ข้ามไปเนื้อหา

ภาษาดัตช์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก Dutch language)
ภาษาดัตช์
Nederlands
คัมภีร์ปฐมกาล 1 ฉบับแปลภาษาดัตช์
ออกเสียง[ˈneːdərlɑnts]
ประเทศที่มีการพูด
ชาติพันธุ์
ผู้พูด
25 ล้านคน (2021)[1]
รวม (ผู้พูดเป็นภาษาแรกและภาษาที่สอง): 30 ล้านคน (ค.ศ. 2021)[2][3]
รูปแบบก่อนหน้า
รูปแบบมาตรฐาน
ภาษาดัตช์มาตรฐาน
ภาษาถิ่น
ภาษามือระบบดัตช์ (NmG)
สถานภาพทางการ
ภาษาทางการของ
ผู้วางระเบียบNederlandse Taalunie
(สหภาพภาษาดัตช์)
รหัสภาษา
ISO 639-1nl
ISO 639-2dut (B)
nld (T)
ISO 639-3nld ดัตช์/เฟลมมิช
Glottologmode1257
Linguasphere52-ACB-a
โลกที่ใช้ภาษาดัตช์ (รวมถึงพื้นที่ของภาษาอาฟรีกานส์ซึ่งเป็นภาษาลูกหลาน))
การกระจายตัวของภาษาดัตช์มาตรฐานในทวีปยุโรป
สีน้ำเงินเข้มคือพื้นที่ที่ใช้เป็นภาษาหลัก สีน้ำเงินอ่อนคือบรัสเซลส์ ฟรีสลันด์ และกลุ่มสำเนียงโลว์ฟรังโกเนียนในฝรั่งเศสและเยอรมนี
บทความนี้มีสัญลักษณ์สัทอักษรสากล หากระบบของคุณไม่รองรับการแสดงผลที่ถูกต้อง คุณอาจเห็นปรัศนี กล่อง หรือสัญลักษณ์อย่างอื่นแทนที่อักขระยูนิโคด
ตัวอย่างการออกเสียงภาษาดัตช์โดยผู้พูดชาวดัตช์ (1:32)

ภาษาดัตช์ (ชื่อในภาษาถิ่น: Nederlands [ˈneːdərlɑnts] , Nederlandse taal) เป็นภาษาเจอร์แมนิกตะวันตกในตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน มีผู้พูดเป็นภาษาแรกประมาณ 25 ล้านคน[4] และเป็นภาษาที่สองประมาณ 5 ล้านคน และยังจัดเป็นภาษาในกลุ่มเจอร์แมนิกที่มีจำนวนผู้พูดมากที่สุดเป็นอันดับที่สาม ในทวีปยุโรป ภาษาดัตช์เป็นภาษาแม่ของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศเนเธอร์แลนด์และแคว้นฟลานเดอร์ (ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 60 ของประชากรทั้งหมดในประเทศเบลเยียม)[2][3] ภาษาดัตช์เคยเป็นหนึ่งในภาษาทางการของประเทศแอฟริกาใต้จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1925 ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยภาษาอาฟรีกานส์ ซึ่งเป็นภาษาลูกหลาน[5]ที่แยกตัวออกไปแต่ยังคงมีความสามารถในการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันได้ในบางส่วน[a] นอกจากนี้ ภาษาอาฟรีกานส์อาจถูกพิจารณาว่าเป็นภาษาพี่น้อง[6] ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนิยามที่ใช้ โดยมีผู้พูดในระดับต่าง ๆ รวมกันอย่างน้อย 16 ล้านคน ส่วนใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้และประเทศนามิเบีย[b] โดยมีวิวัฒนาการมาจากกลุ่มสำเนียงภาษาดัตช์แห่งเคป (Cape Dutch)

