ฉลอง ภู่สว่าง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฉลอง ภู่สว่าง
เกิด พ.ศ. 2481
แนวเพลง เพลงลูกทุ่ง
อาชีพ นักดนตรี นักแต่งเพลง

ฉลอง ภู่สว่าง (พ.ศ. 2481 - ปัจจุบัน ) นักดนตรี นักแต่งเพลงลูกทุ่งชาวไทย

ประวัติ[แก้]

ครูฉลองเกิดเมื่อ พ.ศ. 2481 ที่ จังหวัดสมุทรสาคร บิดาชื่อ นายเหลือบ ภู่สว่าง มารดาชื่อ นางหนู ภู่สว่าง พี่น้อง 4 คน ชาย 3 คน หญิง 1 คนด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับคุณสมบูรณ์ ภู่สว่าง มีบุตรด้วยกัน 2 คน ฐานะทางครอบครัวยากจนเรียนได้เพียงชั้น ป.3 ก็ต้องออกมาทำงานบ้านอยู่ 2 ปีจีงกลับไปเรียนจนจบชั้น ป.4 จากโรงเรียนเมืองสมุทรสาครเป็นคนเรียนเก่งแต่ต้องออกมารับจ้างเดินเรือขนส่งเกลือไปขายที่กรุงเทพฯ

เส้นทางสู่การแต่งเพลง[แก้]

ครั้งหนึ่งอายุประมาณ 14 ปีเรือเกลือได้ไปจอดค้างคืน ที่ท่าน้ำ วัดแหลมสุวรรณาราม ตำบลท่าฉลอม ในคืนนั้นมีงานวัดครูฉลองจึงได้ไปดูวงดนตรี "คณะบางกอกแมมโบ" ที่มาเล่นที่วัดบ้านแหลมรวมนักร้องที่มีชื่อเสียงมากมาย สมัยนั้นมีคุณ เอมอร วิเศษสุข คุณสมศรี ม่วงศรเขียว ครู สุรพล สมบัติเจริญ และ คุณเฉลิม (ทหารเรือ) และคุณ สมยศ ทัศนพันธ์ จึงมีโอกาสได้ดูดนตรีครูฉลองเห็นนักดนตรีเป่าแซกโซโฟนรู้สึกทึ่งมีปุ่มกดมากมาย ทำไมคนเรามีเพียง 10 นิ้วจะกดได้หมดเป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก ๆ จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากจะได้สวมสูทและยืนเป่าเครื่องดนตรีกลับมาบ้านจึงได้ฝึกหัดสีซอกับลุงเติมครูฉลองมีโอกาสหยิบแซกโซโฟนมาทดลองเป่าเมื่อมีโอกาส ครูฉลองร้องเพลงได้ดีเมื่อมีการประกวดร้องเพลงที่ไหนก็ขึ้นประกวดไปทั่วได้ที่ 1 บ้างไม่ได้บ้างก็ดิ้นรนใฝ่ฝันไปเรื่อย ๆ จนครบเกณฑ์ทหารก็ได้ไปรับใช้ชาติ 2 ปี ครูฉลองมีโอกาสไปเป็นทหารเรือทำการฝึก 2 เดือนจึงย้ายเหล่า เนื่องจากความรักในดนตรีเป็นชีวิตจิตใจจึงมีโอกาสไปอยู่วงดนตรี ทหารเรือ เริ่มฝึกเป่าแซกโซโฟนและได้เรียนโน้ตเพลงที่นี่ทำให้มีความสามารถและมีประการณ์มากขึ้นสามารถร้องเพลงแต่งเพลงและเล่นดนตรีได้บ้างพอสมควรเป็นทหารนาน 2 ปี 1 เดือนกว่า ๆ ก็ปลดประจำการกองพันที่ 6 กองทัพอากาศชักชวนให้ไปอยู่เพราะเห็นความสามารถของครูฉลองโดยมีคนบอกว่าฝึก 6 เดือนจะติดยศจ่าให้เมื่อออกจากทหารแล้วก็ไปสมัครอยู่กับคณะรำวงดาราน้อยที่ ชลบุรี ตอนนั้นครูฉลองสนใจรำวงติดสาวรำวงที่ชลบุรีครูฉลองเล่นดนตรีร้องเพลงมีรายได้คืนละ 200 - 300 บาทมีนักร้องร่วมรุ่นดังหลายคนสมัยนั้นคือ บุปผา สายชล , เรียม ดาราน้อย , พนม นพพร , บรรจบ เจริญพร จนในที่สุดเหลือครูฉลอง ภู่สว่างอยู่คนเดียวอยู่กับคณะรำวงได้ 5 ปี ก็กลับมาบ้านที่บางโทรัดทำงานอยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นก็ไปอยู่กับวงดนตรี พนม นพพร และวงดนตรีของ บุปผา สายชลต่อมาครูฉลองแต่งงานและมีลูก 2 คนจึงเปลี่ยนอาชีพเป็นพายเรือค้าขายแต่กิจการไม่ดีมีหนี้สินมากขายเรือไปได้เงินมาหมื่นกว่าบาท แบ่งเงินไปซื้อแซกโซโฟนมา 1 ตัวราคาสองพันบาทมาเป่าชาวบ้านใกล้เรือนเคียงหนวกหูเริ่มหัดแต่งเพลงถึงตีหนึ่งตีสองไม่ได้หลับไม่ได้นอนภรรยาก็บ่นว่าเขียนไปทำไมเขียนแล้วจะเอาไปให้ใครครูฉลองหวังลึก ๆ ว่าสักวันหนึ่งต้องทำให้ได้ครูฉลองได้ออกตระเวนเล่นดนตรีเคยเป็นนักดนตรีประจำ กองดุริยางค์ทหารเรือ เป็นกองเชียร์รำวง และเล่นวงดนตรีกับ วงดนตรีจุฬารัตน์ ของครูมงคล อมาตยกุล วงของศรีไพร ใจพระ , บุปผา สายชล ,บรรจบ เจริญพร จึงตั้งวงดนตรีเป็นของตัวเองครูฉลองเขียนเพลงจริงจัง เมื่ออายุ 21 ปี เพลงแรกที่อัดแผ่นเสียงก็ดังเลยชื่อเพลง "ลาก่อนความโกหก" ร้องโดยนักร้องชื่อบุญมี (ต่อมาเปลี่ยนเป็นระพิน ภูไท) และได้เปิดออกอากาศทางสถานีวิทยุได้รับความนิยมพอสมควรจากนั้นก้ได้เริ่มแต่งเพลงต่างๆ ขึ้นมาอีกมากมายหลายเพลงเขียนให้ ระพิน ภูไท ร้อง 10 กว่าเพลง ซึ่งเพลงเหล่านี้ดังเกือบหมดทุกเพลง เช่น

