มหาสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มหาสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์
ชื่อไทย มหาสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์
ชื่อญี่ปุ่น フェイト/ステイナイト
ชื่อโรมาจิ Fēito/sutei naito
ชื่ออังกฤษ Fate/stay night
แนว แอคชั่น, แฟนตาซี, ดราม่า, พลังพิเศษ,
ทริลเลอร์
เกม
สร้างโดย ไทป์-มูน
จัดจำหน่ายโดย ไทป์-มูน
แนว เอโรเกะ, วิชวลโนเวล
เรตติ้ง 18+ (วินโดวส์), CERO C (เพลย์สเตชัน 2, เพลย์สเตชันวิต้า), 15+ (วินโดวส์เวอร์ชันดาวน์โหลด)
สำหรับเครื่อง วินโดวส์, เพลย์สเตชัน 2, เพลย์สเตชันวิต้า
จำหน่ายเมื่อ 30 มกราคม พ.ศ. 2547 (พีซีซีดี)
29 มีนาคม พ.ศ. 2550 (พีซีดีวีดี)
อะนิเมะโทรทัศน์
กำกับ ยูจิ ยามากุชิ
ผลิต ญี่ปุ่น สตูดิโอดีน
ผู้ถือสิทธิ์ ไทย ทีไอจีเอ
ฉายทาง ญี่ปุ่น ไซตะมะทีวี, จิบะทีวี
อาเซียน แอนิแมกซ์เอเชีย
ฉายเมื่อ 6 มกราคม พ.ศ. 254816 มิถุนายน พ.ศ. 2548
ตอน 24 (รายชื่อตอน)
มังงะ
เรื่อง ไทป์-มูน
พิมพ์ ญี่ปุ่น คาโดคาว่า โชเทน
ไทย บงกช พับลิชชิ่ง[1]
กลุ่มเป้าหมาย โชเน็ง
นิตยสาร ญี่ปุ่นโชเน็งเอซ
เผยแพร่ กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548ธันวาคม พ.ศ. 2555
รวมเล่ม ญี่ปุ่นไทย 20
โอวีเอ
Fate/Prototype
กำกับ เชอิจิ คิชิ
ผลิต ยูจิ ฮิกะ
บท มาโคโตะ อูยชู
ดนตรี ยาสึฮารุ ทากานาชิ
ผลิต Lerche
ฉายเมื่อ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ยาว 12 นาที
อะนิเมะโทรทัศน์
Fate/stay night: Unlimited Blade Works
กำกับ ทากาฮิโร่ มิอุระ
บท คิโนโกะ นัตสึ
ดนตรี ฮิเดยูกิ ฟูกะชาวะ
ผลิต Ufotable
ผู้ถือสิทธิ์ ไทย ทีไอจีเอ
ฉายทาง Tokyo MX, GTV, GYT, BS11
ฉายเมื่อ 4 ตุลาคม พ.ศ. 255727 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ตอน 26
โอวีเอ
Fate/stay night: Unlimited Blade Works - sunny day
ผลิต Ufotable
ฉายเมื่อ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ยาว 10 นาที
อะนิเมะ
กำกับ ยูจิ ยามากุชิ
เขียนเรื่อง ซาโต้ ทาคุยะ
ผลิต ญี่ปุ่น สตูดิโอดีน
Wikikartoon.png ส่วนหนึ่งของสารานุกรมการ์ตูนญี่ปุ่น

มหาสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ หรือ เฟท/สเตย์ ไนท์ (ญี่ปุ่น: フェイト/ステイナイト Feito/sutei naito ทับศัพท์จาก Fate/stay night ?) เป็นเอโรเกะ สร้างโดยไทป์-มูน วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2547 ต่อมา สตูดิโอดีน ได้นำไปทำเป็นภาพยนตร์การ์ตูนฉายทางโทรทัศน์ โดยมีเจเนออนเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ ออกอากาศครั้งแรกวันที่ 6 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2549 นอกจากนี้ในปี 2550 ไทป์-มูน ได้นำมหาสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์มาสร้างใหม่สำหรับเครื่อง เพลย์สเตชัน 2 ภายใต้ชื่อ "เฟท/สเตย์ ไนท์ [เรียลตา นัว]" โดยตัดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับผู้เยาว์ออกทั้งหมด เฟท/สเตย์ ไนท์ ยังถูกดัดแปลงเป็นมังงะ ซึ่งในขณะนี้กำลังตีพิมพ์ลงในนิตยสารโชเน็นเอซ ฉบับรายเดือน