ในทวีปอเมริกาใต้ ภาษาดัตช์เป็นภาษาแม่ของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศซูรินาม และมีการพูดในฐานะภาษาที่สองหรือภาษาที่สามในประเทศหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียนที่มีลักษณะหลายภาษา ได้แก่ อารูบา, กูราเซา และซินต์มาร์เติน ประเทศเหล่านี้ทั้งหมดได้ประกาศให้ภาษาดัตช์เป็นหนึ่งในภาษาทางการ และมีความเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับสหภาพภาษาดัตช์[7] นอกจากนี้ เทศบาลพิเศษในดัตช์แคริบเบียน (ได้แก่ ซินต์เอิสตาซียึส, ซาบา และโบแนเรอ) ก็กำหนดให้ภาษาดัตช์เป็นหนึ่งในภาษาทางการเช่นกัน[8] ในทวีปเอเชีย ภาษาดัตช์เคยถูกใช้ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์ (ปัจจุบันคือส่วนใหญ่ของประเทศอินโดนีเซีย) โดยกลุ่มชนชั้นนำที่ได้รับการศึกษาในวงจำกัดซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 2 ของประชากรทั้งหมด รวมถึงชนพื้นเมืองอินโดนีเซียกว่า 1 ล้านคน[9] จนกระทั่งภาษาดัตช์ถูกสั่งห้ามใช้ใน ค.ศ. 1957 แต่ข้อห้ามดังกล่าวได้รับการยกเลิกในเวลาต่อมา[10] ทั้งนี้คำศัพท์ในภาษาอินโดนีเซียประมาณ 1 ใน 5 สามารถสืบย้อนกลับไปถึงภาษาดัตช์ได้ รวมถึงคำหยิบยืมจำนวนมากด้วย[10] ปัจจุบันประมวลกฎหมายแพ่งอินโดนีเซียยังไม่มีการแปลเป็นภาษาทางการอย่างเป็นกิจลักษณะ ทำให้นตัวบทกฎหมายฉบับภาษาดัตช์ดั้งเดิมจากยุคอาณานิคมยังคงมีผลบังคับใช้และเป็นฉบับที่มีอำนาจสูงสุดในการตีความ[11] นอกจากนี้ ยังมีผู้พูดภาษาดัตช์เป็นภาษาแม่พำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลียรวมกันมากถึงครึ่งล้านคน[c] และยังคงมีชนกลุ่มน้อยทางภาษาในเชิงประวัติศาสตร์ที่เกือบจะสูญหายไปแล้วหลงเหลืออยู่ในบางส่วนของประเทศฝรั่งเศส[12] และประเทศเยอรมนี[d]

ภาษาดัตช์เป็นหนึ่งในภาษาที่มีความใกล้ชิดทางสายตระกูลมากที่สุดกับทั้งภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ[e] และมักจะถูกอธิบายในภาษาพูดทั่วไปว่ามีลักษณะ "อยู่กึ่งกลาง" ระหว่างสองภาษานั้น[f] ภาษาดัตช์ก็เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ คือไม่ได้ผ่านการเลื่อนพยัญชนะในกลุ่มภาษาเยอรมันสูง (High German consonant shift), ไม่ใช้การเปลี่ยนเสียงสระเจอร์แมนิก (umlaut) เป็นเครื่องหมายบ่งชี้ทางไวยากรณ์, เลิกใช้มาลาสมมุติ (subjunctive) ไปเกือบทั้งหมด และมีการลดรูปทางสัณฐานวิทยา (morphological leveling) ไปอย่างมาก ซึ่งรวมถึงระบบการกส่วนใหญ่ด้วย[g] อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะที่ภาษาดัตช์มีร่วมกับภาษาเยอรมันประกอบด้วย การยังคงหลงเหลืออยู่ของเพศทางไวยากรณ์สองถึงสามเพศ (แม้ว่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนรูปทางไวยากรณ์ค่อนข้างน้อยก็ตาม)[h] ตลอดจนการใช้คำอนุภาคบ่งบอกมาลา (modal particles),[13] การทำให้พยัญชนะท้ายกลายเป็นเสียงอโฆษะ (final-obstruent devoicing) และลักษณะโครงสร้างการเรียงลำดับคำแบบ V2 ที่มีความคล้ายคลึงกัน[i] คลังคำศัพท์ของภาษาดัตช์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มภาษาเจอร์แมนิก โดยมีการเปิดรับคำหยิบยืมจากกลุ่มภาษาโรมานซ์มากกว่าภาษาเยอรมันเล็กน้อย แต่ยังคงน้อยกว่าภาษาอังกฤษอย่างมาก[j]

ชื่อเรียก

[แก้]

คำว่า "ดัตช์" (Dutch) เป็นคำคุณศัพท์ในภาษาอังกฤษที่หมายถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นคำที่มีรากศัพท์เดียวกับคำภาษาเยอรมันว่า "ด็อยทช์" (deutsch) และคำภาษาดัตช์ "เดาท์ซ" (duits) ซึ่งในปัจจุบันเป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึงประเทศเยอรมนี คำนี้มีที่มาจากรากศัพท์ในภาษาเจอร์แมนิกดั้งเดิมว่า *þeudō ซึ่งหมายถึงกลุ่มชน ในยุคกลาง คำนี้ได้กลายมาเป็นคำเรียกแทนชนชาติและภาษาของตนเองในภาษาเจอร์แมนิกตะวันตกต่างๆ เช่น diutsch ในภาษาเยอรมันสูงยุคกลาง และ duutsc หรือ dietsc ในภาษาดัตช์ยุคกลาง โดยมีความหมายในลักษณะ "ภาษาของประชา" ที่ไม่ใช่ภาษาละติน ในภาษาอังกฤษสมัยศตวรรษที่ 15-16 คำว่า Dutch ในภาษาอังกฤษยังคงมีความหมายถึง "เยอรมัน" ในความหมายอย่างกว้าง (ที่รวมถึงเนเธอร์แลนด์) ก่อนที่จะมีความหมายเจาะจงถึงเนเธอร์แลนด์หลังจากที่สาธารณรัฐดัตช์กลายเป็นรัฐเอกราช[14]

