น้ำหนักลด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
น้ำหนักลด
Before and after comparison of weight loss 2015-06-25.png
ภาพแสดงการลดน้ำหนัก

ในบริบททางการแพทย์ สุขภาพ และความฟิตของร่างกาย การลดน้ำหนัก หรือ น้ำหนักลด (อังกฤษ: weight loss) หมายถึงการลดน้ำหนัก/มวลกายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเพราะเสียน้ำ ลดไขมัน หรือมวลกายอื่น ๆ เช่น แร่ธาตุในกระดูก กล้ามเนื้อ เอ็น และเนื้อเยื่ออื่น ๆ อาจเกิดโดยไม่ได้ตั้งใจเพราะทุพโภชนาการ เพราะโรค เพราะพยายามแก้ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนไม่ว่าจะเป็นจริงหรือแค่คิดเอาเอง น้ำหนักที่ลดอย่าง "อธิบายไม่ได้" และไม่ได้เกิดจากการลดอาหารหรือเพิ่มออกกำลังกาย อาจเป็นอาการโรคที่ต้องตรวจดู

ตั้งใจลด[แก้]

การตั้งใจลดน้ำหนักอาจเพื่อปรับปรุงความฟิตร่างกายหรือสุขภาพ หรือเพื่อเปลี่ยนรูปร่าง สำหรับผู้ที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การลดน้ำหนักอาจลดความเสี่ยงทางสุขภาพ[1] เพิ่มความฟิตร่างกาย[2] และชะลอการเกิดโรคเบาหวาน[1] สำหรับผู้มีข้อเข่าเสื่อม อาจลดความเจ็บปวดและทำให้คล่องแคล่วขึ้น[2] การลดน้ำหนักอาจลดความดันโลหิตสูง แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าลดอันตรายเหตุความดันสูงหรือไม่[1][ไม่อยู่ในแหล่งอ้างอิง]

Weight loss is achieved by adopting a lifestyle in which fewer calories are consumed than are expended. น้ำหนักสามารถลดเมื่อมีพฤติกรรม/วิถีชีวิตที่บริโภคพลังงานน้อยกว่าที่ใช้แต่ละน[3] คือ น้ำหนักจะลดก็ต่อเมื่อใช้พลังงานเพื่อทำงานหรือเพื่อเมแทบอลิซึมยิ่งกว่าที่ได้จากอาหารและสารอาหารอื่น ๆ ซึ่งทำให้เผาพลังงานที่เก็บสำรองไว้ไม่ว่าจะจากไขมันหรือกล้ามเนื้อ แล้วทำให้น้ำหนักค่อย ๆ ลด

สำหรับนักกีฬาที่ต้องการเล่นกีฬาให้ดีขึ้น หรือต้องผ่านพิกัดน้ำหนักในกีฬา การลดน้ำหนักอีกไม่แปลกแม้จะหนักในระดับดีสุดแล้ว ส่วนบุคคลอื่น ๆ อาจมีแรงจูงใจเพื่อลดน้ำหนักให้ได้รูปร่างที่ตนคิดว่าดูดีกว่า อย่างไรก็ดี การมีน้ำหนักน้อยเกินสัมพันธ์กับความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น อ่อนแอต่อการติดเชื้อ ภาวะกระดูกพรุน กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ร่างกายมีปัญหาควบคุมอุณหภูมิ และแม้แต่เสี่ยงตายสูงขึ้น[4]

อาหารมีแคลอรีต่ำ (low-calorie diet) เป็นรูปแบบอาหารที่มีสารอาหารจำเป็นอย่างสมดุล เพราะมีผลเสียน้อยมาก นักโภชนาการจึงมักแนะนำอาหารพวกนี้ นอกจากจะจำกัดแคลอรีที่บริโภค ก็ยังควบคุมการบริโภคสารอาหารหลัก ๆ (macronutrient) อีกด้วย ในบรรดาแคลอรีที่ควรบริโภคต่อวัน 55% ควรมาจากคาร์โบไฮเดรต, 15% จากโปรตีน และ 30% จากไขมันโดยไม่ควรมีไขมันอิ่มตัวเกิน 10% ของไขมันทั้งหมด[ต้องการอ้างอิง] ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบริโภคอาหารมีพลังงาน 1,200 แคลอรีต่อวัน ควรจะได้ 660 แคลอรีจากคาร์โบไฮเดรต 180 แคลอรีจากโปรตีน และ 360 แคลอรีจากไขมัน แต่ก็มีงานศึกษาบางงานที่แสดงว่า การเพิ่มบริโภคโปรตีนสามารถช่วยระงับความหิวที่มักเกิดเพราะลดแคลอรีในอาหารเพราะเพิ่มความรู้สึกอิ่ม[5]

