นิราศสุพรรณ (สุนทรภู่)
| นิราศสุพรรณ | |
|---|---|
| ชื่ออื่น | นิราศเมืองสุพรรณ, นิราศสุพรรณคำโคลง |
| กวี | พระสุนทรโวหาร (ภู่) |
| ประเภท | โคลงนิราศ |
| คำประพันธ์ | โคลงสี่สุภาพ |
| ความยาว | 462 บท |
| ยุค | รัชกาลที่ 3 |
| ปีที่แต่ง | ประมาณปี พ.ศ. 2380–2382 |
นิราศสุพรรณ เป็นผลงานกวีนิพนธ์แบบโคลงประพันธ์โดยสุนทรภู่ เป็นนิราศเรื่องแรกและเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่ประพันธ์ด้วยฉันทลักษณ์โคลงสี่สุภาพ เข้าใจว่าต้องการลบคำสบประมาทว่าตนแต่งได้แต่เพียงกลอน สันนิษฐานว่า สุนทรภู่แต่งนิราศสุพรรณประมาณปี พ.ศ. 2380–2382 ระหว่างที่จำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศ แล้วออกเดินทางไปยังเมืองสุพรรณเพื่อค้นหายาอายุวัฒนะ การเดินทางของสุนทรภู่ครั้งนี้หนักหนาแทบเอาชีวิตไม่รอด สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับมา[ก]
ประวัติการค้นพบต้นฉบับและการจัดพิมพ์โคลงนิราศสุพรรณ
[แก้]
การพบต้นฉบับสมุดไทยโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่นั้น พบหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่ในปี ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) เป็นอย่างน้อย แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการพบต้นฉบับสมุดไทย โคลงนิราศสุพรรณเพียงเล่ม 1 เล่มเดียวเท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 มีการค้นพบสมุดไทยลายมือเขียนเพิ่มอีก 2 เล่ม เป็นสมุดไทยดำ เขียนด้วยดินสอขาว ลายมือเดียวกันทั้ง 2 เล่ม โดยหน้าปกของสมุดไทยทั้ง 2 เล่มนี้ปรากฏชื่อเรื่องที่อ่านได้ชัดเจนว่า “โคลงนิราศสุพรรณ สมุท 2” และ “โคลงนิราศสุพรรณ สมุท 3” จึงทำให้ทราบว่าโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ ประกอบด้วยสมุดไทยจำนวน 3 เล่มนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สามารถแบ่งช่วงเวลาการค้นพบและการจัดพิมพ์โคลงนิราศสุพรรณออกเป็น 4 ช่วงเวลา ตามการตรวจสอบชำระและการจัดพิมพ์ครั้งสำคัญ ๆ ดังนี้[1]
ช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2446–2504) การจัดพิมพ์จากต้นฉบับสมุดไทยเล่มเดียว
[แก้]พ.ศ. 2446 – ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “วชิรญาณ” ใช้ชื่อ “โคลงนิราศสุพรรณบุรี” หรือ “โคลงนิราศไปเมืองสุพรรณบุรี” มีบทโคลงจำนวน 241 บท สันนิษฐานว่าเป็นการจัดพิมพ์ครั้งแรก
พ.ศ. 2467 – ตีพิมพ์ในวาระแต่งตั้งพระยาสุวรรณศิริ โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์บทนำ มีบทโคลง 241 บท ตอนท้ายระบุว่า “จบบริบูรณ์”
พ.ศ. 2499 – นายหรีด เรืองฤทธิ์ ตรวจสอบต้นฉบับและตีพิมพ์รายงานไว้ แต่ยังคงจำนวน 241 บท

ช่วงที่ 2 (พ.ศ. 2504–2510) การค้นพบต้นฉบับเพิ่ม และจัดพิมพ์ฉบับสมบูรณ์
