ฮอนด้า ซีวิค

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฮอนด้า ซีวิค
Honda Civic 1.5 VTEC 1498cc registered March 2017.jpg
ภาพรวม
บริษัทผู้ผลิต ฮอนด้า
เริ่มผลิตเมื่อ 2515–ปัจจุบัน​
ตัวถังและช่วงล่าง
ประเภท รถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก (2515–2543)
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก (2543–ปัจจุบัน​)
รุ่นที่คล้ายกัน โตโยต้า โคโรลล่า
นิสสัน ซิลฟี่
มาสด้า3
ฟอร์ด โฟกัส
เชฟโรเลต ครูซ​
ระยะเหตุการณ์
รุ่นก่อนหน้า ฮอนด้า N600
ฮอนด้า Z600

ฮอนด้า ซีวิค รถยนต์ที่ผลิตและพัฒนาโดยบริษัทฮอนด้า ซีวิคเปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2516 เป็นรถสองประตูขนาดเล็ก โดยมีความจุเครื่องยนต์ 1169 ซีซี และ 1238 ซีซี โดยในปัจจุบันมีการปรับปรุงให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งเครื่องยนต์และความกว้างในห้องผู้โดยสาร (ซีวิครุ่นปัจจุบันที่มีขายในเมืองไทยเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร และ 1.5 ลิตร เทอร์โบ) นอกจากนี้ซีวิคได้ถูกจัดเป็นรถคุณภาพค่อนข้างดีเนื่องจาก ลักษณะรูปร่างภายนอกและความเชื่อถือได้ของระบบเครื่องยนต์และช่วงล่างพอสมควร

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2516–2522)[แก้]

ฮอนด้า ซิวิค โฉมที่ 1

โฉมนี้ ผลิตมาทั้งสิ้นถึง 7 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2516 - พ.ศ. 2522 รุ่นบุกเบิกมีแรงม้าเพียง 50 แรงม้า และมีความยาว 139.8 นิ้ว หรือ 3.55 เมตร แต่ได้ค่อยๆ พัฒนาขึ้น โดยรุ่นสุดท้ายของโฉมนี้มีแรงม้า 60 แรงม้า และยาว 146.9 นิ้ว หรือ 3.73 เมตร

โฉมนี้ เป็นรุ่นที่อยู่ในยุคที่ระบบเกียร์ยังไม่เน้นการประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยีด้านรถยนต์ยังใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ไม่ประหยัดเท่าใดนัก รถโฉมนี้ที่ออกวางจำหน่ายในขณะนั้น จะมีระบบเกียร์อยู่ 3 แบบให้เลือกซื้อ คือ เกียร์อัตโนมัติ 2 สปีด, เกียร์ธรรมดา 4 สปีด, เกียร์ธรรมดา 5 สปีด แต่จะผลิตเกียร์ธรรมดา 4 สปีด เป็นมาตรฐาน เพราะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ยังมีราคาสูง ส่วนเกียร์อัตโนมัติจะกินน้ำมันมาก ทำให้ไม่เป็นที่นิยม

มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือขนาด 1.2 กับ 1.5 ลิตร

มีตัวถัง 5 แบบ คือแบบคูเป้ 2 ประตู, hatchback 3 ประตู, ซีดาน 4 ประตู, hatchback 5 ประตู และ station wagon 5 ประตู โดยในประเทศไทยมีการเข้ามาจำหน่ายโดยบริษัท Asian Honda จำกัดเพียงไม่กี่คัน

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2523–2526)[แก้]

ฮอนด้า ซิวิค โฉมที่ 2

โฉมนี้ ผลิตมาทั้งสิ้น 4 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2523 - พ.ศ. 2526 โดยทั้ง 4 รุ่นปี มีความยาวคงที่คือ 146.9 นิ้ว หรือ 3.73 เมตร แรงม้า 55 กับ 67 แรงม้า แล้วแต่รุ่นเครื่องยนต์ คือขนาด 1.3 กับ 1.5 ลิตร ตามลำดับ

โฉมนี้ มีตัวถัง 4 แบบ คือ hatchback 3 ประตู, ซีดาน 4 ประตู, hatchback 5 ประตู และ station wagon 5 ประตู (ซีวิครุ่นนี้ขายในบางประเทศในชื่อ ฮอนด้า บอลเลด (Honda Ballade) ซึ่งต่อมา บอลเลด ก็ได้แยกตัวเป็นรุ่นอิสระไป)

