หญ้าฝรั่น
| หญ้าฝรั่น | |
|---|---|
| ยอดเกสรเพศเมียสีแดงบนดอกหญ้าฝรั่น | |
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| Kingdom: | Plantae |
| Division: | Magnoliophyta |
| Class: | Liliopsida |
| Order: | Asparagales |
| Family: | Iridaceae |
| Genus: | Crocus |
| Species: | C. sativus |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | |
| Crocus sativus L. |
|
หญ้าฝรั่น (ออกเสียง ฝะ-หรั่น) จัดเป็นเครื่องเทศและเครื่องยาที่สำคัญอย่างหนึ่ง มีการนำเข้าในประเทศไทยจากประเทศแถบอาหรับ (เช่น เปอร์เซีย) หรือชาวตะวันตก มาช้านาน
หญ้าฝรั่น ในภาษาอาหรับเรียก ซะฟะรัน เป็นไม้ดอกสีม่วง เพาะพันธุ์ด้วยหัว อยู่ในตระกูลเดียวกับไอริส จึงมีเกสรข้างในสีเหลืองทอง เมื่อแห้ง ใช้เติมรสและกลิ่นในอาหาร และใช้เป็นสีย้อมได้ด้วย หญ้าฝรั่นมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัวและมีรสค่อนข้างขม ชาวตะวันออกและผู้คนแถบทะเลเมดิเตอเรเนียนนิยมใช้ในการปรุงรสและแต่งสีแต่งกลิ่นอาหารมาแต่ครั้งโบราณกาล โดยเฉพาะในข้าวและอาหารจำพวกปลา ส่วนชาวอังกฤษ สแกนดิเนเวียน และผู้คนแถบทะเลบอลข่านใช้ผสมกับขนมปัง นับว่าเป็นส่วนผสมที่สำคัญในตำรับอาหารฝรั่งเศสด้วย
สีเหลืองทองสำหรับย้อมผ้าละลายน้ำได้นั้น กลั่นมาจากเกสรหญ้าฝรั่นในอินเดียสมัยโบราณ หลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไม่นานนัก เหล่าสงฆ์ทั้งหลายก็ใช้หญ้าฝรั่นเป็นสีย้อมจีวรอย่างกว้างขวาง สีย้อมดังกล่าวยังใช้สำหรับภูษาอาภรณ์ของกษัตริย์ ในหลายวัฒนธรรม
มีการหว่านเครื่องเทศหญ้าฝรั่นนี้ภายในอาคารต่างๆ เช่น ภายในราชสำนัก หอประชุม โรงละคร และโรงอาบน้ำของกรีกและโรมัน เพื่อเป็นเครื่องหอม ภายหลังมีความผูกพันเป็นพิเศษกับเฮไตไร หรือนางคณิกาของกรีก บรรดาถนนสายต่างๆ ของโรมก็ล้วนโปรยปรายไปด้วยหญ้าฝรั่น เมื่อจักรพรรดิเนโรเสด็จเข้ามายังพระนคร
หญ้าฝรั่นนี้เชื่อกันว่าเป็นพืชพื้นเมืองแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน เอเชียไมเนอร์ และอิหร่าน โดยมีการปลูกมาช้านานแล้วในอิหร่าน และแคว้นแคชเมียร์ของอินเดีย และเข้าใจว่ามีการนำเข้าไปยังแผ่นดินจีนเมื่อครั้งพวกมองโกลบุกรุก
ในตำราแพทย์แผนโบราณของจีน สมัยยุคศตวรรษที่ 16 นั้นก็ยังมีกล่าวถึงหญ้าฝรั่นโดยแพทย์จีนเรียกหญ้าฝรั่นนี้ว่า ซีหงฮวา ซึ่งแปลว่า ดอกไม้สีแดงจากตะวันตก ส่วนชาวอาหรับและพวกแขกมัวร์ในประเทศสเปนก็รู้จักการปลูกหญ้าฝรั่นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1504 และยังมีการกล่าวไว้ในตำราทางการแพทย์ของอังกฤษ เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 10 (พ.ศ. 1444- 1543) แต่อาจสูญหายไปจากยุโรป กระทั่งพวกครูเสดนำเข้าไปอีกครั้ง ในช่วงสมัยต่างๆ หญ้าฝรั่นมีค่ามากกว่าทองคำเมื่อเทียบน้ำหนักกัน และยังคงเป็นเครื่องเทศที่มีราคาแพงที่สุดในโลก[ต้องการอ้างอิง]จนปัจจุบัน
ส่วนตำราการแพทย์แผนโบราณของไทยนั้น หญ้าฝรั่นถือได้ว่าเป็นของที่สูงค่ามีราคาแพงมาก จัดเป็นตัวยาที่ช่วยในการแก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ เป็นตัวยาหลักที่ใช้ในตำรับยาหอมต่างๆ และยังใช้บดเป็นผงให้ละเอียดแล้วละลายในน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วกินเป็นน้ำกระสายยาคู่กับการกินยาตำรับต่างๆอีกด้วย
