ศิลปะสกัดหิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
งานสลักลายหินที่รู้จักกันว่า "Meerkatze" ที่เป็นภาพสิงโตต่อสู้กันที่ Wadi Methkandoushที่ลิเบีย

ศิลปะสกัดหิน (อังกฤษ: Petroglyph หรือ Rock engravings) เป็นแผนภูมิรูปภาพ (pictogram)[1] และ แผนภูมิโลโก (logogram) ที่สร้างโดยการสกัด, เซาะ, ถาก, แกะ หรือ ครูดหินจนเป็นภาพ นอกทวีปอเมริกาเหนือนักวิชาการมักจะใช้คำว่า "สลัก", "แกะ" หรือคำบรรยายอื่นในการบรรยายวิธีการสร้างภาพดังกล่าว ศิลปะสกัดหินพบทั่วไปในโลกและมักจะเกี่ยวข้อง (แต่ไม่เสมอไป) กับชนยุคก่อนประวัติศาสตร์

ในภาษาอังกฤษคำว่า "Petroglyph" มาจากคำสองคำในภาษากรีก คำว่า "Petros" ที่แปลว่า "หิน" และ "glyphein" ที่แปลว่า "แกะสลัก" เดิมเป็นคำที่คิดขึ้นในภาษาฝรั่งเศสว่า "pétroglyphe"

"ศิลปะสกัดหิน" ไม่ควรจะสับสนกับคำว่า "ศิลปะวาดบนหิน" ซึ่งเป็นภาพที่วาดบนหน้าหิน แต่ศิลปะทั้งสองแบบจัดอยู่ในกลุ่มศิลปะหิน (Rock art) หรือ ศิลปะวางหิน (Petroform) ซึ่งเป็นศิลปะของการวางก้อนหินให้เป็นลวดลายหรือทรงต่างๆ บนพื้น หรือศิลปะก่อหิน (Inukshuk) ซึ่งเป็นศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่พบเฉพาะในบริเวณอาร์กติก

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

ภาพผสานของภาพสกัดหินจากสแกนดิเนเวีย (Häljesta, Västmanland ในสวีเดน) จากสมัยสำริดนอร์ดิค ลวดลายได้รับการระบายสีเพื่อให้มองเห็นได้ชัดขึ้น
ภาพสกัดหินของขบวนแกะบิกฮอร์นในยูทาห์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภาพที่มักจะพบบ่อยในทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงใต้

ภาพสกัดหินที่เก่าที่สุดมีอายุมาตั้งแต่สมัยหินและปลายหินเก่า ราว 10,000 ถึง 12,000 ปีมาแล้ว หรือไม่ก็เก่ากว่านั้น ราว 7,000 ถึง 9,000 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมีการสร้างงานที่มีลักษณะที่เป็นที่มาของระบบการเขียนเช่นแผนภูมิรูปภาพ (pictograph) และ จินตภาพ (ideogram) แต่ภาพสกัดหินก็ยังเป็นที่นิยมทำกันอยู่ และในบางอารธรรมก็ทำกันต่อมาอีกเป็นเวลานาน แม้จนกระทั่งถึงในช่วงเวลาที่มีการติดต่อกับวัฒนธรรมตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 20th ภาพสกัดหินเป็นงานที่พบโดยทั่วไปในโลกยกเว้นในบริเวณทวีปแอนตาร์กติกา แต่ที่พบมากที่สุดก็คือในบริเวณบางบริเวณในแอฟริกา, สแกนดิเนเวีย, ไซบีเรีย, ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาเหนือ และ ออสเตรเลีย

ความหมาย[แก้]

ทฤษฎีที่พยายามที่จะอธิบายถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างงานสกัดหินก็มีด้วยกันหลายทฤษฎีขึ้นอยู่กับสถานที่ที่สร้างงาน, อายุของงาน และ ประเภทของภาพ งานสกัดหินบางชิ้นก็เชื่อกันว่าเป็นเครื่องหมายทางดาราศาสตร์, แผนที่ หรือ รูปลักษณ์ที่เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ในการสื่อสาร ที่รวมทั้งที่มาของระบบการเขียน แผนที่สกัดหินอาจจะแสดงเส้นทาง, สัญลักษณ์ในการสื่อเวลาหรือความห่างไกลของเส้นทาง และ ภูมิประเทศในภาพของแม่น้ำ, ลักษณะผิวดิน และลักษณะทางภูมิศาสตร์อื่นๆ ภาพสกัดหินที่แสดงลักษณะผิวดินหรือสภาพทางภูมิศาสตร์เรียกกันว่า "Geocontourglyph" (ไทย: ลายภูมิสัณฐาน) แต่การสร้างภาพสกัดหินอาจจะเป็นงานพลอยได้ของสิ่งอื่น เช่นมีการพบภาพสกัดหินที่รู้จักกันว่า "ฆ้องหิน" ในอินเดีย[2]