โฉมนี้ มีระบบเกียร์ให้เลือกซื้อ 4 ระบบ คือ เกียร์อัตโนมัติ 2 กับ 3 สปีด และเกียร์ธรรมดา 4 กับ 5 สปีด (เกียร์อัตโนมัติถูกพัฒนาขึ้นจากเดิม)

แต่โฉมนี้ ก็เป็นโฉมสุดท้ายที่ซิวิคผลิตรถเกียร์อัตโนมัติแบบ 2 ระดับเกียร์ขาย และโฉมถัดจากนี้ไปจะไม่มีอีก

รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2527–2530)[แก้]

ฮอนด้า ซิวิค โฉมที่ 3

โฉมนี้ ผลิตมาทั้งสิ้น 4 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2527 - พ.ศ. 2530 โดยทั้ง 4 รุ่นปี มีความยาว 150 นิ้ว หรือ 3.81 เมตร สูง 1.35 เมตร กว้าง 1.62 เมตร เป็นโฉมแรกที่มีการทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (ซีวิค 2 รุ่นก่อนหน้านั้นเคยนำมาจำหน่าย แต่เป็นการจำหน่ายโดยเอเชี่ยน ฮอนด้า โดยนำเข้ามาเพียงไม่กี่คัน) โดยบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดเมื่อปี พ.ศ. 2527 ในยุคที่ฮอนด้ายังเพิ่งเริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเป็น Civic รุ่นแรกที่ประกอบในประเทศโดยโรงงานบางชัน เจเนอรัล แอสเซมบลี ในเครือพระนครยนตรการ ผู้จำหน่ายรถยนต์โอเปิล โฮลเด้น และไดฮัทสุในขณะนั้น

มีตัวถัง 4 แบบ คือ hatchback 3 ประตู, ซีดาน 4 ประตู, คูเป้ 3 ประตู และ station wagon 5 ประตู มีเครื่องยนต์ขนาดเดียว คือ 1.5 ลิตร

มี 3 ระบบเกียร์ คือเกียร์ธรรมดา 5 สปีด เกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด (ไม่มีระบบเกียร์ธรรมดา 4 สปีด กับเกียร์อัตโนมัติ 2 สปีด)

และโฉมนี้เป็นโฉมสุดท้ายที่มีการผลิตเกียร์อัตโนมัติ แบบ3สปีด

รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2531–2534)[แก้]

ฮอนด้า ซิวิค โฉมที่ 4

โฉมนี้ ผลิตมาทั้งสิ้น 4 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2531 - พ.ศ. 2534 โฉมนี้ มีการผลิตตัวถัง 4 รูปแบบ คือ hatchback 3 ประตู , ซีดาน 4 ประตู , คูเป้ 3 ประตู และ station wagon 5 ประตู

โฉมนี้ มีระบบเกียร์ให้เลือกถึง 4 ระบบ คือเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด, เกียร์ธรรมดา 4 สปีด, เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด เครื่องยนต์ 4 ขนาด คือ 1.3, 1.4, 1.5 และ 1.6 ลิตร

โฉมนี้ พ่อค้ารถในไทยนิยมเรียกว่า "โฉมไฟท้าย 2 ชั้น" เป็นโฉมสุดท้ายที่มีการผลิตเกียร์ธรรมดา 4 สปีด

นับเป็นโฉมที่มีความหลากหลาย และเครื่องยนต์ที่ทนทาน ปัจจุบันนี้ ก็ยังสามารถเห็นรถซีวิคโฉมไฟท้าย 2 ชั้นนี้ บนท้องถนนได้ แม้จะเลิกผลิตไปมากกว่า 20 ปีแล้ว และเป็น Civic รุ่นเดียวในประเทศไทยที่ไม่มีภาพยนตร์โฆษณาออกอากาศ แต่เป็นรุ่นที่ยังพบเห็นได้มากกว่ารุ่นที่ 3 ที่มีภาพยนตร์โฆษณาซะอีก

รุ่นที่ 5 (พ.ศ. 2535–2538)[แก้]

