ข้ามไปเนื้อหา

การกบฏโรฮีนจาในพม่าตะวันตก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การกบฏโรฮีนจาในพม่าตะวันตก
ส่วนหนึ่งของ ปัญหาภายในประเทศพม่า

แผนที่รัฐยะไข่ที่มีบู้ตี้ดองกับมองดอเป็นสีแดง
วันที่ความรุนแรงในชุมชน: ค.ศ. 1942 – ปัจจุบัน
การก่อความไม่สงบ: ค.ศ. 1947 – ปัจจุบัน
สถานที่
สถานะ

ดำเนินอยู่

คู่สงคราม
 พม่า
บริติชพม่า (1947–1948)
สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า
(1948–1962)

รัฐบาลทหาร (1962–2011)

 สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า (ตั้งแต่ ค.ศ. 2011) ARSA (ตั้งแต่ ค.ศ. 2016)
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
อดีต:

อะตาอุลลอฮ์ อะบู อัมมัร ญุนูนี[6][7]

อดีต:
  • มีร กัสเซ็ม (เชลย)
  • (1947–1952)
  • อับดุล ลาติฟ
  • (1947–1961)
  • อันนุล เญาลี
  • (1947–1961)
  • โมลวี ญะอ์ฟัร กาวัล
  • (1947–1974)
  • มุฮัมมัด ญะอ์ฟัร ฮะบีบ (1972–1982)
  • มุฮัมมัด ยูนุส (1974–2001)
  • มุฮัมมัด ซะกะรียา (1982–2001)[8]
  • นูรุล อิสลาม (1974–2001)
หน่วยที่เกี่ยวข้อง

กองทัพพม่า

กองทัพแห่งชาติโรฮิงยา (1998–2001)[3][11]
กำลัง
  • ทหาร 15,000–20,000 นาย[12]
  • ตำรวจประมาณ 1,000 นาย[13]
จำนวนในอดีต:
  • 1,100 (1947–1950)[14]

ผู้ก่อความไม่สงบประมาณ 200 คน[a]

จำนวนในอดีต:
ความสูญเสีย
ตั้งแต่ ค.ศ. 2016:
ถูกฆ่า 109 นาย[b]
ตั้งแต่ ค.ศ. 2016:
ถูกฆ่า 475 นาย[c]
  • ตั้งแต่ ค.ศ. 2016:
  • พลเรือนถูกฆ่ามากกว่า 24,000 คน[30][31][32]
  • พลัดถิ่นภายในประเทศ 128,000 คน[33][34]
  • หนีไปต่างประเทศมากกว่า 950,000 คน[d]

การกบฏโรฮีนจาในพม่าตะวันตก เป็นความขัดแย้งกันด้วยอาวุธระหว่างรัฐพม่ากับชนกลุ่มน้อยมุสลิมโรฮีนจานับแต่ปี พ.ศ. 2490 ความมุ่งหมายทีแรกของพวกเขาในสมัยขบวนการมุญาฮีดีน (2467–2504) คือ การแยกภูมิภาคชายแดนมายู (Mayu) ในรัฐยะไข่ซึ่งมีประชากรโรฮีนจาอาศัยอยู่ออกจากพม่าตะวันตก แล้วผนวกเข้ากับปากีสถานตะวันออกซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่งตั้งใหม่ (ปัจจุบันคือประเทศบังกลาเทศ)[43] ในคริสต์ทศวรรษ 1970 การก่อการกำเริบของชาวโรฮีนจาปรากฏอีกในช่วงสงครามปลดปล่อยบังกลาเทศในปี พ.ศ. 2514 และเมื่อไม่นานมานี้ระหว่างเหตุจลาจลในรัฐยะไข่ ความปรารถนาของกลุ่มติดอาวุธโรฮีนจาตามที่สื่อต่าง ๆ รายงานคือ การจัดตั้งส่วนเหนือของรัฐยะไข่เป็นรัฐเอกราชหรือรัฐปกครองตนเอง[44][45]

ชาวโรฮีนจามุสลิมอาศัยอยู่ในประเทศพม่าประมาณ 800,000 คน และประมาณ 80% ของจำนวนดังกล่าวอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ทางภาคตะวันตกของประเทศ ส่วนใหญ่ถูกรัฐบาลพม่าปฏิเสธความเป็นพลเมือง[46][47] สหประชาชาติถือว่าโรฮีนจาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก[47]