กระแสตอบรับ[แก้]

เฟท/สเตย์ ไนท์ เป็นวิชชวล โนเวล ที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในปี 2547[2] นอกจากนี้ เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย "แฟนดิสก์" ซึ่งเป็นภาคต่อของเฟท/สเตย์ ไนท์ ยังเป็นวิชชวล โนเวล ที่มียอดจำหน่ายเป็นอันดับที่สองของปี 2548[3]

ในปี 2549 เจเนออนและสตูดิโอดีนได้นำ เฟท/สเตย์ ไนท์ มาดัดแปลงเนื้อหาและสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนความยาว 24 ตอน ในปีเดียวกัน ไทป์-มูน ยังได้ประกาศจะวางแผง เฟท/สเตย์ ไนท์ สำหรับเครื่องเพลย์สเตชัน 2 ภายใต้ชื่อ "เฟท/สเตย์ ไนท์ [เรียลตา นัว]" ในครึ่งปีหลัง แต่เลื่อนมาจำหน่ายในปี 2550 แทน ไทป์-มูน ยังได้ร่วมมือกับไนโตรพลัสเขียนนวนิยายเรื่อง เฟท/ซีโร่ เล่าเรื่องสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่เกิดขึ้นก่อนสงครามใน เฟท/สเตย์ ไนท์ นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2550 เจเนออนยังได้จัดรายการวิทยุ "เฟท/สเตย์ ทูน" โดยมี คานะ อุเอดะ และ อายาโกะ คาวาสุมิ นักพากย์ผู้รับบทเป็นตัวละครเอกในการ์ตูนโทรทัศน์ เป็นพิธีกรอีกด้วย จริงหรอ?

เรื่องย่อ(บทนำ)[แก้]

เฟท/สเตย์ ไนท์ เป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของ เอมิยะ ชิโร่ นักเรียนช่างประจำวิทยาลัยโฮมุระบาระ ในเมืองฟุยูกิ สิบปีก่อนเขาได้ตกอยู่ท่ามกลางกองเพลิงขนาดมหึมาที่เผาผลาญเมืองและพรากครอบครัวอันเป็นที่รักของเขาไป ในขณะที่เขาอยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นความตาย ได้มีบุรุษลึกลับคนหนึ่งมาช่วยเขาไว้ เขาคือ เอมิยะ คิริซึงุ ซึ่งต่อมาเขาก็รับชิโร่มาเป็นบุตรบุญธรรม และอาศัยอยู่ที่บ้านคิริซึงุในเมืองฟุยูกิอย่างสงบสุข คืนหนึ่ง ในระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันถึงเรื่องต่างๆ คิริซึงุก็ได้เปิดเผยความลับบางอย่างให้กับลูกชายของเขาว่า

"พ่อมีความลับอย่างนึงที่ไม่เคยบอกลูกเลย -พ่อเป็นจอมเวท"

นอกจากที่จะได้รู้ความลับเรื่องนี้แล้ว เขายังได้รู้ถึงความเป็นมาต่างๆ ของพ่อบุญธรรมของเขาคนนี้ และยังได้ทราบถึงชีวิตอันล้มเหลวในอุดมการณ์ในการดำเนินชีวิตในเส้นทางของ "ผู้ผดุงคุณธรรม" (ญี่ปุ่น: 正義の味方 Seigi no Mikata ?) หรือผู้ที่คอยปกป้องผู้บริสุทธิ์และผู้ที่อ่อนแอกว่า อย่างไร้ซึ่งการตอบแทน ชิโร่จึงขอให้คิริซึงุสอนเชิงเวท (ญี่ปุ่น: 魔術 Majutsu ?) ให้กับเขาบ้าง อย่างไรก็ตาม ชิโร่ผู้ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการใช้เวทมนตร์มาก่อน ย่อมทำให้เขาใช้เวทมนตร์ทั่วไปไม่ได้ คิริซึงุจึงได้เตือนเขาว่าเส้นทางแห่งการเป็นจอมเวทนั้นจะนำพาหายนะมาสู่ตัวเขาเอง แต่เพราะว่าชิโร่ต้องการที่จะช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ เขาจึงได้สอนเวทเสริมความแข็งแกร่งให้กับวัตถุไว้ในขั้นพื้นฐานเท่านั้น หลังจากที่คิริซึงุเสียชีวิต ชิโร่ก็ต้องพบกับทางตัน คือเขาไม่สามารถพัฒนาเชิงเวทของเขาได้เลยตามที่เขาหวังไว้ว่าเขาจะทำได้เพื่อที่จะนำไปใช้ช่วยเหลือผู้อื่นเหมือนกับที่พ่อของเขาทำ