ฮอนด้า ซิวิค โฉมที่ 5

โฉมนี้ มีการผลิตมาทั้งสิ้น 4 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2535 - พ.ศ. 2538 มีตัวถัง 3 แบบ คือแบบคูเป้ 2 ประตู, hatchback 3 ประตู และแบบซีดาน 4 ประตู

มีระบบเกียร์ 2 ระบบ คือเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด มีเครื่องยนต์ 2 ขนาด คือ 1.3, 1.5, 1.6 และ 1.8 ลิตร พ่อค้ารถในไทย นิยมเรียกโฉมนี้ว่า "โฉมเตารีด"

โฉมนี้ เป็นโฉมที่รูปลักษณ์ภายนอกของซีวิคเริ่มเปลี่ยนไป เพราะ 4 โฉมแรก ภายนอกจะมีลักษณะตรง แล้วหักเป็นมุมๆ ทำให้มีลักษณะเป็นรูปทรงเหลี่ยมๆ แต่โฉมนี้จะเริ่มเปลี่ยนเป็นความโค้งมน และโฉมจากนี้ จะเพิ่มความโค้งมนมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงโฉมล่าสุด ที่มีความโค้งมนมาก

ในประเทศไทย นอกจากการขายตัวถังแบบ 4 ประตูแล้ว ยังมีการขายตัวถังแบบ 3 ประตูด้วย โดยรุ่นซีดานนำมาจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ. 2535 ส่วนรุ่น 3 ประตูนำมาจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ. 2536 เป็นซีวิคโฉมแรกในประเทศไทยที่มีการนำรุ่น 3 ประตูมาจำหน่าย

นอกจากนี้ ในประเทศไทย ช่วงกลางๆ ของโฉมนี้ ซีวิคเริ่มเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์แบบหัวฉีด แทนระบบคาร์บูเรเตอร์ ซึ่งสังเกตได้จากอักษรทริมที่อยู่ท้ายรถ จะมีตัวไอเล็กภาษาอังกฤษ (i) ต่อท้าย (เป็นทริมแบบ LXi, EXi, ฯลฯ) แต่ถ้าไม่มี i ต่อท้าย (LX, EX, ฯลฯ) แปลว่า ซีวิคคันนั้นยังใช้เครื่องคาร์บูเรเตอร์ ซึ่งรถที่ใช้ระบบหัวฉีด จะใช้เชื้อเพลิงคุ้มค่า และนอกจากนี้ เครื่องหัวฉีด สามารถเติมน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ (แก๊สโซฮอล์ E10) ได้ ซึ่งยิ่งช่วยผู้ใช้ประหยัดมากขึ้นไปอีก ในขณะที่เครื่องแบบคาร์บูเรเตอร์ ไม่เหมาะสมที่จะใช้แก๊สโซฮอล์

รุ่นที่ 6 (พ.ศ. 2539–2543)[แก้]

ฮอนด้า ซิวิค โฉมที่ 6

โฉมนี้ มีการผลิตมาทั้งสิ้น 5 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2539 - พ.ศ. 2543

โฉมนี้ มีตัวถัง 5 แบบ คือแบบคูเป้ 2 ประตู, hatchback 3 ประตู, ซีดาน 4 ประตู, hatchback 5 ประตู และ station wagon 4 ประตู โดยในประเทศไทยมีจำหน่ายรุ่นซีดาน 4 ประตู และคูเป้ 2 ประตู มีขนาดเครื่องยนต์ 3 ขนาด คือ 1.3, 1.4, 1.5 และ 1.6 ลิตร และฮอนด้ายังผลิตให้กับอีซูซุเฉพาะในไทยเท่านั้นในชื่อ อีซูซุ เวอร์เท็กซ์ (อังกฤษ: Isuzu Vertex) โดยนำรุ่นหรูในชื่อ Integra SJ มาเปลี่ยนตรา Isuzu ขายในปี พ.ศ. 2539 ก่อนจะเลิกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2542 ก่อนจะหมดเกลี้ยง ถึงจะขายไม่ดีนัก แต่ยังพบเห็นได้มากกว่า Honda Tourmaster ที่ Isuzu ผลิตให้ Honda และ Opel Campo ที่ Isuzu ผลิตให้ GM Thailand และเป็นการกลับมาของรถยนต์นั่ง Isuzu ในประเทศไทยในรอบ 8 ปี ตั้งแต่เลิกจำหน่ายอีซูซุ อาสก้าเมื่อปี พ.ศ. 2531

