ทะเลสาบโตบา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ทะเลสาบโตบา
Lake Toba
Danau Toba
ทะเลสาบโตบาLake TobaDanau Toba - ภาพถ่ายจากดาวเทียมแลนแซต
ภาพถ่ายจากดาวเทียมแลนแซต
ที่ตั้ง สุมาตราเหนือ อินโดนีเซีย
พิกัด 2°41′04″N 98°52′32″E / 2.6845°N 98.8756°E / 2.6845; 98.8756พิกัดภูมิศาสตร์: 2°41′04″N 98°52′32″E / 2.6845°N 98.8756°E / 2.6845; 98.8756
ชนิด Volcanic/ tectonic
แหล่งน้ำไหลออก แม่น้ำอาซาฮัน
ประเทศในลุ่มน้ำ อินโดนีเซีย
ช่วงยาวสุด 100 กิโลเมตร (62 ไมล์)
ช่วงกว้างสุด 30 กิโลเมตร (19 ไมล์)
พื้นน้ำ 1,130 กม² (440 ไมล์²)
ลึกสุด 505 เมตร (1,660 ฟุต)[1]
ปริมาณน้ำ 240 ลูกบาศก์กิโลเมตร
สูงจากระดับน้ำทะเล 905 เมตร (2,970 ฟุต)
เกาะ ซาโมซีร์
อ้างอิง [1]

ทะเลสาบโตบา (อังกฤษ: Lake Toba อินโดนีเซีย: Danau Toba) เป็นทะเลสาบและซูเปอร์ภูเขาไฟ มีความยาว 100 กิโลเมตร กว้าง 33 กิโลเมตร จุดที่ลึกที่สุดลึก 505 เมตร ตั้งอยู่ที่ทางเหนือของเกาะสุมาตราในอินโดนีเซีย ที่ระดับความสูง 900 เมตร พิกัดตั้งแต่ 2°53′N 98°31′E / 2.88°N 98.52°E / 2.88; 98.52 ถึง 2°21′N 99°06′E / 2.35°N 99.1°E / 2.35; 99.1 เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย และเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก[1]

ทะเลสาบโตบาเคยเป็นสถานที่เกิดเหตุซูเปอร์ภูเขาไฟปะทุเมื่อประมาณ 69,000-77,000 ปีก่อน[2][3][4] ซึ่งเป็นการปะทุครั้งใหญ่ที่ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โดยถูกประมาณให้อยู่ที่ระดับ 8 ของดัชนีการระเบิดของภูเขาไฟ และเป็นเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในรอบ 25 ล้านปีที่ผ่านมา ตามทฤษฎีมหันตภัยโตบาแล้ว การปะทุครั้งนั้นส่งผลกระทบไปทั่วโลก มนุษย์ส่วนใหญ่ในขณะนั้นเสียชีวิต และเกิดภาวะคอขวดทางประชากรในแอฟริกาตะวันออกตอนกลางและอินเดีย ซึ่งส่งผลต่อ Genetic inheritance ของมนุษย์ทุกคนในปัจจุบัน[5] อย่างไรก็ตาม สมมุติฐานนี้ไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายเนื่องจากขาดหลักฐานที่แสดงถึงการเสียชีวิตหมู่หรือสูญพันธุ์ของสัตว์ชนิดอื่น แม้แต่สัตว์ที่อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม[6] กระนั้นก็เป็นที่ยอมรับกันว่า การปะทุของโตบาได้ทำให้เกิด ฤดูหนาวภูเขาไฟ โดยอุณหภูมิทั่วโลกลดลง 3-5 °C แต่ในละติจูดที่สูงนั้นลดลงถึง 15 °C

ธรณีวิทยา[แก้]

หน่วยแคลดีราซับซ้อนแห่งโตบาในสุมาตรา อินโดนีเซีย ประกอบด้วยปล่องภูเขาไฟสี่ปล่องที่ซ้อนทับกันและอยู่ติดกับ "volcanic front" แห่งสุมาตรา แคลดีราแห่งที่สี่ที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นแคลดีราในยุคควอเทอร์นารีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และตัดกับแคลดีราอีกสามแห่งที่มีอายุมากกว่า เมื่อครั้งเกิดการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยา แคลดีรานี้ได้พ่นตะกอนออกมาประมาณ 2,800 ลูกบาศก์กิโลเมตร ตะกอนเหล่านี้รู้จักในชือว่า "หินเถ้า Youngest Toba" หลังการปะทุครั้งนั้น โดมก่อตัวขึ้นภายในแคลดีราใหม่จากการรวมกันของโดมสองส่วนที่ถูกแบ่งครึ่งโดยกราเบนแนวยาว[3]

