พระปีย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ปีย์
เสียชีวิต 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2231
เมืองลพบุรี อาณาจักรอยุธยา
สาเหตุเสียชีวิต
ประหาร
ศาสนา โรมันคาทอลิก (เดิมศาสนาพุทธ)
ญาติ ขุนไกรสิทธิศักดิ์ (พ่อ)
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ่อเลี้ยง)

พระปีย์ (Pra Py) หรือ ออกพระปีย์ (Ophra Py) หรือ หม่อมปีย์ (Monpit)[1] หรือ หม่อมเตี้ย (คำให้การขุนหลวงหาวัด)[2] หรือ พระปิยะ (ไม่ทราบวันเกิด – 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2231) เป็นพระราชโอรสบุญธรรมในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช[3] ภายหลังได้ถูกสำเร็จโทษโดยพระเพทราชาในช่วงปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ด้วยเหตุผลทางการเมือง

ประวัติ[แก้]

พระปีย์ อันมีความหมายว่า "ผู้เป็นที่รัก"[4] ไม่ปรากฏประวัติส่วนตัวมากนัก ปรากฏเพียงว่าเป็นบุตรของขุนไกรสิทธิศักดิ์ ชาวบ้านแก่ง ขุนนางชั้นผู้น้อยในเมืองพิษณุโลก[5] โดยในช่วงเวลาที่พระปีย์เกิดนั้น สมเด็จพระนารายณ์ทรงรับเลี้ยงดูเด็กเล็กมาอุปถัมภ์ในพระราชวังหลายคนโดยเลี้ยงดุจลูกหลวง แต่หากเด็กคนใดร้องไห้อยากกลับไปหาพ่อแม่เดิมก็ทรงอนุญาตส่งตัวคืน[6] แต่ลาลูแบร์ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า "...พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะเลี้ยงไว้จนกระทั่งเด็กนั้นมีอายุได้ 7 ถึง 8 ขวบ พ้นนั้นไปเมื่อเด็กสิ้นความเป็นทารกแล้วก็จะไม่โปรดอีกต่อไป..." พระปีย์จึงถวายตัวแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชตั้งแต่ยังเล็ก แต่ด้วยมีรูปพรรณต่ำเตี้ยพิการค่อมแคระ สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงพระกรุณาเรียกว่า อ้ายเตี้ย และเป็นที่โปรดปรานด้วยมีโวหารดี พูดจาไพเราะอ่อนหวาน[4] มีการโจษจันกันว่าพระปีย์อาจเป็นพระโอรสลับของสมเด็จพระนารายณ์[7][8] และสมเด็จพระนารายณ์เองก็ทรงวางเฉยกับเรื่องพระปีย์เป็นโอรสลับเสียด้วย[9] สมเด็จพระนารายณ์โปรดปรานพระปีย์มากจนมีพระราชประสงค์ที่จะยกพระปีย์เป็นผู้สืบราชสมบัติ[10] แต่ภายหลังทรงยกเลิกพระราชประสงค์ดังกล่าวไป[11]

สมเด็จพระนารายณ์เองก็มีพระราชประสงค์ให้พระปีย์อภิเษกสมรสกับสมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดา แต่กรมหลวงโยธาเทพไม่ทรงยินยอมพร้อมพระทัยด้วยและขัดขืนพระราชหฤทัยพระราชบิดา เพราะพระปีย์มีพื้นฐานชาติตระกูลต่ำต้อย หรืออาจเป็นเพราะเจ้าหญิงทรงมีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันกับเจ้าฟ้าน้อยอยู่ก่อนแล้วก็ได้ ตามที่บันทึกของบาทหลวง เดอะ แบสระบุว่า