การจำกัดแคลอรีเช่นนี้มีประโยชน์ระยะยาวหลายอย่าง เมื่อทำพร้อมกับออกกำลังกายเพิ่มขึ้น อาหารมีแคลอรีต่ำเชื่อว่ามีประสิทธิภาพที่สุดในระยะยาว ไม่เหมือนกับไดเอ็ตทำ ๆ หยุด ๆ ซึ่งอย่างดีก็ได้ผลระยะสั้น ๆ เท่านั้น การออกกำลังกายสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของรูปแบบการทานอาหาร ดังนั้น วิธีการลดน้ำหนักซึ่งถูกสุขภาพที่สุดก็คือ การทานอาหารอย่างสมดุลประกอบกับการออกกำลังกายปานกลาง[ต้องการอ้างอิง] การเพิ่มน้ำหนักสัมพันธ์กับการทานไขมันมากเกิน เพิ่มทานน้ำตาล ทานคาร์โบไฮเดรตขัดสี/แปรรูปโดยทั่วไป และการดื่มแอลกอฮอล์[ต้องการอ้างอิง]

ความซึมเศร้า ความเครียด และความเบื่ออาจมีส่วนทำให้น้ำหนักเพิ่ม[6] ในกรณีเหล่านี้ บุคคลอาจควรปรึกษาแพทย์ งานศึกษาปี 2010 พบว่า ผู้ไดเอ็ตที่หลับเต็มอิ่มช่วงกลางคืน ลดน้ำหนักได้เป็นสองเท่าของผู้ไดเอ็ตที่นอนไม่พอ[7][8]

แม้จะมีสมมติฐานว่า อาหารเสริมเป็นวิตามินดีอาจช่วยลดน้ำหนัก แต่ผลงานศึกษาก็ไม่สนับสนุนสมมติฐานนี้[9] คนไดเอ็ตโดยมากจะได้น้ำหนักคืนในระยะยาว[10]

ตามแนวทางแนะนำอาหารของคนอเมริกัน (Dietary Guidelines for Americans) คนที่ได้น้ำหนักถูกสุขภาพและรักษาไว้ได้ จะต้องระมัดระวังบริโภคแคลอรีตามที่ร่างกายจำเป็นเท่านั้น และเป็นคนไม่อยู่นิ่ง ๆ (physically active)[11] ตามองค์การบริการสุขภาพแห่งชาติแห่งสหราชอาณาจักร (NHS) บุคคลสามารถลดน้ำหนักได้ดีที่สุดโดยตรวจตราแคลอรีที่บริโภคแต่ละวันประกอบกับการออกกำลังกาย[3]

เทคนิค[แก้]

วิธีการลดน้ำหนักที่ก้าวก่ายน้อยที่สุด และจึงแนะนำบ่อยที่สุด ก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารและเพิ่มออกกำลัง ปกติโดยการออกกำลังกาย องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ลดทานอาหารแปรรูปที่มีไขมันอิ่มตัว น้ำตาล และเกลือสูง[12] ลดแคลอรีที่ได้จากอาหาร และเพิ่มออกกำลัง[13]

ยังแนะนำให้ทานใยอาหารเพิ่มขึ้นด้วยเพื่อให้ถ่ายได้ดี วิธีลดน้ำหนักอื่น ๆ รวมทั้งการใช้ยาหรืออาหารเสริมที่ลดความอยากอาหาร ระงับการดูดซึมอาหาร หรือลดปริมาตรกระเพาะอาหาร การผ่าตัดลดความอ้วน (Bariatric surgery) อาจเป็นทางเลือกสำหรับโรคอ้วนรุนแรง การผ่าตัดที่สามัญก็คือ gastric bypass (การผ่าเลี่ยงกระเพาะอาหารเป็นบางส่วน) และ gastric banding (การผูกกระเพาะอาหาร)[14] ทั้งสองอาจมีประสิทธิผลลดการนำพลังงานเข้าร่างกายเพราะลดขนาดกระเพาะ แต่ก็มีความเสี่ยงอย่างจำเพาะ ๆ เหมือนกับกาผ่าตัดอื่น ๆ[15] ดังนั้น จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน

อาหารเสริมถึงแม้จะใช้อย่างกว้างขวาง แต่ก็พิจารณาว่าไม่ถูกสุขภาพเมื่อลดน้ำหนัก[16] มีวางตลาดหลายอย่าง แต่น้อยอย่างมากมีประสิทธิผลระยะยาว[17]

มีวิธีการสะกดจิต (virtual gastric band) ที่ทำให้รู้สึกเหมือนว่า กระเพาะอาหารเล็กกว่าเป็นจริงและดังนั้น จึงช่วยลดปริมาณการทานอาหารแล้วให้ลดน้ำหนักได้ วิธีนี้อาจเสริมด้วยการรักษาความวิตกกังวลทางจิตวิทยาและด้วยการให้ฟังบันทึกเสียงเมื่อนอนหลับ (hypnopedia) มีงานวิจัยที่ตรวจสอบการสะกดจิตเพื่อแก้ปัญหาน้ำหนักเกินเป็นการรักษาทางเลือก[18][19][20][21] งานศึกษาปี 1996 พบว่า การลดน้ำหนักด้วยการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นถ้าเสริมด้วยการสะกดจิต[19] การรักษาด้วยการยอมรับและการให้สัญญา (ACT) ซึ่งใช้สติเพื่อลดน้ำหนักก็พบในปี 2010 ว่ามีประโยชน์ด้วย[22]