มุญาฮิดีนในยะไข่ (พ.ศ. 2490–2504)

[แก้]

การสู้รบของมุญาฮิดีนในยะไข่

[แก้]

การต่อสู้เริ่มจากการจัดตั้งพรรคการเมืองญามีอะตุล อูลามาเอ-อิสลาม นำโดยออมราเมียะห์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากอุลนาร์ โมฮัมหมัด มูซาฮิดข่าน และโมลนาร์ อิบราฮิม ความพยายามของกลุ่มมุญาฮิดีนเพื่อที่จะรวมเขตชายแดนมายู ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งในรัฐยะไข่เข้ากับปากีสถานตะวันออก ก่อนการประกาศเอกราชของพม่า มีผู้นำชาวมุสลิมในยะไข่ไปพบมูฮัมหมัด อาลี จินนาห์ ผู้ก่อตั้งปากีสถานเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2489 เพื่อขอความช่วยเหลือในการผนวกมายูเข้ากับปากีสถาน สองเดือนต่อมา มีการจัดตั้งสันนิบาตมุสลิมยะไข่เหนือในอักยับ (ปัจจุบันคือซิตตเว เมืองหลวงของรัฐยะไข่) เพื่อแสดงความต้องการที่จะรวมเข้ากับปากีสถาน แต่จินนาห์ปฏิเสธข้อเสนอนี้ในที่สุด

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลกลางพม่าปฏิเสธที่จะแยกรัฐมุสลิมในเขตมายูซึ่งมีเมืองบูตีดองและเมืองหม่องด่อ ในที่สุด กลุ่มมุสลิมมุญาฮิดีนในยะไข่เหนือได้ประกาศญิฮาดต่อพม่า กองทัพมุญาฮิดีนได้เริ่มสู้รบในเมืองบูตีดองและหม่องด่อที่อยู่ตามแนวชายแดนระหว่างพม่ากับปากีสถานตะวันออก อับดุล กาเซมเป็นผู้นำกองทัพมุญาฮิดีน ภายในเวลาไม่กี่ปี กลุ่มกบฏมีความก้าวหน้าไปมาก ยึดครองหมู่บ้านในยะไข่ได้หลายหมู่บ้าน ชาวยะไข่ในเมืองทั้งสองถูกบังคับให้ออกจากบ้าน ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2492 การควบคุมของรัฐบาลในเมืองอักยับได้ลดลง ในขณะที่กลุ่มมุญาฮิดีนเข้ามายึดครองยะไข่เหนือ รัฐบาลพม่าได้จับกุมกลุ่มมุญาฮิดีนที่พยายามจะอพยพชาวเบงกอลเข้ามาในรัฐยะไข่อย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากประชากรล้นเกินในปากีสถานตะวันออก

การต่อต้านมุญาฮิดีนโดยกองทัพพม่า

[แก้]

มีการประกาศกฎอัยการศึกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2491 เมื่อการกบฏลุกลามขึ้น และกลุ่มกบฏเข้าล้อมเมืองในเขตมายู กองทัพพม่าที่ 5 และกองทัพชีนที่ 2 ถูกส่งเข้าไปในพื้นที่ กองทัพพม่าได้เริ่มยุทธการเพื่อต่อต้านมุญาฮิดีนในยะไข่เหนือ ระหว่าง พ.ศ. 2493–2497 ยุทธการแรกเริ่มใช้ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2493 ยุทธการที่สองเรียกว่ายุทธการมายูเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2495ในช่วงครึ่งหลังของ พ.ศ. 2497 กลุ่มมุญาฮิดีนได้ฟื้นตัวขึ้นและเข้าโจมตีเมืองบูตีดอง เมืองหม่องด่อ และเมืองยะเตดอง

ผู้นำมุญาฮิดีนที่ถูกอองจีจับกุมได้เมื่อ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2504