สิ่งหนึ่งที่ชิโร่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยคือเมืองฟุยูกิที่เขาอาศัยอยู่นั้นได้ถูกจัดเตรียมไว้เพื่อเป็นสนามรบระหว่างจอมเวททั้งเจ็ดอย่างลับๆ ซึ่งจอมเวททั้งเจ็ดคนที่เข้ามาร่วมจะต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อแย่งชิงจอกศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถประทานทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการได้ ซึ่งสงครามจะเริ่มต้นทุกๆ 50 ปี อย่างครั้งล่าสุดคือสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 4 เมื่อ 16 ปีก่อนก็ได้เป็นชนวนทำให้เกิดสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 5 ขึ้นมาอีกภายในเวลา 10 ปีโดยหาสาเหตุไม่ได้ จอมเวทที่เข้าร่วมสงครามทุกคนนั้นจะถูกขนานนามว่า "มาสเตอร์" ผู้ซึ่งควบคุมวิญญานที่อยู่ในฐานะ "ข้ารับใช้" เพื่อใช้ในการต่อสู้ในสงคราม ซึ่งวิญญานเหล่านั้นคือวิญญานของเหล่าวีรชนในแต่ละยุคสมัยของโลก ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าวิญญานของวีรชน (ญี่ปุ่น: 英霊 Eirei ?) แต่ละคนนั้นย่อมมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัว หรือที่เรียกว่า "โนเบิล แฟตาซึ่ม" (ญี่ปุ่น: 宝具 Hogu ?) ซึ่งมันจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของข้ารับใช้แต่ละคนนั้นด้วย และมันจะทำให้คู่ต่อสู้ทราบถึงจุดอ่อนของข้ารับใช้คนนั้นๆ ทันที การอัญเชิญข้ารับใช้ของมาสเตอร์แต่ละคนนั้นจะมีแตกต่างกันไป ซึ่งบางกรณีจะเกี่ยวข้องกับสื่อที่ใช้อัญเชิญ และความคิดความต้องการของมาสเตอร์ ซึ่งถ้าหากมาสเตอร์คนไหนมีความคิดเดียวกันกับวีรชนคนใด วีรชนคนนั้นก็จะมาเป็นข้ารับใช้ให้กับมาสเตอร์คนนั้นๆ ซึ่งในแต่ละครั้งของสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ ข้ารับใช้จะถูกอัญเชิญออกมาจาก 1 ใน 7 ประเภทคือ เซเบอร์, อาเชอร์ , แลนเซอร์, เบอเซิร์กเกอร์, ไรเดอร์, แอสซาซิน และ แคสเตอร์

ข้ารับใช้ต้องอาศัยมานา (ญี่ปุ่น: 魔力 Maryoku ?) จากมาสเตอร์เพื่อการคงสภาพอยู่บนโลก ส่วนมาสเตอร์เองก็ต้องการกำลังการต่อสู้จากข้ารับใช้และด้วยเหตุผลที่ว่าจอกศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถจับต้องได้ เว้นแต่ข้ารับใช้เท่านั้นที่สามารถสัมผัสจอกได้ และจอกศักดิ์สิทธิ์จะปรากฏออกมาได้ ก็ต้องอาศัยการอัญเชิญจากมาสเตอร์ด้วยเช่นกัน จึงทำให้ข้ารับใช้และมาสเตอร์ต้องร่วมมือกันต่อสู้กับมาสเตอร์และข้ารับใช้คนอื่นๆ ซึ่งถ้าหากข้ารับใช้เกิดการขัดขืนต่อมาสเตอร์ มาสเตอร์จะมี "คำสั่งมนตรา" (ญี่ปุ่น: 令呪 Reiju ?) ไว้คอยควบคุมข้ารับใช้ ให้ทำในสิ่งที่มาสเตอร์ต้องการทุกอย่าง ซึ่งจะมีลักษณะเป็นลวดลายต่างๆ อยู่บนข้อมือของมาสเตอร์ทุกคน เว้นเสียแต่บางในกรณีของมาสเตอร์บางคนที่ไม่มีลายมนตราบนข้อมือ แต่จะมีอยู่บนสื่ออัญเชิญข้ารับใช้แทน นอกจากจะเอาไว้คอยควบคุมข้ารับใช้แล้ว มันยังเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงการที่จะมีสิทธิในการครอบครองจอกศักดิ์สิทธิ์ด้วย หากมาสเตอร์คนใดสูญเสียข้ารับใช้ไปแล้ว สามารถที่จะทำสัญญากับข้ารับใช้ตนใหม่หากลายมนตรายังไม่ถูกใช้จนหมดไปหรือถูกทำลายลง ซึ่งถ้าหากไม่มีลายมนตราเหลืออยู่แล้ว มาสเตอร์ที่ไร้ลายมนตราสามารถไปขอรับการคุ้มครองจากผู้คุมกฎที่โบสถ์ประจำเมืองได้