คำเรียกภาษาดัตช์ในภาษาดัตช์ในปัจจุบันคือ "เนเดอร์ลันดส์" (Nederlands) ในประเทศเบลเยียมบางครั้งจะเรียกภาษาดัตช์ที่ใช้ในแฟลนเดอส์ว่า "ฟลามส์" (Vlaams; ภาษาเฟลมิช)

สัทวิทยา

[แก้]

พยัญชนะ

[แก้]

ภาษาดัตช์มาตรฐานมีหน่วยเสียงพยัญชนะดังต่อไปนี้[15][16]

  ริมฝีปาก ริมฝีปาก-ฟัน ปุ่มเหงือก หลังปุ่มเหงือก เพดานอ่อน/
ลิ้นไก่
เส้นเสียง
นาสิก m n ŋ
ระเบิด p b t d k (ɡ)
เสียดแทรก f v s z (ʃ) (ʒ) x ɣ h
โรทิก r
เปิด ʋ l j

เสียงหยุด เพดานอ่อน ก้อง /g/ เป็นหน่วยเสียงที่มีใช้เฉพาะในคำยืมจากภาษาต่างประเทศ เช่น goal หรือเป็นหน่วยเสียงย่อย ของเสียงไม่ก้อง /k/ หากว่าอยู่ติดกับเสียงพยัญชนะก้องอื่น เช่น zakdoek [zɑgduk] (ผ้าเช็ดหน้า)[16]:7

เสียง /s, z, t/ หากว่าอยู่หน้าเสียง /j/ แล้ว จะกลายเป็นเสียงเพดานแข็ง [ʃ, ʒ, c] ตามลำดับ เสียงเหล่านี้อาจมีปรากฎในลักษณะหน่วยเสียงในคำยืมเช่นกัน เช่น chique [ʃik] และ jury [ʒyri] โดยสามารถวิเคราะห์ในเชิงสัทวิทยาได้ว่าเป็นหน่วยเสียงเดียวกับเสียงควบ /sj/ และ /zj/ ตามลำดับ[16]:7

เสียงพยัญชนะระเบิด ไม่ก้อง ในภาษาดัตช์ /p, t, k/ ในภาษาดัตช์มีลักษณะเป็นเสียงไม่พ่นลม (เสียงสิถิล)[15]

ภาษาดัตช์ลดเสียงก้อง (devoicing) ของเสียงพยัญชนะสุดท้ายของคำ เช่น หน่วยเสียง /d/ และ /z/ จะออกเสียงเป็น [t] และ [s] ตามลำดับ การลดเสียงก้องนี้สามารถสังเกตได้โดยการเปรียบเทียบการออกเสียงรูปเอกพจน์และพหูพจน์ของหน่วยศัพท์เดียวกัน เช่น huizen (บ้าน) ในรูปพหูพจน์ เอกพจน์กลายเป็น huis เช่นเดียวกับ duiven (นกพิราบ) เอกพจน์กลายเป็น duif ในกรณีอื่นๆ โดยเฉพาะ p/b และ d/t แม้จะคงรูปพยัญชนะในเอกพจน์แต่ก็ยังมีการลดเสียงก้องเหมือนเดิม อาทิ baarden (เครา) รูปเอกพจน์คือ baard แต่อ่านเหมือน baart หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ribben (ซี่โครง) รูปเอกพจน์คือ rib แต่อ่านเหมือน rip

บ่อยครั้งที่พยัญชนะต้นของคำถัดไปก็ถูกลดเสียงก้องไปด้วย เช่น het vee (วัวควาย) ออกเสียงเป็น /(h)ətfe/ การลดเสียงก้องในกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงในบางภูมิภาค (อาทิ อัมสเตอดัม, ฟรีสลันด์) ที่ซึ่งหน่วยเสียง /v/, /z/ และ /ɣ/ กำลังจะสูญหาย ในทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ หน่วยเสียงเหล่านี้ยังคงออกเสียงได้อย่างถูกต้องในตำแหน่งกึ่งกลางของคำ

สระ

[แก้]

ภาษาดัตช์มีหน่วยเสียงสระเดี่ยวดังต่อไปนี้[16]:4

  หน้า กลาง หลัง
ปากไม่ห่อ ปากห่อ
คลาย เกร็ง คลาย เกร็ง คลาย เกร็ง
ปิด ɪ i ʏ y (ʊ) u
ระดับกลาง ɛ øː ə ɔ
เปิด ɑ