ระบบเกียร์ 3 ระบบ คือเกียร์อัตโนมัติ CVT, เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด โฉมนี้พ่อค้ารถในประเทศไทยนิยมเรียกว่า "โฉมตาโต" ซึ่งโฉมนี้ เครื่องยนต์ระบบคาร์บูเรเตอร์ค่อยๆ หายไป และในที่สุด ฮอนด้าก็เลิกผลิตรถยนต์นั่งแบบคาร์บูเรเตอร์อย่างสมบูรณ์ และรถยนต์นั่งฮอนด้าทุกคันที่ผลิตเป็นรุ่นปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป เติมแก๊สโซฮอล์ได้ทุกคัน เว็บไซต์สำหรับผู้ชื่นชอบ ซีวิคโฉมตาโตนี้ ส่วนมากจะอยู่กันที่ WLC [[1]]

รุ่นที่ 7 (พ.ศ. 2543–2549)[แก้]

ฮอนด้า ซิวิค โฉมที่ 7
ฮอนด้าซีวิครุ่น5ประตู
ฮอนด้าซีวิคคูเป้

โฉมนี้ มีการผลิตมาทั้งสิ้น 5 รุ่นปี ตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2543 - พ.ศ. 2549 โฉมนี้ มีตัวถัง 4 แบบ คือแบบคูเป้ 2 ประตู , hatchback 3 ประตู , ซีดาน 4 ประตู และ hatchback 5 ประตู โดยในประเทศไทยฮอนด้าจะจัดจำหน่ายเฉพาะตัวถังซีดาน 4 ประตู

และเพิ่มความหลากหลายของขนาดเครื่องยนต์ โดยมี 5 ขนาด คือ 1.3, 1.5, 1.6, 1.7 และ 2.0 ลิตร และโฉมนี้ มีระบบเกียร์ 5 ระบบ คือเกียร์อัตโนมัติ CVT, เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด, เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด, เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด โดยในประเทศไทยฮอนด้าจะจำหน่ายเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ 1.7 เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ 2.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดเท่านั้น

โฉมนี้ เป็นโฉมแรก ที่ฮอนด้าได้ทำระบบไฮบริดมาติดกับรถซีวิค เป็นรุ่นพิเศษ โดยได้นำเข้าในประเทศไทย แต่ก็มีคนซื้อไม่มาก ขายไปได้ทั้งหมด 50 คัน ส่วนใหญ่จะเป็นซัพพลายเออร์รายต่างๆ ปัจจุบันยังสามารถพบได้ไม่มากนัก อย่างมากก็ที่สำนักงานใหญ่ Honda Automobile Thailand ย่านบางนา

นอกจากนี้ฮอนด้า ซีวิค โฉมที่ 7 นี้ ยังได้รับรางวัลรถยนต์นั่งยอดเยี่ยมแห่งปีของประเทศญี่ปุ่นประจำปี 2543-2544 (2000–2001 Car of the Year Japan) และ รางวัล RJC Car of the Year ประจำปี 2544 อีกด้วย

โฉมนี้เป็นโฉมสุดท้ายที่มีการผลิตเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด พ่อค้ารถเรียกซีวิคโฉมนี้ว่า "โฉม Dimension" ตามคำขวัญในภาพยนตร์โฆษณาว่า "New Dimension มุมมองใหม่แห่งยนตกรรมเหนือระดับ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่"

รุ่นที่ 8 (พ.ศ. 2549–2554)[แก้]

ฮอนด้า ซิวิค โฉมที่ 8
lฮอนด้าซีวิคคูเป้
ฮอนด้าซีวิคโฉมยุโรป

โฉมนี้ เป็นโฉมล่าสุด เริ่มผลิตตั้งแต่รุ่นปี พ.ศ. 2549 จนถึงรุ่นปีล่าสุดของฮอนด้าซิวิคที่ฮอนด้ายังผลิตอยู่ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นโฉมนี้ มีตัวถัง 4 แบบ คือแบบคูเป้ 2 ประตู , hatchback 3 ประตู , ซีดาน 4 ประตู และ station wagon 5 ประตู โดยในประเทศไทยนั้นทางฮอนด้าจะจำหน่ายเฉพาะแบบซีดาน 4 ประตู