เย็นวันหนึ่ง หลังจากที่ชิโร่ทำความสะอาดโรงฝึกยิงธนูของโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้พบเห็นการต่อสู้ระหว่างข้ารับใช้สายอาเชอร์และแลนเซอร์อย่างบังเอิญ แลนเซอร์จึงทำการฆ่าปิดปากเขาเพื่อไม่ให้ความลับเรื่องสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์รั่วไหลไปสู่คนทั่วไป ต่อมามาสเตอร์ของอาเชอร์ โทซากะ ริน ได้ช่วยเหลือเขาไว้โดยการใช้อัญมณีชุบชีวิตเขาขึ้นมา เมื่อชิโร่ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองรอดตายมาได้และนอนสลบอยู่ในโรงเรียน เขาจึงรีบเดินทางกลับบ้าน แต่แล้วก็ถูกแลนเซอร์ที่รู้ว่าเขายังไม่ตายมาไล่เอาชีวิตอีกครั้ง ชิโร่ซึ่งไม่มีพละกำลังพอที่จะต่อกรกับข้ารับใช้ซึ่งเป็นวีรชนในตำนานได้เลย จึงทำได้แต่ป้องกันตัวและหลบหนีเขาไปหลบในห้องเก็บของในสวนบ้านเขา ทันใดนั้นก็มีลายมนตราปรากฏขึ้นที่มือเขาในขณะที่เขากำลังหลบหนีไปซ่อนตัวในห้องเก็บของ สถานการณ์เลวร้ายลงทุกทีเมื่อแลนเซอร์หาเขาพบและจะสังหารเขาอีกครั้ง ทันใดนั้นได้มีหญิงสาวในชุดเกราะสีเงินปรากฏตัวออกมาซัดแลนเซอร์กระเด็นออกไป และหันมาถามชิโร่ว่า...

"ท่านคือมาสเตอร์ของข้าใช่หรือไม่?"

ตัวละคร[แก้]

เช่นเดียวกันกับ ซึกิฮิเมะ ตัวละครใน เฟท/สเตย์ ไนท์ มีความเกี่ยวข้องกันกับตัวละครในผลงานชิ้นอื่นๆ ของ ไทป์-มูน

ตัวละครหลัก[แก้]