[แก้]พ.ศ. 2504 – นายหรีด เรืองฤทธิ์ และนายจำปา เยื้องเจริญ ข้าราชการกองวรรณคดี และประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ได้รับมอบหมายจากหน้าห้องของนายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้น ให้ค้นหาสมุดไทยที่เป็นผลงานของสุนทรภู่เพิ่มเติม และได้พบสมุดไทยลายมือเขียน 2 เล่ม ที่เก็บรักษาใว้ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน สมุดไทยที่พบใหม่นี้เป็นสมุดไทยดำเขียนด้วยดินสอขาว และเป็นลายมือเดียวกันกับลายมือในต้นฉบับสมุดไทยโคลงนิราศสุพรรณ เล่ม 1 และมีเนื้อหาต่อจากโคลงบทที่ 241 ใจความต่อกันสนิท จึงทำให้ทราบว่าโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ ประกอบด้วยสมุดไทย จำนวน 3 เล่ม เจ้าหน้าที่กองหอสมุดแห่งชาติจึงได้คัดและตรวจสอบชำระจัดทำเป็นรายงานไว้ แต่ยังมิได้มีการนำมาจัดพิมพ์และเผยแพร่
ประมาณ พ.ศ. 2509 – หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี พบเอกสารพิมพ์ดีดเพิ่มเติม สโมสรสุนทรภู่จึงนำมารวมกับฉบับเดิมแล้วตีพิมพ์เป็น “นิราศเมืองสุพรรณ ฉบับสมบูรณ์” (แต่ไม่สอบยังไม่มีการสอบชำระกับต้นฉบับ)
พ.ศ. 2510 – กรมศิลปากรจัดพิมพ์ฉบับสมบูรณ์จากต้นฉบับทั้ง 3 เล่ม โดยมีเชิงอรรถ คำอธิบาย และแผนที่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าลายมือน่าจะเป็นของสุนทรภู่
ช่วงที่ 3 (พ.ศ. 2529–2547) การศึกษาต้นฉบับตัวเขียน
[แก้]พ.ศ. 2529 – เนื่องในโอกาสยกย่องสุนทรภู่โดยยูเนสโก นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ ศึกษาเปรียบเทียบต้นฉบับสมุดไทย 109 เล่ม จากผลงานสุนทรภู่ 5 เรื่อง โดยโคลงนิราศสุพรรณเป็นเพียงเรื่องเดียวที่ตรวจสอบชำระกับต้นฉบับเดิม ผลการวิจัยระบุว่า “ต้นฉบับโคลงนิราศสุพรรณ 3 เล่ม น่าจะเป็นลายมือของสุนทรภู่เอง” แต่รายงานการวิจัยฉบับนี้ไม่ถูกตีพิมพ์ การเผยแพร่จึงจำกัดอยู่ในห้องสมุดบางแห่ง
ช่วงที่ 4 (พ.ศ. 2547–ปัจจุบัน) โครงการตรวจสอบและอ่านทบทวน
[แก้]หลังปี พ.ศ. 2547 – สำนักพิมพ์มติชนมอบหมายให้นายล้อม เพ็งแก้ว ตรวจสอบและจัดทำคำอ่านใหม่ โดยอิงพจนานุกรมมติชนแต่ มิได้ดำเนินการจัดพิมพ์เป็นหนังสือ

พ.ศ. 2563–2565 – วัดพระรูป หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ และชมรมนักโบราณคดี(สมัครเล่น)เมืองสุพรรณ ได้จัดโครงการ “อ่านทบทวนโคลงนิราศสุพรรณจากต้นฉบับสมุดไทย” โดยเปิดให้ประชาชนอ่านจากสำเนาภาพถ่ายดิจิทัลของต้นฉบับ โครงการจัดขึ้นทั้งหมด 13 ครั้ง มีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการร่วมอ่านและถอดความ พร้อมตรวจสอบเทียบกับฉบับพิมพ์ต่าง ๆ และได้จัดพิมพ์เป็นเล่มชื่อ “โคลงนิราศสุพรรณ ฉบับอ่านทวนต้นฉบับสมุดไทย – จาฤกเรื่องเมืองสุพรรณ”
ปีที่สุนทรภู่เดินทางไปสุพรรณบุรีและแต่งโคลงนิราศสุพรรณ
[แก้]เนื่องจากสุนทรภู่ไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่ชัดเจนในการออกเดินทางมายังเมืองสุพรรณ นอกจากข้อความในโคลงนิราศสุพรรณที่ระบุว่า “สว่างตื่นขึ้นเก้าค่ำ สำคัญ” และ “ลมผ่าว หนาวดอกงิ้ว” ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับช่วงเวลาที่สุนทรภู่แต่ง โคลงนิราศสุพรรณ จึงมีความเห็นแตกต่างกันในหมู่นักวิชาการ โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้[1]
ข้อมูลแรกที่มีการระบุว่า โคลงนิราศสุพรรณ แต่งเมื่อสุนทรภู่บวชอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ปรากฏในหนังสือ เสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร สุนทรภู่แต่งถวายในรัชกาลที่ 5 แลเรื่องประวัติของสุนทรภู่ โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2465 ซึ่งอ้างคำเล่าของพระยาธรรมปรีชา (บุญ) ว่า
