เทียนวรรณ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เทียนวรรณ วัณณาโภ
เทียนวรรณ.jpg
เกิด1 กรกฎาคม พ.ศ. 2385
เมืองธนบุรี ประเทศสยาม
เสียชีวิตพ.ศ. 2458 (73 ปี)
เมืองพระนคร ประเทศสยาม
นามปากกาต.ว.ส. วัณณาโภ
อาชีพนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักกฎหมาย
คู่สมรส3 คน
บุตร16 คน

เทียนวรรณ หรือ ต.ว.ส. วัณณาโภ เป็นนามปากกาของ เทียน วัณณาโภ (1 กรกฎาคม พ.ศ. 2385 - พ.ศ. 2458) ทนายความ และนักคิดนักเขียนคนสำคัญ ที่มีบทความวิพากษ์ด้านนโยบายการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจ และด้านการศึกษา ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เทียนวรรณศึกษากฎหมายด้วยตนเองอย่างจริงจัง และเริ่มทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมาย รวมทั้งศึกษาเพิ่มเติมทั้งภาษาไทยและอังกฤษอย่างต่อเนื่อง เขาเขียนทั้งบทความ, บันทึกประจำวัน, กาพย์กลอน และทำงานช่วยเหลือประชาชนทั่วไปให้ได้รับความยุติธรรมทางกฎหมาย หนึ่งบุคคลร่วมยุคสมัยเดียวกันกับ ก.ศ.ร. กุหลาบ และ นรินทร์กลึง

ช่วงปี พ.ศ. 2425 หรือ ร.ศ. 100 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เทียนวรรณถูกฟ้องร้องกรณีเขียนฎีกาให้กับราษฎรผู้หนึ่ง และถูกตัดสินว่าหมิ่นตราพระราชสีห์ ซึ่งเท่ากับหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและหมิ่นประมาทกรมภูธเรศเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตร จึงถูกโบย 50 ที และขังคุกโดยไม่มีกำหนด เทียนวรรณถูกจำขังอยู่ 17 ปี จึงได้รับอิสรภาพในปี พ.ศ. 2442 ระหว่างถูกคุมขังได้มีผลงานเขียนออกมาอย่างสม่ำเสมอ

เทียนวรรณ ได้ออกหนังสือพิมพ์รายปักษ์ ชื่อ "ตุลวิภาคพจนกิจ" ระหว่าง พ.ศ. 2442 ถึง พ.ศ. 2449 และ "ศิริพจนภาค" เมื่อ พ.ศ. 2451 โดยวิจารณ์สังคมไทยในยุคนั้น เช่นเรื่องการมีภรรยาหลายคน การเล่นการพนัน การรับสินบน และยังเสนอแนะให้รัฐบาลปรับปรุงพัฒนาประเทศ ตั้งโรงเรียนสอนวิชาแพทย์ วิชาช่าง ตั้งศาลยุติธรรม ตัดถนนและทางรถไฟ ก่อตั้งกิจการไปรษณีย์ โทรเลข และธนาคารพาณิชย์ เสนอกฎหมายห้ามสูบฝิ่น เลิกทาส ห้ามเล่นการพนัน ห้ามชายไทยมีภรรยาหลายคน

ประวัติ[แก้]