โฉมนี้ มีระบบเกียร์ 3 แบบ คือเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด, เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มีเครื่องยนต์ 7 ขนาด คือ 1.3 ไฮบริด , 1.4, 1.6, 1.8, 2.0, 2.2 และ 2.4 ลิตร แต่ในประเทศไทยมีการจำหน่ายเฉพาะรุ่น 1.8 เกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด และ 2.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

และจนถึงรุ่นปี พ.ศ. 2551 ก็ได้มีการพัฒนาเครื่องยนต์ชนิดใหม่ในรถซีวิค ให้สามารถใช้พลังงานทดแทนพิเศษ แก๊สโซฮอล์ E20 ได้ ซึ่งแก๊สโซฮอล์ใหม่นี้ สามารถลดมลพิษในอากาศได้มากกว่าแก๊สโซฮอล์ทั่วไป

ฮอนด้า ซีวิค โฉมที่ 8 นี้ ได้รับรางวัลรถยนต์นั่งยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปอเมริกาเหนือ(North American Car of the Year)ประจำปี 2549 และ รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีของประเทศไทย (Thailand Car of the Year 2009) ประเภทรถยนต์นั่ง ในรุ่นไม่เกิน 2,000 ซีซี (Best Sedan under 2,000 cc.) อีกด้วย

ซีวิครุ่นนี้ในประเทศไทย ถูกยุติสายการผลิตในวันที่ 5 ตุลาคม 2554 และก่อนที่จะเลิกผลิตได้มีรุ่นพิเศษในชื่อว่า Civic Sport Pearl เป็นรุ่นพิเศษรุ่นสุดท้าย ก่อนโรงงานของ ฮอนด้าออโตโมบิล (ประเทศไทย) ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะถูกน้ำท่วมไม่กี่สัปดาห์ ทำให้ผลิตและจำหน่ายให้ลูกค้าออกมาไม่ครบตามจำนวนที่ตั้งใจไว้


รุ่นที่ 9 (พ.ศ. 2554–2559)[แก้]

ฮอนด้า ซีวิค โฉมที่ 9
ฮอนด้าซีวิคคูเป้
ฮอนด้าซีวิคโฉมยุโรป

โฉมนี้ ปัจจุบันกำลังอยู่ในการเตรียมตัวเพื่อเข้าแทนที่โฉมที่ 8 ในหลายประเทศ ซึ่งเดิมทีนั้น ทางฮอนด้าวางแผนจะเปิดตัวตามประเทศต่างๆ ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2554 แต่ด้วยวิกฤตแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น ทำให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนได้รับความเสียหาย จึงต้องเลื่อนไปก่อน ซีวิคโฉมนี้โดน consumer report ในอเมริกา วิจารณ์ ว่าแย่ เนื่องจากใช้วัสดุที่ไม่ค่อยดีและการใส่ออพชั่นที่น้อย

โฉมนี้ มีตัวถัง 2 แบบ คือแบบคูเป้ 2 ประตู ซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบค 5 ประตู โดยในประเทศไทยนั้นทางฮอนด้าจะจำหน่ายเฉพาะแบบซีดาน 4 ประตู มีเครื่องยนต์ให้เลือก 7 ขนาด คือ 1.4, 1.5, 1.8, 2.0, 2.2 และ 2.4 ลิตร โดยในประเทศไทยจะมีจำหน่ายเฉพาะรุ่น 1.8 เกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด และ 2.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด เท่านั้น

สำหรับประเทศไทย เลื่อนการเปิดตัวออกไปอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมจะทำการเปิดตัวต่อสาธารณชนใน งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 28 (Thailand International Motor Expo 2011) เนื่องจากมหาอุทกภัยในประเทศไทย 2554

จนถึงเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 ฮอนด้า ซีวิค โฉมนี้ ก็ได้เปิดตัวที่ Royal Paragon Halls