ภาษาดัตช์มีหน่วยเสียงสระประสมสามหน่วย ได้แก่ /ɛi/, /œy/ และ /ɔu/[16]:4

การเน้นเสียงหนัก

[แก้]

ภาษาดัตช์เป็นภาษาที่ออกเสียงเน้นหนัก (stress) บนตำแหน่งของคำ การเน้นหนักสามารถปรากฏได้ทุกแห่งในคำคำหนึ่ง แต่โดยปกติแล้วจะเน้นที่ต้นคำ ในคำประสมก็มักจะมีการเน้นระดับรองอยู่ด้วย มีเพียงบางกรณีเท่านั้นที่การเน้นหนักใช้แยกแยะความแตกต่างของความหมาย ตัวอย่างเช่น vóórkomen (ปรากฏ) และ voorkómen (ป้องกัน) การใส่เครื่องหมายเน้นหนัก (´) ในภาษาดัตช์นั้นไม่จำเป็นต้องกระทำ ไม่ได้เป็นข้อปฏิบัติ แต่บางครั้งก็แนะนำให้ใช้

สัทสัมผัส

[แก้]

โครงสร้างพยางค์โดยทั่วไปของภาษาดัตช์คือ (C)(C)(C)V(C)(C)(C)(C) หมายความว่าสามารถมีพยัญชนะต้นได้ 3 ตัวเหมือนภาษาอังกฤษ เช่น straat (ถนน) และมีพยัญชนะสะกดได้ 4 ตัว เช่น herfst (ฤดูใบไม้ร่วง) interessantst (น่าสนใจที่สุด) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำวิเศษณ์รูปขั้นกว่าหรือขั้นสุด

จำนวนพยัญชนะที่มากที่สุดในหนึ่งคำพบได้ในคำว่า slechtstschrijvend (งานเขียนที่แย่ที่สุด) ซึ่งมีพยัญชนะติดกัน 9 ตัว ตามทฤษฎีจะมีเพียง 7 หน่วยเสียง เนื่องจาก ch ใช้แทนหน่วยเสียงเสียงเดียว แต่การพูดโดยทั่วไปอาจลดลงเหลือเพียง 5-6 หน่วยเสียง

การเขียน

[แก้]

ภาษาดัตช์เขียนด้วยอักษรละตินมาตรฐาน 26 ตัว แต่มีทวิอักษร ij ที่ถือว่าเป็นตัวอักษรตัวหนึ่ง

ตัวพิมพ์เล็ก a - b - c - d - e - f - g - h - i - j - k - l - m - n - o - p - q - r - s - t - u - v - w - x - y - (ij) - z

ตัวพิมพ์ใหญ่ A - B - C - D - E - F - G - H - I - J - K - L - M - N - O - P - Q - R - S - T - U - V - W - X - Y - (IJ) - Z

สระในภาษาดัตช์มี 5 ตัว คือ a - e - i - o - u ซึ่งถ้าหากพิจารณารวมตัวอักษร ij ซึ่งเป็นได้ทั้งพยัญชนะและสระ ด้วยแล้ว จะมีสระรวมเป็น 6 ตัว

ตัวอักษร Q จะพบในคำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศเท่านั้น และเช่นกัน อักษร X และ Y ส่วนมากจะใช้ในคำที่ยืมมา แต่ก็มีบ้างที่ใช้ในชื่อหรือคำเก่า ๆ เช่น hypnose (แปลว่า hypnosis ในภาษาอังกฤษ)

ตัวอักษร E เป็นตัวอักษรที่ใช้มากที่สุดในภาษาดัตช์ โดยเฉพาะหน้าที่เป็นสระ ส่วนตัวอักษรที่ใช้น้อยที่สุด ได้แก่ ตัวอักษร Q, X, และ Y

การเขียน ij ติดกันมีลักษณะคล้าย ÿ

อักษร ij (/ɛi/ แอย) เป็นตัวที่ค่อนข้างจะเป็นปัญหา โรงเรียนประถมหลายแห่งสอนให้นักเรียนท่อง x ij z แทนที่จะเป็น x y z และเรียกอักษร y ว่า "Griekse y" (หมายถึง "y กรีก") อักษร ij ไม่ใช่เป็นการนำ i และ j มารวมกัน อย่างไรก็ตามในพจนานุกรมจะพบตัวอักษร ij อยู่ระหว่าง ih กับ ik ส่วนในสมุดโทรศัพท์จะพบว่าอักษร ij จะอยู่แทนที่ตัวอักษร y เลย (เพราะว่านามสกุลหลายชื่อไม่มีมาตรฐานในการสะกด เช่น Bruijn อาจสะกดได้เป็น Bruyn)

