วิลเลียม เบอร์กิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ดร.วิลเลียม เบอร์กิน

วิลเลียม เบอร์กิน (William Birkin) เป็นตัวละครในเกม Resident Evil ปรากฏอยู่ในภาค 2 และภาค ZERO

William ดร. เบอร์กิน เป็นนักไวรัสวิทยามือหนึ่งที่ทำงานให้กับ Umbrella และเป็นผู้รับผิดชอบโครงการวิจัยและพัฒนา G-Virus ซึ่ง ดร. เบอร์กิน เองก็เป็นสามีของ แอนเน็ท เบอร์กิน นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานให้กับ Umbrella และเป็นพ่อของ เชอร์รี่ เบอร์กิน ด้วย

ดร. เบอร์กิน เกิดเมื่อปี 1962 และเข้าทำงานใน Umbrella ในปี 1977 ตอนนั้นเขายังมีอายุเพียง 15 ปี โดยถูกบรรจุเข้ามายังหน่วยศูนย์วิจัย ภายใต้การบังคับบัญชาจาก เจมส์ มาร์คัส และที่นี่เองเขาก็ได้มีเพื่อนสนิทที่เป็นนักวิจัยเหมือนกัน นั่นก็คือ อัลเบิร์ต เวสเกอร์ ซึ่งทั้งคู่ได้เป็นกำลังสำคัญของ มาร์คัส ในการพัฒนา T-Virus จนกระทั่งศูนย์วิจัยปิดตัวลงในปี 1978

หลังจากนั้น ดร. เบอร์กิน และ เวสเกอร์ ได้ถูกย้ายไปประจำอยู่ที่สถานีวิจัยที่ภูเขาอาร์คเลย์ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 1978 ที่ซึ่งพวกเขาได้ทำการพัฒนา T-Virus อย่างต่อเนื่อง ดร. เบอร์กิน นั้นภูมิใจมากที่ตนเองเป็นนักวิจัยที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เข้ามาทำงานให้กับ Umbrella จนกระทั่งปี 1981 ได้มีข่าวว่า อเล็คเซีย แอชฟอร์ด ได้ถูกบรรจุเข้ามาเป็นนักวิจัยประจำศูนย์ Umbrella ที่แอนตาร์คติกา ด้วยวัยเพียง 10 ขวบเท่านั้น แม้ว่า ดร. เบอร์กิน กับ อเล็คเซีย จะทำงานอยู่ที่ศูนย์คนละแห่ง แต่ ดร. เบอร์กิน กลับรู้สึกอิจฉาริษยาในตัว อเล็คเซีย อยู่มาก จนเมื่อปี 1983 ได้มีข่าวการเสียชีวิตของ อเล็คเซีย ออกมา ขณะนั้น ดร. เบอร์กิน ที่เอาแต่หมกมุ่นกับงานวิจัยของตัวเองก็ได้สร้าง Hunter อาวุธชีวภาพชนิดใหม่ออกมาได้เป็นผลสำเร็จ

ในปี 1988 ดร. เบอร์กิน ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้นำทีมพัฒนา T-Virus (และได้สร้าง Tyrant เป็นผลสำเร็จในเวลาต่อมา ) ภายหลังจากที่เขาร่วมมือกับ เวสเกอร์ ในการสังหาร เจมส์ มาร์คัส เจ้านายของเขาเอง ในช่วงเวลานี้เอง ดร. เบอร์กิน ก็ได้แต่งงานกับ แอนเน็ท ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ในศูนย์วิจัยแห่งเดียวกัน และให้กำเนิดลูกสาว 1 คนชื่อ เชอร์รี่ (ตัวเชอร์รี่เองเกิดในปี 1986 )

ปรสิต ปีศาจ[แก้]

