับ และตลอดช่วงการพยายามฟื้นตัวก็ยังคงถูกมองโกลปล้นสะดมภ์บ่อยๆเป็นเวลาอีกกว่าร้อยปีจนกระทั่งราชวงศ์มอสโกเริ่มเข็มแข็งจนสามารถขึ้นมาแข่งขันด้านอิทธิพลในภูมิภาคนี้กับชาวมองโกลได้

ใต้การปกครองของราชวงศ์มอสโก[แก้]

หลังราชวงศ์มอสโกสามารถแยกตัวเป็นอิสระจากอำนาจมองโกลได้และเริ่มทำการรวบรวมดินแดนที่กระจัดกระจายในละแวกนี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง เมืองอิสระต่างๆก็ค่อยๆถูกรวบรวมเข้าไปเป็นของมอสโก ไม่ว่าจะด้วยการถูกตียึดหรือต่อรองให้เจ้าผู้ครองเมืองนั้นยอมยกสิทธิ์การปกครองเมืองให้แก่ทางฝ่ายมอสโกโดยแลกกับทรัพย์สมบัติของทางฝ่ายมอสโก ซึ่งในปี พ.ศ. 2006 (ค.ศ. 1463) ยาโรสลาฟล์ก็ถูก"ซื้อ"เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมัสโควีในรัชสมัยของพระเจ้าอีวานมหาราช

โบสถ์สร้างด้วยศิลา (ขวา) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในยาโรสลาฟล์

จากนั้นมายาโรสลาฟล์ก็ได้รับบทบาทเป็นเมืองท่าค้าขายติดต่อทางน้ำให้แก่อาณาจักรมัสโควี โดยเส้นทางทางเหนือนั้น สามารถเชื่อมต่อแม่น้ำวอลกากับแม่น้ำสาขาอื่นๆจนไปออกสู่ทะเลขาวที่อาร์คันเกลสค์ (Arkhangelsk) ได้ ส่วนทางด้านตะวันออกก็ไปได้ถึงทะเลแคสเปียนที่เป็นปากแม่น้ำวอลกาและจากแม่น้ำสาขาก็สามารถเดินทางไปได้ถึงเขตเทือกเขาอูรัลส์

ปี พ.ศ. 2044 (ค.ศ. 1501) เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเมืองยาโรสลาฟล์ ทำให้สิ่งก่อสร้างต่างๆในเมืองซึ่งสร้างด้วยไม้ถูกเผาผลาญหมดสิ้น ในช่วงนี้เองจึงมีการเริ่มสร้างโบสถ์ด้วยวัดถุที่ไม่เป็นเชื้อเพลิงเช่นหินและอิฐ โดยสิ่งก่อสร้างที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในเมืองก็คือโบสถ์ศิลา Transfiguration of the Saviour ภายในอาราม Spaso-Preobrazhensky สร้างขึ้นหลังจากไฟไหม้ใหญ่ครั้งนั้นระหว่างปี พ.ศ. 2049-2059 (ค.ศ. 1506-1516)

ในช่วงการปกครองรัสเซียของพระเจ้าอีวานที่ 4 ยาโรสลาฟล์ได้รับอานิสงส์การทำนุบำรุงด้านศาสนาจากพระองค์ เนื่องด้วยในบางครั้งพระองค์จะเดินทางมาแสวงบุญที่อาราม Spaso-Preobrazhensky และจะมอบสิ่งของเงินทองให้แก่อาราม และเมื่อนอฟโกรอดถูกทำลายย่อยยับด้วยน้ำมือของพระเจ้าอีวานที่ 4 เช่นกัน ยาโรสลาฟล์ก็ได้กลายเป็นที่พักพิงแห่งใหม่ของเหล่าพ่อค้าผู้มั่งมีซึ่งหลบหนีออกมาจากนอฟโกรอด

อนุสาวรีย์มินินและโพซาร์สกี้ที่หน้าจัตุรัสแดงในมอสโก ซึ่งก่อนจะเข้าไปกอบกู้มอสโกก็ได้มาปักหลักรวบรวมกำลังเพิ่มที่ยาโรสลาฟล์

ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายและการถูกแทรกแซงจากโปแลนด์และลิทัวเนีย[แก้]

ในช่วงปี พ.ศ. 2134 (ค.ศ. 1591) โอรสองค์สุดท้ายของพระเจ้าอีวานที่ 4 คือ ดิมิทรี ได้สิ้นชีวิตก่อนวัยอันควร ทำให้ผู้สืบสายราชวงศ์รูริคโดยตรงถึงกาลสิ้นสูญ จึงเป็นเหตุให้เกิดการแย่งอำนาจขึ้นในมอสโกรวมถึงมีผู้แอบอ้างเป็นดิมิทรีตัวปลอมหลายรายเพื่อหวังมาอ้างสิทธิ์ในบัลลังค์ปกครองรัสเซีย[4] จนกระทั่งในช่วงปี พ.ศ. 2151 (ค.ศ. 1608) ทางเครือรัฐโปแลนด์และลิทัวเนีย (Polish–Lithuanian Commonwealth) ได้ฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซงโดยให้การสนับสนุนผู้แอบอ้างเป็นดิมิทรีคนที่สองและก่อความเสียหายให้กับเมืองต่างๆในภูมิอาณาบริเวณของมอสโกและลุ่มน้ำวอลกาตอนบน

ยาโรสลาฟล์นั้นในชั้นแรกได้ให้การสวามิภักดิ์ต่อดิมิทรีปลอมคนที่สอง แต่เมื่อก็ยังถูกกองกำลังของชาวโปลเข้าปล้นอยู่เรื่อยๆจึงเริ่มทำให้ยาโรสลาฟล์และเมืองต่างๆในลุ่มน้ำวอลกาลุกฮือขึ้นต่อต้าน และครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2152 (ค.ศ. 1609) ทางฝั่งเครือรัฐโปแลนด์และลิทัวเนียได้ยกทัพมาเพื่อพยายามจะตียาโรสลาฟล์ให้แตกและยึดไว้ให้อยู่ใต้อำนาจให้ได้ ทว่าก็ไม่สามารถทำให้ยาโรสลาฟล์กลับมาสวามิภักดิได้แม้จะทำลายเมืองจนเกือบหมดก็ตาม

เดือนเมษายนปี พ.ศ. 2155 (ค.ศ. 1612) ได้มีกองทัพราษฎรนำโดย คุซมา มินิน (Kuzma Minin) และ ดิมิทรี โพซาร์สกี้ (Dmitry Pozharsky)[5] เดินทางจากเมืองนิซนีนอฟโกรอดที่ตั้งอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกตามแนวแม่น้ำวอลกาและมาตั้งหลักรวบรวมเสบียงและกำลังคนเพิ่มที่ยาโรสลาฟล์ และในช่วงเวลาราวๆสี่เดือนที่กองทัพราษฎรมาปักหลักอยู่ในเมืองนี้เอง ได้มีการตั้งคณะผู้ปกครองเฉพาะกาล “The Council of the Russian Land” ขึ้นมาทำการบริหารจัดการเรื่องต่างๆของดินแดนรัสเซียที่ยังไม่ขึ้นกับฝ่ายเครือรัฐโปแลนด์และลิทัวเนีย จึงกล่าวได้ว่าในช่วงเวลานั้นเองยาโรสลาฟล์ได้กลายเป็นเมืองหลวงชั่วคราวของรัสเซีย[6]เพราะในระยะเวลานั้นมอสโกก็ตกอยู่ในกำมือของผู้บุกรุกต่างชาติโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งปลายเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน เมื่อรวบรวมกำลังได้ถึง 25,000 คนแล้ว กองทัพของมินินและโพซาร์สกี้จึงได้ออกเดินทางจากยาโรสลาฟล์ไปกอบกู้มอสโก จนในเดือนพฤศจิกายนนั้นเองมอสโกก็ได้เป็นอิสระจากเงื้อมมือของเครือรัฐโปแลนด์และลิทัวเนีย

คริสต์ศตวรรษที่ 17-18[แก้]