ในการขึ้นต้นประโยคที่มี IJ เป็นตัวอักษรตัวแรก เช่น ijs (น้ำแข็ง) ให้เขียนตัว i และ j เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งสอง คือ IJs เพราะถือว่า ij คืออักษรตัวหนึ่ง อย่างไรก็ตามในภาษาถิ่นบางแห่งพิจารณา ij เป็นสระประสมเสียงเดียว (ตัว i กับ j ควบกัน) ทำให้เมื่อขึ้นต้นประโยคจะเขียน Ijs แทน IJs

อักษร ij ในการเขียนด้วยลายมือจะปรากฏคล้ายอักษร ÿ ส่วนยูนิโคดมีทวิอักษรแบบตัวเดียวคือ IJ (U+0132) และ ij (U+0133)

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ภาษาอาฟรีกานส์เป็นภาษาลูกหลานของภาษาดัตช์ ดู Booij 1999, p. 2, Jansen, Schreuder & Neijt 2007, p. 5, Mennen, Levelt & Gerrits 2006, p. 1, Booij 2003, p. 4, Hiskens, Auer & Kerswill 2005, p. 19, Heeringa & de Wet 2007, pp. 1, 3, 5.
    ในอดีตภาษาอาฟรีกานส์ถูกเรียกว่า ภาษาดัตช์แห่งเคป ดู Deumert & Vandenbussche 2003, p. 16, Conradie 2005, p. 208, Sebba 1997, p. 160, Langer & Davies 2005, p. 144, Deumert 2002, p. 3, Berdichevsky 2004, p. 130.
    ภาษาอาฟรีกานส์มีรากฐานมาจากสำเนียงภาษาดัตช์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ดู Holm 1989, p. 338, Geerts & Clyne 1992, p. 71, Mesthrie 1995, p. 214, Niesler, Louw & Roux 2005, p. 459.
    ภาษาอาฟรีกานส์ถูกอธิบายไว้ในหลายรูปแบบ ทั้งเป็นภาษาครีโอล ภาษาที่กลายเป็นครีโอลบางส่วน หรือเป็นรูปแปรที่เบี่ยงเบนไปจากภาษาดัตช์ และมีไวยากรณ์ที่ลดรูปให้เรียบง่ายลงอย่างมากเมื่อเทียบกับภาษาดัตช์ ดู Sebba 2007, p. 116.
  2. เป็นภาษาที่มีการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์กว้างขวางที่สุดในบรรดาภาษาทางการทั้งหมดของแอฟริกาใต้ ดู Webb 2003, pp. 7, 8, Berdichevsky 2004, p. 131 และมีการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์กว้างที่สุด ดู Alant 2004, p. 45.
    มีการพูดและทำความเข้าใจอย่างแพร่หลายในฐานะภาษาที่สองหรือภาษาที่สาม ดู Deumert & Vandenbussche 2003, p. 16, Kamwangamalu 2004, p. 207, Myers-Scotton 2006, p. 389, Simpson 2008, p. 324, Palmer 2001, p. 141, Webb 2002, p. 74, Herriman & Burnaby 1996, p. 18, Page & Sonnenburg 2003, p. 7, Brook Napier 2007, pp. 69, 71.
    ประมาณร้อยละ 40 ของชาวแอฟริกาใต้มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอาฟรีกานส์ในระดับพื้นฐานเป็นอย่างน้อย ดู Webb 2003, p. 7 McLean & McCormick 1996, p. 333. ภาษาอาฟรีกานส์ยังเป็นภาษากลาง (lingua franca) ของประเทศนามิเบีย ดู Deumert 2004, p. 1, Adegbija 1994, p. 26, Batibo 2005, p. 79, Donaldson 1993, p. xiii, Deumert & Vandenbussche 2003, p. 16, Baker & Prys Jones 1998, p. 364, Domínguez & López 1995, p. 399, Page & Sonnenburg 2003, p. 8, CIA 2010.
    แม้ว่าจะไม่ทราบจำนวนผู้พูดภาษาอาฟรีกานส์ทั้งหมดที่แน่ชัด แต่การประมาณการอยู่ระหว่าง 15 ถึง 23 ล้านคน โดยงานวิจัยระบุว่าภาษาอาฟรีกานส์มีผู้พูด 16.3 ล้านคน ดู de Swaan 2001, p. 216 หรือมีผู้พูดรวม 16 ล้านคน ดู Machan 2009, p. 174 มีประชาชนราว 9 ล้านคนพูดภาษาอาฟรีกานส์เป็นภาษาที่สองหรือสาม ดู Alant 2004, p. 45, Proost 2006, p. 402 มีผู้พูดเป็นภาษาแม่มากกว่า 5 ล้านคน และผู้พูดเป็นภาษาที่สอง 15 ล้านคน ดู Réguer 2004, p. 20 มีผู้พูดเป็นภาษาแม่ประมาณ 6 ล้านคน และภาษาที่สอง 16 ล้านคน ดู Domínguez & López 1995, p. 340 ในแอฟริกาใต้มีผู้พูดภาษาอาฟรีกานส์ในระดับหนึ่งรวมกว่า 23 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ 1 ใน 3 เป็นผู้พูดภาษาแรก ดู Page & Sonnenburg 2003, p. 7 ส่วนภาษาอาฟรีกานส์ของผู้พูดผิวดำ (Black Afrikaans) ซึ่งเป็นภาษาที่สองนั้น คาดว่ามีผู้พูดที่มีความคล่องแคล่วแตกต่างกันไปราว 15 ล้านคน ดู Stell 2008, p. 1.