พระภิกษุชาวยะไข่ได้ออกมาประท้วงในย่างกุ้งเพื่อต่อต้านกลุ่มมุญาฮิดีน ผลของการกดดันทำให้รัฐบาลพม่าออก "ปฏิบัติการมรสุม" ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2497 กลุ่มมูญาอิดีนจำนวนมากถูกจับกุมและหัวหน้ากลุ่มถูกฆ่า ทำให้กิจกรรมของกลุ่มลดลงไปกลายเป็นกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มที่ก่อการร้ายในภาคเหนือของรัฐยะไข่ ใน พ.ศ. 2500 กลุ่มมุญาฮิดีน 150 คนนำโดยชอร์ มาลุกและซูระห์ ทาน ถูกจับกุม ในวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 กลุ่มมุญาฮิดีน 214 คน ในกลุ่มของราชิดถูกจับกุม ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 กลุ่มมุญาฮิดีน 290 คนทางใต้ของหม่องด่อยอมจำนนต่อกองทัพพม่านำโดยอองจี ในช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการเจรจาระหว่างพม่ากับปากีสถานเกี่ยวกับกบฏตามแนวชายแดน ทำให้ความหวังของกบฏลดลง ในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2504 กลุ่มกบฏมุญาฮิดีนกลุ่มสุดท้ายในบูตีดองถูกกองทัพพม่านำโดยอองจีจับกุมได้

ความตกต่ำของมุญาฮิดีน (พ.ศ. 2505–2513)

[แก้]

หลังจากรัฐประหารของนายพลเน วินใน พ.ศ. 2505 กิจกรรมของกลุ่มมุญาฮิดีนลดลงและเกือบจะหายไป ซัฟฟาร์เป็นผู้นำมุญาฮิดีนที่เหลือ และมีการต่อต้านแยกกันเป็นแห่ง ๆ ตามแนวชายแดนพม่า-ปากีสถาน

ขบวนการอิงศาสนาอิสลามโรฮีนจา

[แก้]

ขบวนการทางทหารที่ใช้ความรุนแรง (พ.ศ. 2514–2531)

[แก้]

ระหว่างสงครามปลดปล่อยบังกลาเทศในพ.ศ. 2514 โรฮีนจาที่อยู่ใกล้แนวชายแดนได้สะสมอาวุธจากสงคราม ในวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 หัวหน้ากลุ่มกบฏมูญาฮิดีนที่เหลืออยู่คือซัฟฟาร์ได้จัดตั้งพรรคปลดปล่อยโรฮีนจา (RLP) โดยซัฟฟาร์เป็นประธานพรรค ศูนย์กลางการต่อสู้อยู่ที่บูตีดอง เมื่อกองทัพพม่าเริ่มปราบปราม ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2517 ซัฟฟาร์ได้หนีไปบังกลาเทศและบทบาทของเขาได้หายไป หลังจากการล้มเหลวของ RLP มูฮัมหมัด จาฟาร์ ฮาบิบ อดีตเลขาธิการของ RLP ได้จัดตั้งแนวร่วมโรฮีนจารักชาติ (RPF) ใน พ.ศ. 2517 ต่อมา ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2521 รัฐบาลทหารของเนวินได้จัดยุทธการราชามังกรในยะไข่เพื่อตรวจสอบผู้อพยพที่ผิดกฎหมายที่อาศัยอยู่ในพม่า ทำให้มีชาวโรฮีนจาถูกผลักดันไปยังแนวชายแดนบังกลาเทศ ทำให้มีการลุกฮือของชาวโรฮีนจาตามแนวชายแดน RPF ใช้โอกาสนี้เข้ามาปลุกระดม [3][48][49] ต่อมาในราว พ.ศ. 2523 กลุ่มหัวรุนแรงได้แยกออกจาก RPF และจัดตั้งองค์การความเป็นปึกแผ่นโรฮีนจา (RSO) นำโดยมูฮัมหมัด ยูนุส ซึ่งเคยเป็นผู้นำของ RPF มาก่อน ต่อมาได้เป็นองค์กรหลักของโรฮีนจาตามแนวชายแดนพม่า-บังกลาเทศ RSO ประกาศตนเป็นองค์กรทางศาสนาจึงได้รับการสนับสนุนจากโลกมุสลิมรวมทั้ง JeI ในบังกลาเทศและปากีสถาน ฆุลบุดดิน เฮกมัตยัร ฮิซบ์เออิสลามี (HeI) ในอัฟกานิสถาน ฮิซบ์อุลมูญาฮิดีนในรัฐชัมมูและกัศมีร์ (HM) อังกาตัน เบเลีย อิสลาม ซามาเลเซีย (ABIM) และองค์กรยุวชนอิสลามแห่งมาเลเซีย องค์กรทางด้านศาสนาอีกองค์กรหนึ่งของโรฮีนจาคือแนวร่วมอิสลามโรฮีนจาอาระกัน (ARIF) ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2529 โดยนูรุล อิสลาม อดีตรองประธาน RPF

