ไฮนซ์ กูเดเรียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไฮนซ์ วิลเฮล์ม กูเดเรียน
17 มิถุนายน ค.ศ. 1888(1888-06-17) – 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1954 (65 ปี)
Bundesarchiv Bild 101I-139-1112-17, Heinz Guderian.jpg
พลเอกไฮนซ์ กูเดเรียน ที่แนวรบด้านตะวันออก, ก.ค. 1941
ชื่อเล่น ไฮนซ์สายฟ้าแลบ (Schneller Heinz)
ที่เกิด คูล์ม, ราชอาณาจักรปรัสเซีย, จักรวรรดิเยอรมัน (ปัจจุบันอยู่ในโปแลนด์)
ที่เสียชีวิต ชวังเกา, รัฐบาวาเรีย เยอรมนีตะวันตก
รับใช้  จักรวรรดิเยอรมัน (ถึง 1918)
 สาธารณรัฐไวมาร์ (ถึง 1933)
 เยอรมนี
ปีปฏิบัติหน้าที่ ค.ศ. 1907 - 1945
ชั้นยศ Generaloberst (Wehrmacht) 5.svg พลเอก (Generaloberst)
การยุทธ์
บำเหน็จ กางเขนเหล็กกางเขนอัศวินประดับด้วยใบโอ็ค

ไฮนซ์ วิลเฮล์ม กูเดเรียน (เยอรมัน: Heinz Wilhelm Guderian) เป็นพลเอกแห่งกองทัพบกเยอรมันในสมัยนาซีเยอรมนี เขาโด่งดังจนได้รับการยกย่องจากคนทั้งโลกว่าเป็นบิดาแห่งยานเกราะ[ต้องการอ้างอิง] และมีสมญาว่า ไฮนซ์สายฟ้าแลบ (Schneller Heinz) จากการเป็นผู้คิดค้นยุทธวิธีสายฟ้าแลบ (บลิทซครีก) ที่ทำให้สามารถเข้ายึดโปแลนด์ได้สำเร็จและต่อมาก็ทำให้ฝรั่งเศสยอมจำนนต่อเยอรมันในการรุกที่แม่น้ำเมิซและเป็นผู้สร้างรถถังที่มีชื่อเสียง เช่น รถถังพันเทอร์, รถถังไทเกอร์ 2 เป็นต้น

หน่วยของกูเดเรียนยอมจำนนต่อกองกำลังสหรัฐในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 เขาอยู่ในการควบคุมตัวของสหรัฐในฐานะจำเลยอาชญากรสงคราม เขาถูกสอบสวนแต่ก็ไม่ถูกตั้งข้อหาหรือความผิดใดๆ เขาได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1948 เขามักถูกรับเชิญจากกลุ่มทหารผ่านศึกชาวอังกฤษ ซึ่งเขาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และวิเคราะห์สนามรบในอดีตกับบรรดาอดีตศัตรู นอกจากนี้ยังได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาในการก่อตั้งกองทัพของเยอรมนีตะวันตกด้วย

ประวัติ[แก้]

ไฮนซ์ วิลเฮล์ม กูเดเรียน เกิดที่เมืองคุล์ม ราชอาณาจักรปรัสเซีย จักรวรรดิเยอรมัน เขาเกิดในครอบครัวมีอันจะกิน เป็นบุตรของร้อยโทฟรีดริช กูเดเรียน (Friedrich Guderian) กับนางคลารา คีร์ชฮอฟ (Clara Kirchhoff)[1] ในปี 1901 เขาเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยคาร์ลสรูเออ ก่อนที่จะย้ายมายังโรงเรียนนายร้อยโกรสส์-ลิชเทอร์เฟลเดอ (Groß-Lichterfelde) ใกล้กับกรุงเบอร์ลิน

เข้ารับราชการทหาร[แก้]

เมื่อเขาสำเร็จการศึกษานายร้อยในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1907 เขาก็ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการทหารจักรวรรดิเยอรมัน ที่กองพันทหารราบเบาที่ 10 แห่งฮันโนเฟอร์ ซึ่งเป็นกองพันที่บิดาของเขาเป็นผู้บังคับกองพัน ในปี 1908 เขาก็ได้รับการประดับยศร้อยตรี ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันชายแดนด้านตะวันออกของจักรวรรดิเยอรมัน ตั้งแต่ไซลีเซียไปจนถึงทะเลบอลติก เขามีความคิดเหมือนกับทหารหลายๆคนว่าเยอรมันไม่ควรลงนามในสัญญาสงบศึก ค.ศ. 1918 เขาคิดว่าจักรวรรดิเยอรมันควรสู้ต่อ[2]