ในทะเลสาบมีกรวยภูเขาไฟสี่ลูก กรวยภูเขาไฟสลับชั้นสามลูก และปล่องภูเขาไฟสามปล่องที่มองเห็นได้ กรวยตันดุก์เบนูวาบนขอบของแคลดีราด้านตะวันตกเฉียงเหนือมีพืชพรรณขึ้นอยู่ค่อนข้างน้อย บ่งบอกมีอายุน้อยเพียงหลายร้อยปี ขณะที่ภูเขาไฟปูซูบูกิตบนขอบด้านทิศใต้ยังคงมีพลังแบบพุแก๊ส[7]

ภาพมุมกว้างของเมืองอัมบาริตาบนเกาะซาโมซีร์ ทะเลสาบโตบา
ภาพทางอากาศของทะเลสาบโตบา
ภาพทางอากาศของชายฝั่งด้านทิศใต้ มองเห็นเกาะซีบันดังทางด้านหลัง


การปะทุ[แก้]

ที่ตั้งของทะเลสาบโตบาแสดงด้วยจุดสีแดงบนแผนที่

การปะทุโตบา เกิดขึ้นที่ตำแหน่งที่เป็นทะเลสาบโตบาในปัจจุบันเมื่อประมาณ 67,500-75,500 ปีก่อน[8] เป็นการปะทุครั้งหลังสุดของอนุกรมการปะทุของภูเขาไฟที่ก่อให้เกิดแคลดีราอย่างน้อยสามแห่ง โดยมีกลุ่มแคลดีราที่มีอายุประมาณ 700,000-840,000 ปีเกิดขึ้นก่อนแล้ว[9] การปะทุครั้งสุดท้ายถูกจัดอยู่ที่ระดับ 8 ของดัชนีการระเบิดของภูเขาไฟ จึงอาจเป็นการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ที่สุดในระยะเวลา 25 ล้านปีที่ผ่านมา

บิล โรส และเครก เชสเนอร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมิชิแกน ได้อนุมานว่า สสารที่ปะทุออกมามีปริมาตรทั้งหมดประมาณ 2,800 ลูกบาศก์กิโลเมตร[10] โดยเป็นหินอิกนิมไบรต์ที่หลากไปตามพื้นดินประมาณ 2,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร และเป็นเถ้าธุลีประมาณ 800 กิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่ถูกลมพัดไปทางทิศตะวันตก ตะกอนภูเขาไฟหลากจากการปะทุได้ทำลายพื้นที่ 20,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีเถ้าธุลีทับถมหนา 600 เมตร[10]

การปะทุครั้งนั้นรุนแรงเพียงพอที่จะทำให้เถ้าธุลีทับถมปกคลุมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียใต้หนา 15 เซนติเมตร โดยปัจจุบันนี้พื้นที่ตอนกลางของอินเดียมีเถ้าธุลีจากโตบาทับถมหนา 6 เมตร[11] และพื้นที่บางส่วนของมาเลเซียถูกปกคลุมหนา 9 เมตร[12] นอกจากนี้ยังมีการอนุมานว่า มีแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์จำนวน 6,000 ล้านตัน[13] ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย

เหตุถล่มหลังการปะทุก่อให้เกิดแคลดีราที่ภายหลังได้มีน้ำไหลเข้ามาเติมเต็มจนกลายเป็นทะเลสาบโตบา ขณะที่เกาะกลางทะเลสาบก่อตัวขึ้นจาก Resurgent dome