  • เพลง " ปีวอกหลอกพี่"
  • เพลง " คิดถึงแหม่ม"
  • เพลง " เอาคำว่ารักของเธอคืนไป"
  • เพลง "สระบุรีร้องไห้"
  • เพลง "คุณนายร้องไห้"
  • เพลง "คนจนเป็นอย่างไร"
  • เพลง "เรณูอยู่ไหน"
  • เพลง "ฝนพร่ำที่อัมพวา"
  • เพลง "คิดถึงพี่หน่อย"

ต่อมาครูฉลอง ภู่สว่าง ได้แต่งเพลง "เจ้าสินอนกอดไผ" "ไก่นาตาฟาง" ขับร้องโดย มานะ (จีระพันธ์ วีระพงษ์ เป็นนักร้องมาจากอำเภอบางซ้าย) เมื่อก่อนนี้มานะเคยอยู่ วงจุฬารัตน์ วง เสน่ห์ โกมารชุน มีนักร้อง ปัทมา สังข์ทอง , ศรีไพร ใจพระ , บรรจบ เจริญพร , ชาตรี ศรีชล , เรียม ดาราน้อย , ภูษิต ภู่สว่าง , ศรชัย เมฆวิเชียร , คัมภีร์ แสงทอง ระพิน ภูไท เสกศักดิ์ ภู่กันทอง (เพลงขันหมากเศรษฐี) ชายธง ทรงพล จากสิงห์บุรี (เพลงปูไข่ไก่หลง)