“…เมื่อสุนทรภู่บวชไปอยู่วัดเทพธิดาราม ได้แต่งคำเทียบเรื่องพระไชยสุริยา และแต่งโคลงนิราศเมืองสุพรรณ…”
ต่อมา นายธนิต อยู่โพธิ์ หัวหน้าแผนกค้นคว้า กรมศิลปากร ได้ปรับปรุงประวัติของสุนทรภู่ที่แต่งโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ โดยอ้างอิงจากข้อมูลใน รำพันพิลาป และระบุว่า โคลงนิราศสุพรรณ น่าจะแต่งใน ปี พ.ศ. 2384 ซึ่งศักราชนี้ได้รับการอ้างอิงในงานวิชาการและเอกสารทางราชการหลายฉบับ
หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี แสดงความเห็นที่แตกต่างออกไป โดยเสนอว่าโคลงนิราศสุพรรณน่าจะแต่งใน พ.ศ. 2379 ด้วยเหตุผลว่าไม่มีการกล่าวถึงวัดเทพธิดารามในเนื้อหาเลย ซึ่งเป็นสัญญาณว่านิราศนี้แต่งก่อนสร้างวัดดังกล่าว เช่นเดียวกับ นิราศเณรกลั่น ที่ก็ไม่มีการกล่าวถึงวัดนี้
ใน หนังสือโคลงนิราศเมืองสุพรรณฉบับสมบูรณ์ จัดพิมพ์โดยสโมสรสุนทรภู่และมีคำอธิบายโดยนายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ ได้ระบุว่า สุนทรภู่เดินทางไปสุพรรณใน ปีวอก พ.ศ. 2379 เพื่อหาแร่ หาปรอท และยาสำหรับอายุวัฒนะ แต่การเดินทางประสบความล้มเหลว ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์
ในวาระครบรอบ 200 ปี สุนทรภู่ กรมศิลปากรได้เผยแพร่ ประวัติของสุนทรภู่ ฉบับที่พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) เรียบเรียงไว้เมื่อ พ.ศ. 2456 ซึ่งอ้างคำบอกเล่าของพระยาธรรมปรีชา (บุญ) ว่าในช่วงที่สุนทรภู่พำนักอยู่ในวัดเทพธิดารามนั้น ได้แต่งเรื่อง พระไชยสุริยา และแต่งเรื่อง พระอภัยมณี แต่ไม่มีการกล่าวถึงโคลงนิราศสุพรรณเลย จึงเป็นไปได้ว่าสุนทรภู่ไม่ได้แต่งโคลงดังกล่าวในช่วงที่อยู่วัดนี้
นักวิชาการร่วมสมัยอย่าง ล้อม เพ็งแก้ว ให้ข้อวิเคราะห์ว่า บุตรชายของสุนทรภู่ซึ่งร่วมเดินทางในโคลงเรื่องนี้ ล้วนอยู่ในวัยหนุ่มและได้สึกจากสามเณรแล้ว อีกทั้งเนื้อหาของโคลงยังเริ่มต้นจากคลองมหานาค เช่นเดียวกับ นิราศพระแท่น และไม่เอ่ยถึงวัดเทพธิดารามเลย ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าน่าจะแต่ง ก่อนสุนทรภู่จำพรรษาที่วัดเทพธิดารามใน พ.ศ. 2382 โดยเสนอช่วงเวลาอย่างกว้าง ๆ ว่า ระหว่าง พ.ศ. 2380–2382
คณะผู้ร่วมเดินทางในโคลงนิราศสุพรรณ
[แก้]สุนทรภู่เดินทางมายังเมืองสุพรรณ พร้อมกับนายพัดกับนายตาบ ผู้เป็นลูกชาย และ หนูชุบกับหนูตาบ ผู้เป็นลูกเลี้ยง โดยมีนายรอด เป็นผู้พายเรือและผู้นำทาง หลังจากเดินทางมาถึง ศาลยางสองพี่น้อง สุนทรภู่และคณะได้เดินเท้าเข้าป่า ยกเว้นแต่นายรอดที่คอยอยู่ที่เรือ ต่อมาจึงมี กวั่ง (กะเหรี่ยง) สังบุเร (กะเหรี่ยง) และ ลวด (ละว้า) มาร่วมคณะด้วย
นอกจากนี้ ในโคลงนิราศสุพรรณยังได้กล่าวถึงบุคคลต่าง ๆ ที่ได้พบระหว่างการเดินทางไว้จำนวนหนึ่งด้วย ที่ระบุชื่อไว้มีดังนี้ ตาทอง ยายนาก (เจอที่บ้านทึง) พระเทศ พระเกด (เจอที่วัดบ้านทึง) อ้ายฟัก (เจอที่ลำน้ำหน้าศาลยางสองพี่น้อง)
เนื้อหาโดยย่อ และเส้นทางการเดินทาง