Church of the Saviour in the town 1 ในโบสถ์ที่สร้างในยุคเฟื่องฟูของศาสนสถาน

หลังบ้านเมืองกลับมาสงบสุขอีกครั้งด้วยการขึ้นปกครองรัสเซียของราชวงศ์โรมานอฟ ยาโรสลาฟล์ก็กลับมาเป็นเมืองท่าหลักในการเดินเรือค้าขายขนส่งสินค้าบนฝั่งแม่น้ำวอลกาดังเดิม ในระหว่างปลายยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้น ยาโรสลาฟล์มีฐานะเป็นถึงเมืองใหญ่อันดับที่สองของรัสเซียเป็นรองเพียงมอสโกด้วยจำนวนประชากร 15,000 คน และเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งด้วยกำไรจากการเป็นเมืองท่าจนทำให้ในยุคนี้เอง เมืองเริ่มขยับขยายใหญ่ขึ้นและมีตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยอาศัยอยู่ในเมืองหลายตระกูล จึงทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อจะอวดฐานะทางทรัพย์สมบัติระหว่างกลุ่มตระกูลพ่อค้าเหล่านี้ ดังนั้นในเมืองก็ได้มีการสร้างโบสถ์ขึ้นมาหลายแห่งพร้อมๆกันโดยโบสถ์แต่ละแห่งก็เป็นเหมือนตัวแทนแสดงความยิ่งใหญ่ของแต่ละตระกูล ทำให้ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของโบสถ์แต่ละแห่งในยุคนี้จะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไปตามแต่ตระกูลผู้ให้ทุนก่อสร้างจะเห็นชอบ ตัวอย่างของโบสถ์ซึ่งสร้างในช่วงนี้และยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันเช่น Church of Elijah the Prophet, Church of the Epiphany, Church of St. Michael the Archangel และ St. John the Baptist Church

ปี พ.ศ. 2201 (ค.ศ. 1658) เป็นอีกครั้งที่เกิดไฟไหม้ใหญ่ทำลายสิ่งก่อสร้างต่างๆภายในตัวเมือง ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนส่วนใหญ่ที่ยังคงสร้างด้วยไม้และมีประชากรเสียชีวิตไปนับพันคน ทว่าโบสถ์ส่วนใหญ่ที่เปลี่ยนไปสร้างด้วยอิฐและหินตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วนั้นไม่ค่อยได้รับความเสียหายมากมาย เว้นเสียก็แต่โบสถ์ Cathedral of the Dormition ตรงบริเวณเนินเหนือแหลมสเตรลก้าที่เสียหายจนต้องสร้างใหม่ ซึ่งหลังจากไฟไหม้ใหญ่ครั้งนี้ สิ่งก่อสร้างต่างๆในเมืองก็แทบไม่มีการสร้างด้วยไม้อีกเลย

ช่วงการเปลี่ยนแปลงไปสู่เมืองอุตสาหกรรม[แก้]

อาคารโรงงานสิ่งทอ Krasny Perekop ริมแม่น้ำโคตาโรสึล์
Demidov Lyceum สถาบันการศึกษาขั้นสูงแห่งแรกของเมือง

ภายหลังจากพระเจ้าปีเตอร์มหาราชทรงย้ายเมืองหลวงแห่งรัสเซียจากมอสโกไปสู่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ความสำคัญของยาโรสลาฟล์รวมถึงเมืองท่าการค้าตามแม่น้ำวอลกาอื่นๆก็เริ่มเสื่อมถอยลงส่งผลให้เมืองต้องปรับตัวโดยใช้ความมั่งคั่งจากการเป็นเมืองท่ามาก่อนในการพัฒนาสาธารณูปโภคในเมืองเพื่อเริ่มรองรับการเข้ามาตั้งฐานการผลิตอุตสาหกรรมต่างๆ[6] โดยโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดในยุคเริ่มแรกของยาโรสลาฟล์ได้ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2315 (ค.ศ. 1772) โดย Ivan Tames ได้เปิดโรงงานสิ่งทอ Krasny Perekop (รัสเซีย: Красный Перекоп) ขึ้น ณ ฝั่งแม่น้ำโคตาโรสึล์ด้านใต้ตรงข้ามกับตัวเมืองหลักของยาโรสลาฟล์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นโรงงานสิ่งทอที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของรัสเซียในช่วงเวลานั้น ชื่อของโรงงานก็ได้กลายเป็นชื่อของย่าน Krasnoperekopsky ที่เป็น 1 ใน 6 เขตย่อยของยาโรสลาฟล์อีกด้วย แม้แต่กระทั่งทุกวันนี้ โรงงานแห่งนี้ก็ยังคงดำเนินงานอยู่

ปี พ.ศ. 2293 (ค.ศ. 1750) Fyodor Volkov ผู้ซึ่งจะกลายเป็นนักแสดงละครเวทีคนสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาวงการละครเวทีของรัสเซียในภายหลัง ได้เปิดการแสดงละครต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในยาโรสลาฟล์โดยจัดการแสดงขึ้นในโกดังเก็บสินค้าของผู้เป็นพ่อเลี้ยง แม้นว่าจะไม่ใช่สถานที่จัดการแสดงที่ถูกต้องเป็นทางการ แต่นั้นก็ได้รับการยอมรับกันว่าเป็นการ"เปิดโรงละครให้แก่สาธารณะ"เป็นครั้งแรกในประเทศรัสเซีย[7] ทำให้ยาโรสลาฟล์ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถานที่กำเนิดโรงละครแห่งแรกของรัสเซียในปีนั้นนั่นเอง

จวนผู้ว่าของจังหวัดยาโรสลาฟล์ในอดีต

จังหวัดยาโรสลาฟล์[แก้]

ครั้นปี พ.ศ. 2320 (ค.ศ. 1777) ในรัชสมัยของพระนางเจ้าแคทเธอรีนที่ 2 ด้วยความสำคัญในฐานะเมืองเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตรุดหน้าและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ ยาโรสลาฟล์จึงได้รับการพิจารณาให้ได้รับอำนาจปกครองตัวเองโดยแยกออกมาเป็นจังหวัดยาโรสลาฟล์ (อังกฤษ: Yaroslavl province) และได้รับพระราชทานตราสัญลักษณ์เมืองรวมถึงได้รับการออกแบบผังเมืองใหม่ มีการก่อสร้างเพิ่มเติมสาธารณูปโภคพื้นฐานในเมืองและปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมในส่วนใจกลางเมืองเก่าให้สร้างอาคารแบบยุโรปตะวันตกในสไตล์เดียวกันหมดเพื่อความสวยงาม ทั้งยังมีการขยายสร้างสวนสาธารณะแทรกไว้กับหมู่อาคารที่ก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่อีกด้วย

ด้วยความสำคัญทางฐานะของเมืองและจำนวนประชากร ทำให้ในปี พ.ศ. 2331 (ค.ศ. 1788) ได้มีการย้ายศูนย์กลางของการปกครองมุขมณฑลออร์โธดอกซ์เขตรัสตอฟ-ยาโรสลาฟล์มาอยู่ที่นี่แทน จากที่ดั้งเดิมนั้นเคยตั้งอยู่ที่เมืองรัสตอฟ[8]

แปลนผังเมืองในปีค.ศ. 1799

ตั้งแต่ได้รับอำนาจการปกครองตัวเอง ในช่วงอีกร้อยปีต่อมานั้น ยาโรสลาฟล์ก็ได้มีการพัฒนายกระดับเมืองขึ้นมากมายไม่ว่าด้านการก่อสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มเติม การส่งเสริมทางด้านอุตสาหกรรม สร้างความเจริญให้กับเมืองอย่างเห็นได้ชัดเจนอาทิเช่น

  • สร้างสะพานหลักข้ามแม่น้ำโคตาโรสึล์ใกล้ๆกับอาราม Spaso-Preobrazhensky Monastery ปี พ.ศ. 2355 (ค.ศ. 1812)
  • ทางเดินเลียบริมฝั่งแม่น้ำวอลกา สร้างเสร็จในช่วงปี พ.ศ. 2363 (ค.ศ. 1820)
  • จวนผู้ว่าของจังหวัดยารัสลาวัล ซึ่งทุกวันนี้ปรับเปลี่ยนไปเป็นหอศิลป์ประจำเมือง ก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2364-2366 (ค.ศ. 1821-1823)
  • ปี พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) ระบบโทรเลขก็เข้ามาถึงยาโรสลาฟล์ รวมถึงมีการสร้างเส้นทางรถไฟสายแรกไว้เดินทางติดต่อกับกรุงมอสโกด้วยในอีก 10 ปีต่อมา ปี พ.ศ. 2416 (ค.ศ. 1873) ก็มีระบบส่งน้ำ และเริ่มมีบริการรถรางขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าในปี พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900)

ด้วยการพัฒนาเมืองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยาโรสลาฟล์ได้กลายเป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสร้างสะพานสำหรับรถไฟข้ามแม่น้ำวอลกา ในปี พ.ศ. 2456 (ค.ศ. 1913)

ความเสียหายจากการโจมตีของฝ่ายแดงเพื่อยึดเมืองคืนจากฝ่ายขาว

กบฏฝ่ายขาวในยาโรสลาฟล์[10][แก้]

แผนที่แสดงความเสียหายจากการปราบกบฏฝ่ายขาว ส่วนสีดำคือส่วนที่ถูกเพลิงไหม้เสียหายหมดสิ้น

หลังจากการปฏิวัติโค่นล้มระบอบซาร์และได้เกิดสงครามกลางเมืองในรัสเซียตามมา ในวันที่ 6 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) กลุ่มทหารและนักเคลื่อนไหวของฝ่ายขาวที่ได้ลักลอบเข้ามาในยาโรสลาฟล์ได้ทำการจับอาวุธขึ้นยึดอำนาจในเมืองจากตัวแทนของฝ่ายแดงซึ่งกุมอำนาจการปกครองเมืองอยู่ โดยมีการสมรู้ร่วมคิดจากคณะนักบวชท้องถิ่นและกองกำลังตำรวจของเมือง ซึ่งแม้กำลังของฝ่ายขาวที่เข้ายึดอำนาจนั้นไม่ได้มีกำลังมากไปกว่าหลักร้อยกว่าคนและอาวุธก็มีเพียงปืนสั้นในชั้นต้น แต่ด้วยว่าขณะเกิดเหตุการณ์นั้น กองกำลังของฝ่ายแดงในเมืองถูกส่งไปช่วยรบในการต่อสู้กับฝ่ายขาวที่ทางภาคใต้อยู่ ทำให้ฝ่ายขาวสามารถจับตัวคนของฝ่ายแดงในเมืองแล้วส่งไปจองจำบนเรือที่ทอดสมอกลางแม่น้ำวอลกาให้ตายตามยถากรรม หากใครพยายามจะหนีจากเรือว่ายน้ำกลับขึ้นฝั่งก็จะถูกยิงโดยไม่ลังเล เมื่อทำการกำจัดคนของฝ่ายแดงไปแล้วทั้งด้วยการจองจำบนเรือกลางแม่น้ำหรือฆ่าเป็นบางคนกลุ่มฝ่ายขาวก็ได้ทำการยึดคลังอาวุธของเมือง ทว่าตลอดการยึดอำนาจนั้น ประชาชนโดยทั่วไปของยาโรสลาฟล์ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนหรือต่อต้าน

ด้วยจำนวนกำลังคนที่ไม่มากมายนัก ทางฝ่ายขาวเองก็ไม่สามารถทำสิ่งใดให้เหล่าประชากรส่วนใหญ่ของยาโรสลาฟล์หันมาเข้ากับพวกตนได้ จึงเพียงรอให้การก่อความไม่สงบยึดอำนาจที่รีบินสก์ในอีกสองวันต่อมาประสบความสำเร็จเช่นกัน แล้วหลังจากนั้นกำลังของฝ่ายขาวที่ยึดรีบินสก์ได้จะลงมาช่วยสมทบสร้างความเข้มแข็งเพิ่มที่ยาโรสลาฟล์ด้วยว่าทางฝ่ายขาวหวังจะใช้ยาโรสลาฟล์เป็นหนึ่งในที่มั่นสั่งสมกำลังไว้สำหรับการเข้ายึดมอสโกที่เป็นที่มั่นของฝ่ายแดง

ทว่าการพยายามยึดอำนาจที่รีบินสก์นั้นไม่ประสบผลสำเร็จ รวมถึงกำลังทหารต่างชาติที่ให้การสนับสนุนฝ่ายขาวอยู่ที่อาร์คันเกลสค์ก็ไม่ส่งกำลังมาช่วยตามที่คาดหวังไว้ การยึดอำนาจจึงยืดเยื้อไปจนถึงวันที่ 21 กรกฎาคมเมื่อฝ่ายแดงสามารถไปรวบรวมกำลังพลจากเขตใกล้เคียงเช่น อีวาโนโว, คัสโทรมา และ ตเวียร์ มาสบทบกับกองกำลังฝ่ายแดงท้องถิ่นของยาโรสลาฟล์และทำการปิดล้อมโจมตีเมืองอย่างรุนแรงด้วยปืนใหญ่และทิ้งระเบิดจากเครื่องบินเพื่อเอาชนะกลุ่มฝ่ายขาว จนสุดท้ายฝ่ายขาวได้แตกพ่ายและกลุ่มผู้นำการยึดอำนาจได้หลบหนีจากเมืองไป ทว่าการโจมตีที่กล่าวกันว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุนั้นได้ทำให้ประชากรของยาโรสสลาฟล์เสียชีวิตไปเป็นหลักหลายร้อยคนและสร้างความเสียหายให้กับเมืองอย่างแสนสาหัสจากเพลิงไหม้ซึ่งไม่สามารถดับลงได้เพราะสถานีสูบจ่ายน้ำของเมืองก็ถูกทำลายไปในการระดมโจมตีของฝ่ายแดง

หลังจากเหตุการณ์นี้ ตามข้อมูลระบุว่าประชากรของยาโรสลาฟล์ลดลงอย่างฮวบฮาบจากราว 120,000 ลงมาเหลือเพียงประมาณ 70,000 โดยประชากรที่หายไปส่วนใหญ่อพยพไปอยู่เขตชนบทแทนด้วยภาวะขาดแคลนอาหารในเมือง สิ่งก่อสร้างของเมืองก็เสียหายเป็นจำนวนมากไม่ว่าโบสถ์ อาคารสถานที่ราชการ โรงพยาบาล หอสมุด บ้านเรือนประชาชน ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ผลที่ตามมาก็คือเศรษฐกิจของเมืองเกิดความตกต่ำต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มฟื้นตัว

ช่วงฟื้นตัวหลังกบฏและสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

สุสานทหารนิรนามซึ่งเสียชีวิตในโรงพยาบาลทหารในเมืองยาโรสลาฟล์ช่วงสงคราม

ในปี พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) จังหวัดยาโรสลาฟล์ได้ถูกยุบและเข้าไปรวมอยู่กับ เขตอุตสาหกรรมอิวาโนโว (Ivanovo Industrial Oblast) และเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของทางโซเวียตที่จะเร่งรัดขยายอัตราการผลิตด้านอุตสาหกรรมในภูมิภาคนี้ เพื่อเป็นการเตรียมการสำหรับการเริ่มขยายฐานอุตสาหกรรมในเมืองอย่างรวดเร็ว ได้มีการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดย่อมขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณกระแสไฟฟ้ารองรับ ในช่วงนี้เองที่โรงงานผลิตยางสังเคราะห์ Yaroslavl Tyre Factory หนึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังให้แก่เศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมของยาโรสลาฟล์ได้ถูกตั้งขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นการลงทุนอุตสาหกรรมด้านยางรถยนต์และยางสำหรับอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดในเขตภาคกลางของรัสเซีย[11] นอกจากนั้นแล้วโรงงานอุตสาหกรรมที่ช่วยดึงเศรษฐกิจของเมืองกลับมาจากจุดวิกฤตหลังจากกบฏก็ยังมีโรงงานผลิตเครื่องยนตร์และประกอบยานพาหนะขนส่ง Avtodiesel Yaroslavl Motor Works (YaMZ) ซึ่งตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2459 (ค.ศ. 1916)[12]

ปี พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) เป็นอีกครั้งซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงขอบเขตการปกครอง และยาโรสลาฟล์ก็ได้แยกตัวจากอีวาโนโวออกมาเป็นศูนย์กลางการปกครองของเขตปกครองย่อยยาโรสลาฟโอบลาสต์ซึ่งคงอยู่มาถึงทุกวันนี้