มีนามเดิมว่า เทียน นามสกุล วัณณาโภ ต้นตระกูลชื่อขุนเทียนวิเชียรหงษ์ เป็นขุนนางสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีหน้าที่มารักษาป่ามังคุด ภายหลังจึงเรียกบริเวณป่ามังคุดนั้นตามชื่อขุนเทียนวิเชียรหงษ์ว่า “บางขุนเทียน”[1] บิดาชื่อ นายเรืองสิงห์ เชื้อสายมอญ มารดาชื่อ นางโอลิต เชื้อสายโปรตุเกส มีพี่น้อง ๙ คน เทียนวรรณ เป็นบุตรคนที่ ๗ เกิดเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๘๕ ปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่ตำบลบางขุนเทียน ฝั่งธนบุรี พื้นฐานครอบครัวมาจากทหารและพลเรือน เริ่มเรียนหนังสือที่บ้าน เมื่ออายุได้ ๘ ขวบจึงไปเรียนหนังสือไทยและหนังสือขอมกับพระที่วัดโพธิ์ พร้อมทั้งได้วิชามวยและเวทมนตร์คาถาป้องกันตัวมาด้วย ตอนเด็กออกจะเป็นนักเลง แต่ก็ไม่ข่มเหงใครก่อน ครั้นบิดาเสียอายุเมื่อเขาอายุได้ ๑๓ ปี มารดาได้แต่งงานใหม่ บิดาเลี้ยงชื่อ นายเผือก เป็นคนดีมีศีลธรรม จึงได้ค่อยกล่อมเกลาให้เขามีนิสัยอ่อนโยนขึ้น ครั้นเป็นหนุ่มอายุได้ ๑๘ ปีก็ได้ทำงานล่องเรือค้าขายไปถึงสวรรคโลกและกำแพงเพชร ทำงานได้สักปีก็ได้งานในเรือกำปั่น ได้แล่นเรือไปถึงสิงคโปร์ ซัวเถา ฮ่องกง เอ้หมึง และเซี่ยงไฮ้ ถือได้ว่าเป็นช่วงสั่งสมประสบการณ์อันดียิ่ง จากนั้นจึงได้เข้าบวชเรียนที่วัดบวรนิเวศนานถึง ๔ พรรษา ได้มีโอกาสใกล้ชิดนักปราชญ์ของยุคอย่าง สมเด็จพระสังฆราช (สา) และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยที่ยังผนวช ก็เสด็จมาประทับที่วัดนี้บ่อยครั้ง เขาลาสิกขาบทเมื่ออายุเบญจเพศ แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบศึกษาหาความรู้จึงยังซื้อและเช่าหนังสือมาอ่าน และติดตามรับฟังข่าวสารบ้านเมืองอย่างสม่ำเสมอ ช่วงนี้เขาทำอาชีพค้าขาย เดินทางไปมาระหว่างหัวเมืองต่าง ๆ และได้คบหาสมาคมกับผู้คนมากมาย โดยเฉพาะเหล่าเจ้านายและผู้ดีหัวก้าวหน้า เทียนวรรณถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ สิริรวมอายุได้ ๗๓ ปี

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

เทียนวรรณเริ่มเห็นปัญหาว่า การที่พวกเจ้านายและผู้ดีมีเมียมาก เป็นบ่อเกิดแห่งความทุจริต เพราะต้องจับจ่ายใช้สอยมาก รวมทั้งคนแก่ที่มีเมียมากก็ไม่สามารถให้ความสุขภรรยาได้อย่างทั่วถึง เทียนวรรณ มีภรรยาทั้งหมด ๓ คน แต่ก็มีครั้งละคน คือ หย่าหรือเลิกกับคนหนึ่งแล้วจึงมีคนถัดมา ภรรยาคนแรก เป็นเครือญาติถูกทางผู้หลักผู้ใหญ่จับคู่แต่งงาน มีบุตรด้วยกัน ๑ คน แต่ก็เลิกรากันไป แล้วมาคบกับภรรยาคนที่สอง มีบุตรด้วยกัน ๔ คน แต่ก็เลิกรากันไปอีก ทั้งสองก่อนหน้านั้นไม่พบหลักฐานชื่อที่แน่ชัด และมาคบกับภรรยาคนที่สามชื่อ แม่เปี๊ยก เป็นชาวเมืองตราด มีบุตรด้วยกันถึง ๑๑ คน เทียนวรรณ มีบุตรรวมกันทั้งสิ้น ๑๖ คน

แนวคิดและการเคลื่อนไหวทางการเมือง[แก้]