การลดน้ำหนักอย่างถาวร[แก้]

เพื่อให้น้ำหนักลดอย่างถาวร การเปลี่ยนอาหารและพฤติกรรมก็ต้องถาวรด้วย การไดเอ็ตในระยะสั้น ๆ ไม่ปรากฏว่า ลดน้ำหนักได้หรือทำให้สุขภาพดีขึ้นในระยะยาว และอาจมีโทษด้วย[23]

อุตสาหกรรมการลดน้ำหนักในประเทศตะวันตก[แก้]

ในสหรัฐ มีผลิตภัณฑ์ที่วางตลาดเป็นจำนวนมากซึ่งอ้างว่าช่วยให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น มีค่าใช้จ่ายน้อย ไว้วางใจได้ และเป็นทุกข์น้อยกว่า รวมทั้งหนังสือ ดีวีดี ซีดี ครีม น้ำมัน ยา แหวน ตุ้มหู เครื่องพันกาย เข็มขัด วัสดุอื่น ๆ ศูนย์ฟิตเหนส คลินิก โค้ชส่วนตัว กลุ่มสนับสนุนลดน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารเสริม[24] ในปี 2008 มีการใช้จ่าย 33,000-55,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ 1.1-1.8 ล้านล้านบาท) สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการลดน้ำหนักโดยรวมวิธีการทางแพทย์และยาด้วย ศูนย์ลดน้ำหนักได้ส่วนแบ่งระหว่าง 6-12% ผู้บริโภคซื้ออาหารเสริมเพื่อช่วยลดน้ำหนักเกินกว่า 1,600 ล้านเหรียญต่อปี (ประมาณ 52,789 ล้านบาท) ความพยายามเพื่อไดเอ็ตของคนอเมริกัน 70% จะทำเอง[25][26]

ในยุโรปตะวันตก การขายผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักโดยไม่รวมยาที่แพทย์ต้องออกใบสั่ง เกินกว่า 1,250 ล้านยูโรต่อปี (ประมาณ 59,767 ล้านบาท) ในปี 2009[26]

ไม่ได้ตั้งใจ[แก้]

ลักษณะ[แก้]

การลดน้ำหนักอย่างไม่ได้ตั้งใจอาจเกิดจากการเสียไขมัน เสียน้ำ เสียกล้ามเนื้อในร่างกาย หรือเสียสิ่งเหล่านี้รวม ๆ กัน[27][28] ปกติจะพิจารณาว่าเป็นปัญหาทางการแพทย์ต่อเมื่อบุคคลเสียน้ำหนักอย่างน้อย 10% ภายใน 6 เดือน[27][29] หรือ 5% ภายในเดือนที่ผ่านมา[30] เกณฑ์วิธีอีกอย่างที่ใช้ประเมินน้ำหนักน้อยเกินก็คือ ดัชนีมวลกาย (BMI)[31] อย่างไรก็ดี แม้น้ำหนักลดที่น้อยกว่านี้ก็อาจเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงสำหรับคนชราที่อ่อนแอ[32]

น้ำหนักลดแบบไม่ได้ตั้งใจอาจเกิดเพราะได้พลังงานจากอาหารไม่พอเทียบกับความต้องการของร่างกาย (ปกติเรียกว่า ทุพโภชนาการ) แต่วิถีดำเนินของโรค การเปลี่ยนแปลงทางเมแทบอลิซึม ทางฮอร์โมน การใช้ยา การรักษาโรคอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงอาหารเนื่องจากโรคหรือการรักษา หรือความอยากอาหารน้อยดังที่สัมพันธ์กับโรคหรือการรักษาก็อาจทำให้น้ำหนักลดอย่างไม่ได้ตั้งใจได้เช่นกัน[27][28][29][33][34][35] ปัญหาทางฮอร์โมนเช่น ไทรอยด์ถูกกระตุ้นมากเกินไป (hyperthyroidism) อาจทำให้น้ำหนักลดเช่นกัน[36] การนำสารอาหารไปใช้ไม่ได้ดีอาจทำให้น้ำหนักลด ซึ่งอาจมีเหตุจากทางเดินอาหารทะลุ (fistulae) ท้องร่วง ปฏิกิริยาระหว่างยากับอาหาร การหมดเอนไซม์ และกล้ามเนื้อลีบ[29]

น้ำหนักที่ลดลงเรื่อย ๆ อาจแย่ลงจนกลายเป็นภาวะผอมหนังหุ้มกระดูก (cachexia)[32] ซึ่งต่างกับความอดอยากโดยส่วนหนึ่งก็คือเพราะมีปฏิกิริยาเป็นการอักเสบทั้งร่างกาย (systemic inflammatory response)[32] และมีผลที่แย่กว่า[27][32][33]