ปัจจุบันนี้มีการปลูกหญ้าฝรั่นกันมากในสเปน ฝรั่งเศส ซิซิลี อิตาลี อิหร่าน และแคชเมียร์ จะมีการเก็บเกสรตัวเมียดอกละสามอัน นำไปวางแผ่ไว้ในถาด ย่างไฟที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง นำมาแต่งรสชาติและกลิ่นของอาหาร หญ้าฝรั่นแห้งที่ได้ 1 กิโลกรัม เท่ากับผลผลิต 120,000 - 160,000ดอก ดังนั้นจึงต้องเก็บเกสรตัวเมียจากดอกของหญ้าฝรั่นด้วยมือจำนวนมากถึงจะได้ปริมาณตามที่ต้องการ ทำให้หญ้าฝรั่นจัดเป็นเครื่องเทศที่มีราคาแพงที่สุดในโลกโดยน้ำหนักในบรรดาเครื่องเทศทั้งหลาย ซึ่งโดยเฉลี่ยขายปลีกกันประมาณกิโลกรัมละ 77,700 บาท ทำให้ในปัจจุบันมีการเอาดอกคำฝอย ซึ่งมีลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันมากกับหญ้าฝรั่นแต่มีราคาที่ถูกกว่ามากมาผสมปนอยู่ด้วยในเวลาที่ขายในร้านขายเครื่องเทศและสมุนไพรต่างๆ
เนื้อหา |
[แก้] ศัพท์มูลวิทยา
คำว่า saffron ในภาษาอังกฤษมีต้นกำเนิดมาจากภาษาละติน safranum ผ่านทางคำในภาษาฝรั่งเศสโบราณสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 12 safran ขณะเดียวกันคำ Safranum กลายมาจากคำในภาษาเปอร์เซีย زعفران (za'ferân) ขณะที่บางคนเชื่อว่าท้ายสุดแล้วมาจากภาษาอาหรับคำว่า زَعْفَرَان (za'farān) ซึ่งมาจากคำคุณศัพท์ أَصْفَر (aṣfar, "สีเหลือง")[1][2] อย่างไรก็ตาม บางคนแย้งว่าคำ زَعْفَرَان (za'farān) มีต้นกำเนิดมาจากการกลายเป็นคำอาหรับจากคำเปอร์เซีย زرپران (zarparān) ซึ่งแปลว่า "มีรอยด่างสีทอง"[3] คำในภาษาละติน safranum ยังเป็นต้นกำเนิดของคำ zafferano ในภาษาอิตาลีและคำ azafrán ในภาษาสเปน[4]
ในภาษาไทยคำว่า หญ้าฝรั่น น่าจะมาจากการเลียนเสียงคำในภาษาเบงกาลี জাফরান (jafran) ที่จริงแล้วควรเขียนว่า ญ่าฝรั่น แต่ หญ้าฝรั่น เป็นที่แพร่หลายมากกว่า[5][6]
[แก้] ชีววิทยา
| สัณฐานวิทยา | |
| → ยอดเกสรเพศเมีย | |
| → เกสรเพศผู้ | |
| → วงกลีบดอก | |
| → หัว | |
หญ้าฝรั่นที่ปลูกเลี้ยง (C. sativus) เป็นพืชดอกฤดูใบไม้ร่วงอายุหลายปีไม่พบในธรรมชาติ เป็นรูปแบบหนึ่งของพืชดอกฤดูใบไม้ร่วงทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Crocus cartwrightianus) ที่เป็นหมัน[7][8][9] ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเอเชียกลาง[1] หญ้าฝรั่นเป็นผลของ C. cartwrightianus เมื่อถูกการคัดเลือกพันธุ์โดยมนุษย์โดยเกษตรกรเพื่อให้ได้ยอดเกสรเพศเมียที่ยาวขึ้น จากการที่เป็นหมัน ชนิดดอกสีม่วงชนิดนี้จึงไม่สามารถสร้างผลที่สามารถเจริญต่อไปได้ การสืบพันธุ์จึงเกิดขึ้นจากการช่วยเหลือของมนุษย์ หัวใต้ดินที่มีรูปร่างคล้ายกับหัวหอม เป็นอวัยวะที่สะสมกักตุนแป้ง จะถูกขุดขึ้นจากดิน แยกออกจากกัน และนำไปเพาะปลูกอีกครั้ง หัวหญ้าฝรั่นที่มีชีวิตอยู่มาหนึ่งฤดูจะสร้างและแบ่งออกได้มาถึง 10 หัวย่อยที่สามารถนำไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้[7] หัวเป็นเมล็ดกลมสีน้ำตาลมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 4.5 ซม. และห่อด้วยเส้นใยขนานกันหนา
หลังการเรียงกลีบในฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้จะแทงใบสีเขียวแคบขึ้นมาในแนวเกือบตั้งฉาก 5-11 ใบ แต่ละใบยาวถึง 40 ซม. ในฤดูใบไม้ร่วงจะเริ่มแทงตาสีม่วงขึ้นมา ในเดือนตุลาคม หลังไม้ดอกชนิดอื่นส่วนมากออกเมล็ดแล้ว พืชจะออกดอกเป็นกระจุกสีม่วงอ่อนเหมือนแรเงาด้วยดินสอสีถึงม่วงเข้มที่มีริ้วสีม่วงซีด[10] ลักษณะดอกมีรูปร่างคล้ายดอกบัว กลีบดอกเรียวยาวคล้ายรูปไข่ เมื่อมีดอก หญ้าฝรั่นมีความสูงเฉลี่ยน้อยกว่า 30 ซม.[11] มียอดเกสรเพศเมียสีแดงสดยื่นออกมายาวโผล่พ้นเหนือดอกมีลักษณะเป็นง่ามสามง่าม ยาว 25-30 มม.[7]
[แก้] การเพาะปลูก
C. sativus เจริญเติบโตในชีวนิเวศแบบทุ่งไม้พุ่มทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทุ่งไม้พุ่มหรือทุ่งไม้พุ่มแคระอเมริกาเหนือ และสถานที่ภูมิอากาศร้อน กึ่งแห้งแล้งมีลมโชย กระนั้นก็สามารถอยู่รอดในฤดูหนาวที่หนาวเย็นได้โดยสามารถทนความเย็นได้ถึง −10 °C (14 °F) และถูกหิมะปกคลุมในช่วงเวลาสั้นๆ[7][12] ต้องมีการชลประทานถ้าไม่ได้เพาะปลูกในบริเวณที่สิ่งแวดล้อมมีความชื้น เช่น รัฐแคชเมียร์ที่ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปี 1,000–1,500 มม. (39–59 นิ้ว) พื้นที่เพาะปลูกหญ้าฝรั่นในประเทศกรีก (500 มม.หรือ 20 นิ้วต่อปี) และสเปน (400 มม.หรือ 16 นิ้ว) แต่ก็ยังห่างไกลนักเมื่อเทียบกับพื้นที่เพาะปลูกในประเทศอิหร่าน เวลาเป็นหัวใจหลักที่สำคัญ ฝนที่เหลือเฟือในฤดูใบไม้ผลิและอากาศแห้งในฤดูร้อนนั้นเหมาะสมที่สุด ฝนที่ตกก่อนหน้าจะช่วยเพิ่มผลผลิตให้หญ้าฝรั่นออกดอกมากขึ้น ฝนตกหรืออากาศหนาวระหว่างช่วงการออกดอกจะทำให้ผลผลิตลดต่ำลง สภาวะร้อนและชื้นติดต่อกันจะสร้างความเสียหายให้กับพืช[13] เช่นเดียวกับการขุดดินที่เกิดจากกระต่าย หนู และนก นีมาโทดา โรคใบสนิม และโรคหัวเน่า เป็นภัยคุกคามการเพาะปลูกหญ้าฝรั่นเช่นกัน
หญ้าฝรั่นเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในเมื่อได้รับแสงแดดจัด การปลูกเลี้ยงกระทำได้ดีในพื้นราบที่เอียงเข้าหาแสงแดด (นั่นคือ เอียงไปทางทิศใต้ในซีกโลกเหนือ) เพื่อให้ได้รับแสงมากที่สุด การเพาะปลูกมักกระทำในเดือนมิถุนายนในซีกโลกเหนือ หัวหญ้าฝรั่นจะถูกฝังลงไปในดินลึก 7-15 ซม. (2.8–5.9 นิ้ว) ทั้งนี้ความลึกและระยะห่างของการฝังหัวหญ้าฝรั่นขึ้นกับภูมิอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผลผลิต การปลูกด้วยหัวแม่พันธุ์จะให้ผลิตผลหญ้าฝรั่นที่มีคุณภาพสูงกว่าแม้ว่าจะแทงตาดอกและให้หัวลูกน้อยกว่า เพื่อให้ได้หญ้าฝรั่นที่คล้ายเส้นด้าย เกษตรกรชาวอิตาลีจะปลูกโดยการฝังหัวลึก 15 ซม.(5.9 นิ้ว) แต่ละแถวห่างกัน 2–3 ซม. การสร้างหัวและดอกที่เหมาะสมที่สุดคือ 8–10 ซม. เกษตรกรชาวกรีก โมร็อกโก และสเปนมีการวางแผนปลูกด้านความลึกและระยะห่างที่ต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ตามความเหมาะสม
C. sativus ชอบดินร่วนซุย ไม่จับตัวแน่น น้ำไหลผ่านและอุ้มน้ำได้ดี และดินเป็นดินเหนียวปนหินปูนที่มีสารอินทรีย์สูง การยกร่องช่วยให้สามารถระบายน้ำได้ดี การใส่ปุ๋ยคอก 20–30 ตันต่อเฮกตาร์จะช่วยเพิ่มสารอินทรีย์ให้แก่ดินได้ หลังจากนั้นจะทำการปลูกหัวหญ้าฝรั่นลงไป[14] หลังจากพักตัวตลอดฤดูร้อน หัวหญ้าฝรั่นจะแทงใบแคบสีเขียวขึ้นมาและเริ่มมีตาดอกในต้นฤดูใบไม้ร่วง ดอกจะบานช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง การเก็บเกี่ยวจำเป็นต้องกระทำอย่างรวดเร็วเพราะหลังจากที่ดอกบานในตอนเช้า