[แก้]สุนทรภู่ได้เดินทางมายังเมืองสุพรรณบุรีในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อที่จะทำพิธีขอแร่พระปรอท ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นยาอายุวัฒนะ โดยท่านและคณะได้ออกเดินทางจากท่าน้ำหน้าวัดสระเกศ ริมคลองมหานาค ไปตามลำน้ำผ่านสถานที่ต่าง ๆ เป็นเวลาประมาณ 3 วัน จึงถึงเมืองสุพรรณบุรี ในวันที่ 4 ท่านและคณะได้ออกเดินเท้าไปนมัสการพระป่าเลไลยก์ ก่อนจะเดินเท้ากลับมาพักค้างแรมที่คุ้งวัดกระไกร จากนั้นจึงออกเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น และถึงบ้านทึง ในวันที่ 7 ของการเดินทาง โดยท่านได้รับคำนิมนต์จากตาทองและยายนาค ชาวบ้านทึงให้พักที่บ้านทึงเป็นเวลา 5 คืน ก่อนที่จะออกเดินทางมาถึงศาลยางสองพี่น้อง ในวันที่ 13 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ท่านได้ทำพิธีขอแร่ที่บริเวณศาลยางสองพี่น้อง แต่ก็เจอควันพิษ จนต้องล้มเลิกพิธีไป
ในวันที่ 14 ท่านได้ออกเดินทางจากศาลยางสองพี่น้องเข้าสู่ป่าทางด้านทิศเหนือของเมืองสุพรรณบุรี ตามลายแทงทั้ง 3 ที่ได้มาจากผู้เฒ่าและเจ้าป่า ตกเย็นจึงถึงบ้านกะเหรี่ยงร้างและได้พักค้างคืนที่นั่น กลางดึกมีชาวกะเหรี่ยงสูงวัยนามว่า กวั่ง เข้ามาหาและชักชวนให้เข้าไปพักที่บ้านกะเหรี่ยง เช้าวันที่ 15 คณะจึงเดินทางไปยังบ้านกะเหรี่ยงตามคำชวนของ กวั่ง และได้ สังบุเร มาร่วมเดินทางไปด้วย คณะเดินทางไปถึงแหล่งแร่ และหาแร่กันจนตกเย็น จึงเดินทางต่อไปพักค้างที่ริมลำธารใต้หุบเขา ในคืนนั้น คณะได้เจอพิษว่านกระสือ จึงหนีออกจากที่พักและเดินทางมาถึงบ้านละว้าในเช้าวันที่ 15 โดยได้ชาวละว้านามว่า ลวด ซึ่งเป็นผู้เดียวที่รู้จักพระเจดีย์กลางป่าเป็นผู้นำทาง คณะออกเดินทางต่อไปจนพบกับช่องเขาที่มีหินหลักปักสองเสาตั้งอยู่ เมื่อลอดช่องเข้าไปจึงพบกับพระเจดีย์โบราณ คืนนั้นคณะได้นอนพักค้างที่บริเวณพระเจดีย์ เช้าวันต่อมาคณะพบว่ามีช้างป่ามาขวางทางออก จึงไม่ได้ออกเดินทางแต่ยังคงอยู่บริเวณนั้นและทำพิธีขอแร่พระปรอท แต่ก็ไม่ได้อีกจนเสียของทั้งหมดไป ในวันที่ 17 จึงพยายามหนีช้างป่าออกมาและใช้เวลาอีกหลายวันกว่าที่จะกลับมาถึงบ้านสองพี่น้อง (บ้านยางสองพี่น้อง) ก่อนที่จะเดินทางกลับถึงกรุงเทพ สุนทรภู่ได้ระบุสาเหตุที่แต่งโคลงนิราศสุพรรณ ไว้ในบทที่ 460 ความว่า
| ๏ โคลงแทนแผนที่ข้าง | ทางสุพรรณ | |
| เที่ยวเล่นเป็นสำคัญ | เขตคุ้ง | |
| ไร่นาป่าปลายจัน | ตประเทศ ทุเรศเอย | |
| เขาท่ำลำธารถุ้ง | ถิ่นละว้าป่าโขลง ๚ะ๛ |
นอกจากในโคลงนิราศสุพรรณ เมื่อสุนทรภู่ได้ย้ายมาจำพรรษาที่ วัดเทพธิดาราม ท่านได้แต่งรำพันพิลาป ซึ่งเป็นบทประพันธ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของตนเอาไว้ ในนั้นท่านได้กล่าวถึงการเดินทางมาสุพรรณในครั้งนี้เอาไว้ว่า
| ๏ โอ้ยามอยู่สุพรรณกินมันเผือก | เคี้ยวแต่เปลือกไม้หมากเปรี้ยวปากเหลือ | |
| จนแรงโรยโหยหิวผอมผิวเนื้อ | พริกกับเกลือกลักใหญ่ยังไม่พอ | |
| ทั้งผ้าพาดบาตรเหล็กของเล็กน้อย | ขโมยถอยไปทั้งเรือไม่เหลอ | |
| เหลือแต่ผ้าอาศัยเสียใจคอ | ชาวบ้านทอถวายแทนแสนศรัทธา๚ะ๛ |
เส้นทางการเดินทางตามลำน้ำ
[แก้]
- คลองมหานาค
- วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
- เชิงเลน คือ ย่านชุมชนบริเวณที่ตั้งวัดบพิตรภิมุขวรวิหาร
- วัดเลียบ คือ วัดราชบุรณราชวรวิหาร