แต่อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการทำตลาดซีวิคโฉมนี้ในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากยอดขายของซีวิครุ่นที่ 8 ตกต่ำลงอย่างมากในช่วงปลายอายุตลาดมาก รวมทั้งเวอร์ชันไฮบริดด้วยเช่นกัน และในประเทศสหรัฐอเมริกามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ซีวิครุ่นนี้ในแง่ลบ ทำให้ต้องมีการ Minorchange ขึ้นในอเมริกา

และเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2556 ก็ได้เปิดตัวรุ่น Hybrid ในประเทศไทยซึ่งใช้ระบบไฮบริดIMA Intergrated hybrid motor ซึ่งทำให้ประหยัดน้ำมันมาก

และฮอนด้าซีวิค สามารถใช้พลังงานทดแทนพิเศษ แก๊สโซฮอล์ E85 ได้อีกด้วย ปลายเดือนตุลาคม 2556 ทางฮอนด้าก็ได้ผลิตรุ่น Modulo ขึ้นโดยนำรุ่น 1.8E มาตกแต่งด้วยชุดแต่งเฉพาะตัวของ modulo

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2557 ฮอนด้า ซีวิค ได้ทำการปรับปรุงกระจังหน้าและเพิ่มรุ่นพิเศษคือรุ่น 1.8ES ซึ่งมีสเกิร์ตรอบคันและรุ่น 2.0ES ที่มีสเกิร์ตรอบคันเช่นกัน ได้ปรับปรุงให้มีระบบสตาร์ทอัจฉริยะตั้งแต่รุ่น 1.8E ขึ้นไป

รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2559–ปัจจุบัน)[แก้]

รุ่นที่ 10 (FC)
'16 Honda Civic Sedan.jpg
ภาพรวม
เริ่มผลิตเมื่อ ตุลาคม 2558–ปัจจุบัน
รุ่นปี 2559–ปัจจุบัน​
ผู้ออกแบบ Jarad Hall (ซีดาน: 2556)[1]
Guy Melville-Brown (คูเป้: 2556)[2]
Daisuke Tsutamori (แฮทช์แบ็ก​: 2557)[3]
ตัวถังและช่วงล่าง
รูปแบบตัวถัง 2 ประตู คูเป้ (FC3/FC4)
4 ประตู ซีดาน (FC1/FC2/FC5)
5 ประตู​ แฮทช์แบ็ก​ (FK7/FK4)
รุ่นที่คล้ายกัน ฮอนด้า ซีอาร์-วี (รุ่นที่ 5)
ระบบส่งกำลัง
เครื่องยนต์ 1.8L R18Z1 I4
2.0L K20C2 I4
1.5L L15B7 I4 (turbo)
ระบบเกียร์ อัตโนมัติ​ CVT
ธรรมดา 6 จังหวะ
มิติ
ระยะฐานล้อ 2,700 มม. (106.3 นิ้ว)
ความยาว ซีดาน: 4,631 มม. (182.3 นิ้ว)
คูเป้: 4,492 มม. (176.9 นิ้ว)
แฮทช์แบ็ก​: 4,519 มม. (177.9 นิ้ว)
ความกว้าง 1,799 มม. (70.8 นิ้ว)
ความสูง ซีดาน: 1,416 มม. (55.7 นิ้ว)
คูเป้: 1,395 มม. (54.9 นิ้ว)
แฮทช์แบ็ก​: 1,429 มม. (56.3 นิ้ว)
น้ำหนัก ซีดาน: 1,244–1,326 กก. (2,743–2,923 ปอนด์)
คูเป้: 1,242–1,310 กก. (2,738–2,888 ปอนด์)
แฮทช์แบ็ค​: 1,277–1,362 กก. (2,815–3,003 ปอนด์)

ในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559 บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ได้มีการเปิดตัวรถฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 10 เป็นประเทศที่สองต่อจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้ผลิตในโรงงานแห่งใหม่ของฮอนด้าที่จังหวัดปราจีนบุรีเพื่อส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[4] รุ่นนี้ได้ใช้แพลตฟอร์มใหม่ที่พัฒนามาจากฮอนด้า แอคคอร์ด ทำให้ภายในห้องโดยสารและมิติของตัวถังมีความกว้างขวางกว่ารุ่นที่ผ่านมา[5]