ดอกจะเหี่ยวอย่างรวดเร็วหลังผ่านไปหนึ่งวัน[15] ดอกของหญ้าฝรั่นจะบานพร้อมกันในช่วงเวลา 1-2 สัปดาห์[16] ดอกหญ้าฝรั่น 150 ดอกจะได้ผลผลิตหญ้าฝรั่นแห้ง 1 กรัม (0.035 ออนซ์) ถ้าต้องการหญ้าฝรั่นแห้ง 12 กรัม (ผลผลิตหญ้าฝรั่นสด 72 กรัม) ต้องใช้ดอก 1 กก. (1 ปอนด์สำหรับผลผลิตหญ้าฝรั่นแห้ง 0.2 ออนซ์) ดอกหนึ่งดอกจะมีผลผลิตหญ้าฝรั่นสดเฉลี่ย 30 มิลลิกรัม (0.46 กรัม) หรือหญ้าฝรั่นแห้ง 7 มิลลิกรัม (0.11 กรัม)[14]
[แก้] พันธุ์
[แก้] คุณสมบัติทางเคมี
| โครซิน | |
|
ปฏิกิริยาการเกิดเอสเทอร์ ระหว่างโครซีทินและเจนทิโอไบโอส |
|
| — β-D-เจนทิโอไบโอส | |
| — โครซีทิน | |
| พิโครโครซินและซาฟรานาล | |
|
โครงสร้างทางเคมีของพิโครโครซิน[17] |
|
| — ซาฟรานาล กึ่งหนึ่ง | |
| — β-D- อนุพันธ์กลูโคไพราโนส | |
หญ้าฝรั่นประกอบด้วยสารระเหยและสารประกอบให้ความหอมมากกว่า 150 ชนิด และยังประกอบด้วยส่วนประกอบที่นำไปใช้งานได้อีกหลายชนิด[18] ส่วนมากเป็นแคโรทีนอยด์ ประกอบด้วย ซีแซนทีน, ไลโคปีน, และ α- และ β-แคโรทีนหลายชนิด อย่างไรก็ตาม สีส้ม-เหลืองทองของหญ้าฝรั่นเป็นผลมาของ α-โครซิน
[แก้] ประวัติ
-
ดูบทความหลักที่ ประวัติของหญ้าฝรั่น
ประวัติการเพาะปลูกหญ้าฝรั่นสามารถนับย้อนหลังกลับไปได้มากกว่า 3,000 ปี[19] พืชป่าที่เป็นต้นเค้าของหญ้าฝรั่นคือ Crocus cartwrightianus มนุษย์ได้ทำการเพาะปลูกผสมพันธุ์ต้นไม้ป่าโดยคัดเลือกให้มียอดเกสรเพศเมียยาวกว่าปกติ ดังนั้นรูปแบบที่เป็นหมันของ C. cartwrightianus นั่นก็คือ C. sativus ได้เกิดขึ้นเมื่อตอนปลายยุคสำริดที่เกาะครีต[20] ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีบันทึกถึงหญ้าฝรั่นในเอกสารอายุ 700 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นเอกสารอ้างอิงทางพฤกษศาสตร์ของอัสซีเรียที่ถูกรวบรวมภายใต้อัสเชอร์บานิปาล (Ashurbanipal) เอกสารได้บันทึกถึงการใช้หญ้าฝรั่นในการรักษาโรคกว่า 90 ชนิดมาเป็นช่วงเวลามากกว่า 4,000 ปี[21]
[แก้] ซีกโลกตะวันออก
มีการพบสีที่มาจากหญ้าฝรั่นในภาพเขียนฝาผนังยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุ 50,000 ปีในทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิหร่าน[22][23] ต่อมา ชาวซูมาเรียนใช้หญ้าฝรั่นที่เติบโตในธรรมชาติในยารักษาโรคและน้ำยาเวทมนตร์[24] หญ้าฝรั่นเป็นสินค้าในการค้าขายทางไกลก่อนกลายที่เป็นที่นิยมสูงสุดในวัฒนธรรมของพระราชวังมิโนอัน (Minoan) ในช่วง 2 สหัสวรรษก่อนคริสตกาล ชาวเปอร์เซียโบราณได้มีการเพาะปลูกหญ้าฝรั่นเปอร์เซีย (Crocus sativus 'Hausknechtii') ในเดอร์บีนา (Derbena) อิสฟาฮัน (Isfahan) และโคราซอน (Khorasan) ในช่วงศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล ที่เดียวกันนี้ ได้มีการนำหญ้าฝรั่นถักทอไปกับสิ่งทอ[25] ใช้เป็นเครื่องบรรณาการแก่เทพเจ้าในพิธีกรรมทางศาสนา และใช้เป็นสีย้อม น้ำหอม ยารักษาโรค และสิ่งชำระล้างร่างกาย[26] ดังนั้น จึงมีการโปรยหญ้าฝรั่นลงบนเตียงและผสมลงไปในชาร้อนเพื่อเยียวยารักษาภาวะซึมเศร้าชั่วคราว ชนชาติอื่นที่ไม่ใช่ชาวเปอร์เซียกลัวว่าการใช้หญ้าฝรั่นแบบเปอร์เซียนั้นจะเป็นการใช้ในแบบสารเสพติดหรือยาโป๊[27] ในระหว่างทำศึกในเอเชีย อเล็กซานเดอร์มหาราชใช้หญ้าฝรั่นเปอร์เซียในยาชง ข้าว และการชำระร่างกายเพื่อเยียวยารักษาอาการบาดเจ็บจากการทำศึก เหล่าทหารของอเล็กซานเดอร์ได้กระทำตามอย่างชาวเปอร์เซียและได้นำการอาบหญ้าฝรั่นไปสู่กรีก[28]
