โกรกู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โกรกู
เดอะไชลด์
ตัวละครใน สตาร์ วอร์ส
The Child aka Baby Yoda (Star Wars).jpg
ปรากฏครั้งแรก"บทที่ 1: เดอะแมนดาโลเรียน" (2019) (เดอะแมนดาโลเรียน)
สร้างโดยจอน แฟฟโรว์
เดฟ ฟีโลนี
แสดงโดยSeveral puppeteers
ให้เสียงโดยDavid Acord (with effects)
ข้อมูลตัวละครในเรื่อง
ชื่อเต็มโกรกู
นามแฝงThe Asset (to the Empire)
The Child, Baby Yoda (To fans)
ชื่อเล่นThe Kid
เผ่าพันธุ์สายพันธุ์ของโยดา
เพศชาย
อาชีพเจไดริเริ่ม (เดิม)
สังกัดแมนดาลอเรียนส์
นิกายเจได
ครอบครัวเดอะแมนดาลอเรียน (พ่อบุญธรรม)

โกรกู (อังกฤษ: Grogu) หรือที่รู้จักในบรรดาผู้ชื่นชอบและสื่อมวลชนว่า "เบบีโยดา" ("โยดาน้อย") เป็นตัวละครในเรื่องแต่งชุดสตาร์ วอร์ส มีบทบาทในภาพยนตร์ชุด เดอะแมนดาโลเรียน ซึ่งออกฉายทางดิสนีย์พลัส โกรกูเป็นเด็กทารกสายพันธุ์เดียวกันกับโยดา มีความสามารถทางพลังที่แข็งแกร่ง ในเรื่องนี้ ตัวเอกของเรื่องคือเดอะแมนดาลอเรียนได้รับการว่าจ้างให้จับตัวโกรกูไปให้กลุ่มกองกำลังที่เหลืออยู่ของจักรวรรดิกาแลกติก แต่เขากลับเกิดความผูกพันกับเด็กตนนี้และคอยปกป้องโกรกูจากจักรวรรดิ ชื่อจริงของตัวละครนี้ไม่ได้รับการเปิดเผยจนถึง "บทที่ 13" ในซีซั่น 2 ซึ่งเปิดเผยว่าโกรกูถูกเลี้ยงมาในวิหารเจไดบนดาวเคราะห์คอรัสซานท์ในช่วงเวลาที่เกิดสงครามโคลน ก่อนที่จะมีการเปิดเผยนี้ ตัวละครนี้ถูกกล่าวถึงในนาม "เดอะไชลด์" (The Child, "เด็กน้อย")

โกรกูมีบทบาทในภาพยนตร์ชุดนี้แทบทุกตอนยกเว้น "บทที่ 15" ตัวละครนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างและผู้ดำเนินรายการ จอน แฟฟโรว์ ซึ่งต้องการสำรวจความลึกลับของโยดาและเผ่าพันธุ์ของโยดา ระหว่างที่ Favreau แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ Dave Filoni ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารของภาพยนตร์ชุดเรื่องนี้ ตัวละครโกรกูก็ถูกพัฒนาเพิ่มขึ้น ภาพลักษณ์ของตัวละครนี้ถูกออกแบบโดยนักวาดภาพแนวคิด Christian Alzmann ในการถ่ายทำส่วนใหญ่แล้วโกรกูจะถูกถ่ายทำด้วยเทคนิกหุ่นเชิดสลับกับหุ่นยนต์บังคับและตกแต่งด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิก

หุ่นเชิดที่ใช้ในการถ่ายทำถูกออกแบบโดย ลีเกซีเอฟเฟกต์[1] และใช้ทุนสร้างไปราว 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ควบคุมโดยนักเชิดสองคน คนหนึ่งควบคุมตาและปาก อีกคนหนึ่งควบคุมการแสดงออกทางใบหน้า ให้เสียงโดยการผสมผสานกันระหว่างเสียงผู้ใหญ่และเสียงทารก และเสียงสัตว์อย่างหมาจิ้งจอกหูค้างคาวและคิงคาจู พลวัตรระหว่างตัวละครเดอะแมนดาลอเรียนและโกรกูซึ่งสะท้อนบทบาทผู้ปกครองและความเป็นพ่อเป็นแก่นสารสำคัญอย่างหนึ่งในภาพยนตร์ชุดเรื่องนี้ พร้อมๆ กับการที่ตัวละครทั้งโกรกูและเดอะแมนดาลอเรียนจะค่อยๆ เรียนรู้และตั้งคำถามถึงความหมายของความดี-ความชั่วและผลของธรรมชาติและการเลี้ยงดู

ตัวละครโกรกูได้รับการตอบรับในทางบวกอย่างล้นหลามจากเหล่าผู้ชื่นชอบสตาร์ วอร์ส และนักวิจารณ์ โดยหลายคนถือว่าตัวละครนี้เป็นตัวละครขโมยซีนของภาพยนตร์ชุดเรื่องนี้[2][3] และกลายเป็นมีมทางอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว นิตยสารเดอะการ์เดียนขนานนามโกรกูว่าเป็น "ตัวละครใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี 2019" ในขณะที่เดอะฮอลลีวู้ดรีพอร์ตเตอร์บอกว่าตัวละครนี้เป็นอนาคตของฮอลลีวู้ด นักเขียนบทหลายคนกล่าวตรงกันว่าตัวละครโกรกูเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในความสำเร็จของบริการดิสนีย์พลัส ตัวละครนี้ถูกปกปิดเป็นความลับ ไม่ถูกกล่าวถึงเลยแม้แต่น้อยในสื่อประชาสัมพันธ์ก่อนการออกฉายของภาพยนตร์ชุดเดอะแมนดาลอเรียน ผลจากการปิดความลับนี้ทำให้ไม่มีสินค้าที่ระลึกออกขายทันทีหลังจากภาพยนตร์ชุดเรื่องนี้ออกฉายเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2019 ซึ่งนักวิเคราะห์บางรายประเมินไว้ว่าทำให้ดิสนีย์สูญเสียรายได้ไปประมาณ 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ Bob Igor ซึ่งเป็น CEO ของดิสนีย์ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้ออกมาปกป้องแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจอันนี้ว่าคุ้มค่า

ผลกระทบทางวัฒนธรรม[แก้]

สินค้าที่ระลึก[แก้]

บริการจังเกิลสเกาท์ของแอมะซอนได้ประมาณการณ์เอาไว้ว่าดิสนีย์อาจสูญเสียโอกาสทำรายได้ไปราว 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการที่ผลิตสินค้าตัวละครโกรกูออกมาวางจำหน่ายไม่ทันการ[4]

อ้างอิง[แก้]

  1. Snierson, Dan (January 11, 2020). "Adam Pally on his punchy Mandalorian scene: 'Baby Yoda is a bit of a diva'". Entertainment Weekly. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 12, 2020. สืบค้นเมื่อ February 27, 2020.
  2. Fashingbauer, Gael (December 23, 2019). "Baby Yoda: Everything we know about The Mandalorian star". CNET. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 23, 2019. สืบค้นเมื่อ February 26, 2020.
  3. "Baby Yoda Is an Acceptable Name for The Mandalorian's Breakout Star, Says Dave Filoni". IGN. November 21, 2019.
  4. Bonomolo, Cameron (December 6, 2019). "Star Wars: Delayed Baby Yoda Merchandise Cost Disney Millions". ComicBook.com. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 12, 2020. สืบค้นเมื่อ February 26, 2020.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]