ซูอันไทเฮา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระจักรพรรดินีฉืออัน
พระพันปีหลวง
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งมหาจักวรรดิชิง
ดำรงตำแหน่ง
11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1861 – 8 เมษายน ค.ศ. 1881
(19 ปี 148 วัน)
สมัยก่อนหน้า คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ซู่ชุ่น, ไจ่หยวน, ตวนหวา และเสนาบดีคนอื่น ๆ อีก 5 นาย)
สมัยถัดไป พระพันปีหลวงฉือสี่ (ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยลำพัง)
สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งมหาจักรวรรดิชิง
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 12 สิงหาคม 1837
เสียชีวิต 8 เมษายน 1881
(43 ปี 239 วัน)
พระราชวังต้องห้าม ปักกิ่ง
มหาจักรวรรดิชิง
คู่สมรส สมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง
ศาสนา พุทธศาสนา

สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี้ยวเจินเสี่ยน (จีน: 孝贞显皇后; พินอิน: Xiào Zhēn Xiǎn) หรือ สมเด็จพระจักรพรรดินีฉืออัน พระพันปีหลวง (จีน: 慈禧太后; พินอิน: Cí'ān Tàihòu; เวด-ไจลส์: Tz'u-An T'ai-hou) หรือที่รู้จักกันในไทยว่า "พระพันปีหลวงฉืออัน" หรือ "ฉืออันไท่โฮ่ว" หรือตามสำเนียงฮกเกี้ยนว่า "ซูอันไทเฮา" (ประสูติ: 12 สิงหาคม 1837; ทิวงคต: 8 เมษายน 1881) เป็นราชนิกุลชาวแมนจูในประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งมีบทบาทคู่กับ "พระพันปีหลวงฉือสี่" หรือ "ฉือสี่ไท่โฮ่ว" หรือ "ซูสีไทเฮา" และเชื่อกันว่าทรงถูกพระพันปีหลวงฉือสี่ทรงปลงพระชนม์เพราะความขัดแย้งระหว่างทั้งสองพระองค์ด้วย

พระราชประวัติ[แก้]

พระพันปีหลวงฉืออันทรงเป็นธิดาของนายมู่หยังกา (พินอิน: Muyangga) ข้าราชการชาวแมนจูจากเผ่าหนิวฮู่ลู่ (พินอิน: Niuhuru) ที่ทรงอิทธิพลมาก กับนางกี่หยาง (พินอิน: Giyang) จากเผ่ากี่หยาง มีพระนามเดิมว่า จิงเอ๋อร์

หนิวฮู่ลู่เข้าถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาในปลายพุทธศตวรรษที่ 23 ราวช่วง พ.ศ. 2383-2400 และได้รับการสถาปนาเป็นพระวรชายาของมกุฎราชกุมาร ครั้งนั้น มกุฎราชกุมารมีพระวรชายาเอกอยู่แล้วคือ พระนางสะโกตา (พินอิน: Sakda) ผู้ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปก่อนพระภัสดาเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2393 และต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามว่า "สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี้ยวเต๋อเสี่ยน" (จีน: 孝德显; พินอิน: Xiào Dé Xiǎn) ในเดือนถัดมาหลังจากพระวรชายาสะโกตาเสด็จสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวงก็เสด็จสวรรคตด้วย ยังให้มกุฎราชกุมารขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงเถลิงรัชกาลใหม่

ราวปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2395 หลังพระราชพิธีจัดการพระบรมศพสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวงสิ้นสุดลง หนิวฮู่ลู่ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมเหสี และได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า "เจิน" (จีน: ; พินอิน: Zhēn; ผู้เพรียบพร้อมไปด้วยกัลยาณิสมบัติ และในราวปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมของปีนั้น ก็ได้รับการสถานาขึ้นเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ปีนั้นเอง เป็นต้นไป จึงมีประกาศให้เฉลิมพระนามสมเด็จพระอัครมเหสีเจินว่า "สมเด็จพระจักรพรรดินีเจิน"

เนื่องจากสมเด็จพระอัครมเหสีเจินไม่ทรงสามารถประทานพระโอรสให้แก่พระภัสดาได้ นางเย่เฮ่อน่าลาผู้ซึ่งเข้าถวายตัวเป็นราชบริจาริกาและสามารถให้โอรสแก่สมเด็จพระจักรพรรดิได้ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2399 จึงได้รับการสถาปนาเป็นมเหสีตามลำดับชั้น

วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2404 ภายหลังสงครามฝิ่น สมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงก็เสด็จสวรรคตขณะทรงลี้ภัยสงครามไปประทับ ณ พระราชวังในเมืองเฉิงเต๋อ (จีน: 承德; พินอิน: Chéngdé) มณฑลเหอเป่ย์ ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะทางสองร้อยสามสิบกิโลเมตร พระโอรสของพระมเหสีเย่เฮ่อน่าลา ซึ่งได้ทรงดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมาร และในขณะนั้นมีพระชนม์เพียงห้าพรรษา จึงเสวยราชย์เป็นรัชกาลต่อมา พระนามว่า "สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ" ด้วยความที่ทรงพระเยาว์อยู่ สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ก่อนจึงได้ทรงแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้โดยมีอัครมหาเสนาบดี คือ ซู่ชุ่น (จีน: 肃顺; พินอิน: Sùshùn) เป็นประธาน โดยคณะผู้สำเร็จราชการฯ ได้ประกาศเฉลิมพระนามสมเด็จพระอัครมเหสีเจินเป็น "พระพันปีหลวงฉืออัน" และพระมเหสีแย่เฮ่อน่าลาเป็น "พระพันปีหลวงฉือสี่" ตำแหน่งไท่โฮ่วนี้เรียกเป็นภาษาไทยว่า "สมเด็จพระพันปีหลวง"

พระพันปีหลวงและผู้สำเร็จราชการในจักรพรรดิถงจื้อ[แก้]

อย่างไรก็ดี พระพันปีหลวงฉือสี่ ผู้ซึ่งทรงปรารถนาพระราชอำนาจทางการเมือง ได้ทรงก่อรัฐประหารขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2404 เป็นผลสำเร็จด้วยความช่วยเหลือของบรรดาเชื้อพระวงศ์และข้าราชการที่จงชังคณะผู้สำเร็จราชการ ส่งผลให้บรรดาผู้สำเร็จราชการฯ ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางไม่ถูกต้องและกล่าวโทษว่าเป็นกบฏ ต้องโทษประหารชีวิต สมเด็จพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์จึงได้ว่าราชการอยู่หลังม่านแทนสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อซึ่งทรงพระเยาว์อยู่

ในประเทศจีนนั้น มักออกพระนามสมเด็จพระพันปีหลวง โดยพระพันปีหลวงฉืออัน ว่า "สมเด็จพระพันปีหลวงฝั่งตะวันออก" (จีน: 东太后; พินอิน: Dōngtàihòu, ตงไท่โฮ่ว) เพราะทรงประทับอยู่พระราชวังจงฉุยฝั่งตะวันออก (อังกฤษ: Eastern Zhongchiu Palace) และพระพันปีหลวงฉือสี่ว่า "สมเด็จพระพันปีหลวงฝั่งตะวันตก" (จีน: 西太后; พินอิน: Xītàihòu, สีไท่โฮ่ว) เนื่องจากมักประทับยังพระราชวังฉือซิ่วฝั่งตะวันตก (อังกฤษ: Western Chuxiu Palace)


ในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 พระพันปีหลวงฉืออันและพระพันปีหลวงฉือสี่ทรงปฏิบัติหน้าที่ด้วยกันในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ ถึงแม้โดยนิตินัย พระพันปีหลวงฉืออันจะทรงดำรงอยู่ในพระสถานะสูงกว่าพระพันปีหลวงฉือสี่ แต่ด้วยความที่ไม่ใฝ่พระทัยในการเมือง และทรงพึงพระทัยในความสันโดษมากกว่า ทำให้พระพันปีหลวงฉือสี่ผู้มีพระบุคลิกลักษณะในทางตรงกันข้าม ได้ซึ่งพระราชอำนาจทางการเมืองไว้โดยพฤตินัยแต่เพียงพระองค์เดียว

