วิจารณ์ พลฤทธิ์
![]() |
||
| ข้อมูลส่วนตัว | ||
|---|---|---|
| ชื่อจริง | พ.ต.ต.วิจารณ์ พลฤทธิ์ | |
| ฉายา | อิ๊กคิวซัง ศรีสัชนาลัย แท็กซี่มิเตอร์ (มวยไทย) |
|
| วันเกิด | 26 เมษายน พ.ศ. 2519 | |
| สถานที่เกิด | ||
| รุ่น | ฟลายเวท | |
| สถิติ | ||
| ชก | ||
| ชนะ | ||
| ชนะน็อก | ||
| แพ้ | ||
| เสมอ | ||
| สถิติเหรียญรางวัลโอลิมปิค | ||
| มวยสากลสมัครเล่น | ||
|---|---|---|
| โอลิมปิก | ||
| ทอง | ซิดนีย์ 2000 | ฟลายเวท |
| ซีเกมส์ | ||
| ทอง | ซีเกมส์ 1999 | ฟลายเวท |
พันตำรวจตรีวิจารณ์ พลฤทธิ์ นักมวยเหรียญทองโอลิมปิกชาวไทยคนที่ 2 ต่อจาก สมรักษ์ คำสิงห์ โดยชนะการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่น ในโอลิมปิกฤดูร้อน 2000 ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย
[แก้] ประวัติ
วิจารณ์เกิดในเวลาเย็นของวันพฤหัสที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2519 ที่ ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย โดยเป็นลูกคนที่ 3 ในจำนวนลูกทั้งหมด 4 คนของนายจิ้มและนางทองม้วน พลฤทธิ์ โดยพ่อจิ้มมีอาชีพเป็นควาญช้างลากซุง แต่ชื่นชอบในกีฬามวย จึงให้ลูกชายของตนคนนี้ไปฝึกซ้อมมวยไทยกับลูกชายของตนอีกคน ซึ่งก็คือพี่ชายของวิจารณ์นั่นเอง ต่อมา ครูงาน ซึ่งเป็นครูมวยของพี่ชายวิจารณ์ได้ฝึกหัดมวยไทยให้แก่วิจารณ์อย่างจริงจังพร้อม ๆ กับลูกชายของตนเอง โดยวิจารณ์ขณะนั้นอายุได้ 10 ขวบ ใช้ชื่อในการชกมวยครั้งแรกว่า "แสนเชิง ลูกเมืองดัง"
ต่อมา วิจารณ์ย้ายมาอยู่ในกรุงเทพ ฯ ใช้ชื่อว่า "คมเคียวเล็ก ศิษย์ครูงาน" โดยมี ร.ท.ไฉน ผ่องสุภา เป็นผู้ดึงมาให้อยู่ในค่าย พันธ์ยุทธภูมิ ของ ยุทธภูมิ แจ้งโพธิ์นาค พ่อของ ภาคภูมิ แจ้งโพธิ์นาค เนื่องจาก คมเคียวเล็ก ต้องเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดด่านสำโรง ซึ่งเห็นว่าอยู่ใกล้กับค่ายพันธุ์ยุทธภูมินั่นเอง โดยคมเคียวเล็ก เปลี่ยนมาใช้ชื่อเป็น สุโขทัย ตามจังหวัดเกิด เมื่อแสนเชิง ลูกบ้านดัง หรือ วิจารณ์ พลฤทธิ์ เห็นพี่ชายมาก็ย้ายมาเรียนที่สมุทรปราการซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพ ฯ ตัวเองก็อยากจะมาอยู่ด้วย เมื่อราวปี พ.ศ. 2530 วิจารณ์อายุได้ 11 ขวบ จึงย้ายมา และก็ได้อาศัยอยู่ที่ค่ายพันธ์ยุทธภูมิ โดยเรียนหนังสือไปด้วย ซ้อมมวยไปด้วย โดยเปลี่ยนชื่อมาเป็น สุโขทัยเล็ก ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น ศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นอำเภอเกิด จนกลายเป็นนักมวยไทยที่ชื่อว่า "ศรีสัชนาลัย แท็กซี่มิเตอร์"
วิจารณ์ชกมวยจนกระทั่งปี พ.ศ. 2535 ชกที่เวทีราชดำเนินครั้งแรกได้ค่าตัว 2,000 บาท ต่อมาอีกไม่นาน เมื่อ พ.ต.อ.เสวก ปิ่นสินชัย ได้แต่งตั้งเป็นโปรโมเตอร์ของเวทีราชดำเนินใช้ชื่อ "ศึกอัศวินดำ" ได้รับการโอนสิทธิ์ขาดในความเป็นผู้จัดการ และหัวหน้าคณะแต่เพียงผู้เดียวจาก ร.ท. ไฉน ผ่องสุภา โดยถือเป็น "มวยแถม" หลังจากที่ได้มีการตกลงเจรจากันเรื่องสิทธิ์ของ "ขุนเข่าไร้น้ำใจ" หลังสวน พันธ์ยุทธภูมิ ซึ่ง พ.ต.อ.