หลังสงคราม เขาเป็นหนึ่งในทหารสี่พันคนที่ยังคงได้รับราชการต่อในกองทัพเยอรมันที่ถูกลดขนาดลง เขาไปประจำการยังชายแดนด้านตะวันออกของประเทศเป็นเวลาห้าเดือนเพื่อรับมือความวุ่นวายจากสงครามกลางเมืองรัสเซีย[3] ก่อนที่จะถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ในกองพลน้อยที่ 10 แห่งไรชส์เวร์ ในเมืองฮันโนเฟอร์เป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่ในปี 1920 เขาจะได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นผู้บังคับการกองพันทหารราบเบาที่ 10 แห่งฮันโนเฟอร์ ต่อมาในปี 1922 เขาถูกทาบทามให้เป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการ โดยได้รับมอบหมายหน้าที่ตรวจสอบการลำเลียงกำลังพลประจำกองพันยานยนต์ขนส่งที่ 7 แห่งบาวาเรีย ในนครมิวนิก ภายใต้สังกัดกรมยานยนต์ขนส่ง

ผู้เชี่ยวชาญยานเกราะ[แก้]

กูเดเรียนขณะตรวจจถถังไทเกอร์ 1 ในปี 1943

ด้วยหน้าที่นี้เอง ที่ทำให้เขาได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้าด้านยานยนต์และยานเกราะ หนังสือที่เขาศึกษาส่วนมากเป็นหนังสือที่เขียนโดยร้อยเอกลิดเดลล์ ฮาร์ท (Liddell Hart) ทหารอังกฤษผู้มากประสบการณ์ด้านยานเกราะ ร้อยเอกฮาร์ทให้ความสำคัญกับการใช้กำลังรถถึงและยานเกราะในการรบระยะไกล รวมทั้งได้เสนอแนวคิดการรุกแบบประสานงานระหว่างยานเกราะและทหารราบ ซึ่งในยุคนั้น ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนารถถังและยานเกราะยังถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับกองทัพเยอรมัน การค้นคว้าอย่างจริงจังของกูเดเรียนทำให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ไปโดยปริยาย บทความด้านยานเกราะของเขาได้รับการตีพิมพ์ในวารสารกองทัพเป็นประจำ ซึ่งได้ทำให้ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ในช่วงปี 1923 ถึง 1924 พันโทวัลเทอร์ ฟอน เบราชิทช์ ได้จำลองการรบที่มีการประสานงานกันระหว่างรถถัง ยานเกราะ ทหารราบ และอากาศยาน การฝึกนี้เป็นที่สนใจของกรมการฝึกกองทัพบกอย่างมาก กูเดเรียนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ฝึกสอนด้านยุทธวิธีและประวัติศาสตร์การทหาร ทำหน้าที่เผยแพร่การรบแบบใหม่ให้แก่หน่วยทหารต่างๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนยุทธวิธีให้กับกองรถถัง ถือเป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้เห็นรถถังอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะเครื่องไม้เครื่องมือภายในรถถัง เกิดเป็นแนวความคิดที่ว่า:

การใช้รถถังรบอย่างเพียงลำพังหรือรบพร้อมทหารราบนั้น จะประสบความสำเร็จได้ยากยิ่ง จุดเด่นที่รถถังควรมีในการรบสมัยใหม่คือความเร็ว และสามารถเคลื่อนผ่านภูมิประเทศที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี การรุกด้วยรถถังจำเป็นต้องมียุทโธปกรณ์อื่นๆคอยสนับสนุน รถถังทำหน้าที่ในการรุก และยุทโธปกรณ์อื่นๆทำหน้าที่รองลงไป

กองทัพเยอรมันตอบรับแนวคิดของเขาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการจัดตั้งกองพลยานเกราะ แม้จะมีนายพลหัวเก่าบางคนที่ยังคงมองว่าแนวคิดของเขาเป็นเรื่องเพ้อฝัน กูเดเรียนก็ยังคงมุ่งเสนอความคิดที่จะทำการรบโดยใช้รถถังและยานเกราะในแบบฉบับของเขา

สมัยนาซี[แก้]