    ภาษาดัตช์และภาษาอาฟรีกานส์สามารถทำความเข้าใจซึ่งกันและกันได้ ดู Gooskens 2007, p. 453, Holm 1989, p. 338, Baker & Prys Jones 1998, p. 302, Egil Breivik & Håkon Jahr 1987, p. 232 สำหรับการทำความเข้าใจร่วมกันผ่านภาษาเขียน ดู Sebba 2007, p. 116, Sebba 1997, p. 161.
    ผู้พูดภาษาดัตช์จะเข้าใจภาษาอาฟรีกานส์ได้ง่ายกว่าที่ผู้พูดภาษาอาฟรีกานส์จะเข้าใจภาษาดัตช์ ดู Gooskens 2007, p. 454.
  3. มีจำนวน 410,000 คนในสหรัฐอเมริกา, 159,000 คนในแคนาดา และ 47,000 คนในออสเตรเลีย ดู Simpson 2009, p. 307 หรือเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวมีอยู่ระหว่าง 200,000 ถึง 400,000 คน ดู McGoldrick, Giordano & Garcia-Preto 2005, p. 536.
  4. ในฝรั่งเศส มีกลุ่มผู้พูดภาษาถิ่นเชิงประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า ภาษาเฟลมมิชฝรั่งเศส โดยมีผู้พูดภาษาดัตช์ประมาณ 80,000 คนในฝรั่งเศส ดู Simpson 2009, p. 307 ขณะที่ในเขตเฟรนช์ฟลานเดอร์ มีกลุ่มผู้พูดภาษาเฟลมมิชหลงเหลืออยู่เพียง 20,000 คน ดู Berdichevsky 2004, p. 90 ทั้งนี้ มีการประมาณการว่าภาษาเฟลมมิชฝรั่งเศสถูกใช้พูดในทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสโดยมีผู้พูดในชีวิตประจำวันราว 20,000 คน และผู้พูดเป็นครั้งคราวอีก 40,000 คน ดู European Commission 2010.
    นอกจากนี้ ยังมีแนวต่อเนื่องของภาษาถิ่น (dialect continuum) ระหว่างภาษาดัตช์และภาษาเยอรมันผ่านทางภาษาถิ่นเคลเวอร์แลนดิช (Kleverlandish), สำเนียงโลว์แซกซัน (Lower Saxon) และภาษาลิมบืร์ค
    ใน ค.ศ. 1941 มีชาวอินโดนีเซีย 400,000 คนที่พูดภาษาดัตช์ และภาษาดัตช์ได้ส่งอิทธิพลอย่างมากต่อภาษาอินโดนีเซีย ดู Sneddon 2003, p. 161 และในปีเดียวกันนั้น มีประชากรในพื้นที่ราวร้อยละ 0.5 ที่มีความรู้ภาษาดัตช์ในเกณฑ์ดี ดู Maier 2005, p. 12 ในช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง มีชาวเอเชียประมาณหนึ่งล้านคนที่มีความสามารถในการใช้ภาษาดัตช์ในเชิงรุก (active command) ขณะที่มีอีกครึ่งล้านคนที่มีความรู้ในเชิงรับ (passive knowledge) ดู Jones 2008, p. xxxi ชาวอินโดนีเซียที่มีอายุมากจำนวนมากยังคงพูดภาษาดัตช์เป็นภาษาที่สอง ดู Thomson 2003, p. 80 ชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนบางกลุ่มก็พูดภาษาดัตช์ระหว่างกันเอง ดู Tan 2008, pp. 62–64, Erdentuğ & Colombijn 2002, p. 104 ทั้งนี้ มีการระบุว่าภาษาดัตช์ถูกพูดโดย "กลุ่มผู้พูดขนาดเล็ก" ในอินโดนีเซีย ดู Bussmann 2002, p. 83 ขณะที่ชาวอินโดนีเซียรุ่นใหม่บางคนเลือกเรียนภาษาดัตช์เป็นภาษาต่างประเทศ เนื่องจากบิดามารดาหรือปู่ย่าตายายอาจพูดภาษานี้ได้ และในบางสังคมยังคงมองว่าภาษาดัตช์เป็นภาษาของกลุ่มชนชั้นนำ ดู Vos 2001, p. 91 ในปัจจุบัน มีเพียงผู้ได้รับการศึกษาในเจเนอเรชันที่เก่าแก่ที่สุด ควบคู่ไปกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จำเป็นต้องใช้ภาษาเท่านั้น ที่สามารถพูดภาษาดัตช์ได้อย่างคล่องแคล่ว ดู Ammon et al. 2006, p. 2017 คลังคำศัพท์ในภาษาอินโดนีเซียปัจจุบันประมาณร้อยละ 6.4 สามารถสืบย้อนกลับไปถึงคำศัพท์ในภาษาดัตช์ได้ ดู Tadmor 2009, p. 698.