ในโรคที่ลุกลามระยะหลัง ๆ เมแทบอลิซึมของคนไข้อาจเปลี่ยนไป จึงทำให้น้ำหนักลดได้แม้จะได้อาหารพอโดยที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ ซึ่งอาจก่อภาวะ anorexia cachexia syndrome (ACS) ที่การได้อาหารหรืออาหารเสริมไม่น่าจะช่วย[29] อาการเนื่องกับ ACS รวมทั้งการเสียน้ำหนักอย่างรุนแรงจากกล้ามเนื้อ ไม่ใช่จากไขมันร่างกาย ไม่อยากอาหาร อิ่มแม้หลังจากทานอาหารเพียงเล็กน้อย คลื่นไส้ กะปลกกะเปลี้ย ล้า[29] การลดน้ำหนักมากอาจทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ขัดขวางการรักษาหรือการหายจากโรค ทำให้โรคแย่ลง และเป็นปัจจัยเสี่ยงให้มีอัตราการตายสูง[27][32]

ทุพโภชนาการอาจมีผลต่อการทำงานของร่างกายทุก ๆ ส่วน เริ่มตั้งแต่ระดับเซลล์จนถึงกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนที่สุดรวมทั้ง[31]

อนึ่ง ทุพโภชนาการอาจทำให้ขาดวิตามินหรือสารอาหารอื่น ๆ แล้วทำให้ไม่ค่อยขยับตัว ซึ่งก็อาจก่อปัญหาอื่น ๆ เช่น แผลกดทับ (pressure sore)[31] น้ำหนักลดอย่างไม่ได้ตั้งใจอาจเป็นอาการที่นำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง[27] และโรคเบาหวานประเภทที่หนึ่ง[37]

ในสหราชอาณาจักร ประชากรทั่วไป 5% จะมีน้ำหนักน้อยเกิน แต่ผู้ที่มีโรคปอด โรคทางเดินอาหาร หรือเพิ่งรับการผ่าตัดจะเป็นถึง 10%[31] ตามข้อมูลจาก Malnutrition Universal Screening Tool ('MUST') ของสหราชอาณาจักร ซึ่งรวมเรื่องการเสียน้ำหนักโดยไม่ได้ตั้งใจ 10% ของประชากรอายุมากกว่า 65 ปีเสี่ยงต่อทุพโภชนาการ[31] คนไข้ในโรงพยาบาลถึง 10-60% ก็เสี่ยงด้วย คนไข้ในสถาบันดูแลผู้ป่วยระยะยาวก็เช่นกัน[31]

เหตุ[แก้]

เนื่องกับโรค[แก้]

ทุพโภชนาการเนื่องกับโรคอาจจัดรวมในหมวด 4 หมวด[31]

ปัญหา เหตุ
ทานอาหารได้ไม่เต็มที่ ความไม่อยากอาหารอาจเป็นอาการโดยตรงของโรค หรือโรคอาจทำให้รู้สึกเจ็บเมื่อรับประทานอาหารหรือทำให้คลื่นไส้ อาจทำให้รู้สึกกลัวการกิน อาจเกิดจากความรู้สึกตัวที่แย่ลงหรือสับสน ปัญหาที่มือและแขน ปัญหาการกลืนและการเคี้ยว แพทย์อาจจำกัดอาหารเพื่อรักษาหรือเพื่อตรวจสอบโรค การขาดอาหารอาจเกิดจากความยากจน ปัญหาการไปซื้อของหรือทำอาหาร และอาหารคุณภาพไม่ดี
การย่อยหรือการดูดซึมอาหารที่ไม่ดี อาจเกิดจากปัญหาของระบบย่อยอาหาร
ร่างกายมีความต้องการเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงทางเมแทบอลิซึมอาจเกิดจากโรค การผ่าตัด หรือปัญหาที่อวัยวะต่าง ๆ
การเสียสารอาหารเกิน การเสียสารอาหารจากทางเดินอาหารอาจเกิดจากอาการต่าง ๆ เช่นอาเจียน ท้องร่วง ทางเดินอาหารทะลุ (fistulae) และ stoma อาจเสียสารอาหารเพราะวิธีการระบายต่าง ๆ รวมทั้งสายระบายที่แพทย์สอดจากจมูกถึงกระเพาะอาหาร (nasogastric tube) หรือเพราะกระบวนการอื่น ๆ เช่น ผิวหนังไหม้ที่มีน้ำเยิ้มออกจากผิว (skin exudate)

