อิโต ฮิโระบุมิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อิโต ฮิโระบุมิ
伊藤 博文
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนแรก
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2428 – พ.ศ. 2431
สมัยถัดไป คิโยะทะกะ คุโระดะ
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น (ครั้งที่ 2)
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2435 – พ.ศ. 2438
สมัยก่อนหน้า มะซะโยะชิ มะสึฮิระ
สมัยถัดไป มะซะโยะชิ มะสึฮิระ
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น (ครั้งที่ 3)
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2440 – พ.ศ. 2440
สมัยก่อนหน้า มะซะโยะชิ มะสึฮิระ
สมัยถัดไป ชิเงะโนะบุ โอคุมะ
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น (ครั้งที่ 4)
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2443 – พ.ศ. 2444
สมัยก่อนหน้า อะริโตะโมะ ยะมะงะตะ
สมัยถัดไป คะสึระ ทะโร
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 16 ตุลาคม พ.ศ. 2384
ธงชาติของญี่ปุ่น ญี่ปุ่น
เสียชีวิต 26 ตุลาคม พ.ศ. 2452 (68 ปี)
ฮาร์บิน มหาจักรวรรดิชิง
คู่สมรส อุเมะโกะ อิโต

อิโต ฮิโระบุมิ (ญี่ปุ่น: 伊藤 博文 Itō Hirobumi ?) (16 ตุลาคม 2384 - 26 ตุลาคม 2452) เป็นนักการเมืองชาวญี่ปุ่น

นอกจากจะมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของญี่ปุ่นแล้ว ยังเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น 4 สมัย, ประธานองคมนตรีคนแรก, ประธานวุฒิสภา, ผู้ตรวจราชการโชซอน (韓国統監府統監) และผู้ว่าราชการจังหวัดเฮียวโงะ (จากการแต่งตั้ง) เป็นผู้ก่อตั้งพรรคริกเก็นเซยูไก (立憲政友会) ซึ่งเป็นรากฐานของพรรคเสรีประชาธิปไตยที่เป็นพรรครัฐบาลของญี่ปุ่นในปัจจุบัน และยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเยล ในสหรัฐอเมริกา

ประวัติ[แก้]

ชีวิตวัยเยาว์-เข้าเป็นทหาร[แก้]

อิโต โทะชิสึเกะ (ยืนทางขวา) กับทะกะสุงิ ชินซะกุ (นั่งกลาง) ผู้นำกองทหารปฏิวัติ "คิเฮไต" แห่งแคว้นโจชู

อิโต ฮิโระบุมิ มีชื่อเดิมว่าโทะชิสึเกะ เป็นบุตรคนโตของครอบครัวชาวนาในเมืองฮางิ แคว้นโจชู (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดยะมะงุจิ) บิดาชื่อว่า จูโซ มารดาชื่อว่าโคะโตะโกะ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจนมาก จึงต้องส่งโทะชิสึเกะไปเป็นบุตรบุญธรรมของซามูไรระดับล่างในท้องถิ่น ชื่อว่า อิโต นะโอะเอะมง ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ หลังจากเข้าเรียนในโรงเรียนมัตสึชิตะจุกุ ก็ไปเกี่ยวพันกับขบวนการโค่นล้มระบอบโชกุนในสมัยนั้น

ในปี 2405 ขณะที่มีอายุได้ 21 ปี ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนลอบสังหารนะงะอิ อุตะ ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดที่ให้รัฐบาลทหารรวมตัวกับราชสำนักในเกียวโต (และรักษาระบอบโชกุนเอาไว้) นอกจากนี้ยังเข้าร่วมลอบวางเพลิงสถานกงสุลอังกฤษ จนมีชื่อในฐานะผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านต่างชาติ ต่อมาในปี 2406 ได้ไปเรียนต่อที่อังกฤษ (คาดว่าแนวคิดต่อต้านต่างชาติคงจะเบาบางลง หลังจากได้เห็นสภาวะของอังกฤษในช่วงนั้น ที่มีกำลังเหนือกว่าญี่ปุ่นมาก) ดังนั้นเมื่อรู้ข่าวว่าแคว้นของตนกำลังเตรียมทำสงครามกับอังกฤษ ก็รีบกลับประเทศเพื่อหาทางหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ไร้ผล เพราะในที่สุดแคว้นโจชูก็ได้ทำสงครามกับอังกฤษ (แน่นอนว่าอังกฤษที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าเป็นฝ่ายได้เปรียบ) และหลังสงครามทำหน้าที่เป็นล่ามในการเจรจาสงบศึก