เอมิยะ ชิโร่ (ญี่ปุ่น
衛宮 士郎 Emiya Shirō ?) : ชิโร่เป็นตัวละครหลักของเรื่อง มีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้อื่น จริงจัง และซื่อสัตย์ เขาชอบซ่อมแซมสิ่งของและทำงานบ้าน ชิโร่มีพรสวรรค์ในเชิงเวท (ญี่ปุ่น: 魔術 majutsu ?) อยู่บ้าง แต่พ่อบุญธรรมของเขา เอมิยะ คิริซึงุ ซึ่งเป็นจอมเวทกลับไม่สนับสนุนให้เขาฝึกฝน ชิโร่เข้าร่วมสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่สมัครใจ และมีความตั้งใจจะปกป้องผู้บริสุทธิ์ทุกคน จนกระทั่งยอมเอาตัวเข้ารับการโจมตีแทนผู้อื่น แม้กระทั่งเซเบอร์ ข้ารับใช้ของเขาเอง
เซเบอร์ (ญี่ปุ่น
セイバー Seibā ?) : ข้ารับใช้ประเภทนักดาบของชิโร่ เธอนิสัยสุขุม กิริยาเย็นชา แต่จงรักภักดีต่อนาย เนื่องจากชิโร่มีพลังเวทเพียงเล็กน้อย เซเบอร์จึงพยายามหลีกเลี่ยงการต่อสู้ เพื่อใช้พลังเวทของชิโร่อันเป็นปัจจัยช่วยให้เธอคงสภาพอยู่ในโลกมนุษย์ให้นานที่สุด นอกจากนี้เธอยังหาพลังเวทเพิ่มเติมด้วยการกินอาหารจำนวนมากๆ เซเบอร์ลำบากใจกับพฤติกรรมชอบเสี่ยงเพื่อปกป้องผู้อื่นของชิโร่ โดยเธอเชื่อว่านิสัยนี้จะนำอันตรายและความพ่ายแพ้มาสู้ชิโร่ในที่สุด
โทซากะ ริน (ญี่ปุ่น
遠坂 凛 Tōsaka Rin ?) : นักเรียนดีเด่นและดาวประจำโรงเรียนที่ชิโร่ศึกษาอยู่ เบื้องหลังเป็นหนึ่งในจอมเวทที่เข้าร่วมสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 5 รินเกิดในตระกูลจอมเวทติดตัว และมีเชี่ยวชาญเชิงเวทเป็นอย่างมาก บิดาของเธอเสียชีวิตในสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 4 เป็นเหตุให้เธอตั้งใจฝึกฝนการใช้เวทมนตร์สืบต่อจากเขา เธอพยายามที่จะอัญเชิญข้ารับใช้สายเซเบอร์ออกมา แต่เกิดความผิดพลาดในระหว่างการอัญเชิญ ทำให้ได้ข้ารับใช้สายอาเชอร์แทน
อาเชอร์ (ญี่ปุ่น
アーチャー Āchā ?) : ข้ารับใช้ของริน อาเชอร์ถูกอัญเชิญออกมาอย่างไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้เขาสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนไป เขามีนิสัยชอบพูดประชดประชัน และมักจะดูถูกอุดมการณ์ของชิโร่ว่าเป็นความคิดตื้นๆ และเป็นการหลอกลวงตนเอง อาเชอร์สามารถต่อสู้ด้วยอาวุธระยะใกล้ได้อย่างคล่องแคล่ว แม้ข้ารับใช้ในสายของเขาจะเป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุธระยะไกลก็ตาม
อิลยาสฟีล ฟอน ไอนซ์แบร์น (ญี่ปุ่น
イリヤスフィール・フォン・アインツベルン Iriyasufīru fon Aintsuberun ?) : เด็กสาวในตระกูลผู้ดีชาวเยอรมัน ผู้ซึ่งเดินทางมาที่ญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 5 ในฐานะมาสเตอร์คนหนึ่ง ภายนอกเธอดูเป็นเด็กสาวน่ารักคนหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วเธอเป็นจอมเวทที่ร้ายกาจ ที่มีพลังเวทแฝงอยู่ในร่างกายปริมาณมหาศาล เธอพักอาศัยอยู่ที่ปราสาทตระกูลไอนซ์แบร์นที่ชานเมืองฟุยูกิพร้อมกับข้ารับใช้ของเธอและสาวใช้ 2 คน เธอมักจะให้คนที่เธอไว้วางใจเรียกเธอว่า "อิลยา"
เบอร์เซิร์กเกอร์ (ญี่ปุ่น
バーサーカー Bāsākā ?) : ข้ารับใช้ของอิลยา ผู้ซึ่งอยู่ในคลาสที่ได้รับการยกย่องว่ามีพละกำลังมากที่สุด เขามีรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสันพร้อมผิวสีน้ำตาลที่แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า อาวุธของเขาคือท่อนไม้ติดของแหลมซึ่งดูคล้ายขวานผสมกับไม้กระบอง เขาสามารถที่จะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า สมกับชื่อคลาสของเขา การต่อสู้ทุกครั้งของเขาจะเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน ซึ่งเป็นการยากทีจะควบคุมสำหรับจอมเวททั่วไป แต่สำหรับอิลยา สามารถควบคุมเขาได้อย่างง่ายดาย
มาโต้ ชินจิ (ญี่ปุ่น
間桐 慎二 Matō Shinji ?) : พี่ชายชองซากุระ และเพื่อนรักของชิโร่ เขาเป็นรองประธานชมรมยิงธนูของโรงเรียนที่ออกจะหลงตัวเองและเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ คล้ายๆกับริน เขาไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นในเชิงเวทเช่นเดียวกับชิโร่ แม้ว่าตระกูลมาโต้จะเป็นตระกูลผู้ใช้เวทมนตร์ แต่เขากลับไม่มีความสามารถในเชิงเวทเลย จึงทำให้เขาไม่พอใจ และพยายามที่จะพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าตนเองก็มีดีด้วยการเข้าร่วมสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 5 นี้ บวกกับความทะเยอทะยานอยากของเขา จึงไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าเขาจะหักหลังเพื่อนของเขาได้อย่างหน้าตาเฉยเพื่อตัวเขาเอง เขาไม่พอใจที่ซากุระน้องสาวของเขาไปหาชิโร่ที่บ้านทุกวันๆ เขาจึงเสนอข้อตกลงกับรินในการร่วมมือกันในสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ แต่รินก็ได้ปฏิเสธไปเพราะรู้ถึงเนื้อแท้ของเขานั่นเอง
ไรเดอร์ (ญี่ปุ่น
ライダー Raidā ?) : ข้ารับใช้ของชินจิ ซึ่งมักจะเป็นผู้สอดแนมระหว่างการต่อสู้ของข้ารับใช้ตนอื่น เธอมักจะปฏิบัติภารกิจอย่างเงียบสงัดและรอบคอมและไม่เคยลังเลที่จะปกป้องมาสเตอร์ของตนเอง แม้ว่าตนเองจะได้รับอันตราย และด้วยที่ว่าชินจิไม่สามารถถ่ายทอดมานาให้กับเธอได้ ทำให้เธอต้องแสวงหามานาให้ตนเองด้วยการสูบพลังวิญญานจากชาวเมืองฟุยูกิ ในการต่อสู้เธอมักจะซ่อนตัวและคอยวางแผนโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยความรอบคอบ อาวุธของเธอคือลิ่มโลหะติดโซ่ยาวซึ่งเธอมักจะใช้มันในการโจมตีคู่ต่อสู้จากระยะไกล และใช้มันควบคุมคู่ต่อสู้ไปด้วย