ภาพถ่ายจากดาวเทียมแลนแซต แสดงเกาะสุมาตราที่เป็นที่ตั้งทะเลสาบโตบา

แม้ว่าจะไม่สามารถระบุปีที่เกิดการปะทุได้อย่างแน่นอน แต่สามารถบ่งชี้ได้ว่าเกิดขึ้นในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ[14] เนื่องจากมีเพียงลมมรสุมฤดูร้อนเท่านั้นที่สามารถพัดพาเถ้าธุลีจากโตบาไปทับถมในทะเลจีนใต้ได้ การปะทุอาจดำเนินอยู่สองสัปดาห์ แต่ "Volcanic winter" ที่เกิดขึ้นตามมา ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกลดลง 3-3.5 °C อยู่หลายปี แกนน้ำแข็งจากกรีนแลนด์แสดงให้เห็นการลดระดับอย่างเป็นจังหวะของการขับสารอินทรีย์ ขณะที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพืชและสัตว์เพียงเล็กน้อยที่มีชีวิตรอด และเป็นไปได้ว่าการปะทุทำให้เกิดการเสียชีวิตหมู่ทั่วโลก

จากหลักฐานที่ในดีเอ็นเอไมโทคอนเดรีย บ่งบอกว่า ชนิดพันธุ์ของมนุษย์อาจประสบกับภาวะคอขวดทางพันธุกรรมในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งทำให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลงต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้จากความเก่าแก่ของชนิดพันธุ์ ตามทฤษฎีมหันตภัยโตบาที่เสนอโดยสแตนลีย์ เอช อัมโบรส จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ เมื่อ พ.ศ. 2541 การปะทุครั้งนั้นอาจลดจำนวนประชากรมนุษย์ลงเหลือเพียงไม่กี่หมื่นคน[15] อย่างไรก็ตาม สมมุติฐานนี้ไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายเนื่องจากขาดหลักฐานการเสียชีวิตหมู่หรือสูญพันธุ์ของสัตว์ชนิดอื่น แม้แต่ชนิดพันธุ์ที่อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม[6]

ความเคลื่อนไหวในระยะหลัง[แก้]

การปะทุที่รุนแรงน้อยกว่าเกิดขึ้นที่โตบาเมื่อนานมาแล้ว กรวยขนาดเล็กของภูเขาไฟปูซุก์บูกิตก่อตัวขึ้นบนขอบด้านตะวันตกเฉียงใต้ของแคลดีราและโดมลาวา การปะทุครั้งล่าสุดอาจเกิดขึ้นที่กรวยตันดุก์เบนูวาบนขอบด้านตะวันตกเฉียงเหนือของแคลดีรา เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีพืชพรรณอยู่น้อย ซึ่งอาจเกิดจากการปะทุภายในไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา[16]

บางส่วนของแคลดีราเคยยกตัวขึ้นเนื่องจากโพรงหินหนืดถูกเติมด้วยหินหนืดบางส่วน ตัวอย่างคือ เกาะซาโมซีร์และคาบสมุทรอูลูวันที่ยกตัวขึ้นเหนือพื้นผิวทะเลสาบ ตะกอนทะเลสาบบนเกาะซาโมซีร์แสดงให้เห็นว่าเกาะนี้ยกตัวขึ้นอย่างน้อย 450 เมตรตั้งแต่การปะทุครั้งรุนแรง[9] แผ่นดินที่ยกตัวเช่นนี้พบได้ทั่วไปในแคลดีราขนาดใหญ่มาก โดยขึ้นอยู่กับแรงดันขึ้นด้านบนของหินหนิดที่ไม่ปะทุ และโตบาอาจเป็นแคลดีรา Resurgent ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณภูเขาไฟ โดยเฉพาะเมื่อ พ.ศ. 2530 ที่เกิดขึ้นตามแนวชายฝั่งด้านทิศใต้ของทะเลสาบ โดยจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้แผ่นดิน 11 กิโลเมตร[17] และยังมีแผ่นดินไหวครั้งอื่นๆ เกิดขึ้นในบริเวณนี้ใน พ.ศ. 2435, 2459 และ 2463-2465[9]

ทะเลสาบโตบาอยู่ใกล้รอยเลื่อนใหญ่สุมาตราที่ทอดตัวในใจกลางเกาะสุมาตราในแนวรอยแตกสุมาตรา[9] ภูเขาไฟบนเกาะสุมาตราและชวาเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะภูเขาไฟซุนดาที่ก่อตัวขึ้นเมื่อแผ่นเปลือกโลกอินเดีย-ออสเตรเลียเคลื่อนที่ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือจนมุดตัวลงข้างใต้แผ่นเปลือกโลกยูเรเซียที่เคลื่อนที่ไปทางตะวันออก เขตมุดตัวในพื้นที่นี้มีความเคลื่อนไหวมาก โดยก้นทะเลใกล้ชายฝั่งด้านทิศตะวันตกของเกาะสุมาตราเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่หลายครั้งตั้งแต่ พ.ศ. 2538 รวมถึงแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547 ขนาดแมกนิจูด 9.1 และแผ่นดินไหวบนเกาะสุมาตรา พ.ศ. 2548 ขนาดแมกนิจูด 8.7 ซึ่งทั้งสองครั้งมีจุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากทะเลสาบโตบาประมาณ 300 กิโลเมตร

วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2550 เกิดแผ่นดินไหวแมกนิจูด 8.5 บนเกาะสุมาตรา รู้สึกได้ถึงกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ครั้งนี้จุดเหนือศูนย์ไม่ได้อยู่ใกล้เท่าสองครั้งก่อนหน้า แต่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เกิดแผ่นดินไหวแมกนิจูด 7.7 ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะปาไกเซลาตันที่อยู่ใกล้เคียงกัน 36 กิโลเมตร และเกิดคลื่นสึนามิความสูง 3 เมตรตามมาทันที

วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555 เกิดแผ่นดินไหวแมกนิจูด 7.3 ในพื้นที่

ทิวทัศน์ของทะเลสาบ มีตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแบบบาตักอยู่ด้านหน้า
บ้านแบบบาตักที่อัมบาริตา ทะเลสาบโตบา

ประชากร[แก้]

ประชากรส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่รอบทะเลสาบโตบาเป็นชาติพันธุ์บาตัก บ้านแบบบาตักมีชื่อเสียงจากหลังคาที่มีเอกลักษณ์ (ปลายแต่ละด้านโค้งงอขึ้นเหมือนลำเรือ) และการตกแต่งด้วยสีสันด้วยสวยงาม[18]

พรรณพืชและสัตว์[แก้]

พรรณพืชของทะเลสาบประกอบด้วยแพลงก์ตอนพืช พืชโผล่เหนือน้ำ พืชลอยน้ำและใต้น้ำหลายชนิด ขณะที่รอบทะเลสาบเป็นป่าฝน รวมถึงป่าสนเขาเขตร้อนสุมาตราบนไหล่เขา[19]

สัตว์ประจำถิ่นประกอบด้วยแพลงก์ตอนสัตว์และสัตว์หน้าดินหลายชนิด เนื่องจากทะเลสาบนี้มีสารอาหารน้อย จึงแทบไม่มีพันธุ์ปลาประจำถิ่น ตัวอย่างเช่น ปลาหัวตะกั่ว Nemacheilus pfeifferae Homaloptera gymnogaster ปลาก้างอินเดีย ปลาช่อน ปลาดุกด้าน ปลาตะเพียนขาว ปลากระแห ปลาซิวใบไผ่มุก ปลาร่องไม้ตับ ปลาตะเพียนน้ำตก Rasbora jacobsoni Tor tambra ปลากัดภาคใต้ Betta taeniata และปลาไหลนา[20] ขณะที่มีปลาเฉพาะถิ่นเพียงสองชนิด คือ Rasbora tobana (ใกล้เคียงกับการเป็นปลาประจำถิ่น เพราะพบในลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่ทะเลสาบเช่นกัน)[21] และ Neolissochilus thienemanni หรือชื่อในท้องถิ่นคือ ปลาบาตัก[22] ซึ่งกำลังถูกคุกคามเนื่องจากการทำลายป่า ภาวะมลพิษ ระดับน้ำเปลี่ยนแปลง และปลาต่างถิ่นหลายชนิดในทะเลสาบ เช่น ปลาหมอไทย ปลาหมอเทศ ปลานิล ปลาเฉา ปลาไน ปลาแรด ปลาสลิด ปลากระดี่หม้อ ปลาหางนกยูง และปลาสอดหางดาบ[20]