ครั้นภัยจากสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เข้ามารุกรานถึงโซเวียตในปี พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ระยะนั้นยาโรสลาฟล์ได้ฟื้นกลับขึ้นมาเป็น 1 ในเขตอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งที่สุดของโซเวียตแล้วและได้เป็นฐานสำคัญแห่งหนึ่งในการผลิตชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพโซเวียตในการสู้รบ โดยเหล่าโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆในเมืองได้ระงับการผลิตสินค้าปรกติแล้วหันมาเพิ่มการผลิตสิ่งของจำเป็นต่อกองทัพทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น เครื่องยนตร์และยางรถสำหรับรถบรรทุก, รถถัง และเครื่องบินของกองทัพ เสื้อผ้าเครื่องแบบ เต็นท์ผ้าใบ ต่อเรือสำหรับกองเรือลาดตระเวณแม่น้ำวอลกา แปรรูปอาหารส่งเป็นเสบียงให้กองทัพ แม้กระทั่งผลิตชิ้นส่วนอาวุธต่างๆเช่น รถถัง ระเบิด ขีปนาวุธคัทยุชช่า (Katyusha) และ ปืนPPSh-41

ด้วยความสำคัญทั้งด้านการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนุนหลังกองทัพโซเวียตและยังมีสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำวอลกาในรัศมีที่อยู่ใกล้กับมอสโกมากที่สุด ยาโรสลาฟล์จึงถูกฝ่ายนาซีเยอรมันหมายตาที่จะยึดมาให้ได้ แม้ว่าทางฝ่ายนาซีเยอรมันจะไม่สามารถเคลื่อนพลทางภาคพื้นดินฝ่าแนวป้องกันของมอสโกมาจนถึงเมืองได้ แต่ก็ได้ส่งเครื่องบินมาโจมตีทิ้งระเบิดใส่เมืองทางอากาศอยู่เรื่อยๆตลอดช่วงปี พ.ศ. 2484-2486 (ค.ศ. 1941-1943) สร้างความเสียหายให้กับเมืองหลายครั้งและครั้งหนึ่งนั้น การทิ้งระเบิดจากทางฝ่ายนาซีเยอรมันได้ทำลายโรงงานของ Yaroslavl Tyre Factory เสียหายย่อยยับ ทว่าเมื่อการโจมตีเมืองทางอากาศหยุดลงแล้วก็มีการฟื้นฟูโรงงานกลับขึ้นมาใหม่จนสามารถทำการผลิตต่อไปได้ ซึ่งในระยะของสงครามที่อุตสาหกรรมของเมืองหันไปทำการผลิตสิ่งของต่างๆเพื่อสนับสนุนกองทัพนี่เอง อุตสาหกรรมของยาโรสลาฟล์นั้นมีอัตราเติบโตของผลผลิตถึง 12.2%

ตามข้อมูลระบุว่า มีประชากรของเขตปกครองยาโรสลาฟล์โอบลาสต์ทั้งหมดราวๆ 600,000 คนถูกส่งไปรบในแนวหน้า และในจำนวนนี้ประมาณ 200,000 คนเสียชีวิตไปในการรบ

อีกด้านหนึ่งนั้น ยาโรสลาฟล์ได้กลายเป็นที่พักพิงของเด็กๆจากเลนินกราดซึ่งอพยพหนีออกจากเมืองเลนินกราดซึ่งถูกฝั่งนาซีเยอรมันปิดล้อมไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) โดยผ่านทางทะเลสาบ Ladoga ซึ่งกลายเป็นน้ำแข็งในช่วงหน้าหนาวซึ่งเรียกกันว่าปฏิบัติการ Road of Life และในยาโรสลาฟล์นี้เองก็ได้เป็นที่ตั้งของค่ายกักกันนักโทษสงครามฝั่งเยอรมันของทางโซเวียตอีกด้วย

หลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงก่อนขึ้นสหัสวรรษใหม่[แก้]

ภาพถ่ายจากปี ค.ศ. 1960 ขณะกำลังก่อสร้างสะพานตุลาคมข้ามแม่น้ำวอลกา

เมื่อจบสงครามโลกครั้งที่สอง ยาโรสลาฟล์ได้รับบทบาทในด้านการเป็นหนึ่งในเมืองกำลังหลักที่ช่วยดึงเศรษฐกิจของโซเวียตให้กลับมามั่นคงเข้มแข็ง การพัฒนาเสริมความเจริญของเมืองก็ได้เป็นไปอย่างรวดเร็วจนแม้กระทั่งฝั่งซ้ายของแม่น้ำวอลกาซึ่งแต่ดั้งเดิมไม่เคยมีการไปพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ มีการก่อสร้างอาคารชุดขยายแหล่งที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมากจนในช่วงนี้เองที่เมืองมีประชากรมากกว่า 500,000 คนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อตั้งมา ในปี พ.ศ. 2494 (ค.ศ. 1951) ได้มีการมาเปิดศูนย์การศึกษาทางด้านการทหารในยาโรสลาฟล์และปรับเปลี่ยนมาเรื่อยจนปัจจุบันนี้เป็นโรงเรียนสาขาของกองทัพอากาศรัสเซีย Military Space Academy AF Mozhaysky[13] ซึ่งสอนการใช้เรดาห์ตรวจจับอากาศยานขั้นสูงและการใช้ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน

วาเลนตีน่า เตเรชโคว่า นักบินอวกาศหญิงคนแรกที่ได้เดินทางออกไปนอกโลก

ปี พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) โรงกลั่นน้ำมัน Novo-Yaroslavskiy refinery ได้เริ่มเปิดดำเนินงานเพิ่มความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรมให้กับเมือง ถัดมาอีกไม่นานก็มีการก่อสร้างสะพานใหม่เพื่อข้ามแม่น้ำสายหลักของเมืองทั้งสองสาย คือ สะพานมอสโก (Moscow Bridge) เชื่อมต่อถนน Moscow Avenue ที่เป็นถนนเส้นหลักของเมืองฝั่งด้านใต้ข้ามแม่น้ำโคตาโรสึล์มายังฝั่งเมืองเก่า และ สะพานตุลาคม (October Bridge) เป็นเส้นทางคมนาคมหลักข้ามแม่น้ำวอลกา และในช่วงนี้เองที่ยาโรสลาฟล์ได้รับมอบหมายบทบาทการเป็นเมืองมุ่งเน้นทางการส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากการได้รับมอบหมายนโยบายนั้นก็สะท้อนในเห็นด้วยความสำคัญทางประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของวงการอวกาศของโซเวียต เมื่อวาเลนตีน่า เตเรชโคว่า (อังกฤษ: Valentina Tereshkova รัสเซีย: Валентина Владимировна Терешкова) ผู้มีพื้นเพจากเขตปกครองยาโรสลาฟโอบลาสต์ได้กลายเป็นสตรีคนแรกที่ได้ขึ้นไปสู่อวกาศกับยานวอสตอก 6 ในปี พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963)[14]

ปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) เมืองยาโรสลาฟล์ได้รับมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ธงแดงแห่งแรงงาน ในฐานะที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่โซเวียตในด้านวัฒนธรรม, อุตสาหกรรม และ วิทยาศาสตร์ ก่อนจะได้รับอีกเหรียญเชิดชูเกียรติในปี พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) คือเหรียญ เครื่องอิสริยาภรณ์การปฏิวัติเดือนตุลาคม ในฐานะที่ช่วยสนับสนุนให้ลัทธิคอมมิวนิสต์เติบโตอย่างมั่นคงหรือช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่โซเวียตทั้งกิจทางทหารและกิจด้านพลเรือน

หลังจากการล่มสลายลงของสหภาพโซเวียตในช่วงทศตวรรษที่ 90 ยาโรสลาฟล์เริ่มได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติในด้านการเป็นเมืองที่ยังคงกลิ่นอายบริสุทธิ์ของความเป็นรัสเซียแท้ๆเอาไว้ได้และทั้งยังร่วมผ่านประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงต่างๆของชาติรัสเซียมาตลอดอายุเกือบพันปี[15] ในช่วงเดียวกันเหล่าโบสถ์ อาราม ศาสนสถานต่างๆในเมืองซึ่งในสมัยการปกครองของคอมมิวนิสต์ถูกลดความสำคัญลงจนกลายเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์หรือโกดังที่เก็บสินค้าก็ได้รับการคืนสิทธิ์ให้ใช้เป็นศาสนสถานเพื่อการเคารพบูชาอีกครั้ง ศาสนสถานที่ทรุดโทรมหรือถูกปิดลงไปจึงได้รับการบูรณะซ่อมแซมอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นจุดดึงดูดหลักของอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวของเมืองและความศิวิไลซ์แบบตะวันตกก็เริ่มเข้ามาปรากฏให้เห็นในเมือง เช่น ร้านฟาสต์ฟู้ดของแม็คโดนัลด์ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ในเมืองถึงสองสาขาด้วยกัน มีการก่อสร้างโรงแรมใหม่ๆขึ้นเพื่อรองรับความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงเริ่มมีการจัดงานเทศกาลต่างๆในเมืองเพิ่มขึ้น อาทิ งาน Jazz on the Volga ซึ่งจะจัดทุกๆสองปีโดยถือว่าเป็นงานเทศกาลดนตรีแจ๊ซที่มีอายุมากที่สุดของรัสเซีย[16]