ตัวถังมีการออกแบบเป็นแบบฟาสต์แบ็ก (ซึ่งมีลักษณะเป็นหลังคาเทลาดลงไปจนเกือบถึงด้านท้ายสุดของกระโปรงท้าย) ภายนอกมีการออกแบบกระจังหน้าใหม่ที่ลากยาวเชื่อมต่อไปถึงสองฝั่งของไฟหน้า โดยสำหรับรุ่น Turbo RS ได้ใช้ไฟหน้า LED และกระจังหน้าสีดำ ส่วนรุ่น E, EL และ Turbo ไฟหน้าแบบโปรเจ็กเตอร์และกระจังหน้าโครเมียม ส่วนไฟท้ายมีลักษณะเป็นตัว C มีไฟเลี้ยวแสดงตำแหน่งตรงที่หน้าซุ้มล้อหน้าคล้ายกับเวอร์ชันอเมริกาแต่จะเป็นโคมสีขาว

ภายในนั้นมีการปรับปรุงใหม่มากมายซึ่งมีความแตกต่างจากรุ่นที่ 9 มาก รุ่นนี้ได้ใช้หน้าจอมาตรวัดความเร็วเป็นแบบหน้าจอดิจิทัล LCD ขนาด 7 นิ้วแบบใหม่ซึ่งไม่เป็นแบบสองชั้นแบบรุ่นที่แล้วและมีหน้าจอเอ็นโฟนเทนเมนต์สัมผัสขนาด 7 นิ้วที่สามารถรองรับระบบแอปเปิ้ล คาร์เพลย์และแอนดรอยด์ ออโต้[6][7]

รุ่นนี้แบ่งเครื่องยนต์เป็น 2 รุ่น คือ เครื่องยนต์ 1.8 ลิตรบล็อกเดิม และเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และระบบเกียร์ดังกล่าวได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตันเมตร ที่ 1,700–5,500 รอบต่อนาที ให้กำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร มีอัตราการประหยัดน้ำมันเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร โดยเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นไม่มีเกียร์แบบธรรมดาในประเทศไทยแล้ว

ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 10 ในประเทศไทยได้แบ่งออกเป็น 4 รุ่นย่อยคือ 1.8 E, 1.8 EL, 1.5 Turbo และ 1.5 Turbo RS

แฮทช์แบ็ก[แก้]

2017 ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก

ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ได้เปิดตัวไปก่อนหน้าที่ต่างประเทศแล้วที่งานปารีส มอเตอร์โชว์ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 แต่สำหรับบ้านเราได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560 เป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน[8] และเริ่มจำหน่ายวันที่ 21 มีนาคมที่ปีเดียวกัน สาเหตุที่รุ่นแฮทช์แบ็กได้เปิดตัวในประเทศไทยก็เพราะประเทศไทยนั้นได้ผลิตรุ่นแฮทช์แบ็กส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลียอยู่แล้ว ประเทศของเราก็พลอยได้อนิสงค์ไปด้วย เป็นการหวนกลับมาทำตลาดตัวถังแฮทช์แบ็กอีกครั้ง หลังจากที่เคยเปิดตัวซีวิค EG แฮทช์แบ็ก 3 ประตู เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2536[9]

รุ่นแฮทช์แบ็กในประเทศไทยมีเพียงเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ CVT เท่านั้น[10] โดยใช้เครื่องยนต์เช่นเดียวกับรุ่นซีดานเทอร์โบ ภายในห้องโดยสารมีขนาดกว้างขวางกว่ารุ่นซีดานเล็กน้อยเนื่องจากมีพื้นที่เหนือศีรษะมากกว่า ส่วนด้านท้ายมีความจุ 414 ลิตร[11] และมีความยาวของตัวถังสั้นกว่ารุ่นซีดาน 129 มิลลิเมตร รุ่นนี้มีการตัดออฟชั่นบางอย่างจากรุ่นซีดาน Turbo RS คือ Honda Lanewatch, ระบบนำทาง และกระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติ[12] อีกทั้งไม่ได้หลังคากระจกแก้วและท่อไอเสียคู่กลางเช่นเดียวกับเวอร์ชันต่างประเทศ

คูเป้[แก้]

