ซาร์อีวานที่ 4 แห่งรัสเซีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ซาร์อีวานที่ 4 แห่งรัสเซีย
Ivan IV by anonim (18th c., GIM).jpg

พระบรมนามาภิไธย อีวาน วาซิลเยวิช
พระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 แห่งรัสเซีย
พระอิสริยยศ พระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย
ราชวงศ์ รูลิค
ครองราชย์ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1533
บรมราชาภิเษก 16 มกราคม ค.ศ. 1547
รัชกาล 3 ธันวาคม ค.ศ. 1533 - 28 มีนาคม ค.ศ. 1584 (51 ปี)
รัชกาลก่อน พระเจ้าซาร์วาซิลีที่ 3
รัชกาลถัดไป บอริส ฟโยโดโรวิช โกดูนอฟ
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1530
สวรรคต 28 มีนาคม ค.ศ. 1584 (พระชนมายุ 54 พรรษา)
พระราชบิดา พระเจ้าวาซิลิที่ 3
พระราชมารดา เยเลน่า กลินสกายา
พระมเหสี ซารีนาอนาสตาเซีย โรมานอฟนา
พระราชบุตร เจ้าชายอิวาน วาซิลเยวิส

พระเจ้าซาร์ฟีโอดอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย

เจ้าชายดมิทรี วาซิลเยวิส(เยาว์)

เจ้าชายดมิทรี วาซิลเยวิส

ซาร์อีวานที่ 4 วาซิลเยวิช (อังกฤษ: Ivan IV Vasilyevich) หรือที่รู้จักกันว่า อีวานผู้เหี้ยมโหด (อังกฤษ: Ivan the Terrible) ทรงเป็นเจ้าชายแกรนด์แห่งมอสโกในปี ค.ศ. 1533 จนถึง ค.ศ. 1547 และซาร์แห่งปวงรัสเซีย จากปี ค.ศ. 1547 จนกระทั่งพระองค์สวรรคต

ในรัชกาลของพระองค์ได้เห็นชัยชนะมณฑลกาซาน ,มณฑลแอสตราข่าน และไซบีเรีย พระเจ้าอีวาน ทรงบริหารการเปลี่ยนแปลงที่นับไม่ถ้วนในการก้าวหน้าจากรัฐในยุคที่จักรวรรดิและอำนาจในระดับภูมิภาคเกิดขึ้นใหม่และกลายเป็นผู้ปกครองพระองค์แรกที่ครองตำแหน่งเป็นซาร์แห่งปวงรัสเซีย

สาเหตุที่พระองค์ได้รับฉายาว่า อีวานผู้โเหี้ยมโหด เพราะพระองค์ทรงปกครองอาณาจักรด้วยความเหี้ยมโหด ปราศจากความเมตตา ว่ากันว่าทรงรับสั่งให้ควักลูกตาสถาปนิกผู้ออกแบบสร้างมหาวิหารเซนต์บาซิล เพื่อมิให้สร้างสิ่งก่อสร้างที่งดงามเช่นนี้ได้ที่ใดอีก

พระราชวงศ์วาซิลยาวิสได้รับคำเตือนจากพระสังฆราชแห่งเยรูซาเล็ม เมื่อวาซิลีที่ 3 ทอดทิ้งพระมเหสีไปอภิเสกสมรสใหม่ โดยทรงเตือนพระบิดาพระองค์ว่า "หากพระองค์ทรงกระทำการชั่วร้าย พระองค์ก็จะได้พระโอรสที่ชั่วร้ายเช่นกัน"

ในวัยเยาว์พระองค์โปรดทรงพระอักษร สวดมนต์ อีกทั้งเป็นผู้เฉลียวฉลาดและอ่อนไหว แต่หากพระองค์ต้องเผชิญหน้ากับการฆ่าฟันกันไม่เว้นแต่ละวันในเคลมลิน ทำให้พระองค์ซึมซับความเหี้ยมโหดเข้าไปในพระทัยพระองค์