แสตมป์พิเศษที่ระลึกอายุเมืองครบหนึ่งพันปีของยาโรสลาฟล์

ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา[แก้]

เมื่อยาโรสลาฟล์กำลังจะก้าวเข้าสู่อายุปีขึ้นหลักพัน ได้มีการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเมืองเพื่อเป็นการพร้อมรับการฉลองวาระครบรอบหนึ่งพันปีพร้อมๆกับการที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเมืองได้รับความสนใจมากขึ้นจากการได้รับยกย่องเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของรัสเซียในปี พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) ซึ่งทางเมืองและเขตปกครองยาโรสลาฟล์โอบลาสต์ได้รับงบประมาณจำนวนมหาศาลในการปรับปรุงเมืองเพื่อวาระนี้โดยเฉพาะ[17] ทว่าก็มีความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆในการอนุมัติสิ่งก่อสร้างใหม่เพื่อเตรียมเฉลิมฉลองวาระครบพันปีในอีกห้าปีหลังจากการได้รับเลือกเป็นมรดกโลก ตัวอย่างเช่น การสร้างโบสถ์ Cathedral of the Dormition บนเนินเหนือแหลมสเตรลก้า ซึ่งทางคณะกรรมการของยูเนสโก้เป็นห่วงว่าด้วยความสูงของยอดโดมโบสถ์ถึง 60 เมตร จะทำให้ขัดกับความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวของย่านเมืองเก่า แต่ที่สุดก็สามารถหารือตกลงกันได้จึงไม่ถูกถอดออกจากสถานะมรดกโลก

งานสัมนา Yaroslavl Global Policy Forum ในปี ค.ศ. 2010

รายชื่อสิ่งก่อสร้างเพื่อเฉลิมฉลองวาระก่อตั้งยาโรสลาฟล์ครบหนึ่งพันปี

แสตมป์รูปสะพาน Jubilee Bridge ซึ่งสร้างรับวาระครบหนึ่งพันปีของเมือง
  • สวนสัตว์ยาโรสลาฟล์ ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำวอลกา
  • สะพานข้ามแม่น้ำวอลกาแห่งที่สอง Jubilee Bridge ตั้งอยู่เลยสะพาน October Bridge ห่างไปทางเหนือเชื่อมต่อกับถนนเลี่ยงเมืองซึ่งก่อสร้างใหม่เช่นกัน
  • พิพิธภัณฑ์ท้องฟ้าจำลอง ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ วาเลนตีน่า เทเรชโคว่า
  • โบสถ์ใหญ่ที่สุดของเมือง Cathedral of the Dormition
  • สวนสาธารณะหนึ่งพันปี
  • เปิดคณะละครสัตว์ประจำเมือง
  • ปรับปรุ่งสวนสาธารณะบนแหลมสเตรลก้า มีการเพิ่มน้ำพุแสดงแสงสีประกอบดนตรีและเสาอนุสรณ์อุทิศแก่ยาโรสลาฟล์ผู้ปราดเปรื่องและบุคคลสำคัญอื่นๆในประวัติศาสตร์
  • ปรับปรุงทัศนียภาพรอบๆเมือง
ภาพการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกฤดูหนาวในเมืองยาโรสลาฟล์

และก่อนหน้านั้น ทางรัฐบาลรัสเซียนำโดยประธานาธิบดีในขณะนั้นคือดมิทรี เมดเวเดฟก็ได้ดำเนินการเพิ่มโอกาสให้ยาโรสลาฟล์เป็นที่รู้จักแก่ต่างชาติเพิ่มขึ้น ด้วยการจัดงานสัมนาระดับนานาชาติ Yaroslavl Global Policy Forum ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 จนถึง 2554 (ค.ศ. 2009 จนถึง 2011) ในที่สุดครั้นเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) ยาโรสลาฟล์ก็ได้จัดงานการเฉลิมฉลองครบอายุหนึ่งพันปีอย่างยิ่งใหญ่

วันที่ 7 กันยายน ปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) เกิดเหตุเครื่องบินตกที่สนามบินประจำเมือง ซึ่งเป็นเครื่องบินที่จะพานักกีฬาและโค้ชทีมฮอกกี้ประจำเมืองไปแข่งขัน โดยเหตุการณ์เกิดในระหว่างที่ยาโรสลาฟล์เป็นเจ้าภาพจัดงานสัมนา Global Policy Forum พอดี ทำให้ประธานาธิบดีเมดเวเดฟซึ่งมาเป็นประธานของงานรุดมาดูความคืบหน้าด้วยตัวเองในวันรุ่งขึ้น แล้วสั่งการให้อุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ของรัสเซียต้องปรับปรุงด้านความปลอดภัยอย่างเร่งด่วนทันที[18] โดยหากสายการบินขนาดกลางและเล็กแห่งใดไม่สามารถขยับตัวเองขึ้นมาให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ก็จะให้ระงับกิจการไป และหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น มาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมการบินของรัสเซียก็เริ่มจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นจนในปีหลังๆจำนวนอุบัติเหตุก็มีลดลงกว่าแต่ก่อน

วันที่ 19 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013) คบเพลิงโอลิมปิกฤดูหนาวซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองโซชีในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไปก็ได้เดินทางมาถึงยาโรสลาฟล์จากคัสโทรม่า ก่อนจะส่งต่อไปที่เมืองโวลอกดาในวันรุ่งขึ้น โดยในจำนวนบุคคลที่ได้รับเกียรติเป็นผู้วิ่งคบเพลิงในเมืองก็ร่วมถึง วาเลนตีน่า เตเรชโคว่า ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งส.ส.สภาดูม่าของเขตยาโรสลาฟโอบลาสต์ และ Andrey Kovalenko อดีตนักกีฬาฮอกกี้ทีมชาติรัสเซียและปัจจุบันเป็นประธานสหภาพนักกีฬาฮอกกี้ของลีกฮอกกี้ KHL[1]

ตราเมืองดั้งเดิมของยาโรสลาฟล์ที่ได้รับมาในปี ค.ศ. 1778
ตราเมืองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ตราเมือง[แก้]

ตราเมืองและธงประจำเมืองยาโรสลาฟล์นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานการก่อตั้งเมืองวีรกรรมการสังหารหมีดุร้ายของยาโรสลาฟผู้ปราดเปรื่องเป็นหลัก ในปี พ.ศ. 2321 (ค.ศ. 1778) ตราเมืองแบบแรกที่ได้รับมาพร้อมๆกับฐานะการปกครองตัวเองของจังหวัดยาโรสลาฟล์ เป็นรูปหมีที่ยืนด้วยสองขาหลังถือขวานด้ามยาวสีทองพาดบ่าบนพื้นหลังสีเทาเงินรูปทรงโล่

ส่วนตราเมืองที่ใช้ในปัจจุบันนั้น ได้รับการออกแบบใหม่ในปี พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995) โดยมีการเพิ่มสัญลักษณ์ Cap of Monomakh ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ามหามงกุฏของอาณาจักรรัสเซียโบราณซ้อนไว้ที่ด้านบนของตัวกรอบโล่สีเงิน แสดงถึงความเป็นเมืองโบราณมีบทบาทและอำนาจในดินแดนรัสเซียมาช้านาน

โดยทั่วไปแล้ว สามารถพบเห็นการตกแต่งส่วนต่างๆของเมืองที่ใช้ตราเมืองเป็นส่วนประกอบได้ทั้งเป็นลายประดับตามรั้ว ม้านั่งสาธารณะ ไฟถนน หรือกระทั่งเป็นการตัดแต่งพุ่มไม้ออกมาเป็นรูปหมีแล้วใส่ขวานจำลองประกอบ โดยเฉพาะที่สวนสาธารณะบนแหลมสเตรลก้า จะมีแปลงดอกไม้ใหญ่ที่จัดตกแต่งไว้เป็นรูปตราเมือง แล้วใต้ตราเมืองนั้นจะมีเลขอายุของเมืองกำกับอยู่ซึ่งจะเปลี่ยนทุกๆปีเมื่อถึงวันคล้ายวันก่อตั้งเมืองในทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม[19]