เริ่มเขียนบทความชิ้นแรกเมื่ออายุได้ ๓๐ ปี โดยนำเสนอเกี่ยวกับการปรับปรุงราชการบ้านเมือง เสนอให้เลิกทาส เลิกการพนัน ปราบปรามทุจริตคอรัปชัน และเสนอให้มีสภาผู้แทน บทความเหล่านี้เขาส่งไปลงตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ หากหนังสือพิมพ์ไม่กล้าลงให้ เขาก็แจกให้คนมีฐานะไว้ตีพิมพ์เป็นหนังสืองานศพบ้าง ตีพิมพ์เองบ้าง ตอนที่อยู่เมืองตราด อายุได้ ๓๓ ปี จึงได้ศึกษาวิชากฎหมายด้วยตนเองอย่างจริงจัง โดยอ่านจากหนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และได้ประกอบอาชีพทนายความ เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย รับว่าความให้แก่คนยากคนจน เขายังได้เสนอเรื่องความเสมอภาคในสิทธิของสตรีอีกด้วย โดยเสนอรัฐบาลในการให้การศึกษาสตรีทัดเทียมกับชาย เมื่อเทียนวรรณอายุได้ ๔๐ ปี ก็ถูกกลั่นแกล้ง โดยมีผู้กล่าวหาว่าเขาหมิ่นตราพระราชสีห์ ซึ่งเท่ากับหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และหมิ่นประมาทกรมภูธเรศเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตร จึงถูกเฆี่ยน ๕๐ ที และจำคุกไว้อย่างไม่มีกำหนด ทั้งนี้ในช่วงแรก เขาถูกจับใส่ตรวนและขื่อคาทั้งที่ศีรษะ มือ และเท้า จนกระทั่งได้เขียนหนังสือร้องเรียนไปยังกรมหลวงราชบุรีฯ จึงได้มีคำสั่งให้ปลดโซ่ที่คอออกจากนักโทษทุกคน ช่วงที่ถูกจำคุกนี้ เขายังคงเขียนงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ ส่งไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์และวารสารต่าง ๆ รวมแล้วเป็นจำนวน ๒๘ เรื่องด้วยกัน ขุนหลวงพระยาไกรสี (เปล่ง เวภาระ) ได้ช่วยเหลือวิ่งเต้นขอพระราชทานอภัยโทษให้ได้สำเร็จ หลังจากเทียนวรรณถูกจำคุกเป็นเวลาถึง ๑๗ ปี แม้จะได้รับอิสรภาพเมื่ออายุมากแล้ว เขายังไม่หยุดการทำงาน ยังคงเปิดสำนักงานทนายความ และทำหนังสือพิมพ์ "ตุลวิภาคพจนกิจ" ซึ่งหมายใจว่าจะนำเสนอข่าวสารที่ตรงไปตรงมาดุจตราชั่ง กิจการหนังสือพิมพ์ดำเนินอยู่ได้เพียงหกปีก็ต้องปิดตัวลงเพราะขาดทุน อย่างไรก็ตามเขาก็ยังมิย่อท้อในการนำเสนอความคิดต่อสังคม ยังคงจัดพิมพ์หนังสือชุด ศิริพจนภาค จำนวน ๓๒ เล่ม ซึ่งเป็นการรวบรวมงานเขียนของเขาทั้งหมด ซึ่งมีอยู่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นด้านการเมือง วิจารณ์สังคม และวิจารณ์วรรณกรรม

กระแสแนวคิดด้านทางสังคม[แก้]

เทียนวรรณ ปัญญาชนผู้ทรงอิธิพลด้านความคิดเสรีภาพยุคแรกเริ่มของสยาม หนึ่งบุคคลสำคัญได้ผลักดันปฎิรูปการปกครอง ร.ศ. 103 และเป็นผู้วางรากฐานระบอบประชาธิปไตยให้กับคนรุ่นหลัง จึงเกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญทั้ง กบฏ ร.ศ. 130 และ การปฎิวัติ ร.ศ. 150[2] แล้วเป็นบุคคลทรงคุณวุฒิแนวคิดต่อรัฐบุรุษ ปรีดี พนมยงค์ สมัยเด็กนักเรียนจนจบระดับมัธยมศึกษา[3]

อ้างอิง[แก้]

บรรณานุกรม[แก้]