ภาพสกัดหินบางภาพอาจจะมีความสำคัญอย่างลึกซึ้งทางวัฒนธรรมและศาสนาต่อสังคมที่สร้างภาพดังกล่าวขึ้น ในหลายกรณีความสำคัญที่ว่านี้ยังคงดำเนินต่อมาจนถึงลูกหลานรุ่นต่อๆ มา แต่ภาพสกัดหินบางภาพก็เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่ความหมายก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจ ต่อมาลวดลายจากยุคสำริดนอร์ดิคในสแกนดิเนเวียดูเหมือนจะหมายถึงเขตแดนระหว่างชนสองเผ่า และอาจจะมีความหมายทางศาสนาด้วย และดูเหมือนว่าผู้คนที่อยู่ในประชาคมใกล้เคียงกันมีภาษาท้องถิ่นของตนเอง ส่วนจารึกไซบีเรียมีลักษณะใกล้เคียงกับลักษณะของอักษรรูนส์ แม้ว่าจะเชื่อกันว่าไม่มีความสัมพันธ์อย่างใดต่อกันแต่อย่างใด

นักวิจัยบางท่านตั้งข้อสังเกตความคล้ายคลึงระหว่างของภาพสกัดหินหลายแบบจากทวีปต่างๆ ขณะที่คาดกันว่าลวดลายต่างๆ น่าจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมของผู้สร้างงาน แต่ยากที่จะให้คำอธิบายของความคล้ายคลึงของลวดลายในบริเวณต่างๆ ที่พบ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเป็นสิ่งที่เป็นเครื่องแสดงการโยกย้ายถิ่นฐานที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในบริเวณที่เดิมมีมนุษย์อยู่ร่วมกัน หรือหรือเป็นสิ่งที่เป็นเครื่องแสดงการมีต้นรากเดียวกันของมนุษย์ ในปี ค.ศ. 1853 จอร์จ เททอ่านรายงานแก่สโมสรนักธรรมชาติวิทยาแห่งเบอริคที่จอห์น คอลลิงวูด บรูซเห็นด้วยว่าภาพสกัดหินมี "... ที่มาจากที่เดียวกัน และมีความหมายทางสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับความเชื่อที่เป็นที่นิยมกัน"[3] ในทะเบียนศิลปะหินของสกอตแลนด์ โรนัลด์ มอร์ริสสรุปการตีความหมายได้ 104 ทฤษฎี[4]

ทฤษฎีอื่นที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันเป็นอันมากอยู่มีพื้นฐานมาจากจิตวิทยาเชิงยุง (Jungian psychology) และทัศนะของเมอร์ชา อีเลียด ตามทฤษฎีดังว่ากล่าวว่าความคล้ายคลึงกันของลวดลายจากวัฒนธรรมต่างๆ นั้นมีสาเหตุมาจากการถ่ายทอดโครงสร้างทางพันธุกรรมของสมองของมนุษย์

ทฤษฎีอื่นๆ กล่าวว่าภาพสกัดหินชาแมนระหว่างที่อยู่ในสภาวะเข้าทรง[5] ที่อาจจะมาจากการใช้สารที่ก่อให้เกิดประสาทหลอนจากธรรมชาติจากเช่นจากพืช ลวดลายเรขาคณิตที่มักจะพบในภาพสกัดหินและจิตรกรรมถ้ำแสดงให้เห็นโดยเดวิด หลุยส์-วิลเลียมว่าเป็นสิ่งที่ "จารึกอย่างถาวร" (hard-wired) ในสมองของมนุษย์ ที่มักจะเป็นภาพหลอนที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาเสพติด, เมื่อมีอาการไมเกรน และ เมื่อมีสิ่งกระตุ้นอื่นๆ

ในปัจจุบันสถาบันการค้นคว้าเกี่ยวกับศิลปะหิน (Rock Art Research Institute) ของมหาวิทยาลัยวิทวอเทอร์สแรนด์[1]ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างชาแมนและศิลปะหินในหมู่ชนซานในทะเลทรายคาราฮารี แม้ว่างานของชนซานส่วนใหญ่จะเป็นภาพเขียน แต่ความเชื่ออันเป็นพื้นฐานของการเขียนภาพเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่ใช้เป็นรากฐานในการทำความเข้าใจศิลปะหินอื่นๆ ที่รวมทั้งภาพสกัดหิน สถาบันการค้นคว้าเกี่ยวกับศิลปะหินให้คำอธิบายในเว็บไซต์ของตนว่า:

Using knowledge of San beliefs, researchers have shown that the art played a fundamental part in the religious lives of its San painters. The art captured things from the San’s world behind the rock-face: the other world inhabited by spirit creatures, to which dancers could travel in animal form, and where people of ecstasy could draw power and bring it back for healing, rain-making and capturing the game.