"ฝ่ายเจ้าฟ้าหญิงนั้น ครั้นทรงได้รับแจ้งพระราชดำริ ก็ทรงไม่ยินยอมพร้อมพระทัยด้วย ชะรอยจะทรงมีความหยิ่งในราชสมภพ ดังที่เธอทรงแสดงอยู่ให้ประจักษ์ จึงไม่อาจลดพระองค์ลงมาอภิเษกกับบุคคลในชั้นไพร่ได้ หรือชะรอยจะเป็นดังที่คนทั้งหลายเข้าใจกันอยู่ กล่าวคือเธอมีน้ำพระทัยโน้มน้าวและผูกพันในทางอภิเษกสมรสมาแต่ก่อนกับพระปิตุลา [สมเด็จเจ้าฟ้าน้อย] อยู่แล้ว ...เธอก็ยังทรงยึดมั่นในพระราชดำริดั้งเดิมของในหลวงที่จะอภิเษกเธอให้แก่เจ้าชายองค์นั้นอยู่เสมอ แต่เรื่องได้ดำเนินไปอย่างลับ ๆ ดังที่กระผม [บาทหลวงโกลด เดอ แบซ] ได้ยินเขาพูดกันมา ว่าแม้ในหลวงหรือ นายกงส์ต็องส์ [เจ้าพระยาวิชเยนทร์] ก็มิได้ล่วงรู้ระแคะระคายเลย ในหลวงทรงขัดพระทัยเป็นอันมาก ในการที่พระราชธิดาทรงขัดขืนพระราชประสงค์อย่างหนักแน่น ไม่ทรงยินยอมอภิเษกสมรสกับพระปีย์..."[12]

ทั้งนี้พระปีย์มักตกเป็นหุ่นเชิดทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง[1] โดยเขาได้รับการสนับสนุนจากเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ให้เป็นรัชทายาทสืบราชสันตติวงศ์ ด้วยเขามองว่าพระปีย์ไม่มีพิษภัย มีใจโอนอ่อนทางคริสต์ศาสนา ด้วยเหตุนี้เจ้าพระยาวิชเยนทร์จึงหวังผลที่จะให้พระปีย์เป็นกษัตริย์เพื่อรักษาอำนาจและอิทธิพลของตน[13] และหวังใจให้เป็นกษัตริย์สยามพระองค์แรกที่นับถือคริสต์ศาสนา[14] โดยมีบาทหลวงฝรั่งเศสคอยให้การสนับสนุนด้วย[15] โดยหากเจ้าพระยาวิชเยนทร์สามารถยึดกรุงศรีอยุธยาไว้ได้ เขาอาจจะยกพระปีย์เป็นเจ้าปกครอง เพื่อดูแลผลประโยชน์ของฝรั่งเศสและศาสนาคริสต์ในสยาม[16] จากเอกสารของพันตรีโบชองได้ระบุว่า เจ้าพระยาวิชเยนทร์เข้าร่วมกับพระปีย์เพื่อยึดพระราชวังหลวงในช่วงที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระประชวร แต่นายพลเดฟาร์ฌกล่าวว่าอย่าผลีผลามให้ระงับไว้ก่อน[17] นอกจากนี้พระปีย์ยังมีส่วนร่วมในการก่อกบฏเมื่อครากบฏมักกะสันซึ่งเป็นชาวมุสลิม[18] นีกอลา แฌร์แวสเป็นผู้เดียวที่ระบุว่า แขกมักกะสันจะลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนารายณ์แล้วเลือกพวกเดียวกันขึ้นครองบัลลังก์ "หรือมิเช่นนั้นถ้าชาวสยามยังไม่คุ้นชินกับเจ้าต่างชาติ ก็จะยกบัลลังก์ให้พระราชโอรสบุญธรรมของพระองค์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าถูกซื้อได้ไม่ยาก โดยทรงยอมเข้าพิธีสุหนัต..."[1]

ปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระปีย์ได้อยู่รับใช้สนองพระยุคลบาทพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระประชวรหนัก พระปีย์รู้ตัวว่ามีผู้ประสงค์ร้าย จึงอยู่แต่ในห้องบรรทมของพระเจ้าแผ่นดิน[19] จะออกมาข้างนอกก็เฉพาะกิจที่เกี่ยวข้องกับพระอาการประชวรเท่านั้น[20] ขณะที่พระปีย์กำลังล้างหน้าริมหน้าต่างยามเช้า ก็ถูกขุนพิพิธรักษา สมุนของหลวงสรศักดิ์ผลักจนพลัดตกลงจากหน้าต่าง[21] ก่อนถูกพระเพทราชาจับไปสำเร็จโทษเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2231 และทิ้งศพไว้ที่วัดซาก โดยในเอกสารของพันตรีโบชองระบุไว้ว่าพระปีย์ถูกสำเร็จโทษด้วยการผ่าร่างออกเป็นสามส่วน[22] ส่วนสาเหตุที่กำจัดพระปีย์ก็เพราะพระปีย์เป็นผู้หนึ่งที่มีสิทธิในการสืบราชบัลลังก์[23][24] มีขุนนางสองคนถูกบังคับให้สารภาพว่าเข้าฝ่ายพระปีย์ กล่าวหาว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์ยักยอกทรัพย์และนำเงินในท้องพระคลังออกนอกพระราชอาณาจักร ส่งผลให้เจ้าพระยาวิชเยนทร์ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดเป็นท่อน ๆ เช่นกัน[25]

กรณีหลุมฝังศพ[แก้]