เสวก รับจัด ศรีสัชนาลัยมาโดยตลอดจนกระทั่งได้เป็นแชมป์มวยไทยรุ่น จูเนียร์แบนตั้มเวตหรือพิกัด 115 ปอนด์ ที่เวทีรังสิต แต่ภายหลังเมื่อ พ.ต.อ.เสวก ไม่ได้เป็นโปรโมตอร์ ของเวทีราชดำเนินแล้ว มีเพียงรายการถ่ายทอดสดทางช่อง 9 ก็เกรงว่า ศรีสัชนาลัย จะหาเงินจากการชกมวยไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องจึงสนับสนุนให้ ศรีสัชนาลัย รับราชการตำรวจ จนปัจจุบันได้รับยศเป็น สิบตำรวจตรี (ส.ต.ต.) ซึ่งในช่วงเวลานี้เอง พ.ต.อ. เสวก ได้นำศรีสัชนาลัยมาชกมวยสากลสมัครเล่นให้กับทีมสโมสรตำรวจโดยสลับกับการชกมวยไทย ก่อนที่วิจารณ์จะติดทีมชาติ เพราะเหตุว่า ประมวนศักดิ์ โพธิ์สุวรรณ นักชกทีมชาติคนก่อนขอแขวนนวม ซึ่ง วิจารณ์ ถือเป็นมวยนอกสายตา หรือมวยในระดับเกรดบีเท่านั้น เพราะเพิ่งชกมวยสากลได้ราว 2 ปี เท่านั้น คือ ครั้งแรกชิงแชมป์ประเทศไทยปี พ.ศ. 2542 ตกรอบแรก ก่อนที่จะได้แชมป์กีฬากองทัพไทย และเป็นแชมป์ซีเกมส์ปีเดียวกัน
[แก้] โอลิมปิก 2000
เมื่อต้นปีนี้เองในเดือนเมษายน วิจารณ์ถูกเรียกตัวติดทีมชาติ อันมาจากอดีตนักชกแขวนนวม พ.ต.อ.เสวก ยอมมอบให้ แต่ในเดือนเมษายน จะขอให้กลับมาชกรับใช้สโมสรต้นสังกัด สโมสรตำรวจในศึกสี่เหล่าทัพและคัดเลือกได้แชมป์เลกที่ 3 ที่เมืองไทยในการคัดเลือกเป็นตัวแทนไปแข่งโอลิมปิคที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี พ.ศ. 2543 แม้วิจารณ์จะเป็นนักมวยที่ชกได้ชาญฉลาด จนได้ฉายาว่า "อิ๊กคิวซัง" แต่วิจารณ์ก็มิได้เป็นนักมวยตัวเก็งเหรียญทองหรือเหรียญรางวัลใดเลย เหตุเพราะมีประสบการณ์ในการชกมวยสากลสมัครเล่นน้อยมาก โดยที่นักมวยตัวเก็งเหรียญทองในครั้งนั้นก็คือ สมรักษ์ คำสิงห์ นั่นเอง แต่ทว่าสมรักษ์ได้ตกรอบ 2 โดยแพ้ร็อกกี้ ฮัวเรซ นักมวยชาว อเมริกันไปแล้ว นักมวยคนอื่น ๆ ก็ทะยอยตกรอบ แต่ว่าการชกของวิจารณ์กลับทำได้ดีและดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งทะลุขึ้นชิงรอบชิงชนะเลิศและสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ในที่สุด โดยเส้นของวิจารณ์เป็นเช่นนี้ คือ รอบแรก ชนะคะแนน วาร์ดัน ซาการ์ยัน (เยอรมัน) 18/2 ,รอบสอง ชนะคะแนน แอนครูว์ คูเนอร์ (แคนาดา) 11/7, รอบสาม ชนะคะแนน มานูเอล มันติญ่า (คิวบา) 19/8 แชมป์โลก 2 สมัยซ้อน ,
รอบรองชนะเลิศ ชนะคะแนน วลาดิเมียร์ ไซโดเรนโก้ (ยูเครน) 14/11 แชมป์ยุโรป รอบชิงชนะเลิศ ชนะคะแนน บูรัต ยูมาดิลอฟ (คาซัคสถาน) 19/12 เจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิกครั้งที่แล้วที่แอตแลนต้า ซึ่งก่อนการชกรอบชิงชนะเลิศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารได้ทรงพระราชทานกระเช้าผลไม้ให้วิจารณ์และทีมงาน โดยผ่านสถานทูตไทยที่ออสเตรเลียและทรงอวยพรให้วิจารณ์ได้รับชัยชนะในการชกด้วย
หลังได้เหรียญทองแล้ว วิจารณ์ก็ได้แขวนนวมทันที โดยนำเงินรางวัลที่ได้เปิดร้านขายผ้าไหมร่วมกับภรรยาคือ จุฬาพร พลฤทธิ์ (เก๋) มีผลงานการแสดงละครเรื่องหนึ่งทางช่อง 3 ในเวลาเย็น โดยแสดงร่วมกับภรรยาด้วย ปัจจุบัน วิจารณ์ยังรับราชการตำรวจอยู่ โดยมียศเป็น ร้อยตำรวจเอก (ร.ต.อ.)
[แก้] อ้างอิง
|
|||||||||||||