สื่ออื่น[แก้]

ด้วยความนิยมอย่างล้นหลามของแฟนๆ ช่วยผลักดันให้ เฟท/สเตย์ ไนท์ ได้พัฒนาออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ ที่มากกว่าการเป็นวิดีโอเกม เช่นได้เป็นอะนิเมะ และมังงะ อย่างเป็นทางการ และแฟนๆ ยังนำไปเขียนเป็นโดจิน และโดจินซอฟต์ (เช่น เฟทัล/เฟค) ที่เป็นเกมต่อสู้โดยการนำตัวละครใน เฟท/สเตย์ ไนท์ และสถานที่ต่างๆ ในเรื่องมารวมไว้ในเกม

วิดีโอเกม[แก้]

แรกเริ่มเดิมที เฟท/สเตย์ ไนท์ เป็นเกม วิชช่วล โนเวล ที่สร้างโดย ไทป์-มูน และวางจำหน่ายที่ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกของกลุ่มนี้หลังจากที่ได้เลื่อนระดับขั้นจากกลุ่มเซอร์เคิลมาเป็นบริษัทขนาดย่อม ต่อมา เฟท/สเตย์ ไนท์ ก็ได้พัฒนามาจนกระทั่งมีเวอร์ชันสำหรับทุกเพศทุกวัย ซึ่งนั่นก็คือ เฟท/สเตย์ ไนท์ ~เรียลต้า นัวร์~ สำหรับเครื่องเล่น เพลย์สเตชัน 2 และ เพลย์สเตชัน พอร์เทเบิล ในวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2550

เนื้อเรื่อง[แก้]

Fate, Unlimited Blade Works และ Heaven's Feel คือเนื้อเรื่องย่อยทั้ง 3 ที่เราจะพบในเกม ซึ่งเนื้อเรื่องแต่ละบทจะมีเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันไปและจะดำเนินไปตามที่ผู้เล่นได้เลือกการกระทำในเรื่องนั้นๆ เอง