- วัดแจ้ง คือ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
- ฉนวน คือ ทางเดินออกจากพระบรมมหาราชวังทางท่าราชวรดิฐ
- ท่าช้าง คือ ท่าช้างวังหลวง บริเวณท่าเรือริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงปลายสุดถนหน้าพระลาน
- วังหลัง คือ พระราชวังบวรสถานพิมุข ปัจจุบันเป็นบริเวณพื้นที่ของโรงพยาบาลศิริราช และสถานีรถไฟธนบุรี
- บางกอกน้อย คือ คลองบางกอกน้อย ในอดีตคือ แม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า
- บ้านบุ คือ ย่านชุมชนเก่าแก่ริมคลองบางกอกน้อย ปัจจุบันอยู่บริเวณหลังสถานีรถไฟธนบุรี ถึงบริเวณวัดสุวรรณาราม
- วัดปะขาว คือ วัดศรีสุดาราม
- บางบำหรุ คือ ชุมชนที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของคลองบางกอกน้อย มีคลองบางบำหรุ แยกจากคลองบางกอกน้อยทางด้านทิศใต้ของวัดนายโรง
- บางระมาด คือ ปากคลองตลิ่งชันเดิมเรียกว่าคลองบางระมาด ปากคลองอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดขี้เหล็ก หรือ วัดสุวรรณคิรี
- สวนหลวง คือ พื้นที่ฝั่งตะวันตกของคลองบางกอกน้อย ระหว่างวัดน้อยใน ถึงวัดชัยพฤกษ์มาลา
- วัดพิกุล คือ วัดพิกุลทอง
- บางขวาง คือ ปากคลองมหาสวัสดิ์
- บางกรวย คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณวัดชลอ เป็นจุดที่คลองบางกอกน้อยต่อกับคลองบางกรวย และคลองอ้อมนนท์ ซึ่งเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม
- บางศรีทอง คือ บ้านบางสีทอง บริเวณปากคลองบางสีทอง เป็นที่ตั้งของวัดท่า หรือ วัดท่าบางสีทอง
- บางกร่าง คือ ย่านชุมชนที่อยู่ฝั่งตะวันออกของคลองอ้อมนนท์ บริเวณวัดบางกร่าง
- บางขนุน คือ ย่านชุมชนที่อยู่ฝั่งตะวันตกของคลองอ้อมนนท์ บริเวณปากคลองบางขนุน ภายในคลองมีวัดบางขนุน
- บางขุนกอง คือ ย่านชุมชนที่อยู่ฝั่งตะวันตกของคลองอ้อมนนท์ มีคลองบางขุนกองแยกจากคลองอ้อมนนท์
- บางคูเวียง คือ ย่านชุมชนที่อยู่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของคลองอ้อมนนท์ บริเวณปากคลองบางคูเวียง
- บางม่วง คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางม่วง หรือ วัดอัมพวัน
- บางใหญ่ คือ ปากคลองบางใหญ่
- บ้านด่าน สันนิษฐานว่าคือ ด่านบริเวณปากคลองบางใหญ่
- คลองโยง คือ คลองที่ต่อจากคลองบางใหญ่บริเวณวัดต้นเชือกไปทางทิศตะวันตกจนถึงแม่น้ำท่าจีน ที่บ้านลานตากฟ้า
- วัดใหม่ธงทอง คือวัดบ้านใหม่ หรือวัดเอนกดิษฐาราม
- ด่านบ้าน สันนิษฐานว่าคือ ด่านเก็บภาษีที่อยู่บริเวณปากคลองโยง
- บ้านลานตากฟ้า คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดลานตากฟ้า
- บ้านกระจัน คือชุมชนที่อยู่บริเวณปากคลองบางกระจัน
- บ้านท่าข้ามโขลงหลวง ในแผนที่ของกรมแผนที่ทหารบก ระวางบ้านบางระกำ พบตำแหน่งบ้านท่าช้างอยู่ฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน ใต้คลองสำโรง
- บ้านศศิธร ไม่ทราบตำแหน่ง สันนิษฐานว่าเป็นย่านชุมชนที่อยู่ระหว่างบ้านท่าข้ามโขลงหลวงกับบ้านขโมย
- บ้านขโมย หรือ บ้านบางขโมย คือชุมชนที่อยู่บริเวณปากคลองบางขโมย
- บ้านบางปลา คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางปลา
- บางปสี หรือ บางภาษี คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางภาษี
- บ้านบางระกำ คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางระกำ หรือ วัดสุขวัฒนาราม
- บางยุง คือชุมชนที่อยู่บริเวณปากคลองบางยุง เหนือของวัดเกษมสุริยัมนาจ
- บ้านไทร หรือ บ้านบางไทร คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางไทรป่า หรือ วัดโพธิ์ราษฎร์ศรัทธาทำ
- บ้านบางหินมูล หรือ บ้านศิลามูล คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดศิลามูล
- บ้านบางหลวง คือย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางหลวง
- บางน้อย คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางน้อย หรือวัดราษฎร์สามัคคี
- บางหวาย คือชุมชนที่อยู่บริเวณปากคลองบางหวาย
- บางสาม คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางสาม
- บ้านด่าน สันนิษฐานว่าคือ ด่านเก็บภาษีบริเวณปากคลองสองพี่น้อง
- สองพี่น้อง คือ คลองสองพี่น้อง
- บางซอ คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางซอ
- สีสนุก คือชุมชนที่อยู่ฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณถัดจากบ้านบางซอ
- บ้านตะเภาทลาย คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดสำเภาทอง
- บางปลาร้า คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางปลาร้า หรือ วัดไชยนาราษฎร์
- บางสะแก คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางสะแก
- บ้านคันชั่ง คือชุมชนที่อยู่บริเวณวัดโบสถ์ดอนลำแพน
- บ้านกุ่ม คือ ย่านชุมชนบริเวณวัดบ้านกุ่ม หรือ วัดรางบัวทอง
- บางนางแม่หม้าย คือ ย่านชุมชนบริเวณวัดบางแม่หม้าย
- คลองกฤษณา หรือ คลองสาลี
- บางเลน คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางเลน
- บางบัว ไม่ทราบตำแหน่ง สันนิษฐานว่าเป็นย่านชุมชนที่อยู่ระหว่างบ้านบางเลนกับบ้านดารา
- บ้านดารา คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดดารา
- บ้านชีปะขาว คือ ย่านชุมชนบริเวณวัดชีปะขาว
- บ้านยี่หน คือ ย่านชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางยี่หน
- บางปลาม้า คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณปากคลองบางปลาม้า เหนือวัดกร่าง หรือ วัดกลางบางปลาม้า
- คุ้งโพธิ์กระ สันนิษฐานว่าคือ คลองโพ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับปากคลองบางปลาม้า
- บ้านโคกคราม ปัจจุบันคือบริเวณสำนักงานเทศบาลตำบลโคกคราม
- วัดสวนหงส์
- ตลาดแก้ว คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณตั้งแต่วัดขุนไกร ถึงวัดบ้านด่าน
- วังตาเพชร คือ วังในตำนานพื้นบ้านของเมืองสุพรรณ สันนิษฐานว่าอยู่บริเวณคุ้งน้ำก่อนถึงวัดขุนไกร
- สวนขิง คือ ชุมชนบริเวณวัดบ้านเก่าจนถึงวัดบ้านสูตร์ และวัดลานคา
- บ้านยอด คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณถัดจากวัดรอ หรือ วัดรอเจริญ
- บ้านขนมจีน คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ วัดน้อย
- บ้านโพธิ์คอย คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ วัดโพธิ์คอย
- วัดมะนาวหวาน คือ วัดมะนาว
- ทับขี้เหล็ก คือ บ้านทัพตีเหล็ก
- วัดฝาง คือ วัดราษฎร์สามัคคี
- ท่าระหัด คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณวัดมเหยงคณ์