พระพันปีหลวงฉืออันรงมีบทบาทในทางการเมืองน้อยครั้งมาก และครั้งที่โดดเด่นที่สุดคือใน พ.ศ. 2412 ซึ่ง อันเต๋อไห่ (จีน: 安德海; พินอิน: Āndéhǎi) หัวหน้าขันทีในพระราชสำนัก และคนสนิทของพระพันปีหลวงฉือสี่ ได้เดินทางลงใต้เพื่อไปซื้อหาอาภรณ์ลายมังกรจำนวนหนึ่งสำรับไปจัดทำเป็นเครื่องทรงของพระพันปีหลวงฉือสี่ เมื่อไปถึงมณฑลชานตงกลับแสดงอำนาจบาตรใหญ่โดยอ้างว่าเป็นผู้แทนพระองค์พระพันปีหลวงฉือสี่ และรีดนาทาเร้นเอาทรัพย์สินจากประชาชน ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนทั่วไป ผู้ว่าราชการมณฑลจึงทำหนังสือกราบบังคมทูลสมเด็จพระพันปีหลวงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสอง พระพันปีหลวงฉืออันเมื่อตรับแล้ว ก็มีพระราชเสาวนีย์ให้มณฑลจัดการจับกุมและประหารขันทีอันเต๋อไห่โดยไม่ชักช้า ว่ากันว่า การสั่งประหารอันเต๋อไห่นี้ ทำให้พระพันปีหลวงฉือสี่ไม่ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง

พระพันปีหลวงและผู้สำเร็จราชการในจักรพรรดิกวางซวี่ และการเสด็จทิวงคต[แก้]

ในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2418 สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อเสด็จสวรรคตโดยไม่มีพระราชโอรส จึงทำให้ต้องมีการเลือกฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ซึ่ง พระพันปีหลวงฉืออัน เลือก พระโอรสของเจ้าชายกง เป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ แต่พระนางซูสีไทเฮาผู้มีอิทธิพลในราชสำนักเหนือกว่าพระนางซูอันไทเฮาในขณะนั้นได้เลือก องค์ชายไจ้เทียน(สมเด็จพระจักรพรรดิกวางสูในอนาคต) พระโอรสเจ้าชายชุนที่ 1 ซึ่งการเลือกองค์ชายไจ้เทียนเป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ โดยมี พระพันปีหลวงฉืออันและ พระพันปีหลวงฉือสีป็นผู้สำเร็จราชการร่วมกัน

วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2424 ระหว่างทรงออกขุนนางตอนเช้า พระพันปีหลวงฉืออันทรงรู้สึกไม่สบายพระองค์ จึงเสด็จกลับพระราชฐาน และเสด็จทิวงคตในบ่ายวันนั้น การทิวงคตโดยปัจจุบันทันด่วนของพระพันปีหลวงฉืออันสร้างความตื่นตะลึงแก่ประชาชนทั่วไป เพราะพระสุขภาพพลานามัยของพระนางอยู่ในขั้นดียิ่งยวดเสมอมา แต่ข่าวลือแพร่สะพรัดทั่วไปในจีนว่า เป็นพระพันปีหลวงฉือสี่ ที่ทรงวางพระโอสถพิษแก่พระพันปีหลวงฉืออัน ว่ากันว่า เพราะพระพันปีหลวงฉืออันทรงถือพระราชโองการจากสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงให้มีพระราชอำนาจสั่งประหารพระพันปีหลวงฉือสี่ได้ หากว่าพระนางทรงก้าวก่ายการบ้านการเมือง หรือมีพระราชวิสัยไม่เหมาะสมอย่างไร อย่างไรก็ดี ข่าวลือดังกล่าวยังไร้หลักฐานยืนยันข้อเท็จจริง และนักประวัติศาสตร์ไม่ยอมรับอย่างเต็มร้อยในเรื่องการวางพระโอสถพิษดังกล่าว แต่สันนิษฐานกันว่า พระพันปีหลวงฉืออันประชวรพระโรคลมปัจจุบัน โดยอ้างอิงบันทึกทางการแพทย์ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารทางประวัติศาสตร์สมัยนั้น การสิ้นพระชนม์ของพระพันปีหลวงฉืออัน ส่งผลให้พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียวอย่างเต็มพระองค์

พระพันปีหลวงฉืออันทรงได้รับการเฉลิมพระนามหลังเสด็จสวรรคตแล้วว่า "สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี้ยวเจินฉืออันยู้ชิ้งเหอจิ้งเฉิงจิ้งอี้เทียนโจ้วเชิ้งเสี่ยน" (จีน: 孝贞慈安裕庆和敬诚靖仪天祚圣显皇后; พินอิน: Xiào Zhēn Cí Ān Yù Qìng Hé Jìng Chéng Jìng Yí Tiān Zuò Shèng Xiǎn) เรียกโดยย่อว่า "สมเด็จพระจักรพรรดินีเซี่ยวเจินเสี่ยน" (จีน: 孝贞显皇后; พินอิน: Xiào Zhēn Xiǎn) ทั้งนี้ พระศพพระพันปีหลวงฉืออันได้รับการบรรจุ ณ สุสานหลวงราชวงศ์ชิงฝ่ายตะวันออก (จีน: 清东陵; พินอิน: Qīngdōnglíng, ชิงตงหลิง) ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันออกเป็นระยะทางหนึ่งร้อยยี่สิบห้ากิโลเมตร เคียงข้างกับพระศพของพระพันปีหลวงฉือสี่และสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง

พระอุปนิสัย[แก้]

พระพันปีหลวงฉืออันนั้นเป็นที่เคารพยำเกรงเพราะมีพระจริตอ่อนโยนและมีพระเมตตา ซึ่งตรงกันข้ามกับพระพันปีหลวงฉือสี่โดยสิ้นเชิงที่ผู้คนยำเกรงเพราะมีพระจริตดุดัน โหดร้าย และเจ้าเล่ห์ พระพันปีหลวงฉืออันทรงเอาพระทัยใส่ผู้คนรอบข้างเป็นอย่างดี จึงทำให้ทรงได้รับการเคารพจากสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง และสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ พระโอรสของพระพันปีหลวงฉือสี่ เป็นอย่างยิ่งแม้ทรงมิใช่พระชนนีแท้ ๆ ก็ตาม แม้แต่ จักรพรรดิกวังซวี่ ขณะทรงพระเยาว์ก็ทรงเคารพพระพันปีหลวงฉืออันเป็นอย่างมาก ความที่มีพระอุปนิสัยแตกต่างกันคนละขั้วของสมเด็จพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์นี้ ทำให้พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงพระดำริว่า พระพันปีหลวงฉืออันเป็นหญิงเบาปัญญา หาความสามารถมิได้ ไม่ใส่ใจกิจการทั้งปวงเอาเสียเลย และลับหลัง ก็มักทรงพระโกรธพระพันปีหลวงฉืออันเป็นนิตย์ ผู้คนจึงเชื่อกันว่าการสิ้นพระชนม์อย่างปัจจุบันทันด่วนของพระพันปีหลวงฉืออันผู้มีพระพลานามัยเป็นปรกติเสมอนั้น เป็นการกระทำของพระพันปีหลวงฉือสี่

อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์หลายรายกล่าวว่า ด้วยความที่พระพันปีหลวงฉืออันมีพระอุปนิสัยเช่นนั้น ทำให้มีพระจริยาวัตรเอื่อยเฉื่อย ไม่ใส่ใจกิจการทั้งปวง และเห็นแก่พระองค์มากกว่าส่วนรวมเฉกเช่นที่พระพันปีหลวงฉือสี่ทรงพระดำริ แต่พระพันปีหลวงฉือสี่นั้นเป็นหญิงแกร่งที่ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมจะเป็นผู้นำคนได้ กระทั่งในยามที่ประเทศจีนประสบปัญหาใหญ่หลวง พระพันปีหลวงฉือสี่ก็เอาพระทัยใส่ไม่อนาทร แต่พระพันปีหลวงฉืออันกลับเมินเฉยเพราะโปรดพระชนมชีพที่เรียบง่ายในพระราชวังมากกว่ากิจการที่ยุ่งยาก

พระสาทิสลักษณ์ที่ยังคงเหลืออยู่[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  • Barbara Bennet Peterson, Notable Women of China: Shang Dynasty to the Early Twentieth Century - Page 352, M.E. Sharpe, ISBN 076560504X

ดูเพิ่ม[แก้]

ก่อนหน้า ซูอันไทเฮา ถัดไป
สมเด็จพระจักรพรรดินีเซี่ยวฉวนเฉิง 2leftarrow.png Arms of the Qing Dynasty (fictitious).svg
จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิชิง
(ราชวงศ์ชิง)

(1852–1861)
2rightarrow.png สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี้ยวเจ๋ออี้
สมเด็จพระพันปีหลวงเสี่ยวจิงเฉิง 2leftarrow.png Arms of the Qing Dynasty (fictitious).svg
พระพันปีหลวงแห่งจักรวรรดิชิง
ร่วมกับ สมเด็จพระพันปีหลวงฉือสี

(1861–1881)
2rightarrow.png สมเด็จพระพันปีหลวงฉือสี่
โดยลำพัง