จากซ้ายไปขวา ดร.วิลเลียม เบอร์กิน, เชอร์รี่ เบอร์กิน และ แอนเน็ท เบอร์กิน

ดร. เบอร์กิน กับ เวสเกอร์ ได้ร่วมกันทดลองเชื้อปรสิตชนิดใหม่ ที่มีชื่อว่า NE (ชื่อดังกล่าวเป็นชื่อไวรัสต้นแบบของโครงการพัฒนาเชื้อ Nemesis ) พวกเขาได้ใช้ร่างพาหะซึ่งเป็นผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นหนูทดลอง (ลิซ่า เทรเวอร์ นั่นเอง) ลิซ่าเป็นร่างทดลองเพียงชิ้นเดียวที่สามารถดูดรับไวรัสเข้าไปยังร่างของตนได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยการที่เธอยังสามารถมีชีวิตรอดได้ทั้งๆที่ได้รับเชื้อเข้าไปนับไม่ถ้วน ทำให้ดร.เบอร์กิน ต้องตรวจสอบร่างกายของเธออย่างละเอียด ทำให้พบว่าการที่เธอเคยถูกฉีดไวรัสต้นแบบเมื่อปี 1967 เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายของเธอสามารถดูดซึมไวรัส และเพาะเชื้อภายในร่างกายเอาไว้ได้ ทำให้ ดร.เบอร์กิน สามารถนำไวรัสภายในร่างของเธอมาพัฒนาเป็นไวรัสชนิดใหม่ ซึ่งก็คือ G-Virus นั่นเอง

ดร.เบอร์กิน

ในปี 1993 ดร. เบอร์กิน ได้รับการมอบหมายจาก Ozwell E. Spencer ประธานบริษัท Umbrella ในขณะนั้น ให้มาดูแลโครงการพัฒนา G-Virus เขาและภรรยาได้ถูกส่งตัวมายังศูนย์วิจัยใต้ดินเมืองแร๊คคูนเป็นกรณีพิเศษเพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ ซึ่ง ดร. เบอร์กิน ได้ติดสินบนผู้การของสถานีตำรวจเมืองแร๊คคูน นามว่า Brian Irons เพื่อปกปิดการทำวิจัยโครงการนี้ และไม่ให้สืบสวนต่อ โดยภรรยาของเขาเป็นคนกลางจัดการเรื่องนี้ให้

เชื้อแพร่กระจาย[แก้]

การพัฒนา G-Virus ของ ดร. เบอร์กิน สำเร็จในปี 1998 และเขาได้วางแผนจะใช้ผลงานชิ้นนี้เป็นบันไดเพื่อไต่เต้าตนเองขึ้นสู่ระดับบอร์ดบริหารของบริษัท Umbrella แต่อย่างไรก็ตาม ดร. เบอร์กิน เองก็เริ่มขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาของตัวเองและคิดที่จะเก็บผลงานไว้เพื่อเอาไว้ขายให้กับรัฐบาลสหรัฐฯแทน โดยเสนอข้อเรียกร้อง คือการนำเขาออกมาจาก Umbrella และเข้าร่วมทำงานกับรัฐบาลสหรัฐฯด้วย แต่ Spencer เองก็รู้ทันและได้ส่งหน่วยพิเศษซึ่งนำโดย HUNK มาขโมยผลงานวิจัยของ ดร. เบอร์กิน ไป ในที่สุด ดร. เบอร์กิน ก็ถูกกระหน่ำยิงจากทหารเหล่านั้น แต่ก่อนที่เขาจะตาย ก็ได้ฉีดตัวอย่างเชื้อ G-Virus เข้าร่างตนเอง เพราะไม่ต้องการให้ Spencer ได้ตัวอย่างเชื้อกลับไป และได้กลายร่างเป็น G ในเวลาต่อมา

หลังจากที่ ดร. เบอร์กิน กลายร่างเป็น G ไปแล้ว ก็ได้ออกไล่ล่าเหล่าทหารที่ฆ่าเขาไปยังทางระบายน้ำใต้ดิน ลูกทีมของ HUNK ถูก G สังหารจนเกลี้ยง ระหว่างการต่อสู้กันของทหารกับ G ทำให้กระสุนมียิงไปถูกหลอดทดลอง T-Virus อันอื่นๆแตกกระจาย และไวรัสเหล่านั้นก็ไหลไปตามพื้นและทางระบายน้ำ เป็นเหตุให้หนูที่อาศัยอยู่ตามทางระบายน้ำได้รับเชื้อ T-Virus ไปตามๆกัน และระบาดไปถึงผู้คนในเมืองแร๊คคูนในเวลาต่อมา ส่วน HUNK ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมหน่วยทหารนั้นสามารถหนีรอดกลับไปพร้อมตัวอย่างเชื้อ G-Virus ได้เพียงคนเดียว