- บางนางศุข หรือ บ้านบางอีสุก คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณใต้วัดท่าโขลง
- ย่านยายท้าว หรือ บ้านบางยายท้าวและคลองบางยายท้าว คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณเหนือวัดฝาง หรือ วัดราษฎร์สามัคคี
- ท่าโขลง คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณวัดท่าโขลง
- บ้านกฏีทอง คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณวัดกุฎีทอง
- โคกหม้อ คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณเหนือวัดท่าโขลง ไปถึงวัดไทรย์
- สระโปยชย่าน บ้านลาว คือ ชุมชนบริเวณวัดกงจักร
- ชายน้ำตก คือ ชุมชนบริเวณ บ้านยะมะรัชโช
- ศาลากลางเมืองสุพรรณบุรี บ้านผู้รั้ง บ้านกรมการ คือ หัวเมืองสุพรรณบุรี สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
- วัดพระรูป
- วัดประตูสาร
- บ้านขุนช้าง ชิดข้างสวนบัลลังก์ คือ บริเวณวัดเขาใหญ่
- วัดตะไกร คือ บริเวณโรงเรียนวัดประตูสาร
- วัดแค
- ท่าสิบเบี้ย คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณเหนือวัดชายน้ำ หรือ วัดไชนาวาส และ เหนือวัดเขา
- วัดฝาโถ ไม่ทราบตำแหน่งที่แน่ชัด
- พระป่าเลไลย์ หรือ วัดป่าเลไลยก์
- บ้านโพธิ์คลาน คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณวัดโพธิ์คลาน
- ศรีษะเวียง คือ บ้านหัวเวียง อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่น้ำท่าจีน ตรงข้ามกับวัดลาวทอง
- โพธิ์หลวง คือ บ้านพลูหลวง อยู่บริเวณวัดสามหน่อ หรือวัดหน่อพุทธางกูร
- สำปะทิว คือ วัดสำปะซิว
- บ้านรัดช้าง คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณวัดช้าง(ร้าง)
- บ้านธรรมกูล คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณวัดชี หรือวัดชีสุขเกษม
- วัดสว่างอารมณ์
- โพธิ์พระ คือ ชุมชนที่อยู่ถัดจากวัดสว่างอารมณ์ และวัดสวนพลู(ร้าง)
- โพธิ์พระยา คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา ถึง วัดจัน หรือ วัดวรจันทร์
- บ้านซ่อง คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณปากคลองลัดของประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา
- บางมดแดง คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ วัดตึก หรือ วัดเทพสุธาวาส
- วังยาง คือ ชุมชนอยู่บริเวณ วัดสัปรสเทศ
- บ้านตาลเสี้ยน คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ ปากคลองส่งน้ำ
- บ้านศรีจัน คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ วัดศรีจัน หรือวัด ศรีจันต์ จนถึง วัดถั่ว
- บ้านด่านขนอน หรือ บ้านหัวขนอน คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณเหนือวัดศรีจัน
- บางกระพุ้ง คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ วัดเสือ หรือ วัดพยัฆาราม
- บ้านใหม่ คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามวัดเสือ หรือ วัดพยัฆาราม
- บ้านกร่าง คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ วัดบ้านกร่าง
- บ้านไร่ คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณเหนือตลาดศรีประจันต์ไปจนถึงบริเวณวัดตาคำ หรือ วัดดอนบุปผาราม
