จันทน์เทศ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จันทน์เทศ
จันทน์เทศหอม หรือ Myristica fragrans
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: พืช
(unranked): พืชดอก
(unranked): พืชใบเลี้ยงคู่
อันดับ: Magnoliales
วงศ์: Myristicaceae
สกุล: Myristica
Gronov.
สปีชีส์

ราว 100 สปีชีส์ รวมทั้ง:

เครื่องเทศสองชนิดจากผลจันทน์เทศ “เม็ดจันทน์เทศ” (เมล็ด) และ “ดอกจันทน์เทศ” (สายสีแดง)

จันทน์เทศ (อังกฤษ: Nutmeg; ชื่อวิทยาศาสตร์: Myristica fragrans) เป็นสปีชีส์ของพืชดอกที่อยู่ในวงศ์ Myristicaceae ที่มีด้วยกันทั้งหมดราว 100 สปีชีส์ย่อย เป็นไม้ประเภทไม้ไม่ผลัดใบที่มีถิ่นฐานการปลูกอยู่ที่หมู่เกาะบันดาในหมู่เกาะโมลุกกะใน อินโดนีเซียหรือหมู่เกาะเครื่องเทศ ที่เป็นแหล่งผลิตจันทน์เทศแหล่งเดียวในโลกมาจนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ต้นจันทน์เทศมีความสำคัญสำหรับการผลิตเครื่องเทศสองอย่างๆ หนึ่งคือ “เม็ดจันทน์เทศ” (nutmeg) และ “ดอกจันทน์เทศ” (mace) [1] เครื่องเทศสองชนิดนี้แม้ในปัจจุบันก็ยังเป็นเครื่องเทศที่มีราคาสูง เช่นในสหราชอาณาจักรอังกฤษเม็ดจันทน์เทศเม็ดหนึ่งตกประมาณ .50-1 ปอนด์ต่อเม็ด และ ดอกจันทน์เทศขายเป็นขวดๆ ละประมาณ 2.50-3 ปอนด์แต่ละขวดทำมาจากเมล็ดสามสี่เมล็ด (ค.ศ. 2009)

“จันทน์เทศ” มาจากตัวเมล็ดของต้นที่มีลักษณะเป็นรูปไข่ขนาดยาวประมาณ 20 ถึง 30 มิลิเมตร (1 นิ้ว) กว้าง 15 ถึง 18 มิลิเมตร (¾ นิ้ว) และหนัก 5 ถึง 10 กรัม (¼ ถึง ½ ออนซ์) เมื่อแห้ง ส่วน “ดอกจันทน์เทศ” คือส่วนที่เป็นเส้นสายสีออกแดงที่งอกคลุมอยู่รอบเมล็ดรอบเมล็ด ต้นจันทน์เทศเป็นต้นไม้เมืองร้อนชนิดเดียวที่ผลิตเครื่องเทศได้สองชนิด

นอกจากนั้นจันทน์เทศก็ยังใช้ทำสินค้าประเภทอื่นด้วยเช่นน้ำมันหอม, ยาง (oleoresins) และ เนยจันทน์เทศ (nutmeg butter) ที่ทำเนื้อของผลจันทน์เทศ ผลใช้ทำแยมที่เรียกว่า “Morne Delice” ในเกรนาดา และ “selei buah pala” ในอินโดนีเซีย หรือหั่นบางๆ ชุบน้ำตาลเป็นของขบเคี้ยวที่เรียกว่า “manisan pala” ทางภาคใต้ของประเทศไทยเนื้อผลจันทน์เทศสดใช้กินเป็นของขบเคี้ยวกับน้ำปลาหวานหรือพริกกับเกลือ รสจะออกจะเผ็ดและฉุนจัดสำหรับผู้ไม่คุ้นเคย แต่เมื่อคุ้นเคยแล้วจะติดรส

สปีชีส์ที่สำคัญที่สุดทางการค้าคือจันทน์เทศสามัญหรือจันทน์เทศหอมที่เรียกว่า “Myristica fragrans” ที่มาจากหมู่เกาะบันดาในอินโดนีเซีย ที่อื่นที่ปลูกก็ได้แก่ที่เกาะปีนังในมาเลเซีย และที่แคริบเบียนโดยเฉพาะที่เกรเนดา และเคราราทางตอนใต้ของอินเดีย สปีชีส์ก็ได้แก่จันทน์เทศปาปัว หรือ “M. argentea” จากนิวกินี, จันทน์เทศบอมเบย์ หรือ “M. malabarica” จากอินเดีย ทั้งสองสปีชีส์ใช้ในการส่วนเสริม (adulterant) ของผลิตผลจากจันทน์เทศสามัญหรือจันทน์เทศหอม

สารสกัดด้วยเอทานอลจากผลและเมล็ดยับยั้งการเจริญและการงอกของถั่วเขียวผิวดำได้[1]

อ้างอิง[แก้]

  1. ศานิต สวัสดิกาญจน์. 2554. ผลของแอลลีโลพาธีของพืชสมุนไพร 6 ชนิดต่อการงอกและการเจริญเติบโตของถั่วเขียวผิวดำ. เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 49 1-4 ก.พ. 2554 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน้า 419-428
  • Shulgin, A. T., Sargent, T. W., & Naranjo, C. (1967). Chemistry and psychopharmacology of nutmeg and of several related phenylisopropylamines. United States Public Health Service Publication 1645: 202–214.
  • Gable, R. S. (2006). The toxicity of recreational drugs. American Scientist 94: 206–208.
  • Devereux, P. (1996). Re-Visioning the Earth: A Guide to Opening the Healing Channels Between Mind and Nature. New York: Fireside. pp. 261–262.
  • Milton, Giles (1999), Nathaniel's Nutmeg: How One Man's Courage Changed the Course of History
  • Erowid Nutmeg Information

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ จันทน์เทศหอม