พระองค์ได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าซาร์แห่งมัสโควีในวันที 3 ธันวาคม 1533 ในพระชนม์มายุ 3 พรรษา หลังจากพระบิดาสวรรคต โดยมีพระนางเยเลน่า กับเจ้าชายโอโบเรนสกี้ ชู้รักของพระนางเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เหตุการณ์จึงเริ่มวุ่นวาย เมื่อเจ้าชายยูริ พระปิตุลา ทรงอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ จึงถูกจับตัวโยนลงหลุมให้อดอาหารสิ้นพระชนม์ ส่วนพระปิตุลาอีกพระองค์ก็ถูกกำจัดออกไปอย่างรวดเร็ว และในปี 1538 พระนางเยเลน่าทรงสิ้นพระชนม์จากการถูกวางยาพิษ และเจ้าชายโอโบเรนสกี้ก็ถูกจับเข้าคุกและถูกตีจนตาย รัสเซียตกอยู่ใต้การจลาจลอย่างหนัก

ระหว่างนั้นราชนิกุล "บุยสกี้" และ "ชุยสกี้" ต่างพากันห้ำหั่นกันในวังเคลมลิน เพื่อชิงอำนาจการปกครองระหว่างที่พระเจ้าซาร์ยังทรงพระเยาว์ บางครั้งก็บุกเข้าไปถึงพระราชฐานของอิวาน ข่มขืน ฆ่า บรรดามหาดเล็กนางในต่อหน้าพระพักตร์ เพราะพระองค์ไร้ซึ่งอำนาจ ทำให้ความโหดเหี้ยมและทารุนต่างๆ ซึ่มเข้าพระหทัยพระเจ้าซาร์องค์น้อยนี้

ในปี 1539 พวกราชสกุลชุยสกี้จับมหาดเล็กของพระองค์ไปถลกหนังทั้งเป็นแขวนประจานที่จตุรัสมอสโคว พระองค์ทรงดื่มน้ำจัณฑ์หนักมากขึ้น และเข้าร่วมกับกลุ่มวัยรุ่นก่อความวุ่นวายในมอสโกทุกวัน ทรงโปรดควบม้าเข้าไปในฝูงชนเต็มเหยียด จับสุนัขและแมวโยนลงจากหอคอยของเคลมลิน แต่ที่น่าแปลกคือ ทรงศึกษาทั้งพระศาสนาและประวัติศาสตร์ และหากพระองค์สำนึกผิด จะทรงโขกพระเศียรลงกับพื้นหรือผนัง จนมีแผลเป็นที่พระพักตร์

ในปี 1543 ทรงกำหราบพวกราชสกุลลงอย่างเด็ดขาด โดยจับเจ้าชายแอนดรูว์ ชุยสกี้ โยนให้พวกสุนัขล่าเนื้อขย้ำทั้งเป็น แขวนคอพวกทหารโบยาห์ไปตามท้องถนนกรุงมองโก ใครกล่าวว่านินทาพระองค์ก็ให้ตัดลิ้น ซึ่งทำให้อำนาจกลับมาอยู่กับราชสำนักอีกครั้ง

พระองค์ได้ทรงทำพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 1547 และหาพระมเหสีจากเจ้าขุนมูลนายรัสเซีย และได้มีหญิงสาวถึง 1500 คน เข้ามาในราชสำนักของพระองค์ ซึ่งพระองค์เลือก "อนาสตเซีย ซาห์คาริน่า โคชคิน่า" จากขุนนางราชสกุล "โรมานอฟ" ซึ่งเป็นชื่อสกุลขุนนางที่สืบมาจากตระกูลเยอรมันชั้นสูงตระกูลหนึ่ง ซึ่งได้อพยพมาจากเยอรมนีไปยังกรุงมอสโกในตอนต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 14 และได้เปลี่ยนสกุลใหม่ว่าสกุลคอชกิน สกุลนี้ได้รับราชการในพระราชสำนักของราชวงศ์รูริคตลอดมาเป็นเวลาร่วม 200 ปี