ในบท Fate จะกล่าวถึงเซเบอร์ที่เป็นตัวละครหลัก ในบท Unlimited Blade Works จะกล่าวถึงรินซึ่งเป็นตัวละครหลัก แต่เนื้อเรื่องจะมุ่งประเด็นไปที่ตัวตนของข้ารับใช้ของเธอ อาเชอร์ มากกว่า และในบท Heaven's Feel จะกล่าวถึงอดีตอันเลวร้ายของซากุระ และยังเชื่อมต่อไปถึงเนื้อเรื่องของ เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย อีกด้วย ส่วนเนื้อเรื่องในแอนิเมชันจะเป็นการนำเนื้อเรื่องทั้ง 3 มารวมกัน และเน้นหนักไปที่บท Fate มากกว่าบทอื่นๆ

เนื้อเรื่องอื่น[แก้]

ดูบทความหลักที่: เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย

เมื่อ 28 ตุลาคม 2548 ไทป์-มูนได้ปล่อยไซด์ สตอรี่ของ เฟท/สเตย์ ไนท์ ออกมา ภายใต้ชื่อว่า เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย ซึ่งเป็นแฟนดิกส์ที่จะมีไซด์สตอรี่ของ เฟท/สเตย์ ไนท์ ซึ่งจะกล่าวถึงเนื้อเรื่องเพียงแค่ครึ่งปีหลังจากเหตุการณ์ใน เฟท/สเตย์ ไนท์ และมีตัวละครเพิ่มมาไม่ว่าจะเป็นอเวนเจอร์, บาเซตต์ ฟราก้า แม็กเรมินซ์ และ คาเรน ออร์เทนเซีย พร้อมทั้งการกลับมาของตัวละครเดิมเช่น เอมิยะ ชิโร่ และ โทซากะ ริน

ดูบทความหลักที่: เฟท/ซีโร่

เมื่อ 22 พฤศจิกายน 2549 ไทป์-มูน ได้ประกาศที่จะวางจำหน่ายนิยายในซีรีส์เฟทเรื่องใหม่ ภายใต้ชื่อว่า เฟท/ซีโร่ ซึ่งเป็นเรื่องราวก่อนเหตุการณ์ใน เฟท/สเตย์ ไนท์ โดยจะมุ่งไปที่สงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 4 เล่มแรกวางจำหน่ายในวันที่ 12 ธันวาคม 2549 ซึ่งเกิดจากการร่วมมือกันระหว่าง ไทป์-มูน และ ไนโตรพลัส

ผลงานแปลจากผู้ติดตาม[แก้]

ต้นฉบับของ "เฟท/สเตย์ ไนท์" ได้ถูกนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยกลุ่มแฟนผลงานที่ใช้ชื่อว่า Miror Moon ส่วนเวอร์ชันทดลองของ "เฟท/สเตย์ ไนท์" นั้นได้กลุ่มแฟนอีกกลุ่มหนึ่งมาแปล นั่นคือกลุ่ม insani นั่นเอง และในรูปแบบอะนิเมะก็ยังได้รับการแปลเป็นแฟนซับโดยกลุ่มแฟนๆ จากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ, เกาหลี, จีน, สเปน, ฮีบรู, ฝรั่งเศส, สโลวีเนีย, เยอรมัน, อิตาเลียน, โปรตุเกส หรือแม้แต่ ไทย

มังงะ[แก้]

เฟท/สเตย์ ไนท์ ในรูปแบบมังงะ ภาพโดย ดัดโตะ นิชิวาคิ ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร โชเน็น เอซ ภายใต้ลิขสิทธิ์สำนักพิมพ์คาโดคาว่า โชเท็น เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ซึ่งเนื้อหาจะเน้นนำเสนอโดยอ้างอิงจากในเกมเป็นหลัก และยังเน้นหนักไปที่บท อันลิมิเตด เบลด เวิร์คส ให้เด่นชัดขึ้นกว่าฉบับอะนิเมะอีกด้วย พร้อมทั้งยังเสริมเนื้อหาให้สัมพันธํเข้ากับ เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย และ เฟท/ซีโร่ อีกด้วย

แอนิเมชัน[แก้]