  5. ภาษาดัตช์และภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีความใกล้ชิดทางสายตระกูลมากที่สุดกับภาษาเยอรมัน ดู Abraham 2006, p. 124 ภาษาดัตช์เป็นภาษาที่มีความใกล้ชิดมากที่สุดกับภาษาเยอรมัน ดู Czepluch & Abraham 2004, p. 13 ภาษาดัตช์และภาษาอังกฤษมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ดู Ingram 1989, p. 494, Todd 2004, p. 37, Kager 1989, p. 105, Hogg 2002, p. 134, De Bot, Lowie & Verspoor 2005, pp. 130, 166, Weissenborn & Höhle 2001, p. 209, Crisma & Longobarde 2009, p. 250 ภาษาดัตช์และภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันอย่างมาก ดู Fitzpatrick 2007, p. 188 ภาษาดัตช์เป็นภาษาที่มีความใกล้ชิดกับภาษาอังกฤษมากที่สุดรองจากภาษาฟรีเซียน ดู Mallory & Adams 2006, p. 23, Classe 2000, p. 390, Hogg 2002, p. 3, Denning, Kessler & Leben 2007, p. 22 ภาษาอังกฤษมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาษาดัตช์มากที่สุด ดู Lightfoot 1999, p. 22 และมีความใกล้ชิดมากกว่าที่มีต่อภาษาเยอรมัน ดู Sonnenschein 2008, p. 100, Kennedy Wyld 2009, p. 190.
  6. ตามหลักสัณฐานวิทยา ภาษาดัตช์มักถูกอธิบายว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมัน แต่ตามหลักวากยสัมพันธ์จะมีความใกล้เคียงกับภาษาเยอรมันมากกว่า ดู Clyne 2003, p. 133 ภาษาดัตช์ถูกจัดวางให้อยู่ระหว่างภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมัน ดู Putnam 2011, p. 108, Bussmann 2002, p. 83, Müller 1995, p. 121, Onysko & Michel 2010, p. 210 ในเชิงประเภทวิทยา (typology) ภาษาดัตช์ครองตำแหน่งอยู่ระหว่างภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ โดยมีลำดับคำที่คล้ายคลึงกับภาษาเยอรมัน มีเพศทางไวยากรณ์ และมีคลังคำศัพท์ที่เป็นกลุ่มภาษาเจอร์แมนิกเป็นส่วนใหญ่ซึ่งมีคำร่วมเชื้อสาย (cognates) จำนวนมากกับคำในภาษาเยอรมัน ส่วนในเชิงสัณฐานวิทยาจะมีความใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ โดยระบบการผันการกและมาลาสมมุติ (subjunctive) ได้เสื่อมความนิยมและเลิกใช้ไปเป็นส่วนใหญ่ ดู Swan & Smith 2001, p. 6.
  7. ภาษาดัตช์มีสัณฐานวิทยาที่ลดรูปให้เรียบง่ายขึ้นและเลิกใช้ระบบการกทางไวยากรณ์ร่วมกับภาษาอังกฤษ ดู Booij 1999, p. 1, Simpson 2009, p. 309 ในทางตรงกันข้ามกับภาษาเยอรมัน เครื่องหมายบ่งชี้การกได้กลายเป็นส่วนที่หลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย (vestigial) ในภาษาอังกฤษและภาษาดัตช์ ดู Hogg 2002, p. 134, Abraham 2006, p. 118, Bussmann 2002, p. 83, Swan & Smith 2001, p. 6 การเปลี่ยนเสียงสระ (umlaut) ในภาษาดัตช์และภาษาอังกฤษมีพัฒนาการที่น้อยกว่าในภาษาเยอรมันอย่างมาก ดู Simpson 2009, p. 307, Lass 1994, p. 70, Deprez 1997, p. 251.
  8. ภาษาดัตช์มีเพศทางไวยากรณ์อยู่สองเพศหลักอย่างมีประสิทธิภาพ ดู Booij 1999, p. 1, Simpson 2009, p. 309, De Vogelaer 2009, p. 71 ทั้งนี้เพศทางไวยากรณ์ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนรูปทางไวยากรณ์ในภาษาดัตช์ค่อนข้างน้อย ดู Bussmann 2002, p. 84
  9. Simpson 2009, p. 307, Booij 1999, p. 1 ภาษาดัตช์และภาษาเยอรมันไม่ได้มีลำดับคำแบบ SVO (ประธาน-กริยา-กรรม) ที่เคร่งครัดเหมือนในภาษาอังกฤษ ดู Hogg 2002, pp. 87, 134 ในทางตรงกันข้ามกับภาษาอังกฤษที่มีลำดับคำพื้นฐานเป็น SVO โครงสร้างพื้นฐานของภาษาดัตช์และภาษาเยอรมันจะเป็น SV1OV2 หรือเป็น SOV ในกรณีที่เป็นประโยคย่อย (subordinate clauses) ดู Ingram 1989, p. 495, Jordens & Lalleman 1988, pp. 149, 150, 177 ภาษาดัตช์มีลำดับคำที่เกือบจะเหมือนกับภาษาเยอรมัน ดู Swan & Smith 2001, p. 6.
  10. คลังคำศัพท์ภาษาดัตช์มีคำที่เป็นกลุ่มภาษาเจอร์แมนิกมากกว่าภาษาอังกฤษ และมีคำที่เป็นกลุ่มภาษาโรมานซ์มากกว่าภาษาเยอรมัน ดู Simpson 2009, p. 309, Swan & Smith 2001, p. 17 คำศัพท์ภาษาดัตช์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มภาษาเจอร์แมนิก ดู Swan & Smith 2001, p. 6 ภาษาดัตช์มีคลังคำศัพท์ที่คล้ายคลึงกับภาษาอังกฤษมากที่สุด ดู Mallory & Adams 2006, p. 1.