ซาร์อีวานที่ 4 ได้ทรงเลือก อนาสตาเซียแห่งรัสเซียเป็นคู่อภิเษก พระองค์ทรงหลงรักเจ้าสาวของพระองค์อย่างดื่มด่ำมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อพระนางอนาสตาเซียสิ้นพระชนม์ในปีพ.ศ. 2103 ทำให้พระราชสวามีทรงโศกเศร้ามากถึงกับเสียสติไปและคอยทรงระแวงผู้คนตลอดเวลา โดยคิดว่าเขาเหล่านั้นได้วางยาพิษพระมเหสีสุดที่รักความแค้นเคืองเหล่านี้เลยทำให้พระองค์ทรงมีสติวิปลาสไป

ปี 1553 ทรงประชวรหนัก และพวกขุนนางไม่ยอมรับพระโอรส "ดมิทรี" เพราะคิดกันว่าทรงต้องสวรรคตแน่นอน ปรากฏว่าทรงหายจากพระอาการประชวร จึงกวาดล้างขุนนางอีกครั้งหนึ่ง แต่หลังจากทรงหายประชวร พระพี่เลี้ยงทำพระโอรสน้อยตกจากสะพาน ทำให้พระโอรสองค์น้อยจมน้ำสิ้นพระชนม์ อิวานทรงประหารพี่เลี้ยงอย่างโหดเหี้ยม

พระองค์สร้างมหาวิหารเซนต์บาซิล ทรงปลาบปลื้มความงามของโบสถ์นี้จนสั่งควักลูกตาสถาปนิกทิ้ง เพื่อมิให้ไปสร้างสิ่งใดที่งามกว่าวิหารนี้อีก

ที่ซาร์อีวานที่ 4 จะเสด็จพระราชดำเนินไปไหน พระองค์จะทรงถือธารพระกรเหล็กไปด้วยเสมอ และเมื่อข้าราชบริพารคนใดทำสิ่งใดให้พิโรธ พระองค์ก็จะทรงใช้ธารพระกรนั้นกระหน่ำตีโดยไม่ปราณี

ซาร์อีวานที่ 4 ทรงอภิเษกสมรสอีก 6 ครั้ง (พระมเหสี 1 พระองค์ถึงกับช๊อกตายก่อนเข้าห้องหอ เพราะกิตติศัพย์ความเหี้ยมโหดของพระองค์ ส่วนอีก 2 พระองค์ลงไปสู่ตะแลงแกง) พระโอรสของพระองค์มีเพียง 2 พระองค์เท่านั้นที่รอดจากวัยเด็กเป็นผู้ใหญ่

ปีหายนะของพระองค์คือปี 1581 ปีแล้วปีเล่าที่พระสหายของพระองค์เข้ามาและจากไป (ส่วนใหญ่ไปสู่ตะแลงแกง) พระองค์ทรงรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อเจ้าชายอิวาน มกุฏราชกุมารของพระองค์ แต่เมื่อพระองค์ทรงลงพระบาท(กระทืบ) พระนางเยเลน่า มเหสีพระองค์ที่สามที่กำลังตั้งพระครรภ์เพราะสวมเสื้อผ้าที่ทรงมิโปรด จนมกุฏราชกุมารอิวานที่ประทับอยู่นั้นทรงทนมิได้จึงมาช่วยพระมารดาเลี้ยง อิวานทรงลืมพระองค์ กระหน่ำตีพระโอรสด้วยคฑาเหล็กในพระหัสถ์จนพระโอรสกะโหลกร้าว เยเลน่าแท้งในวันนั้น และอีกสามวันถัดมา มกุฏราชกุมารอิวานก็สิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์วิปลาสหนักกว่าเดิม

ในอีกสามปีถัดมา ทรงเรียกบรรดาหมอดูโหราจารย์มาทำนายว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์เวลาใด วันใด บรรดาโหราจารย์ทูลว่าจะทรงสวรรคตในวันที่ 18 มีนาคม ในวันที่ 17 มีนา พระองค์มีอาการดีขึ้น จึงขู่ว่าจะทรงเผาโหราจารย์ทั้งเป็นข้อหาพ่อมด

แต่แล้วเช้าวันที่ 18 มีนาคม 1584 พระองค์ก็มีพระอาการเกินแก้ และเสด็จสวรรคตในพระชนม์มายุ 54 พรรษา

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]