มีทฤษฎีที่ขัดแย้งกันซึ่งได้อธิบายการมาถึงของหญ้าฝรั่นในภูมิภาคเอเชียใต้ บันทึกของจีนและแคชเมียร์บันทึกว่าหญ้าฝรั่นได้เดินทางมาถึงทุกๆแห่งในช่วงเวลา 900–2500 ปีมาแล้ว[29][30][31] จากการศึกษาประวัติศาสตร์เปอร์เซียโบราณมีบันทึกว่าได้เดินทางมาถึงในช่วงเวลาเมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาล[32] โดยเป็นไปในลักษณะนำหัวหญ้าฝรั่นมาปลูกในสวนหลังบ้านหรือสวนสาธารณะ[33]หรือการเข้ารุกรานและตั้งอาณานิคมในเปอร์เซียของแคชเมียร์ ซึ่งชาวฟินิเชียในขณะนั้นได้เข้ามาค้าขายหญ้าฝรั่นแคชเมียร์เพื่อใช้เป็นสีย้อมผ้าหรือบำบัดภาวะซึมเศร้า[27] จากนั้น ก็มีการนำหญ้าฝรั่นไปใช้ในอาหารและสีย้อมกระจายไปทั่วเอเชียใต้ พระสงฆ์ในประเทศอินเดียได้ใช้หญ้าฝรั่นเป็นสีย้อมจีวรอย่างกว้างขวางหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน[34] อย่างไรก็ตามจีวรที่ย้อมด้วยหญ้าฝรั่นนั่นเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยและมีราคาแพง โดยปกติแล้วจะย้อมด้วย ขมิ้นหรือขนุนซึ่งมีราคาถูกกว่า[35]ชาวทมิฬมีการใช้หญ้าฝรั่นมานานกว่า 2,000 ปี ในภาษาทมิฬนั้นเรียกว่า "gnaazhal poo"(ภาษาทมิฬ: ஞாழல் பூ) ใช้รักษาอาการปวดหัว รักษาอาการปวดจากการทำงานหนัก เป็นต้น
นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าหญ้าฝรั่นมาถึงประเทศจีนจากเปอร์เซียโดยผู้รุกรานชาวมองโกล[36] ในทางกลับกัน มีการกล่าวถึงหญ้าฝรั่นในตำราแพทย์จีนโบราณ ตำราแพทย์ Shennong Bencaojing (เสินหนงไป๋ฉ่าว) (神農本草經—"ยาสมุนไพรเสินหนง" หรือที่รู้จักกันในชื่อ Pen Ts'ao หรือ Pun Tsao) ประกอบด้วยเอกสารจำนวน 40 เล่ม ซึ่งหนังสือจัดทำขึ้นในช่วงเวลา 200–300 ปีก่อนคริสตกาล ตามตำนวนจักรพรรดิ หยาง (炎帝) เสินหนง แต่โบราณ ตำราแพทย์นี้มีสูตรยาสำหรับรักษาโรคต่างๆที่ได้จากพืช 252 สูตร[37][38] แต่เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 3 มีการอ้างว่าหญ้าฝรั่นในประเทศจีนมีต้นกำเนิดจากแคชเมียร์ เช่น วาน เจิน (Wan Zhen) แพทย์แผนจีนผู้เชี่ยวชาญ รายงานว่า "ถิ่นกำเนิดของหญ้าฝรั่นอยู่ในแคชเมียร์ สถานที่ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ปลูกหญ้าฝรั่นเพื่อใช้มันบูชาพระพุทธเจ้า" วานยังสะท้อนให้เห็นถึงการใช้งานหญ้าฝรั่นในช่วงเวลานั้น: "ดอกหญ้าฝรั่นจะเหี่ยวแห้งหลังจากนั้น 2-3 วัน รวมถึงเกสรของดอกที่อยู่ในนั้นด้วย ซึ่งค่าของหญ้าฝรั่นอยู่ที่สีเหลืองของมัน หญ้าฝรั่นสามารถใช้ทำไวน์ที่มีกลิ่นหอมได้"[31]
[แก้] ซีกโลกตะวันตก
[แก้] การค้าและการใช้ประโยชน์
-
ดูบทความหลักที่ การค้าและการใช้ประโยชน์ของหญ้าฝรั่น
| หญ้าฝรั่น (Crocus sativus L.) คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 ก. (3.5 ออนซ์) |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| พลังงาน 310 kcal 1300 kJ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| เฉพาะส่วนที่รับประทานได้เท่านั้น[39] ร้อยละของปริมาณที่ต้องการในแต่ละวัน สำหรับผู้ใหญ่ที่แนะนำในสหรัฐอเมริกา แหล่งที่มา: USDA Nutrient database |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
