นิสิต สินธุไพร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นิสิต สินธุไพร
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 12 มีนาคม พ.ศ. 2499 (66 ปี)
พรรคการเมือง พรรคเพื่อไทย

ดร.นิสิต สินธุไพร (เกิด 12 มีนาคม พ.ศ. 2499) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช. และผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลร้อยเอ็ด ยูไนเต็ด

ประวัติ[แก้]

นิสิต สินธุไพร เกิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2499[1] เป็นชาวบ้านโนนชัยศรี ตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรของนายใส และนางผาด สินธุไพร นายนิสิต สินธุไพร เป็นนักเคลื่อนไหวคนสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อดีตรับราชการครูและเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการศึกษามากมาย อาทิ คณะกรรมการการประถมศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้นำครูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น ก่อนผันตัวเข้าสู่แวดวงการเมือง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี การศึกษาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาสังคมศึกษา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตมหาสารคาม โดยขณะศึกษาในระดับปริญญาตรี ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปนายกองค์การนิสิตนักศึกษา, ระดับปริญญาโท รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,ระดับปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และได้รับประกาศนียบัตรวิชาการเมืองการปกครองชั้นสูง จาก สถาบันพระปกเกล้า

งานการเมือง[แก้]

นายนิสิตได้รับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี พ.ศ. 2544 ภายใต้สังกัดพรรคความหวังใหม่ ซึ่งต่อมายุบรวมกับ พรรคไทยรักไทย โดยสามารถเอาชนะเจ้าของพื้นที่เก่าอย่าง นายชัชวาลย์ ชมภูแดง ต่อมาได้รับเลือกให้เป็น ส.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด ปี พ.ศ. 2548 สังกัด พรรคไทยรักไทย โดยในขณะนั้นเป็นผู้ริเริ่มนำเสนอ โครงการอาจสามารถโมเดลหรือโมเดลแก้จนใน อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด จนนำไปสู่การลงพื้นที่ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ร่วมกับคณะรัฐมนตรีและข้าราชการทุกภาคส่วน โดยมีนักการทูตจากหลายประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์ ได้มีการถ่ายทำรายการเรียลลิตี้โชว์ปฏิบัติการแก้จนออกอากาศทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรก แต่โครงการไม่ได้รับการสานต่อเนื่องจากเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549 โครงการนี้จึงถูกพับไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้รับเลือกตั้งอีกครั้งภายใต้สังกัด พรรคพลังประชาชน โดยขณะนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนและเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ต่อมาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี กลายเป็นสมาชิก บ้านเลขที่ 109 จากคดียุบพรรคพลังประชาชน โดยหลังพ้นจากการตัดสิทธิ์ทางการเมืองได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. อีกครั้งในปี 2557 สังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

เขาเคยจำคุกในคดี เหตุการณ์ก่อความไม่สงบของกลุ่ม นปช. เมษายน พ.ศ. 2552 ในศาลชั้นต้น ในวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558 ต่อมาใน วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558 เขาได้รับการประกันตัวในวงเงิน 8 แสน บาท เขาจำคุกในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560 ตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ในคดีดังล่าว และไม่ได้รับการประกันตัวในวันดังกล่าว

ต่อมาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 39[2] แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคเพื่อไทยมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพึงมีตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร[แก้]

นิสิต สินธุไพร ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 3 สมัย คือ

  1. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2544 จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดพรรคความหวังใหม่พรรคไทยรักไทย
  2. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดพรรคไทยรักไทย
  3. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2550 จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดพรรคพลังประชาชน (พ.ศ. 2541)

การเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดง[แก้]

หลังการรัฐประหารในปี 2549 นิสิต สินธุไพร เริ่มเคลื่อนไหวในฐานะประธานกลุ่มคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ โดยเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วง คมช. ตลอดระยะเวลาการรัฐประหาร จากนั้นเป็นแกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ นปก. ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. นอกจากนี้ยังเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน นปช. ซึ่งเน้นให้ความรู้ด้านประชาธิปไตยแก่ประชาชน ปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินรายการทาง "เปิดปมสู่ปฏิรูป" ร่วมกับนายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ และนายพิพัฒนชัย ไพบูลย์ ทางพีซทีวี

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]