ปัญหาการเสียน้ำหนักเพราะโรคโดยเฉพาะ ๆ รวมทั้ง

  • เมื่อโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) แย่ลง คนไข้ประมาณ 35% จะน้ำหนักลดอย่างรุนแรงโดยเรียกว่า pulmonary cachexia (ภาวะผอมหนังหุ้มกระดูกเหตุปอด) รวมทั้งการเสียกล้ามเนื้อ[33] คนไข้ 25% จะน้ำหนักลดในระดับปานกลางจนถึงรุนแรง และที่เหลือโดยมากจะน้ำหนักลดบ้าง[33] การเสียน้ำหนักมากกว่าจะทำให้พยากรณ์โรคแย่กว่า[33] ปัจจัยที่เกี่ยวข้องทางทฤษฎีรวมทั้งการลดความอยากอาหารเพราะขยับตัวน้อยลง การใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเพื่อหายใจ และปัญหาการรับประทานเพราะหายใจลำบาก (dyspnea, labored breathing)[33]
  • สำหรับน้ำหนักลดที่อธิบายไม่ได้ มะเร็งเป็นเหตุที่สามัญและบ่อยครั้งทำให้เสียชีวิต คนไข้ที่น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจประมาณ 1/3 มีเหตุจากเนื้อร้าย รวมทั้งมะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเซลล์ตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งรังไข่ มะเร็งเลือด และมะเร็งปอด
  • คนไข้เอชไอวีบ่อยครั้งน้ำหนักจะลด และสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่แย่กว่า[38] อาการผอมแห้งเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของโรคเอดส์[38]
  • โรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal disease) เป็นเหตุสามัญอีกอย่างหนึ่งเมื่อน้ำหนักลดอย่างไม่ทราบสาเหตุ และจริง ๆ ก็เป็นเหตุสามัญที่สุดนอกเหนือจากมะเร็ง[ต้องการอ้างอิง] โรคที่อาจเป็นเหตุรวมทั้ง coeliac disease, แผลเปื่อยเพปติก (peptic ulcer disease), inflammatory bowel disease (รวมทั้ง crohn's disease และ ulcerative colitis), ตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis), กระเพาะอักเสบ (gastritis), ท้องร่วง และโรคทางเดินอาหารอื่น ๆ อีกหลายอย่าง
  • การติดเชื้อบางอย่างอาจทำให้น้ำหนักลด โรคเกี่ยวกับเชื้อรา, เยื่อบุหัวใจอักเสบ (endocarditis), โรคปรสิตหลายอย่าง, เอดส์ และการติดเชื้อแบบกึ่งเฉียบพลัน (subacute) และแบบซ่อนเร้น (occult) บางอย่างก็อาจทำให้น้ำหนักลดได้เช่นกัน
  • คนไข้โรคไตและภาวะยูเรียเกินในปัสสาสวะ (uremia) บ่อยครั้งจะไม่ค่อยหรือไม่อยากอาหาร อาเจียน และคลื่นไส้ ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักลด
  • โรคระบบหัวใจหลอดเลือดโดยเฉพาะแบบอุดตัน (congestive) อาจทำให้น้ำหนักลด
  • โรคเกี่ยวกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
  • โรคทางระบบประสาทรวมทั้งภาวะสมองเสื่อม[39]
  • ปัญหาทางปาก การรับรู้รสชาติ ฟัน (รวมทั้งการติดเชื้อ) อาจทำให้ทานอาหารน้อยลงแล้วน้ำหนักลด[29]

เบาหวานประเภทที่ 1[แก้]

เบาหวานประเภท 1 หรือที่รู้จักกันว่า เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน (insulin dependent diabetes mellitus - IDDM) นำไปสู่ปริมาณกลูโคสส่วนเกินและปริมาณอินซูลินในกระแสเลือดไม่เพียงพอ ภาวะนี้นำไปสู่การหลั่งไตรกลีเซอไรด์จากกล้ามเนื้อไขมันและแคแทบอลิซึมของกรดอะมิโนในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ซึ่งนำไปสู่ทั้งการสูญเสียทั้งมวลไขมันและมวลเนื้อ ทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างสำคัญ โรคเบาหวานประเภท 1 ที่ไม่ได้รับการรักษาสามารถทำให้น้ำหนักลดได้

เนื่องกับการรักษา[แก้]

การรักษาทางการแพทย์อาจเป็นเหตุโดยตรงหรือโดยอ้อมให้น้ำหนักลด ซึ่งขัดประสิทธิผลการรักษาและการฟื้นสภาพ แล้วทำให้น้ำหนักลดลงอีก วนเป็นวัฏจักรที่ไม่ดี[27] หลังจากการผ่าตัด คนไข้อาจเจ็บแล้วไม่อยากอาหาร[27] ร่างกายจะตอบสนองโดยส่วนหนึ่งต่อการผ่าตัดโดยทุ่มแรงไปเพื่อรักษาแผล ซึ่งเพิ่มความต้องการพลังงาน[27] แม้จะเปลี่ยนความต้องการสารอาหารโดยอ้อมโดยเฉพาะในช่วงฟื้นตัว แต่ความเปลี่ยนแปลงก็อาจกวนการฟื้นสภาพของแผลและของร่างกาย[27][31]

การผ่าตัดสามารถมีผลต่อความต้องการอาหารโดยตรงถ้าหัตถการเปลี่ยนระบบย่อยอาหารอย่างถาวร[27] การให้อาหารผ่านสายยางอาจจำเป็น[27] แต่การไม่ให้อาหารทางปากเลยสำหรับการผ่าตัดทางเดินอาหารทุกอย่างไม่ปรากฏว่ามีประโยชน์ โดยนักวิชาการบางพวกเสนอว่ามันทำให้หายช้าลง[40][ต้องการการอัปเดต]

การให้อาหารหลังการผ่าตัดทางเดินอาหารตั้งแต่ระยะต้น ๆ เป็นส่วนของเกณฑ์วิธีที่เรียกว่า Enhanced Recovery After Surgery protocol[41] ซึ่งรวมการให้อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate loading) ภายใน 24 ชม. ก่อนผ่าตัด แต่การให้อาหารก่อนหน้านั้นดูเหมือนจะไม่มีผลอย่างสำคัญ[41]