[แก้] การค้า
[แก้] การใช้ประโยชน์
กลิ่นหอมของหญ้าฝรั่นได้รับการบรรยายโดยผู้เชียวชาญว่าทำให้นึกถึงน้ำผึ้งเหล็กด้วยกลิ่นเหมือนหญ้าหรือฟางแห้ง ขณะที่มีรสชาติคล้ายฟางแห้งและมีรสหวาน หญ้าฝรั่นยังมีส่วนช่วยให้อาหารมีสีเหลืองส้มสว่าง มีการใช้หญ้าฝรั่นอย่างแพร่หลายในอาหารเปอร์เซีย, ยุโรป, อาหรับ, และตุรกี มักมีการผสมหญ้าฝรั่นในลูกกวาดและสุราด้วย โดยทั่วไปแล้ว มีการนำคำฝอย (Carthamus tinctorius มีการขายในชื่อ "หญ้าฝรั่นโปรตุเกส (Portuguese saffron)" หรือ "açafrão"), ชาด, และขมิ้น (Curcuma longa) มาใช้แทนหญ้าฝรั่น นอกจากนี้ยังมีการนำหญ้าฝรั่นมาใช้เป็นสีย้อมผ้าโดยเฉพาะในประเทศจีนและอินเดีย และนำมาใช้ในน้ำหอม[40] มันยังถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนาในประเทศอินเดีย และมีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการปรุงอาหารในอาหารหลากหลายเชื้อชาติ เช่น รีซอตโต อาหารของเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี หรือ บุยยาเบส (bouillabaise) อาหารของประเทศฝรั่งเศส ไปจนถึงข้าวหมกที่รับประทานเคียงกับเนื้อหลายชนิดในเอเชียใต้
มีประวัติการใช้หญ้าฝรั่นในการแพทย์แผนโบราณมาอย่างยาวนาน การศึกษาวิจัยหลายชิ้นในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าเครื่องเทศชนิดนี้อาจมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง ต่อต้านสารก่อกลายพันธุ์ ฤทธิ์ปรับภูมิคุ้มกัน และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ[41][42][43] การศึกษาในปี ค.ศ. 1995 ชี้ให้เห็นว่ายอดเกสรเพศเมียและกลีบดอกของหญ้าฝรั่นมีประโยชน์ในการรักษาภาวะซึมเศร้า[44]
[แก้] เชิงอรรถ
[แก้] อ้างอิง
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedKatzer_2001 - ^ Kumar V (2006), The Secret Benefits of Spices and Condiments, Sterling, หน้า 103, ISBN 1-8455-7585-7, http://books.google.com/?id=AaTpWEIlgNwC, เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-12-01
- ^ Asya Asbaghi (1988), Persische Lehnwörter im Arabischen, Otto Harrassowitz, หน้า 145, ISBN 3-447-02757-6
- ^ Harper 2001
- ^ หญ้าฝรั่น, พจนานุกรม ฉบับมติชน 2547
- ^ saffron www.foodwiki.com
- ^ 7.0 7.1 7.2 7.3 Deo 2003, p. 1
- ^ DNA analysis in Crocus sativus and related Crocus species
- ^ M. Grilli Caiola - Saffron reproductive biology
- ^ Willard 2001, p. 3
- ^ DPIWE 2005
- ^ Willard 2001, pp. 2–3
- ^ Deo 2003, p. 2
- ^ 14.0 14.1 Deo 2003, p. 3
- ^ Willard 2001, pp. 3–4
- ^ Willard 2001, p. 4
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedDeo_4 - ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedAbdullaev_1 - ^ Deo 2003, p. 1
- ^ Goyns 1999, p. 1
- ^ Honan 2004
- ^ Willard 2001, p. 2
- ^ Humphries 1998, p. 20
- ^ Willard 2001, p. 12
- ^ Willard 2001, p. 2
- ^ Willard 2001, pp. 17–18
- ^ 27.0 27.1 Willard 2001, p. 41
- ^ Willard 2001, pp. 54–55
- ^ Lak 1998b
- ^ Fotedar 1998–1999, p. 128