ทิวทัศน์มุมกว้างของเมืองปาราปัต มองจากเกาะซาโมซีร์ ทะเลสาบโตบา

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Worldlakes.org
  2. Global Volcanism Program page on Toba
  3. 3.0 3.1 Chesner, C.A.; Westgate, J.A.; Rose, W.I.; Drake, R.; Deino, A. (March 1991). "Eruptive history of Earth's largest Quaternary caldera (Toba, Indonesia) clarified". Geology (Michigan Technological University) 19 (3): 200–203. Bibcode:1991Geo....19..200C. doi:10.1130/0091-7613(1991)019<0200:EHOESL>2.3.CO;2. สืบค้นเมื่อ 2008-08-23. 
  4. Ninkovich, D.; N.J. Shackleton, A.A. Abdel-Monem, J.D. Obradovich, G. Izett (7 December 1978). "K−Ar age of the late Pleistocene eruption of Toba, north Sumatra". Nature (Nature Publishing Group) 276 (276): 574–577. Bibcode:1978Natur.276..574N. doi:10.1038/276574a0. 
  5. "When humans faced extinction". BBC. 2003-06-09. สืบค้นเมื่อ 2007-01-05. 
  6. 6.0 6.1 Gathorne-Hardy, F. J., and Harcourt-Smith, W. E. H., "The super-eruption of Toba, did it cause a human bottleneck?", Journal of Human Evolution 45 (2003) 227–230.
  7. "Synonyms and Subfeatures: Toba". Global Volcanism Program. Smithsonian Institution. http://www.volcano.si.edu/world/volcano.cfm?vnum=0601-09=&volpage=synsub. เรียกข้อมูลเมื่อ December 13, 2008. 
  8. Zielinski, G. A.; P.A. Mayewski, L.D. Meeker, S. Whitlow, M. Twickler and K. Taylor (1996). "Potential Atmospheric impact of the Toba mega-eruption ~71'000 years ago". Geophysical Research Letters (United States: American Geophysical Union) 23 (8): 837–840. Bibcode:1996GeoRL..23..837Z. doi:10.1029/96GL00706. 
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 "Toba, Sumatra, Indonesia". Oregon State University. http://volcano.oregonstate.edu/vwdocs/volc_images/southeast_asia/indonesia/toba.html. ]
  10. 10.0 10.1 "Supersized eruptions are all the rage!". USGS. April 28, 2005. http://hvo.wr.usgs.gov/volcanowatch/2005/05_04_28.html. 
  11. Acharyya, S.K.; Basu, P.K. (1993). "Toba ash on the South Asia and its implications for correlation of late pleistocene alluvium". Quaternary Research 40 (1): 10–19. Bibcode:1993QuRes..40...10A. doi:10.1006/qres.1993.1051. 
  12. Scrivenor, John Brooke (1931). The Geology of Malaya. London: MacMillan. OCLC 3575130. , noted by Weber.
  13. Robock, A.; C.M. Ammann; L. Oman; D. Shindell; S. Levis; G. Stenchikov (2009). "Did the Toba volcanic eruption of ~74k BP produce widespread glaciation?". Journal of Geophysical Research 114: D10107. Bibcode:2009JGRD..11410107R. doi:10.1029/2008JD011652. 
  14. Bühring, C.; Sarnthein, M.; Leg 184 Shipboard Scientific Party (2000). "Toba ash layers in the South China Sea: evidence of contrasting wind directions during eruption ca. 74 ka.". Geology 28 (3): 275–278. doi:10.1130/0091-7613(2000)028<0275:TALITS>2.3.CO;2. 
  15. "Yellowstone Is a Supervolcano?". Biot Reports (Suburban Emergency Management Project) (164). January 11, 2005. สืบค้นเมื่อ 2008-02-21. 
  16. "Toba volcano (Indonesia, Sumatra)". VolcanoDiscovery.com. http://www.volcanodiscovery.com/volcano-tours/volcanoes/indonesia/sumatra/toba/. 
  17. "Significant Earthquakes of the World". United States Geological Survey (USGS). http://earthquake.usgs.gov/eqcenter/eqarchives/significant/sig_1987.php. 
  18. "Batak People". IndonesianMusic.com. http://www.indonesianmusic.com/batak.htm. 
  19. "Danau Toba (Lake Toba)". International Lake Environment Committee. http://www.ilec.or.jp/database/asi/asi-10.html. 
  20. 20.0 20.1 FishBase (2012). Species in Toba. Accessed 25 January 2012
  21. Lumbantobing, D. N. (2010). Four New Species of the Rasbora trifasciata-Group (Teleostei: Cyprinidae) from Northwestern Sumatra, Indonesia. Copeia 4: 644-670
  22. Saragih, B., and S. Sunito (2001). Lake Toba: Need for an integrated management system. Lakes & Reservoirs: Research & Management 6(3): 247–251.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]