สถานที่ท่องเที่ยว[แก้]

ยาโรสลาฟล์เป็นเมืองเด่นอันดับต้นๆเมืองหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวซึ่งรู้จักกันในนาม "โกลเด้น ริง" (Golden Ring)[19] อันประกอบไปด้วยเมืองโบราณที่มีบทบาทในประวัติศาสตร์ชาติรัสเซียมายาวนาน เช่น วลาดิเมียร์ ซุซดัล รัสตอฟ เปเรสลาฟล์ โดยจุดเด่นของยาโรสลาฟล์นั้นอยู่ที่มีโบสถ์ของนิกายออร์โธดอกซ์ที่สร้างในยุคคริสต์ศตรรษที่ 17-18 ผสมผสานแทรกอยู่กับสถาปัตยกรรมแบบยุโรปตะวันตกที่สร้างตามแปลนเมืองที่ได้รับจากมาในสมัยของ พระนางเจ้าแคทเธอรีนที่ 2 ซึ่งความโดดเด่นตรงนี้นั่นเองซึ่งทำให้ยูเนสโก (UNESCO) ประกาศรับเขตเมืองเก่าของยาโรสลาฟล์เข้าเป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของประเทศรัสเซียในปี พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005)[20]

โบสถ์และศาสนสถาน[แก้]


  • Church of Elijah the Prophet - ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Sovietskaya ไม่ห่างริมฝั่งแม่น้ำวอลกามากนัก เป็น 1 ในโบสถ์ซึ่งได้รับการก่อสร้างในยุคที่โบสถ์ในเมืองสร้างขึ้นมาจากตระกูลพ่อค้าร่ำรวย ได้รับการยกย่องกันว่าเป็นโบสถ์ที่มีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง โดยเฉพาะภาพวาดเฟรสโก้ภายในซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทุกตารางนิ้วของผนังโบสถ์ โดยเป็นทั้งเรื่องในพระคัมภีร์และภาพวาดเล่าถึงวิถิชีวิตผู้คนทั่วไปในสมัยคริสตศวรรษที่ 17 ซึ่งได้จิตรกรชั้นเอกจากทั้งของเมืองคัสโทรมาซึ่งอยู่ห่างไปตามแม่น้ำวอลกาทางตะวันออกและศิลปินท้องถิ่นมือดีของยาโรสลาฟล์จำนวน 15 คน มาร่วมช่วยกันวาดด้วยระยะเวลาราว 3 เดือน เพื่อเป็นการรักษาสภาพของจิตรกรรมฝาผนังภายใน โบสถ์จะไม่เปิดให้เข้าชมในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน[21]


  • St. John the Baptist Church - โบสถ์ที่สร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีจุดเด่นที่ยอดโดมหัวหอมจำนวนรวมกันถึง 15 โดมและก่อสร้างด้วยอิฐสีแดง ตั้งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำโคตาโรสึล์ตรงข้ามกับตัวเมืองหลักของยาโรสลาฟล์ ถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของเมืองและได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองที่พิมพ์ลงในธนบัตร 1000 รูเบิลของรัสเซีย เปิดให้เข้าชมได้ในช่วงเวลา 10 โมงถึง 5 โมงเย็น[22]


  • อาราม Spaso-Preobrazhensky (อังกฤษ: Spaso-Preobrazhensky Monastery) - เป็นศาสนสถานหลักของยาโรสลาฟล์ มีประวัติการมีอยู่ตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยเริ่มแรกเป็นสถานที่ให้การศึกษาด้านศาสนาขั้นสูง ทว่าสิ่งก่อสร้างดั้งเดิมนั้นถูกทำลายหมดสิ้นเมื่อครั้นไฟไหม้ใหญ่ในปี พ.ศ. 2044 (ค.ศ. 1501) สิ่งก่อสร้างของอารามที่เห็นในปัจจุบันนี้นั้นสร้างขึ้นมาใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ต่อมาในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย (Time of the troubles) ที่นี่นั้นก็ได้เป็นที่ปักหลักของกองทัพราษฎรนำโดย คุซมา มินิน และ ดิมิทรี โพซาร์สกี้ ซึ่งจะนำกองทัพนี้ไปต่อสู้ขับไล่ชาวโปลและลิทัวเนียซึ่งยึดครองมอสโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2153 (ค.ศ. 1610) นอกจากมีโบสถ์ศิลาซึ่งถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองซึ่งยังคงอยู่ถึงปัจจุบันและหอระฆังสูงเท่าอาคาร 6 ชั้นที่มีจุดเด่นด้วยการประดับลูกตุ้มหนามสีทองที่ยอดแล้ว ในอาณาบริเวณของอารามนี้ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์อีก 2-3 แห่งซึ่งรวบรวมอาวุธและเกราะที่ใช้ในการต่อสู้สมัยโบราณ, พิพิธภัณฑ์รวบรวมไอคอน (อังกฤษ: icon) หรือรูปเคารพทางศาสนาของนิกายออร์โธดอกซ์ และพิพิธภันฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ[21]


  • Cathedral of the Dormition - เป็นโบสถ์ใหญ่ที่สุดของยาโรสลาฟล์ตั้งอยู่บนจุดเนินเหนือแหลมสเตรลก้าที่แม่น้ำวอลกาและแม่น้าโคตาโรสึล์บรรจบกัน โบสถ์ที่เห็นปัจจุบันนี้สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010) ในวาระฉลองครบหนึ่งพันปีของเมือง โดยก่อนหน้านั้น ณ ที่ตั้งจุดนี้ก็เคยมีโบสถ์ดั้งเดิมในชื่อเดียวกันตั้งอยู่มาก่อน หากแต่ตอนที่เมืองถูกโจมตีช่วงปราบกบฏฝ่ายขาวนั้นได้รับความเสียหายมาก จนในที่สุดช่วงภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ตัวโบสถ์เก่าก็ถูกทุบทำลายไปในช่วงทศวรรษที่ 1930[21]


สถานที่น่าสนใจอื่นๆ[แก้]


เศรษฐกิจ[แก้]

Yaroslavl Tyre Factory โรงงานผลิตยางรถยนต์สังเคราะห์ในเมืองยาโรสลาฟล์

ด้านอุตสาหกรรมเป็นที่มาของรายได้หลักของเมือง ด้วยยาโรสลาฟล์นั้นมีรากฐานทางอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งมาตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา ซึ่งอุตสาหกรรมใหญ่ๆของเมืองนั้นประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมวิศวกรรมทางเครื่องจักรกล โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมด้านการผลิตยางรถ แปรรูปอาหาร เสื้อผ้าและสิ่งทอ และในช่วงไม่กี่ปีหลังที่ผ่านมา ได้มีการส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเปิดกิจการ[24] ซึ่งเท่าที่ผ่านมาผู้ลงทุนใหญ่ๆได้แก่ โรงงานผลิตเครื่องจักรกลด้านงานก่อสร้างของ Komatsu[25] และ โรงงานผลิตยาของบริษัท Takeda จากญี่ปุ่น[26]

โรงกลั่นน้ำมันของยาโรสลาฟล์ Novo-Yaroslavskiy refinery นั้นตั้งขึ้นมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันอยู่ในการบริหารของบริษัทน้ำมัน Slavneft นับจากปี พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995) เป็นต้นมา โดยโรงกลั่นน้ำมันนี้ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาครัสเซียเหนือด้านฝั่งยุโรป มีกำลังการผลิตประมาณ 15 ล้านตันต่อปี[27][28]

การเดินทางคมนาคม[แก้]

สถานีรถไฟหลักของเมือง Yaroslavl Glavny

การเดินทางมายังยาโรสลาฟล์นั้น นับว่ายังค่อนข้างสะดวกถ้าเทียบกับหลายๆเมืองในรัสเซียที่ไม่ใช่เมืองใหญ่เจริญมากๆอย่างมอสโก หรือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพราะด้วยที่เมืองเป็นชุมทางของการคมนาคมแทบทุกประเภท จึงมีทางเลือกหลากหลายในการเดินทางทว่าก็ยังค่อนข้างจะใช้เวลามากพอสมควร