อ้างอิง

[แก้]
  1. ภาษาดัตช์ ที่ Ethnologue (19th ed., 2016)
  2. 1 2 คณะกรรมาธิการยุโรป (2006). "Special Eurobarometer 243: Europeans and their Languages (Survey)" (PDF). Europa. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ กุมภาพันธ์ 21, 2007. สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 3, 2007.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) "ร้อยละ 1 ของประชากรในสหภาพยุโรปอ้างว่าสามารถสื่อสารภาษาดัตช์ได้ดีพอที่จะสนทนาได้" (หน้า 153).
  3. 1 2 "Dutch". Languages at Leicester. University of Leicester. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ พฤษภาคม 2, 2014. สืบค้นเมื่อ กรกฎาคม 1, 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "Feiten"
  5. Wouden, Ton van der (2012-06-27). Roots of Afrikaans: Selected writings of Hans den Besten (ภาษาอังกฤษ). John Benjamins Publishing. น. 258. ISBN 978-90-272-7382-6.
  6. Kirsner, Robert S. (2014-02-15). Qualitative-Quantitative Analyses of Dutch and Afrikaans Grammar and Lexicon (ภาษาอังกฤษ). John Benjamins Publishing Company. น. 1. ISBN 978-90-272-7104-4.
  7. "Taalunie". taalunie.org (ภาษาดัตช์). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ มกราคม 5, 2024. สืบค้นเมื่อ 2024-04-23.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  8. Netherlands, Statistics (2019-04-04). "Caribbean Netherlands; Spoken languages and main language, characteristics". Statistics Netherlands (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ ตุลาคม 19, 2023. สืบค้นเมื่อ 2024-04-24.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  9. Groeneboer, K (1993) Weg tot het westen. Het Nederlands voor Indie 1600–1950. Publisher: KITLEV, Leiden.
  10. 1 2 Maier 2005.
  11. Lindsey, Tim; Butt, Simon (2018-09-06). Indonesian Law (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. น. 307. ISBN 978-0-19-166556-1.
  12. Willemyns, Roland (2002). "Language Contact at the Romance-Germanic Language Border". ใน Jeanine Treffers-Daller, Roland Willemyns (บ.ก.). Journal of multilingual and multicultural development. Multilingual Matters. น. 4. ISBN 1853596272. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ มีนาคม 24, 2023. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 19, 2023.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  13. "A Guide to Dutch – 10 facts about the Dutch language". Languages. BBC. 2014. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ ธันวาคม 2, 2019. สืบค้นเมื่อ ธันวาคม 20, 2019.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  14. "Dutch". Oxford English Dictionary Online. Oxford University Press. 2019. สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2019.
  15. 1 2 Mees, Inger; Collins, Beverley (1982). "A phonetic description of the consonant system of Standard Dutch (ABN)". Journal of the International Phonetic Association. 12 (1): 2–12. doi:10.1017/S0025100300002358.
  16. 1 2 3 4 5 Booij, Geert (1995). The Phonology of Dutch. Oxford University Press. ISBN 978-0-19-823869-0.

เอกสารอ้างอิงทั่วไปและเอกสารอ้างอิงที่อ้างถึง

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]