ท้าวนารีวรคณารักษ์ (เจ้าจอมแจ่ม ในรัชกาลที่ 5)
บทความนี้ยังต้องการเพิ่มแหล่งอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง |
บทความนี้อาจต้องการตรวจสอบต้นฉบับ ในด้านไวยากรณ์ รูปแบบการเขียน การเรียบเรียง คุณภาพ หรือการสะกด คุณสามารถช่วยพัฒนาบทความได้ |
ท้าวนารีวรคณารักษ์ (เจ้าจอมแจ่ม ในรัชกาลที่ 5) | |
|---|---|
| เกิด | คุณแจ่ม ไกรฤกษ์ 3 มีนาคม พ.ศ. 2399 |
| เสียชีวิต | 28 ตุลาคม พ.ศ. 2466 |
| คู่สมรส | พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว |
| บุพการี | พระยาศรีสิงเทพ (ทัต ไกรฤกษ์) |
ท้าวนารีวรคณารักษ์ หรือ เจ้าจอมแจ่ม ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 ขึ้น 7 ค่ำ ปีมะโรงอัฐศก จุลศักราช 1218 ตรงกับวันที่ 3 มีนาคม พุทธศักราช 2399 เป็นบุตรีที่ 4 ของพระยาศรีสิงหเทพ (ทัต ไกรฤกษ์) คุณหญิง (เอม) บุตรีพระยานครไชยศรี (เสือ) เป็นมารดา คุณหญิงเอมถึงแก่กรรมเสียแต่ท้าวนารีฯ ยังเยาว์ คุณหญิงจับภรรยาพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) รับไปเลี้ยงไว้ จนอายุได้ 12 ปี จึงได้ถวายตัวในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเวลาที่ถวายตัวนี้ท้าวนารีฯ เล่าว่า โปรดให้นั่งขึ้นทอดพระเนตรหน้าตาดำรัสว่า “หน้าตาดีสมเปนนายโรง ให้ฝึกหัดไว้เปนท้าวดาหาละคอนหลวงรุ่นเล็ก” เปนอันได้ฝึกหัดจริง จนรำเพลงช้าเพลงเร็วได้ แต่ไม่ทันได้ออกโรง เป็นต้นเหตุที่ท้าวนารีฯ ได้มีความสามารถอำนวยการละครต่อมาในชั้นหลัง
ครั้นมาในรัชกาลที่ 5 ท้าวนารีฯ ได้รับราชการเป็นเจ้าจอมอยู่งาน ได้พระราชทานหีบหมากกาไหล่ทองเปนเกียรติยศ ต่อมาในชั้นหลังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระพี่เลี้ยงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ครั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นั้นสิ้นพระชนม์แล้วโปรดให้เป็นพระพี่เลี้ยงสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมาต่อมา ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละ 200 บาท เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมาประชวร เสด็จแปรสถานไปประทับที่ เกาะสีชัง ท้าวนารีฯ ก็ได้ตามเสด็จไปปฏิบัติรักษาจนหายประชวร นอกจากนี้ท้าวนารีฯ ยังได้ตามเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสหัวเมืองมณฑลต่าง ๆ อีกหลายครั้ง ได้ตามเสด็จกระทั่งถึงสิงคโปร์และชวาก็ 2 คราว
ครั้นสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมาเสด็จออกไปทรงศึกษาวิชาการ ณ ประเทศยุโรปเมื่อ พ.ศ. 2448 ท้าวนารีฯ ได้กราบถวายบังคมลาออกไปอยู่บ้านมิได้รับราชการ ในระหว่างนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชปรารภถึงข้าราชการฝ่ายในที่ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดแต่กราบถวายบังคมลาไปอยู่บ้านมีมากนัก จึงโปรดให้ตรวจสอบบัญชีทรงตัดรอนเสียหลายคน แต่ท้าวนารีฯ นั้นโปรดพระราชทานอยู่ตามเดิม ครั้นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมาเสด็จกลับจากยุโรปแล้ว ท้าวนารีฯ ก็ไปอยู่ปฏิบัติรักษาประจำวัง คงได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดมาจนตลอดรัชกาลที่ 5
ครั้นถึง พ.ศ. 2454 ในรัชกาลที่ 6 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงเลือกเป็นท้าวนางประจำพระราชสำนักสมเด็จพระพันปีหลวง ได้พระราชทานสัญญาบัตรเป็นท้าวนารีวรคณารักษ์ รับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละ 10 ชั่ง แลได้พระราชทานหีบหมากทองคำกระโถนขันล้างหน้ากล่อง มีตรา จ.ป.ร. เปนเกียรติยศ แต่นั้นท้าวนารีฯ ก็ได้รับราชการและตามเสด็จสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดมาจนเสด็จสวรรคต
ท้าวนารีฯ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้าฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 4 ชั้น 3 รัชกาลที่ 5 ชั้น 3 รัชกาลที่ 6 ชั้น 3 และได้พระราชทานเข็มแลเหรียญที่ระลึกตามบรรดาศักดิ์อีกหลายประการ ทั้งได้รับพระราชทานเข็มข้าหลวงเดิมสำหรับสตรีด้วย
ท้าวนารีฯ เป็นผู้มีอุปนิสัยเป็นสุภาพสตรี มีจิตโอบอ้อมอารีในบรรดาญาติมิตร มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธสาสนาโดยมั่นคง เจ้านายชั้นพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระเมตตาเป็นอันมาก
มาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2466 ท้าวนารีฯ ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่หลายเดือน จนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2466 นั้นอาการทรุดหนักลง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพระยารามราฆพไปเยี่ยมอาการเป็นครั้งเป็นคราว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ส่วนสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมานั้นได้ทรงเป็นพระธุระในการรักษาพยาบาลทุกอย่าง แต่อาการหาคลายไม่ ถึงวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2466 เวลา 05:30 น. ท้าวนารีฯ ก็ถึงอนิจกรรมด้วยโรคลำไส้พิการ คำนวณอายุได้ 68 ปี ได้พระราชทานโกศโถเป็นเกียรติยศ[1]
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
[แก้]- พ.ศ. 2439 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 3 ตติยจุลจอมเกล้า (ต.จ.) (ฝ่ายใน) - พ.ศ. 2451 –
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 5 ชั้นที่ 3 (จ.ป.ร.3)[2] - พ.ศ. ไม่ปรากฏ –
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 3 (ว.ป.ร.3)
อ้างอิง
[แก้]- ↑ ข่าวตาย (หน้า ๒๓๙๓)
- ↑ "พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลปัตยุบันฝ่ายใน" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 25 (39): 1154. 23 ธันวาคม พ.ศ. 2451. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2011-11-20. สืบค้นเมื่อ 2020-01-21.
{{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|date=(help)