เฟท/สเตย์ ไนท์ ในรูปแบบอะนิเมะ ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2549 และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ความยาวทั้งหมด 24 ตอนโดย Studio DEEN ภายใต้ชื่อว่า Fate Project ด้วยความร่วมมือของ Geneon Entertainment, TBS,CREi,ไทป์-มูน และ Frontier Works Inc. ต่อมาก็ได้ออกอากาศอย่างเป็นสากลในช่อง อะนิแม็กซ์ ในปี 2550 อีกทั้งยังมีฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อออกอากาศในเขต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเดือน เมษายน ปี พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งยังมีการเผยแพร่ลิขสิทธิ์ไปยัง อเมริกาเหนือ อีกด้วย ซึ่งเนื้อหาในอะนิเมะนั้นจะเน้นหนักไปในเนื้อหาของเกม ในส่วนของบทเฟท มีการเสริมเนื้อหาในส่วนของ อันลิมิเต็ด เบลด เวิร์คส และ เฮฟเว่นส ฟีล อีกด้วย แต่จะไม่เพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนของ เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย เลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งในฉบับอะนิเมะนี้ ก็ได้คุณ คาวาอิ เคนจิ ซึ่งเป็นผู้แต่งเพลงในซีรีส์ของเฟท ในต้นฉบับของเกม มาเป็นผู้แต่งเพลงให้ในฉบับอะนิเมะด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากการนำซาวนด์แทร็กในเกม มารีมิกซ์ใหม่เพื่อใช้ในฉบับอะนิเมะโดยเฉพาะ อย่างเช่นเพลง "Yakusoku Sareta Shouri No Tsurugi"(約束されたの剣), "Emiya" และ "This Illusion" ซึ่งต่อมาได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "disillusion" เพื่อใช้เป็นเพลงเปิดสำหรับฉบับอะนิเมะ

เพลงประกอบ[แก้]

เวอร์ชันเกม
ชื่อเพลง เรียบเรียง, ดนตรี เนื้อร้อง นักร้อง ประเภท
"THIS ILLUSION" NUMBER201 เคย์ตะ ฮากะ M.H. เพลงเปิด
"days" NUMBER201 เคย์ตะ ฮากะ CHINO เพลงปิด
"Ougon no Kagayaki"' (ญี่ปุ่น: 黄金の輝き "Ougon no kagayaki" lit.ประกายทอง ?) NUMBER201 เคย์ตะ ฮากะ MAKI เพลงเปิด (เรียลตา นัวร์)
เวอร์ชันอะนิเมะ
ชื่อเพลง ทำนอง เรียบเรียง เนื้อร้อง นักร้อง วันวางจำหน่ายซิงเกิล ประเภท
"Disillusion"
(ตอนที่ 1-14)[4]
NUMBER201 คาวาอิ เคนจิ เคย์ตะ ฮากะ ซาจิ ทาอินากะ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 เพลงเปิด
(ญี่ปุ่น: "คิราเมคุ นามิดะ วะ โฮชิ นิ" きらめく涙は星に
lit. หยาดน้ำตาส่องประกายกลายเป็นดวงดาว ?)
(ตอนที่ 15-23)[5]
KATE โทโมจิ โซกาวะ, NUMBER201 เคย์ตะ ฮากะ ซาจิ ทาอินากะ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 เพลงเปิด
(ญี่ปุ่น: "Anata ga Ita Mori" あなたがいた森
lit. พงไพรที่มีเธอ ?)
(ตอนที่ 1-13,15-23)[6]
จูไค 15 มีนาคม พ.ศ. 2549 เพลงปิด
(ญี่ปุ่น: "Hikari" ヒカリ, lit. แสงสว่าง ?)
(ตอนที่ 14)[7]
จูไค 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 เพลงปิด
(ญี่ปุ่น: "คิมิ โตะ โนะ อาสุ" 君との明日 lit. พรุ่งนี้ที่มีเธอ ?)
(ตอนที่ 24)[8]
ซาจิ ทาอินากะ ทาคาฮิโระ ทาเนโกะ ซาจิ ทาอินากะ ซาจิ ทาอินากะ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 เพลงปิด

นอกจากนั้นอัลบั้มซาวนด์แทร็ค Avalon - Fate/Stay Night ยังได้รับการเรียบเรียงใหม่โดย WAVE และ K.JUNO โดยเรียบเรียงเพลง "This Illusion" ให้เป็นภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งมี 2 เวอร์ชัน คือ "Illusion/Vision" และ "Illusion/Fate" อีกด้วย

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]