การขยายตัวทางการทหารและการเชื่อมโยงกับฏอลิบานและอัลกออิดะฮ์ (พ.ศ. 2531–2554)

[แก้]

ค่ายทหารของ RSO ตั้งอยู่ที่เมืองคอกส์บาซาร์ทางใต้ของบังกลาเทศ มีการส่งอาวุธจากฏอลิบานมาให้ตามแนวชายแดนพม่า-บังกลาเทศ บางส่วนได้ส่งทหารไปฝึกในอัฟกานิสถาน[50] การขยายตัวของ RSO ในช่วง พ.ศ. 2533 ทำให้รัฐบาลพม่าเข้ามากวาดล้างตามแนวชายแดนพม่า-บังกลาเทศ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2534 ทหารพม่าได้ข้ามพรมแดนไปโจมตีกองทหารในบังกลาเทศซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดกับบังกลาเทศ และในเดือนเมษายน พ.ศ. 2535 ชาวโรฮีนจามากกว่า 250,000 คนถูกผลักดันให้ออกจากยะไข่ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกประณามจากซาอุดีอาระเบีย[3][51]ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2537 มีสมาชิก RSO 120 คนเข้าสู่หม่องด่อโดยข้ามแม่น้ำนาฟที่เป็นแนวพรมแดนระหว่างพม่ากับบังกลาเทศ ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2537 มีระเบิดเกิดขึ้นในเมืองหม่องด่อ 12 แห่ง[52] ต่อมา ในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2541 สมาชิก RSO และแนวร่วมอิสลามโรฮีนจาอาระกัน (ARIF) ได้รวมเข้าด้วยกันและจัดตั้งสภาแห่งชาติโรฮีนจา (RNC) และกองทัพแห่งชาติโรฮีนจา (RNA) นอกจากนั้นได้จัดตั้งองค์กรแห่งชาติโรฮีนจาอาระกัน (ARNO) เพื่อจัดการกับกลุ่มโรฮีนจาที่มีความแตกต่างกันเข้ามาเป็นกลุ่มเดียว ซึ่งมีรายงานว่ากลุ่ม ARNO นี้มีความเกี่ยวพันกับอัลกออิดะฮ์[53]

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 มีชายชาวโรฮีนจาประมาณ 80-100 คน ในเมืองหม่องด่อตามแนวชายแดนถูกจับกุมโดยกองทัพพม่าที่ประจำตามแนวชายแดนและถูกเชื่อมโยงกับฏอลิบาน[54][55] กองทหารฏอลิบานที่ชื่อว่ามูลีวี ฮารุนได้ตั้งค่ายฝึกและจัดทำระเบิดทางเหนือของหม่องด่อติดกับชายแดนบังกลาเทศในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 บุคคลต้องสงสัยที่ถูกจับกุม มี 19 คนถูกนำมาศาลก่อนในเดือนมีนาคมและเมษายนปีเดียวกัน.[56] มี 12 คนที่มีความเกี่ยวข้องกับฏอลิบานหรือกองกำลังติดอาวุธอิสลามถูกตัดสินจำคุกเมื่อ 6 กันยายน พ.ศ. 2554[57]

ความเห็นเกี่ยวกับเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับโรฮีนจา

[แก้]