- ^ 31.0 31.1 Dalby 2002, p. 95
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedMcGee_422 - ^ Dalby 2003, p. 256
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs namedTarvand_2005a - ^ Finlay, Victoria (December 30, 2002), Colour: A Natural History of the Palette, Random House, หน้า 224, ISBN 0-8129-7142-6
- ^ Fletcher 2005, p. 11
- ^ Tarvand 2005
- ^ Hayes 2001, p. 6
- ^ 39.0 39.1 United States Department of Agriculture.
- ^ Dalby 2002, p. 138.
- ^ Abdullaev 2002, p. 1.
- ^ Assimopoulou, Papageorgiou & Sinakos 2005, p. 1.
- ^ Chang et al. 1964, p. 1.
- ^ Bailes 1995.
[แก้] บรรณานุกรม
- Kashmiri saffron producers see red over Iranian imports, Australian Broadcasting Corporation, 2003, http://www.abc.net.au/news/newsitems/200311/s982047.htm, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Abdullaev, F. I. (2002), "Cancer chemopreventive and tumoricidal properties of saffron (Crocus sativus L.)", Experimental Biology and Medicine 227 (1): 20–25, PMID 11788779, http://www.ebmonline.org/cgi/content/full/227/1/20, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Assimopoulou, A. N.; Papageorgiou, V. P.; Sinakos, Z. (2005), "Radical scavenging activity of Crocus sativus L. extract and its bioactive constituents", Phytotherapy Research 19 (11): 997–1000, doi:10.1002/ptr.1749, PMID 16317646
- Chang, P. Y.; Kuo, W., Liang, C. T.; Wang, C. K. (1964), "The pharmacological action of 藏红花 (zà hóng huā—Crocus sativus L.): effect on the uterus and/or estrous cycle", Yao Hsueh Hsueh Pao 11
- Courtney, P. (2002), "Tasmania's Saffron Gold", Landline (Australian Broadcasting Corporation), http://www.abc.net.au/landline/stories/s556192.htm, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Dalby, A. (2002), Dangerous Tastes: The Story of Spices, University of California Press, ISBN 9780520236745, http://books.google.com/?id=7IHcZ21dyjwC, เรียกข้อมูลเมื่อ January 10, 2006
- Dalby, A. (2003), Food in the Ancient World from A to Z, Routledge, ISBN 0-415-23259-7
- UCLA (2002), Saffron, Darling Biomedical Library, http://unitproj.library.ucla.edu/biomed/spice/index.cfm?displayID=22, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Davies, N. W.; Gregory, M. J.; Menary, R. C. (2005), "Effect of drying temperature and air flow on the production and retention of secondary metabolites in saffron", Journal of Agricultural and Food Chemistry. 53 (15): 5969–75, doi:10.1021/jf047989j, PMID 16028982
- Deo, B. (2003), "Growing Saffron—The World's Most Expensive Spice" (PDF), Crop & Food Research (New Zealand Institute for Crop & Food Research) (20), http://www.crop.cri.nz/home/products-services/publications/broadsheets/020saffron.pdf, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23.