และได้แต่งเพลงอื่นๆขึ้นมาอีกมากมายหลายเพลง เช่น

เพลงประกอบภาพยนตร์ เช่น

แต่งให้กับสุนารี ราชสีมา 12 เพลงรวมผลงานเพลงที่แต่งไป ไม่น้อยกว่า 200 เพลง

แรงบันดาลใจในการแต่งเพลง[แก้]

ครูฉลองเล่าว่าขั้นแรกฟังเสียงนักร้องก่อนว่าโทน (Tone) เสียงอะไรดูรูปร่างลักษณะของนักร้องลักษณะอย่างนี้จะร้องเพลงแบบนี้ขั้นต่อไปก็อ่านน้ำเสียงเขาน่าจะออกมาเป็นอะไรบ้างเสร็จแล้วครูฉลองก็จะฮัมเพลงบันทึกเทปเปิดไป เปิดมา ฟังหลาย ๆ เที่ยวเสียงนี้ร้องว่าอะไรเขียนเนื้อเพลงอะไรให้เขาร้องเมื่อเขียนไปแล้วก็จะเหมาะกับเสียงฟังดูจนเข้าไปในหูซึมลึกลงไปขั้นต่อไปก็เปิดฟังก็จะได้เนื้อเพลงที่สอดคล้องกับทำนองความต้องการขั้นต่อไปก็เริ่มวางเค้าโครงเขียนออกมาเป็นเพลง แล้วก็คิดชื่อเพลงว่าชื่อเพลงอะไรดีจึงจะเหมาะกับเนื้อหา ยุคสมัย เมื่อได้แล้วเอาชื่อมาขยายความชื่อนี้เป็นเรื่องนี้แน่นอนเช่น "คนช้ำประจำซอย" สมัยก่อนครูฉลองคิดเพลงและแต่งเพลงได้เร็วเคยเขียนได้ถึง 6 เพลงก็เคยมีอย่างเช่นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "เทพเจ้าบางปูน" แต่งได้ 6 เพลงได้ค่าเหนื่อยเพลงละ 10,000 บาท 6 เพลงก็ได้ 60,000 บาทครูฉลองเล่าอย่างภูมิใจวันหนึ่งแต่งเพลงได้ตั้งหกหมื่นบาท

สำหรับครู ฉลอง ภู่สว่าง เป็นคนเขียนเพลงลูกทุ่งที่เก่งที่สุดในวงการคนหนึ่งครูฉลองจะเก่งมากในเรื่องของการประชดผู้หญิงแดกดันผู้ชายโดยเอาบรรยากาศของบ้านเมืองมาใส่ทำให้ผู้ฟังนั้นฟังแล้วรู้สึกว่าเรื่องราวของคนในเพลงนั้นเป็นเรื่องจริงขึ้นมาก็อย่างเพลง " ปูไข่ไก่หลง" ที่ครูฉลองเขียนให้ ชายธง ทรงพล ร้อง "ช่างเถอะคนงาม ขอปล่อยตาม ตามวาสนา พี่ไม่มีปริญญาขวัญตามองหน้าทำเมิน ลืมได้ ลืมไป ลืมไปลืมได้ก็เชิญ พี่จนคนไร้เงิน เดินย่ำต๊อกน้องบอกว่าโซ.." นอกจากเพลงนี้ยังมี "ไก่นาตาฟาง" จีระพันธ์ วีระพงษ์ "คนดังลืมหลังควาย" (อันนี้พุ่มพวงร้อง) "คุณนายโรงแรม" ที่ร้องโดย ระพิน ภูไท

ครูฉลอง ภู่สว่างนั้นเป็นคนที่มีสัมผัสในทางโปรดิวเซอร์ที่สูงมากว่ากันว่าถ้าเทียบกันก็ต้องขนาด เต๋อ เรวัติ พุทธินันท์ เพราะสามารถปั้นกระเป๋ารถเมล์อย่าง จีระพันธ์ วีระพงษ์ ให้โด่งดังได้จากเพลง "ไก่นาตาฟาง" สร้างให้เด็กอู่ซ่อมรถอย่าง ศรชัย เมฆวิเชียร ขึ้นมาเป็นนักร้องดังเช่นเดียวกับทำให้ ระพิน ภูไท ดังได้อีกเหมือนกันโดยที่ว่ากันว่าระพินไม่มีแววอะไรเลยนอกจากเมาไปวันๆ