หลังจากที่กองทัพของแคว้นโจชูทำสงครามกับรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะและเป็นฝ่ายได้เปรียบ รัฐบาลของแคว้นโจชูก็ได้แสดงเจตนาที่จะโค่นล้มรัฐบาลโชกุนอย่างชัดแจ้ง ฮิโระบุมิก็ได้เข้าเป็นทหารในกองทัพของแคว้นในช่วงนั้นด้วย กองทัพที่ว่านี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปเมจิประสบความสำเร็จ

การปฏิรูปเมจิ-นายกฯ คนแรก[แก้]

หลังจากที่ระบอบโชกุนล่มสลายและเกิดระบอบใหม่ที่มีจักรพรรดิเป็นศูนย์กลางแล้ว โทะชิสึเกะ ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ฮิโระบุมิ" ในฐานะเป็นผู้มีอำนาจจากแคว้นโจชู ก็ได้ใช้ความสามารถทางภาษาอังกฤษของตนเองเป็นใบเบิกทางเข้าทำงานในตำแหน่งสำคัญๆ เช่นหัวหน้าสำนักงานการต่างประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดเฮียวโงะ เจ้ากรมโยธาธิการคนแรก ฯลฯ นับได้ว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในรัฐบาลใหม่คนหนึ่ง แต่เนื่องจากมีแนวคิดหัวก้าวหน้าเกินไปในสมัยนั้นและยังไปวิพากษ์วิจารณ์นโยบายหลายอย่างของรัฐบาล จึงเกิดเหตุขัดแย้งกับโอคุโบะ โทะชิมิจิ หนึ่งในผู้มีอิทธิพลในรัฐบาลใหม่ และอิวะคุระ โทะโมะมิ อัครมหาเสนาบดีของรัฐบาลเมจิในสมัยก่อนที่จะตั้งระบบคณะรัฐมนตรี แต่ว่าเนื่องจากฮิโระบุมิสนับสนุนความคิดของโอคุโบะและอิวะคุระในเรื่องเกี่ยวกับคาบสมุทรเกาหลีว่า ไม่ควรจะดำเนินนโยบายแข็งกร้าวในตอนนี้ แต่ควรพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศให้เข้มแข็งก่อน จึงได้รับความไว้วางใจจากทั้งสองคนในภายหลัง

หลังจากโอคุโบะถูกลอบสังหาร อิโตได้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมมหาดไทยแทนโอคุโบะ และในที่สุดก็ได้เป็นผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองสูงสุดหลังจากเสาหลักของการปฏิรูป 3 คน (คือ โอคุโบะ โทะชิมิจิ, ไซโง ทะคะโมะริ และคิโดะ ทะคะโยะชิ) เสียชีวิตหมดแล้ว ต่อมาหลังจากรัฐประหารในปีเมจิที่ 14 (2424) ซึ่งทำให้โอคุมะ ชิเงะโนะบุสูญเสียอำนาจแล้ว อิโตก็เข้ามามีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ และยังได้เดินทางไปยังยุโรปเพื่อศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศพัฒนาแล้วอีกด้วย ต่อมาปี 2428 หลังจากที่เกิดระบบคณะรัฐมนตรี ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรก ประธานองคมนตรี และประธานวุฒิสภา (หลังจากนั้นยังได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีก 3 ครั้ง รวมเป็น 4 สมัย)

ปี 2443 ก่อตั้งพรรคริกเค็นเซยูไค (立憲政友会) และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นคนแรก ก่อนหน้าสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ได้ชูแนวความคิดว่าไม่ควรทำสงครามโดยตรง แต่ควรเจรจากับรัสเซียเพื่อให้ญี่ปุ่นมีสิทธิเหนือเกาหลีและเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ญี่ปุ่นจะรับรองสิทธิของรัสเซียเหนือแมนจูเรีย อีกทั้งยังต่อต้านแนวคิดที่ให้ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรกับอังกฤษเพื่อถ่วงดุลกับรัสเซีย