- Dharmananda, S. (2005), "Saffron: An Anti-Depressant Herb", Institute for Traditional Medicine, http://www.itmonline.org/articles/saffron/saffron.htm, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- DPIWE (2005), "Emerging and Other Fruit and Floriculture: Saffron", Food & Agriculture, http://www.dpiwe.tas.gov.au/inter.nsf/WebPages/EGIL-5K63X8?open#Saffron, เรียกข้อมูลเมื่อ January 10, 2006[ลิงก์เสีย]
- Ferrence, S. C.; Bendersky, G (2004), "Therapy with saffron and the Goddess at Thera", Perspectives in Biology and Medicine 47 (2): 199–226, doi:10.1353/pbm.2004.0026, PMID 15259204
- Fletcher, N. (2005), Charlemagne's Tablecloth: A Piquant History of Feasting, Saint Martin's Press, ISBN 0-312-34068-0
- Fotedar, S. (1999), "Cultural Heritage of India—Kashmiri Pandit Contribution", Vitasta (Kashmir Sabha) XXXII (1), http://vitasta.org/1999/index.html, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Goyns, M. H. (1999), Saffron, Taylor and Francis, ISBN 90-5702-394-6, http://books.google.com/?id=l-QJaUp31T4C, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Grigg, D. B. (1974), The Agricultural Systems of the World, Cambridge University Press, ISBN 0-521-09843-2
- Harper, D. (2001), Online Etymology Dictionary, http://www.etymonline.com/index.php?search=saffron&searchmode=none, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Hasegawa, J. H.; Kurumboor, S. K.; Nair, S. C. (1995), "Saffron chemoprevention in biology and medicine: a review", Cancer Biotherapy 10 (4): 257–64, PMID 8590890
- Hayes, A. W. (2001), Principles and Methods of Toxicology, Taylor & Francis, ISBN 1-56032-814-2
- Hill, T. (2004), The Contemporary Encyclopedia of Herbs and Spices: Seasonings for the Global Kitchen, Wiley, ISBN 0-471-21423-X
- Honan, W. H. (2004-03-02), "Researchers Rewrite First Chapter for the History of Medicine", The New York Times, http://www.nytimes.com/2004/03/02/science/02MEDI.html?ex=1393563600&en=c3177ebac2572d43&ei=5007&partner=USERLAND, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23[ลิงก์เสีย]
- Humphries, J. (1998), The Essential Saffron Companion, Ten Speed Press, ISBN 1-58008-024-3
- Hussain, A. (2005-01-28), "Saffron Industry in Deep Distress", British Broadcasting Corporation (London), http://news.bbc.co.uk/2/hi/south_asia/4216493.stm, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Jessie, S. W.; Krishnakantha, T. P. (2005), "Inhibition of human platelet aggregation and membrane lipid peroxidation by saffron", Molecular and Cellular Biochemistry 278 (1–2): 59–63, doi:10.1007/s11010-005-5155-9, PMID 16180089
- Katzer, G. (2001), Crocus sativus L., Karl-Franzens-Universität Graz, http://www.uni-graz.at/~katzer/engl/Croc_sat.html, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Lak, D. (1998-11-11), "Kashmiris Pin Hopes on Saffron", British Broadcasting Corporation (London), http://news.bbc.co.uk/1/hi/world/south_asia/212491.stm, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Lak, D. (1998-11-23), Gathering Kashmir's Saffron, London: British Broadcasting Corporation, http://news.bbc.co.uk/1/hi/programmes/from_our_own_correspondent/213043.stm, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Leffingwell, J. C. (2002), "Saffron" (PDF), Leffingwell Reports 2 (5), http://www.leffingwell.com/download/saffron.pdf, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- McGee, H (2004), On Food and Cooking: The Science and Lore of the Kitchen, Simon and Schuster, ISBN 0-684-80001-2, http://books.google.com/?id=iX05JaZXRz0C, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Nair, S. C.; Pannikar, B.; Panikkar, K. R. (1991), "Antitumour activity of saffron (Crocus sativus)", Cancer Letters 57 (2): 109–14, doi:10.1016/0304-3835(91)90203-T, PMID 2025883
- Park, J. B. (2005), Crocus sativus, United States Department of Agriculture, http://www.pl.barc.usda.gov/usda_plant/plant_detail.cfm?code=36820831&plant_id=401&ThisName=ps721, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Pearce, F. (2005), "Returning war-torn farmland to productivity", New Scientist, http://www.newscientist.com/channel/earth/mg18524831.000.html, เรียกข้อมูลเมื่อ January 10, 2006
- Rau, S. R. (1969), The Cooking of India, Time Life Education, ISBN 0-8094-0069-3
- What is Saffron?, Tarvand, 2005a, http://www.tarvandsaffron.com/saffron.htm, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Grading and Classification, Tarvand, 2005b, ISBN 0660007797, http://www.tarvandsaffron.com/classification.htm, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
- Willard, P. (2001), Secrets of Saffron: The Vagabond Life of the World's Most Seductive Spice, Beacon Press, ISBN 0-8070-5008-3, http://books.google.com/?id=WsUaFT7l3QsC, เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-11-23
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- Duke, J.. "Crocus sativus". Germplasm Resources Information Network. United States Department of Agriculture. http://sun.ars-grin.gov:8080/npgspub/xsql/duke/plantdisp.xsql?taxon=318.