มอเช เยการ์ นักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอลได้กล่าวว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนมุญาฮิดีนในยะไข่เกิดขึ้นเพราะนโยบายของรัฐบาลที่กดดันต่อชาวมุสลิมโรฮีนจา โดยสาเหตุของปัญหาได้แก่ หลังจากที่พม่าประกาศเอกราช มุสลิมไม่ได้รับการยอมรับในราชการทหาร รัฐบาลพม่าได้รับชาวยะไข่ซึ่งต่อต้านชุมชนมุสลิมเข้ามาเป็นตำรวจและเจ้าหน้าที่แทนชาวมุสลิม มุสลิมถูกทหารและตำรวจจับตามอำเภอใจ การประกาศให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติได้ก่อให้เกิดปัญหาแก่มุสลิมโรฮีนจา ชาวกะเหรี่ยง กะชีน และชีนที่นับถือศาสนาคริสต์ ทำให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้[58] เยการ์ยังได้กล่าวว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนมุสลิมในยะไข่เกิดขึ้นก่อนพม่าได้รับเอกราช โดยเกิดขึ้นพร้อมกับการขอแยกดินแดนมายูในรัฐยะไข่ และต้องการเป็นรัฐเอกราชของมุสลิม ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2489 มุสลิมในยะไข่ได้เรียกร้องต่อโมฮัมหมัด อาลี จินนาห์เพื่อขอให้ผนวกดินแดนของตนเข้าไปในปากีสถานที่จะตั้งขึ้นใหม่

อย่างไรก็ตาม กบฏมุญาฮิดีนเกิดขึ้นภายใต้การปกครองของอูนุซึ่งเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย และชาวมุสลิมยังได้รับการยอมรับจากรัฐบาล การต่อต้านและการกดดันต่อมุสลิมเกิดขึ้นในสมัยนายพลเน วิน นอกจากนั้น ช่วงเวลาในการประกาศให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติยังไม่สอดคล้องกันเพราะพม่าประกาศให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเมื่อ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 ในขณะที่กบฏมุญาฮิดีนเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2490.[59]

เอ ชาน นักประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคันดะได้เสนอว่า ขบวนการมุญาฮิดีนในยะไข่เกิดจากความรุนแรงระดับหมู่บ้านระหว่างชาวโรฮีนจากับชาวยะไข่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2485[60] โดยในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2485 มุสลิมโรฮีนจาจากภาคเหนือของยะไข่ได้ฆ่าชาวพุทธยะไข่ราว 20,000 คน ในเมืองบูตีดองและหม่องด่อ ในช่วงเวลาเดียวกัน มุสลิมโรฮีนจา 5,000 คนในเมืองมีน-บยาและมเยาะอู ถูกชาวยะไข่ฆ่า[61] ความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะอังกฤษติดอาวุธให้ชาวมุสลิมทางภาคเหนือของยะไข่เพื่อสร้างเขตกันชนป้องกันการรุกรานของญี่ปุ่น[62] โดยได้สัญญาว่าหากชาวมุสลิมสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตร พวกเขาจะได้รับ "พื้นที่แห่งชาติ"[63] อย่างไรก็ตาม กองกำลังของโรฮีนจากลับพยายามที่จะทำลายหมู่บ้านของชาวยะไข่แทนที่จะต่อต้านญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว ความขัดแย้งระหว่างยะไข่กับโรฮีนจาจึงเกิดขึ้น[60] เมื่อรัฐเอกราชใหม่ของมุสลิมคือปากีสถานกำลังจะได้รับการจัดตั้ง ชาวโรฮีนจาซึ่งขณะนั้นมีกองกำลังติดอาวุธอยู่แล้วจึงต้องการ "พื้นที่แห่งชาติ" ตามที่อังกฤษเคยสัญญาไว้ โดยขอแยกดินแดนมายูออกจากพม่าตะวันตกไปรวมกับปากีสถานตะวันออก มุญาฮิดีนได้ลุกฮือขึ้นในยะไข่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเกิดขึ้นต่อเนื่องมา