รายชื่อสถานที่ที่พบศิลปะสกัดหิน[แก้]

แอฟริกา[แก้]

ออสเตรเลีย[แก้]

งานสกัดที่ Cheung Chau Island, ฮ่องกง
งานสกัดที่ Cholpon-Ata in ประเทศคีร์กีซสถาน

เอเชีย[แก้]

อาร์เมเนีย[แก้]

อาเซอร์ไบจาน[แก้]

จีน[แก้]

อินเดีย[แก้]

เมื่อไม่นานมานี้มีการพบภาพสกัดหินพบที่ Kollur ใน รัฐทมิฬนาฑู. เพิงหิน ที่ประกอบด้วยภาพสกัดหินสี่ภาพที่เป็นภาพของชายถือหอกที่เป็นง่าม และ ล้อพร้อมด้วยล้อที่มีซี่ใกล้ Triukoilur 35 กิโลเมตรจาก Villupuram ผู้ที่พบคือ K.T. Gandhirajan [7]

คาซัคสถาน[แก้]

เกาหลี[แก้]

คีร์กีซสถาน[แก้]

ปากีสถาน[แก้]

ฟิลิปปินส์[แก้]

เกาะไต้หวัน[แก้]

The Wanshan Petroglyphs near Maolin, Kaohsiung, were discovered between 1978 and 2002.

มหาสมุทรแปซิฟิก[แก้]

ทวีปอเมริกาใต้[แก้]

Cave petroglyph near El Abra archaeological site, Colombia

ทวีปอเมริกากลาง[แก้]

ทวีปอเมริกาเหนือ[แก้]

เปอร์โตริโก[แก้]
  • La Piedra Escrita (The Written Rock) - Jayuya, Puerto Rico
  • Caguana Indian Park - Utuado, Puerto Rico
  • Tibes Indian Park - Ponce, Puerto Rico
  • La Cueva del Indio (Indians Cave) - Arecibo, Puerto Rico

สาธารณรัฐโดมินิกัน[แก้]

เซนต์คิตส์และเนวิส[แก้]

  • Carib Petroglyphs - Wingfield Manor Estate, Saint Kitts

ทวีปยุโรป[แก้]

อังกฤษ[แก้]

Cup and ring marked rocks in:

ฟินแลนด์[แก้]

ฝรั่งเศส[แก้]

สกอตแลนด์[แก้]

ไอร์แลนด์[แก้]

อิตาลี[แก้]

นอร์เวย์[แก้]

โปรตุเกส[แก้]

สเปน[แก้]

Petroglyphs from Galicia (Spain)

รัสเซีย[แก้]

สวีเดน[แก้]

ตุรกี[แก้]

  • Kars - Kagizman Cave
  • Kars - Camuslu Village
  • Erzurum - Cunni Cave
  • Ordu - Esatli
  • Hakkari - Gevaruk Walley

ยูเครน[แก้]

ตะวันออกกลาง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถาน
  2. Ancient Indians made 'rock music', BBC News Friday, 19 March, 2004
  3. J. Collingwood Bruce (1868; cited in Beckensall, S., Northumberland's Prehistoric Rock Carvings: A Mystery Explained. Pendulum Publications, Rothbury, Northumberland. 1983:19)
  4. Ronald Morris, The Prehistoric Rock Art of Galloway and The Isle of Man (ISBN 978-0-7137-0974-2 , Blandford Press 1979
  5. [see Lewis-Williams, D. 2002. A Cosmos in Stone: Interpreting Religion and Society through Rock Art. Altamira Press, Walnut Creek, Ca.]
  6. Parkington, J. Morris, D. & Rusch, N. 2008. Karoo rock engravings. Clanwilliam: Krakadouw Trust; Morris, D. & Beaumont, P. 2004. Archaeology in the Northern Cape: some key sites. Kimberley: McGregor Museum.
  7. http://beta.thehindu.com/news/national/article22589.ece?homepage=true
  8. Keyser, James D. (July 1992). Indian Rock Art of the Columbia Plateau. University of Washington Press. pp. 139pp. ISBN 978-0295971605. 

บรรณานุกรม[แก้]

  • Beckensall, Stan and Laurie, Tim, Prehistoric Rock Art of County Durham, Swaledale and Wensleydale, County Durham Books, 1998 ISBN 1-897585-45-4
  • Beckensall, Stan, Prehistoric Rock Art in Northumberland, Tempus Publishing, 2001 ISBN 0-7524-1945-5

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ ศิลปะสกัดหิน