อนึ่งในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557 กรมศิลปากรได้ทำการขุดสำรวจบริเวณที่ดินเอกชนผืนหนึ่งตรงข้ามวัดสันเปาโล และพบโครงกระดูกมนุษย์สองโครงห่างกัน 5 เมตร โดยโครงกระดูกโครงแรกมีรูปพรรณเตี้ย สูงเพียง 140 เซนติเมตร สวมแหวนหินที่นิ้วมือ กระดูกหน้าแข้งหัก และไม่มีศีรษะ จารึก วิไลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี จึงสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโครงกระดูกของพระปีย์ ส่วนอีกโครงหนึ่งมีรูปกายสูงใหญ่ สันนิษฐานว่าอาจเป็นเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) และสันนิษฐานว่าอาจมีผู้นำศพของทั้งสองมาฝังตามธรรมเนียมคริสต์ศาสนา ณ บริเวณดังกล่าว[26] ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2561 เจตน์กมล วงศ์ท้าว นักโบราณคดีชำนาญการประจำสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี ได้อธิบายว่าโครงกระดูกที่พบไม่ใช่ทั้งพระปีย์และเจ้าพระยาวิชเยนทร์ แต่เป็นโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ส่วนหัวกะโหลกที่หายไปนั้นเข้าใจว่าน่าจะเกิดขึ้นจากการรบกวนชั้นดินเมื่อครั้งสร้างโบสถ์วัดสันเปาโลเพราะบริเวณดังกล่าวถูกทับด้วยโครงสร้างโบสถ์[27]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 มอร์กาน สปอร์แตช (เขียน) กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2554, หน้า 165
  2. ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยา รวม 3 เรื่อง. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2553, หน้า 341
  3. "พระเพทราชา". สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2558. 
  4. 4.0 4.1 เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์. (17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555). "พระปีย์ vs พระเจ้าเสือ ใครคือโอรสลับของพระนารายณ์ ?". มติชนสุดสัปดาห์. 32:1644, หน้า 76
  5. "เรื่องเล่า ครบรอบ ๓๒๖ ปี สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จสวรรคตด้วยเหตุแห่งการรัฐประหาร". หอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ. 16 กันยายน 2557. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2558. 
  6. เดอะ แบส (เขียน), สันต์ ท. โกมลบุตร (แปล). บันทึกความทรงจำของบาทหลวง เดอะ แบส เกี่ยวกับชีวิตและมรณกรรมของก็องสตังซ์ ฟอลคอน. นนทบุรี : ศรีปัญญา. 2550, หน้า 100-101
  7. เดอ ลาลูแบร์ (เขียน), สันต์ ท. โกมลบุตร (แปล). ราชอาณาจักรสยาม. กรุงเทพฯ : ก้าวหน้า. 2510, หน้า 43
  8. นิโกลาส์ แซร์แวส (เขียน) สันต์ ท. โกมลบุตร (แปล). ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม. นนทบุรี : ศรีปัญญา. 2550, หน้า 199-200
  9. สุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขสุวานนท์ (กันยายน 2552). "พงศาวดารกระซิบเรื่องโอรสลับสมเด็จพระนารายณ์". ศิลปวัฒนธรรม 30:11, หน้า 99, 116
  10. มอร์กาน สปอร์แตช (เขียน), กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2554, หน้า 166
  11. มอร์กาน สปอร์แตช (เขียน), กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2554, หน้า 158
  12. เดอะ แบส (เขียน), สันต์ ท. โกมลบุตร (แปล). บันทึกความทรงจำของบาทหลวง เดอะ แบส เกี่ยวกับชีวิตและการมรณกรรมของก็องสตังซ์ ฟอลคอน. นนทบุรี : ศรีปัญญา. 2550, หน้า 101-102
  13. ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย และปรามินทร์ เครือทอง. การเมืองในประวัติศาสตร์ "ขนมหวาน" ของท้าวทองกีบม้า "มาดามฟอลคอน" "ขนมไทย" หรือ "ขนมเทศ". กรุงเทพฯ : มติชน, 2546, หน้า 21
  14. โรม บุนนาค (กันยายน 2557). "เรื่องเก่าเล่าสนุก : นาทีสวรรคต สมเด็จพระนารายณ์มหาราช". All Magazine. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2558. 
  15. พลับพลึง คงชนะ. "ชาวคริสต์ญี่ปุ่นที่กรุงศรีอยุธยาระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16-17". ประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษา. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์, 2556, หน้า 120
  16. มอร์กาน สปอร์แตช (เขียน), กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2554, หน้า 227
  17. พันตรีโบชอง (เขียน), ปรีดี พิศภูมิวิถี (แปล). หอกข้างแคร่ : บันทึกการปฏิวัติในสยาม และความหายนะของฟอลคอน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556, หน้า 10
  18. มอร์กาน สปอร์แตช (เขียน) กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2554, หน้า 157
  19. นายพลเดฟาร์จ (เขียน), ปรีดี พิศภูมิวิถี (แปล). ชิงบัลลังก์พระนารายณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน, 2561, หน้า 49
  20. นายพลเดฟาร์จ (เขียน), ปรีดี พิศภูมิวิถี (แปล). ชิงบัลลังก์พระนารายณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน, 2561, หน้า 18
  21. ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย และปรามินทร์ เครือทอง. การเมืองในประวัติศาสตร์ "ขนมหวาน" ของท้าวทองกีบม้า "มาดามฟอลคอน" "ขนมไทย" หรือ "ขนมเทศ". กรุงเทพฯ : มติชน, 2546, หน้า 42
  22. พันตรีโบชอง (เขียน), ปรีดี พิศภูมิวิถี (แปล). หอกข้างแคร่ : บันทึกการปฏิวัติในสยาม และความหายนะของฟอลคอน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556, หน้า 22
  23. เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์. (14 ธันวาคม พ.ศ. 2555). "แช่แข็งสยาม ยามแผ่นดินอาเพศ ยุคพระเพทราชา". มติชนสุดสัปดาห์. 33:1687, หน้า 76
  24. ส.สีมา (10 กรกฎาคม 2556). "เล่าเรื่อง พระเพทราชา ตกกระไดพลอยโจน". มติชนออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2558. 
  25. นายพลเดฟาร์จ (เขียน), ปรีดี พิศภูมิวิถี (แปล). ชิงบัลลังก์พระนารายณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน, 2561, หน้า 19
  26. "ขุดพบกระดูกมนุษย์สมัยพระนารายณ์ คาด 'พระปีย์-เจ้าพระยาวิชาเยนทร์'". ไทยรัฐออนไลน์. 8 ตุลาคม 2557. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2558. 
  27. "ฟันธงแล้ว! โครงกระดูกไร้หัวที่ลพบุรี ไม่ใช่พระปีย์-ฟอลคอน ที่แท้ ‘มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์’ นักโบราณฯเชื่อหัวขาดตอนขุดดินสร้างวัด". มติชนออนไลน์. 1 เมษายน 2561. สืบค้นเมื่อ 2 เมษายน 2561. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]