ยาบางอย่างอาจเป็นเหตุให้น้ำหนักลด[42] แต่บางอย่างก็ทำให้น้ำหนักเพิ่ม[43][44]

สถานะทางสังคม[แก้]

สถานะทางสังคม เช่น ความยากจน การแยกอยู่คนเดียว หรือการไม่สามารถได้หรือทำอาหารที่ต้องการอาจทำให้น้ำหนักลดอย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจสามัญเป็นพิเศษในคนชรา[45] อาหารที่ได้อาจได้รับผลจากวัฒนธรรม ครอบครัว และความเชื่อ[29] ฟันปลอมที่ใส่ไม่ดี ปัญหาเกี่ยวกับฟันและปากอื่น ๆ ก็อาจทำให้ได้อาหารไม่พอด้วย[29] ความสิ้นหวัง ปัญหาสถานะทาสังคม การติดต่อกับคนอื่น ๆ ปัญหาทางจิตวิญญาณ และความเหนื่อยล้าอาจทำให้ซึมเศร้า ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการได้อาหารน้อยลง[29]

ความเชื่อ[แก้]

ความเชื่อยอดนิยมเกี่ยวกับการลดน้ำหนักบางอย่างพบว่า มีผลไม่ตรงตามที่เชื่อ หรือแม้แต่ไม่ดีต่อสุขภาพ ตามนักวิชาการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แนวคิดว่าเมแทบอลิซึมเป็นหัวใจของการลด/เพิ่มน้ำหนักเป็นจริงแค่บางส่วน เพราะแม้เมแทบอลิซึมจะมีผลต่อน้ำหนักก็จริง แต่ปัจจัยภายนอกเช่นอาหารและการออกกำลังกายก็มีผลเท่า ๆ กัน[46] นักวิชาการยังชี้แจงว่า การเปลี่ยนอัตราเมแทบอลิซึมของตนเองได้ยังเป็นเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติอีกด้วย[46] แผนไดเอ็ตในนิตยสารฟิตเหนสบ่อยครั้งเชื่อว่ามีประสิทธิผล แต่จริง ๆ อาจมีโทษเพราะจำกัดการบริโภคสารอาหารที่สำคัญโดยขึ้นอยู่กับบุคคล และอาจทำให้เข็ดไม่พยายามลดน้ำหนักอีก[47]

ผลต่อสุขภาพ[แก้]

โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค รวมทั้งเบาหวาน มะเร็ง โรคระบบหัวใจหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และโรคตับที่ไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ดังนั้น การแก้ปัญหาสภาวะโรคอ้วนก็จะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านั้น เช่น การลดน้ำหนัก 1 กก. พบว่าสัมพันธ์กับการลดความดันโลหิตประมาณ 1 มิลลิเมตรปรอท[48]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 LeBlanc, E; O'Connor, E; Whitlock, EP (October 2011). "Screening for and management of obesity and overweight in adults". Evidence Syntheses, No. 89. U.S. Agency for Healthcare Research and Quality (AHRQ). สืบค้นเมื่อ 2013-06-27.
  2. 2.0 2.1 Institute for Quality and Efficiency in Health Care. "Health benefits of losing weight". Fact sheet, Informed Health Online. Institute for Quality and Efficiency in Health Care. สืบค้นเมื่อ 2013-06-27.
  3. 3.0 3.1 "Health Weight - Understanding Calories". National Health Service. 2016-08-19.
  4. "Being underweight poses health risks". Mayo Clinic. Archived from the original on 2007-03-04. สืบค้นเมื่อ 2007-01-13.
  5. "High-Protein Diet for Weight Loss". WebMD. Archived from the original on 2018-09-22. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  6. "Moods for Overeating: Good, Bad, and Bored". Psychology Today (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2018-10-17.
  7. Nedeltcheva, AV; Kilkus, JM; Imperial, J; Schoeller, DA; Penev, PD (2010). "Insufficient sleep undermines dietary efforts to reduce adiposity". Annals of Internal Medicine. 153 (7): 435–41. doi:10.7326/0003-4819-153-7-201010050-00006. PMC 2951287. PMID 20921542.
  8. Harmon, Katherine (2010-10-04). "Sleep might help dieters shed more fat". Scientific American. Archived from the original on 2018-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-10-20. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  9. Pathak, K.; Soares, M. J.; Calton, E. K.; Zhao, Y.; Hallett, J. (2014-06-01). "Vitamin D supplementation and body weight status: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials". Obesity Reviews. 15 (6): 528–537. doi:10.1111/obr.12162. ISSN 1467-789X. PMID 24528624.
  10. Sumithran, Priya; Proietto, Joseph (2013). "The defence of body weight: A physiological basis for weight regain after weight loss". Clinical Science. 124 (4): 231–41. doi:10.1042/CS20120223. PMID 23126426.
  11. "Executive Summary". Dietary Guidelines 2015-2020. Archived from the original on 2019-03-19. สืบค้นเมื่อ 2016-05-02. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  12. "Eat less processed food, say experts". BBC News. 2003-03-03. Archived from the original on 2003-04-02. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  13. "Choosing a safe and successful weight loss program". Weight-control Information Network. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. April 2008. Archived from the original on 2019-01-23. สืบค้นเมื่อ 2011-01-26. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  14. Albgomi. "Bariatric Surgery Highlights and Facts". Bariatric Surgery Information Guide. bariatricguide.org. Archived from the original on 2013-12-06. สืบค้นเมื่อ 2013-06-13. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  15. "Gastric bypass risks". Mayo Clinic. 2009-02-09. Archived from the original on 2017-11-10. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  16. Neumark-Sztainer, Dianne; Sherwood, Nancy E.; French, Simone A.; Jeffery, Robert W. (March 1999). "Weight control behaviors among adult men and women: Cause for concern?". Obesity Research. 7 (2): 179–188. doi:10.1002/j.1550-8528.1999.tb00700.x. PMID 10102255.
  17. Thomas, Paul R. (January–February 2005). "Dietary Supplements For Weight Loss?". Nutrition Today. 40 (1): 6–12.CS1 maint: date format (link)
  18. Barabasz, Marianne; Spiegel, David (1989). "Hypnotizability and weight loss in obese subjects". International Journal of Eating Disorders. 8 (3): 335–341. doi:10.1002/1098-108X(198905)8:3<335::AID-EAT2260080309>3.0.CO;2-O.
  19. 19.0 19.1 Kirsch, I. (June 1996). "Hypnotic enhancement of cognitive-behavioral weight loss treatments-another meta-reanalysis". Journal of Consulting and Clinical Psychology. 64 (3): 517–9. doi:10.1037/0022-006X.64.3.517. PMID 8698945. INIST:3143031.
  20. Andersen, M. S. (1985). "Hypnotizability as a factor in the hypnotic treatment of obesity". International Journal of Clinical and Experimental Hypnosis. 33 (2): 150–159. doi:10.1080/00207148508406645. PMID 4018924.
  21. Allison, David B.; Faith, Myles S. (June 1996). "Hypnosis as an adjunct to cognitive-behavioral psychotherapy for obesity: A meta-analytic reappraisal". Journal of Consulting and Clinical Psychology. 64 (3): 513–516. doi:10.1037/0022-006X.64.3.513. PMID 8698944.
  22. Ruiz, F. J. (2010). "A review of Acceptance and Commitment Therapy (ACT) empirical evidence: Correlational, experimental psychopathology, component and outcome studies". International Journal of Psychology and Psychological Therapy. 10 (1): 125–62.
  23. Mann, T; Tomiyama, AJ; Westling, E; Lew, AM; Samuels, B; Chatman, J (April 2007). "Medicare's search for effective obesity treatments: diets are not the answer". The American Psychologist. 62 (3): 220–33. CiteSeerX 10.1.1.666.7484. doi:10.1037/0003-066x.62.3.220. PMID 17469900. In sum, there is little support for the notion that diets ["severely restricting one’s calorie intake"] lead to lasting weight loss or health benefits.
  24. "The facts about weight loss products and programs". DHHS Publication No (FDA) 92-1189. US Food and Drug Administration. 1992. Archived from the original on 2006-09-26. สืบค้นเมื่อ 2013-05-14. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  25. "Profiting From America's Portly Population". PRNewswire (Press release). Reuters. 2008-04-21. สืบค้นเมื่อ 2009-01-17.