ในระยะที่ครูฉลอง ภู่สว่าง มีชื่อเสียงได้มีคนไปมาหาสู่มากบางคนมาขอความรู้จากเพลงบางคนมาฝึกร้องเพลงโดยเริ่มจากเลียนแบบนักร้องที่มีชื่อเสียงจนมีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองนักร้องที่มีชื่อเสียงที่มาหาครูฉลอง ภู่สว่างอยู่เสมอคือ ศรชัย เมฆวิเชียร, สดใส ร่มโพธิ์ทอง สุนารี ราชสีมา แจ๊ค ธนพล ครูฉลอง ภู่สว่างแต่งเพลง "ดื่มให้ลืมแฟน" บางคนมาถามครูฉลองว่าการแต่งเพลงเริ่มเขียนอะไรก่อนครูฉลองเล่าว่าการแต่งเพลงเหมือนละครที่ยาวมากที่เกิดขึ้นมาไม่รู้กี่ปีเรานำเรื่องมาย่อจนจบตอนจบเราจะให้จบแบบไหนเพลงแต่ละเพลงเหมือนละครเรื่องหนึ่งเรานำมาสรุปให้เหลือนิดเดียวบางเพลงให้จบพร้อมชื่อเพลงให้ได้เช่น เพลง "จำกันบ่ได้ก๋า" จะแต่งเพลงใดให้ใครร้องต้องศึกษาบุคลิกนักร้องก่อนเช่น นันทิดา แก้วบัวสาย ไปชนะการประกวดการร้องเพลงที่ต่างประเทศ เพชรา เชาวราษฎร์ ชักชวนมาแสดงภาพยนตร์และเชิญครูฉลอง ภู่สว่าง ไปเขียนเพลงประกอบภาพยนตร์ให้ได้ทั้งหมดหลังจากแต่งเพลงวันที่จะบันทึกแผ่นเสียงครูฉลองจะไปร้องเพลงที่ครูแต่งให้ฟังก่อนทั้งการเอื้อนจังหวะดนตรี เคาะจังหวะไปให้ทำเข้าอินโทรไปให้หมดร้องเสร็จจะรับอย่างไร

ในปี พ.ศ. 2523 ครูฉลองแต่งเพลงให้ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ร้องและปี 2525 2526 2527 ห้างอโซน่ามาขอซื้อลิขสิทธิ์ให้พุ่มพวงร้องบันทึกเทปวางจำหน่ายร้องเพลงคู่กันเพลงหนึ่งเขียนให้ พุ่มพวง ร้องอีกเพลงหนึ่งเขียนให้นักร้องชายร้องเนื้อเพลงขึ้นต้นว่า… "นึกไว้ แล้ว ๆ เชียว ว่า… นึก….ทุกอย่างคนงาม ๆ สักวันก็ลืมด้ามเคียว" ส่วนเพลงทำนองเดียวกับเพลงนี้ให้ชื่อว่า คนดังลืมหลังควาย บันทึกแล้วดังเปรี้ยง ขายเพลงที่แต่งได้ 3,000 บาท ในสมัยนั้นสุชาติ เทียนทอง , สรวง สันติ เขาขาย 2,000 บาท หลังจากนั้นปรับเป็นเพลงละ 5,000 บาท ตอนหลังจึงมาขึ้นเป็นเพลงละ 10,000 บาท

รางวัลที่ได้รับ[แก้]

  • ได้รับพระราชทานเสาอากาศทองคำ – ที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่ปราบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
    2520 จากเพลง "อ้อนจันทร์"
  • รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าศิริกิตต์พระบรมราชินีนาถ 1 ครั้ง – ในงานกี่งศตวรรษลูกทุ่งไทย
    2521
  • ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา 3 ครั้ง

  • ได้รับรางวัลกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย
    2532 จากเพลง "คุณนายโรงแรม" และ "อ้อนจันทร์"
  • ได้รับรางวัลกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย
    2534 จากเพลง "ปูไข่ไก่หลง"

อ้างอิง[แก้]

  • เจนภพ จบกระบวนวรรณ. เพลงลูกทุ่ง, TK Park Music Library ชุดดนตรีไทย. กรุงเทพ : สำนักงานอุทยานการเรียนรู้, พ.ศ. 2550. 176 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 978-974-8218-83-0