หลังสงครามดังกล่าว ได้มีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องต่างๆ หลังสงคราม และกลายเป็นหนึ่งในเก็นโร (สภาที่ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแก่จักรพรรดิในด้านการเมือง และมีหน้าที่เสนอชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี มีสถานะคล้ายๆ กับรัฐบุรุษ)

ผู้ตรวจราชการโชซอนคนแรก-ถูกลอบสังหาร[แก้]

ภาพสุดท้ายของอิโต ฮิโระบุมิ ก่อนถูกลอบสังหารโดยชาวเกาหลีผู้เกลียดชังการปกครองของญี่ปุ่น

หลังจากที่สนธิสัญญาอึลซา (ญี่ปุ่นเรียกว่าข้อตกลงระหว่างญี่ปุ่น - เกาหลีฉบับที่ 2) ได้รับการลงนามในปี 2448 แล้ว จักรวรรดิเกาหลีก็กลายเป็นประเทศในความอารักขาของญี่ปุ่น อิโตได้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการโชซอนคนแรก ซึ่งนอกจากจะควบคุมนโยบายการต่างประเทศแล้ว ยังมีอำนาจแทรกแซงกิจการภายในของจักรวรรดิเกาหลีได้ เท่ากับว่าจักรวรรดิเกาหลีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นแล้วในทางปฏิบัติ

ดังนั้นเมื่อมีความคิดที่จะรวมเกาหลีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ และล้มระบอบกษัตริย์ของเกาหลี อิโตจึงต่อต้านความคิดนี้อย่างแข็งขันในตอนแรก แต่หลังจากเผชิญหน้ากับขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในเกาหลี ในที่สุดอิโตก็ยอมรับแนวคิดดังกล่าว (แต่มีข้อแม้ว่าต้องยืดเวลาปฏิบัติการต่อไปอีกพอสมควร) แนวคิดของอิโต แม้จะแตกต่างกับแนวคิดของฝ่ายที่ยืนยันว่าต้องรวมเกาหลีในประเด็นปลีกย่อยและวิธีการ แต่แนวคิดพื้นฐานนั้นไม่ต่างกัน

จากนโยบายดังกล่าวของอิโต เขาจึงถูกเกลียดชังจากประชาชนเกาหลีเป็นอย่างมาก และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถูกลอบสังหารในที่สุด

อิโตลาออกจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการโชซอนในปี 2452 และเตรียมจะกลับไปดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี แต่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน อิโตได้เดินทางไปยังฮาร์บิน โดยมีวัตถุประสงค์ในการเจรจากับรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของรัสเซียอย่างไม่เป็นทางการ เกี่ยวกับปัญหาแมนจูเรียและเกาหลี และถูกนักรณรงค์เพื่อเอกราชเกาหลี ชื่อว่า อัน ชูงกูน ยิงเสียชีวิตที่สถานีฮาร์บิน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม (อันจุงกึนโดนจับกุมทันที ส่วนผู้ร่วมก่อการอีก 3 คนถูกตำรวจรัสเซียจับกุมภายหลัง หลังจากนั้นทั้ง 4 คนได้ถูกพิจารณาคดีในศาลญี่ปุ่น ณ คาบสมุทรเหลียวตงที่ขณะนั้นเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น อันจุงกุงถูกตัดสินประหารชีวิต ผู้ร่วมกระทำความผิดคนหนึ่งถูกตัดสินจำคุก 2 ปี อีกสองคนต้องโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน) กล่าวกันว่า พออิโตได้ทราบก่อนเสียชีวิตว่าผู้ที่ยิงตนนั้นเป็นคนเกาหลี ก็พึมพำว่า "ไอ้คนทำนี่มันช่างโง่จริงๆ ที่มายิงข้า"

พิธีศพของอิโตจัดขึ้น ณ สวนสาธารณะฮิบิยะ กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน

อ้างอิง[แก้]