ข้ามไปเนื้อหา

ท้าวนารีวรคณารักษ์ (เจ้าจอมแจ่ม ในรัชกาลที่ 5)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ท้าวนารีวรคณารักษ์ (เจ้าจอมแจ่ม ในรัชกาลที่ 5)
เกิดคุณแจ่ม ไกรฤกษ์
3 มีนาคม พ.ศ. 2399
เสียชีวิต28 ตุลาคม พ.ศ. 2466
คู่สมรสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
บุพการีพระยาศรีสิงเทพ (ทัต ไกรฤกษ์)

ท้าวนารีวรคณารักษ์ หรือ เจ้าจอมแจ่ม ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 ขึ้น 7 ค่ำ ปีมะโรงอัฐศก จุลศักราช 1218 ตรงกับวันที่ 3 มีนาคม พุทธศักราช 2399 เป็นบุตรีที่ 4 ของพระยาศรีสิงหเทพ (ทัต ไกรฤกษ์) คุณหญิง (เอม) บุตรีพระยานครไชยศรี (เสือ) เป็นมารดา คุณหญิงเอมถึงแก่กรรมเสียแต่ท้าวนารีฯ ยังเยาว์ คุณหญิงจับภรรยาพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) รับไปเลี้ยงไว้ จนอายุได้ 12 ปี จึงได้ถวายตัวในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเวลาที่ถวายตัวนี้ท้าวนารีฯ เล่าว่า โปรดให้นั่งขึ้นทอดพระเนตรหน้าตาดำรัสว่า “หน้าตาดีสมเปนนายโรง ให้ฝึกหัดไว้เปนท้าวดาหาละคอนหลวงรุ่นเล็ก” เปนอันได้ฝึกหัดจริง จนรำเพลงช้าเพลงเร็วได้ แต่ไม่ทันได้ออกโรง เป็นต้นเหตุที่ท้าวนารีฯ ได้มีความสามารถอำนวยการละครต่อมาในชั้นหลัง

ครั้นมาในรัชกาลที่ 5 ท้าวนารีฯ ได้รับราชการเป็นเจ้าจอมอยู่งาน ได้พระราชทานหีบหมากกาไหล่ทองเปนเกียรติยศ ต่อมาในชั้นหลังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระพี่เลี้ยงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ครั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นั้นสิ้นพระชนม์แล้วโปรดให้เป็นพระพี่เลี้ยงสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมาต่อมา ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละ 200 บาท เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมาประชวร เสด็จแปรสถานไปประทับที่ เกาะสีชัง ท้าวนารีฯ ก็ได้ตามเสด็จไปปฏิบัติรักษาจนหายประชวร นอกจากนี้ท้าวนารีฯ ยังได้ตามเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสหัวเมืองมณฑลต่าง ๆ อีกหลายครั้ง ได้ตามเสด็จกระทั่งถึงสิงคโปร์และชวาก็ 2 คราว

ครั้นสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมาเสด็จออกไปทรงศึกษาวิชาการ ณ ประเทศยุโรปเมื่อ พ.ศ. 2448 ท้าวนารีฯ ได้กราบถวายบังคมลาออกไปอยู่บ้านมิได้รับราชการ ในระหว่างนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชปรารภถึงข้าราชการฝ่ายในที่ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดแต่กราบถวายบังคมลาไปอยู่บ้านมีมากนัก จึงโปรดให้ตรวจสอบบัญชีทรงตัดรอนเสียหลายคน แต่ท้าวนารีฯ นั้นโปรดพระราชทานอยู่ตามเดิม ครั้นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมาเสด็จกลับจากยุโรปแล้ว ท้าวนารีฯ ก็ไปอยู่ปฏิบัติรักษาประจำวัง คงได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดมาจนตลอดรัชกาลที่ 5

ครั้นถึง พ.ศ. 2454 ในรัชกาลที่ 6 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงเลือกเป็นท้าวนางประจำพระราชสำนักสมเด็จพระพันปีหลวง ได้พระราชทานสัญญาบัตรเป็นท้าวนารีวรคณารักษ์ รับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละ 10 ชั่ง แลได้พระราชทานหีบหมากทองคำกระโถนขันล้างหน้ากล่อง มีตรา จ.ป.ร. เปนเกียรติยศ แต่นั้นท้าวนารีฯ ก็ได้รับราชการและตามเสด็จสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดมาจนเสด็จสวรรคต

ท้าวนารีฯ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้าฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 4 ชั้น 3 รัชกาลที่ 5 ชั้น 3 รัชกาลที่ 6 ชั้น 3 และได้พระราชทานเข็มแลเหรียญที่ระลึกตามบรรดาศักดิ์อีกหลายประการ ทั้งได้รับพระราชทานเข็มข้าหลวงเดิมสำหรับสตรีด้วย

ท้าวนารีฯ เป็นผู้มีอุปนิสัยเป็นสุภาพสตรี มีจิตโอบอ้อมอารีในบรรดาญาติมิตร มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธสาสนาโดยมั่นคง เจ้านายชั้นพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระเมตตาเป็นอันมาก

มาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2466 ท้าวนารีฯ ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่หลายเดือน จนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2466 นั้นอาการทรุดหนักลง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพระยารามราฆพ​ไปเยี่ยมอาการเป็นครั้งเป็นคราว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ส่วนสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมานั้นได้ทรงเป็นพระธุระในการรักษาพยาบาลทุกอย่าง แต่อาการหาคลายไม่ ถึงวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2466 เวลา 05:30 น. ท้าวนารีฯ ก็ถึงอนิจกรรมด้วยโรคลำไส้พิการ คำนวณอายุได้ 68 ปี ได้พระราชทานโกศโถเป็นเกียรติยศ[1]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ข่าวตาย (หน้า ๒๓๙๓)
  2. "พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลปัตยุบันฝ่ายใน" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 25 (39): 1154. 23 ธันวาคม พ.ศ. 2451. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2011-11-20. สืบค้นเมื่อ 2020-01-21. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)