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ↑ การประเมินการจากกองทัพพม่าในเดือนมกราคม ค.ศ. 2018[15][16]
  2. ↑ ทหาร 54 นาย[20][21][22][23][24] ตำรวจ 54 นาย[25][26][21] และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 1 นาย[27][28]
  3. ↑ กองทัพพม่าอ้างว่าได้ฆ่าเฉพาะผู้ก่อความไม่สงบในปฏิบัติการเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถยืนยันจำนวนที่แท้จริงได้[27][29]
  4. ↑ ดู[35][36][37][38][39][40][41][42]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ Myint, Moe (24 ตุลาคม 2017). "Rakhine Crisis in Numbers". The Irrawaddy. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 ตุลาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 27 ตุลาคม 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. ↑ U Nu, U Nu: Saturday's Son, (New Haven and London: Yale University Press) 1975, p. 272.
  3. 1 2 3 4 5 "Bangladesh Extremist Islamist Consolidation". by Bertil Lintner. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 มิถุนายน 2012. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2012. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "BL-1" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน
  4. 1 2 "New Rakhine Police Chief Appointed". www.irrawaddy.com. 6 กันยายน 2017. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 กันยายน 2017. สืบค้นเมื่อ 13 กันยายน 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. ↑ "Myanmar military denies atrocities against Rohingya, replaces general". Reuters. 13 พฤศจิกายน 2017. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 ธันวาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. ↑ Millar, Paul (16 กุมภาพันธ์ 2017). "Sizing up the shadowy leader of the Rakhine State insurgency". Southeast Asia Globe Magazine. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2017. สืบค้นเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. ↑ J, Jacob (15 ธันวาคม 2016). "Rohingya militants in Rakhine have Saudi, Pakistan links, think tank says". ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 สิงหาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 21 ธันวาคม 2016.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  8. ↑ "Arakan Rohingya National Organisation – Myanmar/Bangladesh". www.trackingterrorism.org (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 พฤษภาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2018.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. 1 2 Lewis, Simon; Siddiqui, Zeba; Baldwin, Clare; Andrew R.C., Marshall (26 มิถุนายน 2018). "How Myanmar's shock troops led the assault that expelled the Rohingya". Reuters (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 มิถุนายน 2018. สืบค้นเมื่อ 27 มิถุนายน 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. ↑ Hunt, Katie. "Myanmar Air Force helicopters fire on armed villagers in Rakhine state". CNN. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2016. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2016.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  11. ↑ "PRESS RELEASE: Rohingya National Army (RNA) successfully raided a Burma Army Camp 30 miles from nort..." rohingya.org. 28 พฤษภาคม 2001. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 พฤษภาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2016.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  12. ↑ "An ethnic militia with daring tactics is humiliating Myanmar's army". The Economist. 16 เมษายน 2020. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 มิถุนายน 2020. สืบค้นเมื่อ 10 มิถุนายน 2020.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. ↑ Khine, Min Aung; Ko Ko, Thet (23 สิงหาคม 2018). "Western Border on High Alert as ARSA Attack Anniversary Nears". The Irrawaddy. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 สิงหาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 23 สิงหาคม 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  14. 1 2 3 Yegar, Moshe (2002). Between Integration and Secession: The Muslim Communities of the Southern Philippines, Southern Thailand, and Western Burma/Myanmar (ภาษาอังกฤษ). Lexington Books. น. 37, 30, 44. ISBN 978-0-7391-0356-2. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2020.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  15. ↑ Olarn, Kocha; Griffiths, James (11 มกราคม 2018). "Myanmar military admits role in killing Rohingya found in mass grave". CNN. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 มกราคม 2018. สืบค้นเมื่อ 16 มกราคม 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  16. ↑ "'Beyond comprehension': Myanmar admits killing Rohingya". www.aljazeera.com. 11 มกราคม 2018. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 มกราคม 2018. สืบค้นเมื่อ 16 มกราคม 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  17. ↑ Brennan, Elliot; O'Hara, Christopher (29 มิถุนายน 2015). "The Rohingya and Islamic Extremism: A Convenient Myth". The Diplomat. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 พฤษภาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  18. ↑ Lintner, Bertil (20 กันยายน 2017). "The truth behind Myanmar's Rohingya insurgency". Asia Times. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 ตุลาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  19. ↑ Bhaumik, Subir (1 กันยายน 2017). "Myanmar has a new insurgency to worry about". South China Morning Post. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 ตุลาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  20. ↑ "One officer and 20 soldiers killed in AA clash". Mizzima (ภาษาอังกฤษ). 10 เมษายน 2019. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 กรกฎาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  21. 1 2 Soe, Aung Naing (10 มีนาคม 2019). "Myanmar says 9 police killed in Arakan Army attack". AP News. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 กรกฎาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  22. ↑ "3 killed in rocket attack on army tugboat in western Myanmar". Xinhua. 23 มิถุนายน 2019. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 กรกฎาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 22 กรกฎาคม 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  23. ↑ Myint, Moe (8 กรกฎาคม 2019). "Two Dead in Rakhine Border Post Attack". The Irrawaddy. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 กรกฎาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  24. ↑ Myint, Moe (22 กรกฎาคม 2019). "Army Officer, 2 Navy Personnel Killed in AA Rocket Attack in Rakhine". The Irrawaddy. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 กรกฎาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 22 กรกฎาคม 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  25. ↑ "Myanmar policeman shot dead in northern Rakhine state". The Guardian. Agence France-Presse (AFP). 23 ธันวาคม 2018. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 ธันวาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 23 ธันวาคม 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  26. ↑ "13 policemen die in Rakhine rebel attacks". The Straits Times (ภาษาอังกฤษ). 5 มกราคม 2019. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 มกราคม 2019. สืบค้นเมื่อ 5 มกราคม 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  27. 1 2 Slodkowski, Antoni (15 พฤศจิกายน 2016). "Myanmar army says 86 killed in fighting in northwest". Reuters India. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2016. สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2016.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  28. ↑ "Myanmar tensions: Dozens dead in Rakhine militant attack". BBC News. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 สิงหาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  29. ↑ "Nearly 400 die as Myanmar army steps up crackdown on Rohingya militants". Reuters. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 กันยายน 2017. สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  30. ↑ Habib, Mohshin; Jubb, Christine; Ahmad, Salahuddin; Rahman, Masudur; Pallard, Henri (18 กรกฎาคม 2018). "Forced migration of Rohingya: the untold experience". Ontario International Development Agency, Canada. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 กรกฎาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2019 – โดยทาง National Library of Australia.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  31. ↑ "Former UN chief says Bangladesh cannot continue hosting Rohingya". Al Jazeera. 10 กรกฎาคม 2019. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 กันยายน 2019. สืบค้นเมื่อ 5 สิงหาคม 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  32. ↑ "Around 24,000 Rohingya Muslims killed by Myanmar army, 18,000 raped: report". Daily Sabah. 19 สิงหาคม 2018. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 สิงหาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 5 สิงหาคม 2019.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  33. ↑ "Myanmar: IDP Sites in Rakhine State (as of 31 July 2018)" (PDF). OCHA. ข้อมูลเก่า (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 ตุลาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2018.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  34. ↑ "Rohingya Crisis in Myanmar" (ภาษาอังกฤษ). Global Conflict Tracker. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 ตุลาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2018.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  35. ↑ "Bangladesh is now home to almost 1 million Rohingya refugees". The Washington Post. 25 ตุลาคม 2017. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 ตุลาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  36. ↑ "Pope apologizes to Rohingya refugees for 'indifference of the world'". CBC News (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 ธันวาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 2 ธันวาคม 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  37. ↑ "Pope Francis Says 'Rohingya' During Emotional Encounter With Refugees". Time. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 ธันวาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 2 ธันวาคม 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  38. ↑ "Pope uses term Rohingya during Asia trip". BBC News. 1 ธันวาคม 2017. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 ธันวาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 2 ธันวาคม 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  39. ↑ "Myanmar bars U.N. rights investigator before visit". Reuters. 2017. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 ธันวาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 28 ธันวาคม 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  40. ↑ "China and Russia oppose UN resolution on Rohingya". The Guardian. 24 ธันวาคม 2017. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 ธันวาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 28 ธันวาคม 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  41. ↑ "Myanmar Military Investigating a Mass Grave in Rakhine". Time. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 ธันวาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 28 ธันวาคม 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  42. ↑ "100,000 Rohingya on first repatriation list | Dhaka Tribune". www.dhakatribune.com. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 ธันวาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 28 ธันวาคม 2017.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  43. ↑ Yegar, Moshe (1972). Muslims of Burma. Wiesbaden: Verlag Otto Harrassowitz. น. 96.
  44. ↑ "টার্গেট আরাকান ও বাংলাদেশের কয়েকটি জেলা স্বাধীন রাষ্ট্রের স্বপ্ন জঙ্গিদের (Some Arakan and Bangladeshi militants target of Independent State)". Dainik Purbokone Bangladesh. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2012.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  45. ↑ "নতুন রাষ্ট্র গঠনে মিয়ানমারের ১১ টি বিচ্ছিন্নতাবাদী গ্রুপ সংগঠিত হচ্ছে (11 secessionist group is organizing to create a new state in Burma)". The Editor, Bangladesh. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2013-05-08. สืบค้นเมื่อ 2012-10-22.
  46. ↑ "Myanmar, Bangladesh leaders 'to discuss Rohingya'". Agence France-Presse. 29 มิถุนายน 2012. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-07-18. สืบค้นเมื่อ 2015-05-19.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  47. 1 2 "The Rohingya: A humanitarian crisis". Al Jazeera. สืบค้นเมื่อ 23 มกราคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  48. ↑ Lintner, Bertil (1999). Burma in Revolt: Opium and Insurgency Since 1948,. Chiang Mai: Silkworm Books. น. 317–8.
  49. ↑ "Bangladesh: Breeding ground for Muslim terror". by Bertil Lintner. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-10-18. สืบค้นเมื่อ 2012-10-21.
  50. ↑ "Rohingyas trained in different Al-Qaeda and Taliban camps in Afghanistan". By William Gomes. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-01-03. สืบค้นเมื่อ 2012-10-22.
  51. ↑ Selth, Andrew (พ.ย.–ธ.ค. 2003). Burma and International Terrorism,. Australian Quarterly, vol. 75, no. 6,. น. 23–28.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: extra punctuation (ลิงก์)
  52. ↑ "Rohingya Terrorists Plant Bombs, Burn Houses in Maungdaw". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2013-10-14. สืบค้นเมื่อ 2012-10-22.
  53. ↑ "Wikileaks Cables: ARAKAN ROHINGYA NATIONAL ORGANIZATION CONTACTS WITH AL QAEDA AND WITH BURMESE INSURGENT GROUPS ON THE THAI BORDER". Revealed by Wikileaks. สืบค้นเมื่อ 2012-10-22.
  54. ↑ "Nearly 80 Suspected Taliban Members Arrested in Burma". Narinjara News. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2013-10-04. สืบค้นเมื่อ 2012-10-22.
  55. ↑ "Muslims Arrested in Arakan State Accused of Taliban Ties". Irrawaddy News. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2013-10-05. สืบค้นเมื่อ 2012-10-22.
  56. ↑ "19 Alleged Members of Taliban Group Brought to Trial". Narinjara News. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2013-10-04. สืบค้นเมื่อ 2012-10-22.
  57. ↑ "Twelve Suspected Taliban Sentenced to Jail". Narinjara News. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2013-10-04. สืบค้นเมื่อ 2012-10-22.
  58. ↑ Lall, Marie (23 November 2009). Ethnic Conflict and the 2010 Elections in Burma[ลิงก์เสียถาวร]. Chatham House.
  59. ↑ Burmese Encyclopedia. Yangon: Burma Translation Society. 1963. น. 167.
  60. 1 2 Aye Chan (2005). "The Development of a Muslim Enclave in Arakan (Rakhine) State of Burma (Myanmar)" (PDF). SOAS. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2013-07-12. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 1, 2011. {{cite web}}: |ref=harv ไม่ถูกต้อง (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  61. ↑ Kyaw Zan Tha, MA (กรกฎาคม 2008). "Background of Rohingya Problem": 1. {{cite journal}}: การอ้างอิง journal จำเป็นต้องระบุ |journal= (วิธีใช้)CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  62. ↑ Field-Marshal Viscount William Slim (2009). Defeat Into Victory: Battling Japan in Burma and India, 1942-1945. London: Pan. ISBN 0330509977.
  63. ↑ Howard Adelman (2008). Protracted displacement in Asia: no place to call home. Ashgate Publishing, Ltd. น. 86. ISBN 0754672387. สืบค้นเมื่อ 12 เมษายน 2011.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)