  26. 26.0 26.1 "No evidence that popular slimming supplements facilitate weight loss, new research finds". 2010-07-14. Archived from the original on 2017-12-07. สืบค้นเมื่อ 2010-07-19. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  27. 27.00 27.01 27.02 27.03 27.04 27.05 27.06 27.07 27.08 27.09 27.10 27.11 National Cancer Institute (November 2011). "Nutrition in cancer care (PDQ)". Physician Data Query. National Cancer Institute. Archived from the original on 2013-10-16. สืบค้นเมื่อ 2013-07-03. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  28. 28.0 28.1 Huffman, GB (2002-02-15). "Evaluating and treating unintentional weight loss in the elderly". American Family Physician. 65 (4): 640–50. PMID 11871682.
  29. 29.0 29.1 29.2 29.3 29.4 29.5 29.6 29.7 29.8 Payne, C; Wiffen, PJ; Martin, S (2012-01-18). Payne, Cathy (ed.). "Interventions for fatigue and weight loss in adults with advanced progressive illness". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 1: CD008427. doi:10.1002/14651858.CD008427.pub2. PMID 22258985.
  30. Institute of Medicine (U.S.). Committee on Nutrition Services for Medicare Beneficiaries (2000-06-09). The role of nutrition in maintaining health in the nation's elderly: evaluating coverage of nutrition services for the Medicare population. p. 67. ISBN 978-0-309-06846-8.
  31. 31.0 31.1 31.2 31.3 31.4 31.5 31.6 31.7 National Collaborating Centre for Acute Care (UK) (February 2006). "Nutrition Support for Adults: Oral Nutrition Support, Enteral Tube Feeding and Parenteral Nutrition". NICE Clinical Guidelines, No. 32. National Collaborating Centre for Acute Care (UK).
  32. 32.0 32.1 32.2 32.3 32.4 Yaxley, A; Miller, MD; Fraser, RJ; Cobiac, L (February 2012). "Pharmacological interventions for geriatric cachexia: a narrative review of the literature". The Journal of Nutrition, Health & Aging. 16 (2): 148–54. doi:10.1007/s12603-011-0083-8. PMID 22323350.
  33. 33.0 33.1 33.2 33.3 33.4 33.5 Itoh, M; Tsuji, T; Nemoto, K; Nakamura, H; Aoshiba, K (2013-04-18). "Undernutrition in patients with COPD and its treatment". Nutrients. 5 (4): 1316–35. doi:10.3390/nu5041316. PMC 3705350. PMID 23598440.
  34. Mangili, A; Murman, DH; Zampini, AM; Wanke, CA; Murman; Zampini; Wanke (2006). "Nutrition and HIV infection: review of weight loss and wasting in the era of highly active antiretroviral therapy from the nutrition for healthy living cohort". Clin. Infect. Dis. 42 (6): 836–42. doi:10.1086/500398. PMID 16477562.CS1 maint: multiple names: authors list (link)
  35. Nygaard, B (2010-07-19). "Hyperthyroidism (primary)". Clinical Evidence. 2010: 0611. PMC 3275323. PMID 21418670.
  36. "Thyroid and weight" (PDF). American Thyroid Association. 2005. Archived from the original (PDF) on 2012-04-10. สืบค้นเมื่อ 2011-01-26. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  37. National Collaborating Centre for Chronic Conditions (UK) (2004). Type 1 diabetes in adults: National clinical guideline for diagnosis and management in primary and secondary care. NICE Clinical Guidelines, No. 15.1. Royal College of Physicians UK. ISBN 9781860162282. สืบค้นเมื่อ 2013-07-03.
  38. 38.0 38.1 Mangili, A; Murman, DH; Zampini, AM; Wanke, CA (2006-03-15). "Nutrition and HIV infection: review of weight loss and wasting in the era of highly active antiretroviral therapy from the nutrition for healthy living cohort". Clinical Infectious Diseases. 42 (6): 836–42. doi:10.1086/500398. PMID 16477562.
  39. Massompoor, SM (April 2004). "Unintentional weight loss". Shiraz E-Medical Journal. 5 (2). Archived from the original on 2004-10-24. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  40. Andersen, HK; Lewis, SJ; Thomas, S (2006-10-18). Andersen, Henning Keinke (ed.). "Early enteral nutrition within 24h of colorectal surgery versus later commencement of feeding for postoperative complications". The Cochrane Database of Systematic Reviews (4): CD004080. doi:10.1002/14651858.CD004080.pub2. PMID 17054196. Unknown parameter |laysummary= ignored (help)
  41. 41.0 41.1 Burden, S; Todd, C; Hill, J; Lal, S (2012). Burden, Sorrel (ed.). "Pre‐operative Nutrition Support in Patients Undergoing Gastrointestinal Surgery" (PDF). The Cochrane Database of Systematic Reviews. 11 (11): CD008879. doi:10.1002/14651858.CD008879.pub2. PMID 23152265. Unknown parameter |laysummary= ignored (help)
  42. Mariotti, KC; Rossato, LG; Fröehlich, PE; Limberger, RP (Nov 2013). "Amphetamine-type medicines: a review of pharmacokinetics, pharmacodynamics, and toxicological aspects". Current Clinical Pharmacology. 8 (4): 350–7. doi:10.2174/15748847113089990052. PMID 23342978.
  43. Sarnes, E; Crofford, L; Watson, M; Dennis, G; Kan, H; Bass, D (Oct 2011). "Incidence and US costs of corticosteroid-associated adverse events: a systematic literature review". Clinical Therapeutics. 33 (10): 1413–32. doi:10.1016/j.clinthera.2011.09.009. PMID 21999885.
  44. Serretti, A; Mandelli, L (October 2010). "Antidepressants and body weight: a comprehensive review and meta-analysis". The Journal of Clinical Psychiatry. 71 (10): 1259–72. doi:10.4088/JCP.09r05346blu. PMID 21062615.
  45. Alibhai, SM; Greenwood, C; Payette, H (2005-03-15). "An approach to the management of unintentional weight loss in elderly people". Canadian Medical Association Journal. 172 (6): 773–80. doi:10.1503/cmaj.1031527. PMC 552892. PMID 15767612.
  46. 46.0 46.1 Publishing, Harvard Health. "Does Metabolism Matter in Weight Loss? - Harvard Health". Harvard Health (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2018-06-18.
  47. Long, Jacqueline (2015). The Gale Encyclopedia of Senior Health. Detroit, MI: Gale. ISBN 978-1573027526.
  48. Harsha, D. W.; Bray, G. A. (2008). "Weight Loss and Blood Pressure Control (Pro)". Hypertension. 51 (6): 1420–1425. doi:10.1161/HYPERTENSIONAHA.107.094011. ISSN 0194-911X. PMID 18474829.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

การจำแนกโรค
V · T · D