2016 ฮอนด้า ซีวิค คูเป้

ฮอนด้า ซีวิค คูเป้นี้มีแนวคิดการออกแบบมาจากฮอนด้า ซีวิค คอนเซ็ปต์ที่เผยโฉมในงานนิวยอร์ก ออโต้โชว์เมื่อปี 2558 ต่อมาโฉมผลิตจริงก็ได้เผยโฉมที่งานลอส แองเจอลิส ออโต้โชว์เมื่อเดือนพฤศจิกายนในปีเดียวกัน

ซีวิค คูเป้ ได้เริ่มขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2559[13]

ไทป์ อาร์[แก้]

ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์

ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ รุ่นต้นแบบได้เผยโฉมครั้งแรกในระหว่างงานปารีส มอเตอร์โชว์ ประจำปี พ.ศ. 2559[14][15] รุ่นต้นแบบนั้นมีได้มีการใช้ตัวถังร่วมกันกับรุ่นแฮทช์แบ็ก แต่ได้มีการเพิ่มชุดแต่งพิเศษเข้าไป อย่างเช่น ตัวถังสีเงาอะลูมิเนียม ล้อสีดำ (เปียโนแบล็ค) ขนาด 20 นิ้ว และสปอยเลอร์ขนาดใหญ่[16] ในโฉมผลิตจริง ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ ได้ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ เหมือนกับไทป์ อาร์รุ่นก่อนหน้า[17] และเป็นครั้งแรกของไทป์ อาร์ที่ได้จำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา

ในวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560 ไทป์ อาร์ (รุ่นก่อนโฉมผลิตจริง) ได้ทำเวลาไว้ที่ 7:43:80 นาที ในสนามแข่งเนือร์บูร์กริง ซึ่งเร็วกว่าไทป์ อาร์รุ่นที่แล้วอยู่ 7 วินาที และได้สร้างสถิติใหม่ไว้ว่าเป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้าที่เร็วที่สุดด้วย

ซีวิค ไทป์ อาร์ได้เริ่มจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560 โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $33,900[18]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Honda Debuts Dynamic New 10th Generation Civic Sedan for North America: The Most Ambitious Remake of Civic Ever". 
  2. Vasilash, Gary S. "Designing the 2016 Honda Civic Coupe : Automotive Design & Production". 
  3. "Honda touts new Civic hatchback as sportiest ever". 
  4. "ฮอนด้าเริ่มเดินสายการผลิตเครื่องยนต์ ณ โรงงานแห่งใหม่ จ.ปราจีนบุรี เตรียมพร้อมเดินสายการผลิต ฮอนด้า ซีวิค ใหม่". honda.co.th. 19 February 2016. 
  5. Neal E. Boudette. "Honda readies 'epic' Civic with American pedigree". Automotive News. สืบค้นเมื่อ 12 September 2015. 
  6. "มาแล้ว ฮอนด้า เปิดตัวปล่อยราคา CIVIC ใหม่ มาครบ 1.8 และ 1.5 เทอร์โบ". thairath.co.th. 
  7. "Honda Civic Sedan (2016)". 
  8. "Honda previews ASEAN-spec Civic Hatchback". autoindustriya.com. 
  9. "Honda Civic Hatchback เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย 9 มีนาคม นี้". headlightmag.com. 
  10. "Honda เปิดตัว Civic Hatchback ใหม่ สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ราคา 1,169,000 บาท". brandinside.asia. 
  11. "Honda Civic Hatchback การกลับมาอีกครั้งของแฮทช์แบครุ่นยอดนิยม". motortrivia.com. 
  12. "ราคาอย่างเป็นทางการ Honda Civic Hatchback 1.5 Turbo CVT". headlightmag.com. 
  13. "All-New 2016 Honda Civic Coupe Goes on Sale March 15 Providing Enthusiasts with the Most Stylish, Refined, Dynamic and Connected Vehicle in its Class". 
  14. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ world.honda.com
  15. "Honda Worldwide - September 30, 2016 Civic Hatchback and Type R Prototype Take Center Stage at Paris". 
  16. "New Honda Civic Type R Prototype Cars for Sale | New New Civic Type R Prototype Cars - Brayley Honda". www.brayleys.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2016-12-14. 
  17. "Honda previews 2017 Civic Type R in Paris". CAR Magazine. สืบค้นเมื่อ 2016-12-14. 
  18. "First-Ever Civic Type R for America Goes On Sale Tomorrow". Honda News. 2017-04-07. สืบค้นเมื่อ 2017-06-16.