กูเดเรียนระหว่างเดินทางไปแนวรบด้านตะวันออก ค.ศ. 1943

ในปี 1933 เมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นดำรงตำแหน่งฟือเรอร์ กูเดเรียนได้มีโอกาสฟังสุนทรพจน์ของฮิตเลอร์ในงานแสดงรถยนต์ในกรุงเบอร์ลิน เขามีความประทับใจมากที่ฮิตเลอร์ประกาศว่าจะยกเลิกภาษีรถยนต์ และสร้างทางหลวงเอาโทบาน รวมทั้งจะสร้างรถยนต์ราคาย่อมเยาสำหรับประชาชน นั่นคือรถโฟล์กสวาเกน นอกจากนี้ ฮิตเลอร์ยังแต่งตั้งพลเอกแวร์เนอร์ ฟอน บลอมแบร์ค เป็นรัฐมนตรีว่าการสงคราม บลอมแบร์คเป็นบุคคลที่มีหัวสมัยใหม่ ตรงกับแนวทางการพัฒนาการรบโดยใช้รถถังเป็นหลักของกูเดเรียน นอกจากนั้น ฮิตเลอร์ซึ่งเป็นทหารเก่าก็มีความสนใจในเรื่องการเคลื่อนย้ายกำลังพลและการใช้ยานเกราะในการรบอยู่มากพอควร ในห้วงเวลานี้เองที่เยอรมันได้ร่วมกับสหภาพโซเวียตทำการพัฒนารถถังอย่างลับๆในดินแดนของโซเวียต

ในเดือนเมษายน 1933 กูเดเรียนได้รับการเลื่อนยศเป็นพันเอก และสองเดือนต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นเสนาธิการกองบัญชาการทหารยานเกราะ และมีโอกาสได้นำเสนออาวุธยุทโธปกรณ์ที่เยอรมันพัฒนาขึ้นต่อฮิตเลอร์เป็นครั้งแรก เขาได้สาธิตการเข้าตีของหมวดจักรยานยนต์, หมวดต่อสู้รถถัง, หมวดรถถังพันเซอร์ 1, หมวดรถหุ้มเกราะเบา และหมวดยานเกราะลาดตระเวน ฮิตเลอร์ประทับใจการสาธิตของกูเดเรียนอย่างมาก ถึงกลับกล่าวว่า "นี่แหล่ะสิ่งที่ชั้นต้องการ นี่แหล่ะสิ่งที่ชั้นอยากจะมี" ตั้งแต่นั้นมาการฝึกจู่โจมโดยหน่วยรถถังก็เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง แม้ระยะแรกจะเป็นเพียงการใช้รถถังจำลองจากไม้ในการฝึกก็ตาม แต่ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ในขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศสยังคงมองรถถังและยานเกราะเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนทหารราบเท่านั้น

ในช่วงเดือนมีนาคม 1938 กูเดเรียนในยศพลโทเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการในการส่งกำลังเข้าผนวกประเทศออสเตรีย กองพลยานเกราะที่ 2 ของเขาใช้เวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมงกับระยะทาง 670 กิโลเมตรถึงกรุงเวียนนา ซึ่งในการเคลื่อนพลครั้งนี้ เขาพบจุดอ่อนของกองพลยานเกราะ นั่นคือการบำรุงรักษายุทโธปกรณ์มีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะกับรถถัง ทำให้ต้องประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องระหว่างเดินทาง นอกจากนี้ยังพบปัญหาด้านการส่งกำลังบำรุงโดยเฉพาะนำมัน ถือเป็นอุปสรรคใหญ่อีกข้อหนึ่ง เนื่องจากรถบรรทุกน้ำมันไม่สามารถตามขบวนยานเกราะได้ทัน ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมัน ภายหลังการผนวกประเทศออสเตรีย ฮิตเลอร์ตระหนักดีว่ากองพลยานเกราะมีความสำคัญเพียงใด ฮิตเลอร์ได้สั่งการให้จัดตั้งกองพลยานเกราะที่ 4 ขึ้นเพิ่มเติม พร้อมทั้งเตรียมการจัดตั้งกองพลยานเกราะที่ 5 และกองพลเบาที่ 4 ทำให้ขีดความสามารถของกองพลยานเกราะเยอรมันเพิ่มสูงขึ้นจนทิ้งห่างชาติอื่นๆอย่างขาดลอย

อ้างอิง[แก้]

  1. Frank N. Magill (5 March 2014). The 20th Century Go-N: Dictionary of World Biography. Routledge. pp. 1490–. ISBN 978-1-317-74060-5. 
  2. Hargreaves 2009, p. 29.
  3. Hart 2006, p. 16.
ก่อนหน้า ไฮนซ์ กูเดเรียน ถัดไป
คูร์ท ไซทซ์เลอร์ 2leftarrow.png เสนาธิการกองทัพบก
(กรกฎาคม ค.ศ. 1944 – มีนาคม ค.ศ. 1945)
2rightarrow.png ฮันส์ เคร็บส์