  • ทางถนน - ทางรถยนต์ใช้ทางหลวงสายเหนือ M-8 (มอสโก-ยาโรสลาฟล์-โวลอกดา-อาร์คันเกลสค์) ซึ่งตั้งต้นจากกรุงมอสโก และ มีรถโดยสารเดินทางจากกรุงมอสโกมายังยาโรสลาฟล์ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-7 ชั่วโมง[22] โดยท่ารถโดยสารปลายทางเมื่อมาถึงยาโรสลาฟล์จะอยู่ที่สถานีรถไฟ Moskovsky ซึ่งเป็นสถานีรถไฟอีกแห่งของเมืองก่อนจะข้ามฝั่งแม่น้ำโคตาโรสึล์ไปถึงสถานีรถไฟหลัก[29]
  • ทางรถไฟ - สามารถเดินทางมาจากกรุงมอสโกได้จากสถานีรถไฟยาโรสลาฟสกี้ (Yaroslavsky) ซึ่งเป็นสถานีตั้งต้นของทางรถไฟสายเหนือที่สามารถไปยังสายทรานส์ไซบีเรียได้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงจึงจะมาถึงยาโรสลาฟล์[30] โดยสถานีรถไฟหลักของเมืองคือ Yaroslavl Glavny ตั้งอยู่ฝั่งเดียวกับตัวเมืองเก่าของยาโรสลาฟล์ข้ามฝั่งแม่น้ำโคตาโรสึล์ไป
ท่าเทียบเรือนักท่องเที่ยวริมแม่น้ำวอลกา
  • ทางเครื่องบิน - สนามบินของยาโรสลาฟล์คือ สนามบินทูโนชน่า (อังกฤษ: Tunoshna Airport รัสเซีย: Туношна) ตั้งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จากใจกลางเมืองราวๆ 18 กิโลเมตร เป็นสนามบินขนาดเล็กที่มักใช้ในการขนส่งสินค้ามากกว่ารองรับเครื่องบินโดยสารจึงไม่ค่อยมีเที่ยวบินโดยสารให้บริการมากนัก โดยเฉลี่ยจะมีเพียงวันละ 1-2 เที่ยวบินจากสนามบิน Domodedovo ในกรุงมอสโกหรือบางครั้งมีบริการเที่ยวบินมาจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งแต่ละช่วงนั้นไม่แน่นอนว่าจะมีสายการบินใดให้บริการเที่ยวบินมายังยาโรสลาฟล์หรือไม่ ควรเช็คกับทางสายการบินหรือเว็บไซต์ของสนามบิน[31] ปรกติแล้วหากมาด้วยเที่ยวบินจากมอสโก จะใช้เวลาเพียงประมาณไม่ถึงชั่วโมงในการเดินทาง
  • ทางน้ำ - ปัจจุบันนี้การเดินทางมายังยาโรสลาฟล์โดยทางเรือเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยมักมีเรือล่องแม่น้ำให้บริการนักท่องเที่ยวจากคลองมอสโกมายังต้นแม่น้ำวอลกาแล้วล่องไปจนถึงปลายแม่น้ำซึ่งจะผ่านเมืองหลายๆเมืองเช่น ยาโรสลาฟล์ นิซนีนอฟโกรอด คาซาน ฯลฯ[32] แต่การเดินทางด้วยเรือมักใช้เวลานาน จึงเหมาะจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการทัวร์ชมวิวแม่น้ำและแวะตามเมืองริมแม่น้ำมากกว่าเป็นตัวเลือกการเดินทางให้ถึงเมืองยาโรสลาฟล์เพียงอย่างเดียวโดยใช้ระยะเวลาให้น้อยที่สุด
โทรล์เลย์บัสในเมืองยาโรสลาฟล์


ระบบขนส่งมวลชนในเมือง[แก้]

ภายในเมืองค่อนข้างจะมีระบบขนส่งมวลชนที่หลากหลาย ทั้งรถเมล์โดยสาร โทรย์เลย์บัส รถราง มินิบัส/รถตู้ และแท็กซี่

ในจำนวนนี้ ตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือรถเมล์โดยสารธรรมดา กับ มินิบัส/รถตู้ ส่วนระบบเดินรถรางไฟฟ้าของยาโรสลาฟล์เป็นหนึ่งในระบบรถรางที่เก่าแก่ที่สุดในรัสเซีย แต่ในช่วงปีหลังๆได้มีการยกเลิกเส้นทางรถรางบางสายแล้วให้บริการรถเมล์โดยสารทับเส้นทางนั้นแทน เช่น ในเขตเมืองเก่าซึ่งได้มีการยกเลิกเส้นทางรถรางที่ผ่านบริเวณนั้นและเคลื่อนย้ายระบบรถรางออกโดยสิ้นเชิงหลังจากได้รับเลือกเป็นมรดกโลก

กีฬา[แก้]

ทีมฮอกกี้ประจำเมือง โลโกโมทีฟ ยาโรสลาฟล์

ยาโรสลาฟล์นั้นเป็นที่รู้จักในรัสเซียด้วยเป็นถิ่นกำเนิดของทีมฮอกกี้ Hockey Club Lokomotiv (รัสเซีย: ХК Локомотив) หรือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายภายนอกรัสเซียในชื่อ โลโกโมทีฟ ยาโรสลาฟล์ (อังกฤษ: Lokomotiv Yaroslavl) ซึ่งเล่นอยู่ในลีกฮอกกี้สูงสุดของทวีปยุโรปคือ ลีกKHL (Kontinental Hockey League) โดยเคยได้แชมป์ลีกฮอกกี้ของรัสเซียในฤดูกาล 1996-1997, 2001-2002 และ 2002-2003 ทว่าช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2011-2012 ในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) ทีมได้ประสบกับหายนะอย่างใหญ่หลวง เมื่อเครื่องบินเช่าเหมาลำที่กำลังจะพาทีมไปแข่งนัดเปิดฤดูกาลที่เมืองมินสก์ ประเทศเบลารุส ได้ประสบเหตุตกใกล้กับแม่น้ำวอลกาไม่ห่างจากสนามบินทูโนชน่าขณะพยายามจะทำการขึ้นบิน เป็นเหตุให้ผู้เล่นและสตาฟฟ์โค้ชที่อยู่บนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด 37 คน โดยมีบุคลากรของทีมเพียงสองคนเท่านั้นที่รอดชีวิตคือ Maxim Zyuzyakin ซึ่งเป็นผู้เล่นที่ไม่ได้เดินทางไปมินสก์ด้วยเนื่องจากต้องการให้พักตัวไว้สำหรับการแข่งขันเกมต่อไป[33] และ Jorma Valtonen ซึ่งเป็นโค้ชผู้รักษาประตูที่ไม่ได้มีกำหนดเดินทางไปพร้อมกับทีม[34]

เหตุการณ์นั้นทำให้ชาวเมืองตกอยู่ในภาวะโศกเศร้าเสียใจอย่างมาก[35] ทางลีก KHL ได้ประกาศให้วันที่ 7 กันยายนของทุกปีนับแต่เกิดเหตุการณ์เป็นวันที่ระลึกไว้อาลัยและงดไม่ให้มีโปรแกรมการแข่งขันในวันที่ 7 เพื่อเป็นอนุสรณ์[36][37] สำหรับทางทีมเอง หลังจากเกิดเหตุการณ์ก็ได้ระงับการเข้าร่วมแข่งขันในลีก KHL ของฤดูกาลนั้นไปถึงแม้ทางลีกจะอนุญาตการดราฟท์ฉุกเฉิน (disaster draft) ให้แก่ทีมเพื่อให้มีโอกาสได้เข้าร่วมแข่งขันในฤดูกาลนั้นต่อไป ทว่าทางทีมได้ตกลงใจที่จะขอดรอปลงไปเล่นในลีกที่ต่ำกว่าโดยใช้ผู้เล่นจากทีมเยาวชนของสโมสรเป็นหลักเพื่อค่อยๆสร้างทีมขึ้นมาใหม่ และในฤดูกาล 2012-2013 โลโกโมทีฟก็ได้กลับขึ้นมาเล่นในลีก KHL อีกครั้ง

ปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013) ในวาระครบรอบสองปี ที่สนามเหย้าของโลโกโมทีฟคือ อารีนา-2000 (ARENA-2000) ได้มีการเปิดอนุสาวรีย์รำลึกถึงบุคลากรของทีมทั้ง 37 คนที่จบชีวิตไปในเหตุครั้งนั้น[38] และเหตุการณ์นี้ยังถูกนำไปสร้างเป็นตอนหนึ่งของสารคดี Air Crash Investigation ของช่อง National Geographic อีกด้วยภายใต้ชื่อตอนว่า Lokomotiv Hockey Team Disaster


ทีมกีฬาอื่นๆของเมือง[แก้]

หินจารึกรายชื่อเมืองพี่น้องของยาโรสลาฟล์และระยะทาง

รายชื่อเมืองพี่น้องของยาโรสลาฟล์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "Day 13:Yaroslavl". Sochi Olympic Torch Relay website. http://torchrelay.sochi2014.com/en/city-yaroslavl. 
  2. "Yaroslavl: A cultural centre in Russia celebrates 1000 years of history". The Telegraph. http://www.telegraph.co.uk/sponsored/rbth/features/8052722/Yaroslavl-A-cultural-centre-in-Russia-celebrates-1000-years-of-history.html. 
  3. "Prominent Russians: Yury Dolgoruky". RT Russiapedia. http://russiapedia.rt.com/prominent-russians/history-and-mythology/yury-dolgoruky/. 
  4. "The Time of Trouble - As Seen by Dutch Merchant Isaak Abrahamsz Massa". abcgallery.com. http://www.abcgallery.com/list/2001oct16.html. 
  5. "Prominent Russians: Kuzma Minin and Count Dmitry Pozharsky". RT Russiapedia. http://russiapedia.rt.com/prominent-russians/history-and-mythology/kuzma-minin-and-count-dmitry-pozharsky/. 
  6. 6.0 6.1 "Official portal of Yaroslavl - The history of Yaroslavl". city-yaroslavl.ru/. http://city-yaroslavl.ru/en/chpages/Default.aspx. 
  7. "Fyodor Volkov - father of Russian theatre". The Voice of Russia. 24 May 2010. http://voiceofrussia.com/radio_broadcast/2248959/5819759/. 
  8. "History of Yaroslavl metropolis". http://yareparhia.ru/. http://yareparhia.ru/eparhia/history/. 
  9. "P.G. Demidov Yaroslavl State University". Demidov Yaroslavl State University website. http://www.uniyar.ac.ru/en/. 
  10. "Hiroshima in Yaroslavl (Red Terror in Russia)". annalex's blog on Free Republic. 29 July 2013. http://www.freerepublic.com/focus/bloggers/3048314/posts. 
  11. "General info of Yaroslavl Tyre Plant". Yaroslavl Tyre Plant website. http://www.yashz.ru/eng/about/common/. 
  12. "Avtodiesel Yaroslavl Motor Works (YaMZ)". GAZ Group website. http://eng.gazgroup.ru/about/structure/powertrain/avtodiesel/. 
  13. "Branch of Military Space Academy AF Mozhaysky (Yaroslavl)". adm.yar.ru (ภาษารัสเซีย). http://www.adm.yar.ru/YZRI/. 
  14. "Valentina Tereshkova: First Woman in Space". Space.com. http://www.space.com/21571-valentina-tereshkova.html. 
  15. "Yaroslavl', Russia: Where Russian Tradition Meets European Sensibility". voices.yahoo.com. http://voices.yahoo.com/yaroslavl-russia-where-russian-tradition-meets-european-82965.html?cat=37. 
  16. "In Yaroslavl starts International Festival "Jazz on the Volga"". music-gazeta.com/. http://eng.music-gazeta.com/article/3991/. 
  17. "The 1000-year Anniversary Celebration in Yaroslavl in 2010". Yaroslavl Oblast official website. http://www.yarregion.ru/eng/Pages/1000_years_of_Yaroslavl_The_1000-year_Anniversary_Celebrationin_Yaroslavlin_2010.aspx. 
  18. "Medvedev Demands Aviation Overhaul as Hockey Team Crash Kills 43". Bloomberg businessweek. http://www.businessweek.com/news/2011-09-08/medvedev-demands-aviation-overhaul-as-hockey-team-crash-kills-43.html. 
  19. 19.0 19.1 "Calendar of Events". Calend.ru website (ภาษารัสเซีย). http://www.calend.ru/travel/764/.  อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "GDR" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน
  20. "Historical Centre of the City of Yaroslavl". UNESCO website. http://whc.unesco.org/en/list/1170. 
  21. 21.0 21.1 21.2 "Essential Yaroslavl". In your pocket website. http://www.inyourpocket.com/russia/Yaroslavl/Essential-Yaroslavl_72413f. 
  22. 22.0 22.1 "Visit russian homeland of Murakami´s wild sheep". Russian Beyond the Headline. http://travel.rbth.ru/travel/2013/06/21/tutaev_murakamis_russian_town_of_sheep_27307. 
  23. "The Yaroslavl Museum of Russian Art". Yaroslavl Oblast official website. http://www.yarregion.ru/eng/pages/culture_tourism_museums_of_the_yaroslavl_region.aspx. 
  24. "Investment". city-yaroslavl.ru/. http://city-yaroslavl.ru/en/chpages/Investment.aspx. 
  25. "In Yaroslavl opened a demonstration center of "Komatsu".". Yaroslavl region. http://yarreg.ru/articles/20131004171409. 
  26. "In Yaroslavl opened a new pharmaceutical production.". Yaroslavl region. http://yarreg.ru/articles/20130906130945. 
  27. "OAO SLAVNEFT-YAROSLAVNEFTEORGSINTEZ". SLAVNEFT official website. http://www.slavneft.ru/eng/company/geography/yaroslavl-yanos/. 
  28. "About the company". Yaroslavl refinery official website. http://www.refinery.yaroslavl.su/index.php?module=content&mode=pages&name=about. 
  29. "Yaroslavl: getting to and from Yaroslavl by train or by bus, schedules, timetable, prices. Getting around Yaroslavl". Way to Russia. http://www.waytorussia.net/GoldenRing/Yaroslavl/Transport.html. 
  30. "Train Timetable for Moscow - Yaroslavl". Russian Railways website (ภาษาอังกฤษ). http://www.russianrailways.com/routes/Moscow-Yaroslavl/. 
  31. "Tunoshna Airport, Yaroslavl". Yaroslavl Tunoshna Airport official website (ภาษารัสเซีย). http://www.yaravia.ru/. 
  32. "Long vacation voyages: Volga, Kama and Don cruises". russian-river-cruises.com. http://www.russian-river-cruises.com/destinations#Long. 
  33. "Life must go on in Yaroslavl". International Ice Hockey Federation website. 8 September 2011. http://www.iihf.com/home-of-hockey/news/news-singleview/browse/1/recap/6053.html?tx_ttnews%5BpS%5D=1314828000&tx_ttnews%5BpL%5D=2591999&tx_ttnews%5Barc%5D=1&tx_ttnews%5BbackPid%5D=187&cHash=15cd8f2999. 
  34. "Feschuk: Last-minute decision to stay spared coach’s life". http://www.thestar.com/.+8 September 2011. http://www.thestar.com/sports/hockey/2011/09/08/feschuk_lastminute_decision_to_stay_spared_coachs_life.html. 
  35. "RT's 10 that shaped 2011: Lokomotiv Plane Crash Tragedy". RT official youtube account. 23 December 2011. http://www.youtube.com/watch?v=lNiqTlWeIcY. 
  36. "Statement about September 7th". KHL official twitter account. 7 September 2013. https://twitter.com/KHL_hockey/status/376355157358829568. 
  37. "Day of Remembrance in honor of Lokomotiv". KHL official website. 7 September 2013. http://en.khl.ru/news/2013/09/07/25234.html. 
  38. "в Ярославле открыли мемориал «Хоккейное братство»". Yaroslavl: Yaroslavl region. 7 September 2013. http://yarreg.ru/articles/20130907194908. เรียกข้อมูลเมื่อ 15 October 2013. 
  39. "FK SHINNIK YAROSLAVL". Soccerway.com. http://th.soccerway.com/teams/russia/fk-shinnik-yaroslavl/1850/. 
  40. "Volleyball Club 'Yaroslavich'". Yaroslavich official website. http://www.yarvolley.ru/. 
  41. "Palermo and Yaroslavl are twin cities". The Voice of Russia. 12 December 2012. http://voiceofrussia.com/2012_12_12/Palermo-and-Yaroslavl-are-twin-cities/. 


ข้อมูลเพิ่มเติม[แก้]