- วังปราน หรือ บ้านวังกรานต์ คือชุมชนที่อยู่บริเวณเหนือ
- บางม่วง หรือ บ้านพังม่วง คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณวัดพังม่วง
- บ้านย่านยาว ไม่ทราบตำแหน่ง สันนิษฐานว่าอยู่ถัดจากวัดพังม่วง
- ศาลปู่เจ้าจอมไพร คือ ศาลเทพารักษ์ที่ตั้งอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน ตรงข้ามกับวัดปู่เจ้า
- บ้านกล้วย คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบ้านกล้วย
- ช่องคลองน้ำซับ คือปากคลองท่าข่อย บริเวณบ้านวังน้ำทรัพ หรือ บ้านวังน้ำซับ
- บ้านว่า คือ บ้านวังว่า คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ วัดวังว่า
- วังหิน คือ บริเวณวัดวังหิน
- ย่านยาว
- วังฉลาม ไม่ทราบตำแหน่ง สันนิษฐานว่าอยู่บริเวณโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรี
- บางขวาก คือ บริเวณวัดบางขวาก
- สามชุก คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ วัดสามชุก
- สำเพ็ง หรือ บ้านท่าสำเพง คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ ตลาดสามชุก
- บ้านชัดหอม หรือ บ้านชัฏหวาย คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ วัดศรีจันทร์ภาวนาราม
- บ้านทึง คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณ วัดบ้านทึง
- วัดขี้ทึ้ง คือ วัดบ้านทึง
- บ้านกระตั้ว คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณเหนือ วัดบ้านทึง
- บ้านป่าโป่งแดง คือ บ้านโป่งแดง คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณปากคลองโป่งแดง
- คลองกระเสียว คือ ปากคลองกระเสียว
- บางแอก คือ ชุมชนที่อยู่บริเวณวัดบางแอก
สองพี่น้อง คือ บ้านยางสองพี่น้อง
ศาลยางสองพี่น้อง บ้านยางสองพี่น้อง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี สถานที่สุดท้ายที่สุนทรภู่ล่องเรือมาถึงก่อนที่จะเดินเท้าเข้าป่า
หมายเหตุ
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 โชติกเสถียร, ปัญชลิต; ดวงประทีป, สมยศ; อรุโณทัย, ชนินทร์; ทองนาค, กวินภพ; พูลสวัสดิ์, ธัญญารัศมิ์; วิชาชู, ประเมศฐ์; และคณะ (วัดพระรูป สุพรรณบุรี) (มกราคม 2568). โคลงนิราศสุพรรณ ฉบับอ่านทวนต้นฉบับสมุดไทย “จาฤกเรื่องเมืองสุพรรณ” [Khlong Nirat Suphan: A Reading from the Original Thai Manuscript ‘Charuek Rueang Mueang Suphan’]. 9/1205 ม.1 ถ.สะแกงาม แขวงแสม
ดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร 10150: บริษัท สามลดา จำกัด. ISBN 9786166197815.
{{cite book}}: line feed character ใน|location=ที่ตำแหน่ง 29 (help)CS1 maint: location (ลิงก์)
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- นิราศสุพรรณ เก็บถาวร 2009-02-02 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ สุนทรภู่เขียนบทสรุปของการเดินทางครั้งนี้ไว้ในโคลงบทก่อนบทสุดท้าย คือบทที่ 461 ความว่า
๏ หวังไว้ให้ลูกเต้า เหล่าหลาน รู้เรื่องเปลืองป่วยการ เกิดร้อน อายุวันชนะขนาน นี้พ่อ ขอเอย แร่ปรอทยอดยากข้อน คิดไว้ให้จำ ๚ะ๛
<ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "thai" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="thai"/> ที่สอดคล้องกัน