จนเมื่อวันที่ 29 กันยายน 1998 ซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ใน Biohazard 2 ภายในเกมจะพบว่า G ได้ฝังตัวอ่อนไปยังร่างของเหยื่อ ( ถ้าเราเล่นเนื้อเรื่อง Leon A เหยื่อคนนั้นคือเบน นักข่าวประจำเมืองแร๊คคูน แต่ถ้าเราเล่นเนื้อเรื่อง Claire A เหยื่อจะเป็นผู้การสถานีตำรวจเมืองแร๊คคูนที่ชื่อ Brian Irons แทน ) และพบว่าเหยื่อคนที่ถูกฝังตัวอ่อนเข้าไปนั้นเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ทำให้ตัวอ่อนฉีกร่างของเหยื่อคนนั้นออกมา แต่ Sherry ซึ่งโดน G ฝังตัวอ่อนเข้าไปเหมือนกันกลับไม่ตาย ทำให้ทราบได้ว่าถ้าเหยื่อคนนั้นมี DNA ตรงกันกับคนที่ฝังตัวอ่อนเข้าไป จะสามารถทำให้การฝังตัวอ่อนสำเร็จได้ ( จะพบเหตุการณ์ที่ G ฝังตัวอ่อนเข้าไปยังร่าง Sherry ได้เฉพาะเนื้อเรื่อง Claire A เชื่อมไปยัง Leon B เท่านั้น )

G ในรูปแบบต่างๆ[แก้]

G ร่างที่ 1[แก้]

G ร่างที่ 1

ซึ่งร่างนี้ใช้อาวุธเป็นแป๊บเหล็กที่หยิบมาจากราวเหล็กข้างทาง พลังโจมตีของร่างนี้จะสูงมาก เราจะพบร่างนี้เฉพาะเนื้อเรื่อง B ของทั้ง Leon และ Claire

G ร่างที่ 2[แก้]

G ร่างที่ 2

ร่างนี้จะพบได้เฉพาะบนลิฟต์ที่พาเราลงไปยังศูนย์วิจัยใต้ดินเมืองแร๊คคูน จะพบได้เฉพาะเนื้อเรื่อง A ของทั้ง Leon และ Claire


G ร่างที่ 3[แก้]

G ร่างที่ 3

จะพบได้ทั้งเนื้อเรื่อง A และ B ถ้าเราเล่นเนื้อเรื่อง A เจ้านี่จะโผล่มาตอนที่เราจะลงลิฟท์ไปยังชานชาลาเพื่อหนีออกจากศูนย์วิจัยใต้ดินเมืองแร๊คคูน แต่ถ้าเราเล่นเนื้อเรื่อง B เจ้านี่จะโผล่มาตอนที่เราลงลิฟท์ไปยังศูนย์วิจัย ( เหมือนร่างที่ 2 )


G ร่างที่ 4[แก้]

G ร่างที่ 4

ร่างนี้จะพบได้เฉพาะเนื้อเรื่อง A เท่านั้น หลังจากเราเอาชนะร่างที่ 3 ได้แล้ว มันจะกลายร่างเป็นร่างที่ 4 เพื่อมาสู้กับเราต่อทันที ร่างนี้จะมีท่าที่อันตรายคือการพุ่งเอาหนามจากด้านหน้าลำตัวมาเสียบ ทำให้เสียพลังเยอะมาก


G ร่างที่ 5[แก้]

G ร่างที่ 5

ร่างสุดท้าย จะพบได้เฉพาะเนื้อเรื่อง B หลังจากที่เรานั่งรถไฟหนีมาแล้วแต่ก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้น เมื่อเราไปตรวจสอบดูจึงพบว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญขึ้นมาบนรถไฟด้วย ก็คือ G ร่างนี้นี่เอง

ตัวอ่อนของ G[แก้]

ตัวอ่อนของ G ตัวเต็มวัย พร้อมตัวอ่อน

เกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนลงในร่างของเหยื่อ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้ฉีกร่างเหยื่อคนนั้นออกมา และเจริญเติบโตเป็นเจ้านี่ จะพบได้เฉพาะในเนื้อเรื่อง A ของทั้ง Leon และ Claire