โอซะกะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ โอซะกะ (แก้ความกำกวม)
โอซะกะ
大阪
เมืองโดยข้อบังคับ
大阪市 · นครโอซะกะ
อุเมะดะสกายโดทงโบะริ และ สึเท็นกะกุชิเท็นโนจิ, ซุมิโยะชิไทชะ และ ปราสาทโอซะกะ ในตอนกลางคืน
อุเมะดะสกาย
โดทงโบะริ และ สึเท็นกะกุ
ชิเท็นโนจิ, ซุมิโยะชิไทชะ และ ปราสาทโอซะกะ ในตอนกลางคืน
Miotsukushi
ธง
ที่ตั้งของโอซะกะใน จังหวัดโอซะกะ
ที่ตั้งของโอซะกะใน จังหวัดโอซะกะ
โอซะกะ is located in Japan
โอซะกะ
โอซะกะ
 
พิกัดภูมิศาสตร์: 34°41′38″N 135°30′8″E / 34.69389°N 135.50222°E / 34.69389; 135.50222พิกัดภูมิศาสตร์: 34°41′38″N 135°30′8″E / 34.69389°N 135.50222°E / 34.69389; 135.50222
ประเทศ ญี่ปุ่น
ภูมิภาค คันไซ
จังหวัด จังหวัดโอซะกะ
การปกครอง
 • นายกเทศมนตรี โทะรุ ฮะชิโมะโตะ
พื้นที่
 • ทั้งหมด 223.00 กม.2 (86.10 ตร.ไมล์)
ประชากร (พฤษภาคม 2556)
 • ทั้งหมด 2,682,221 คน
 • ความหนาแน่น 12,000คน/กม.2 (31,000คน/ตร.ไมล์)
เขตเวลา เวลามาตรฐานญี่ปุ่น (UTC+9)
- ต้นไม้ Sakura
- ดอกไม้ Pansy
โทรศัพท์ 06-6208-8181
ที่อยู่ 1-3-20 Nakanoshima, Kita-ku, Ōsaka-shi, Ōsaka-fu
530-8201
เว็บไซต์ Osaka Official Website

โอซะกะ (ญี่ปุ่น: 大阪 Ōsaka ?) เป็นนครในภาคคันไซของเกาะฮนชู ตั้งอยู่ในจังหวัดโอซะกะ จัดเป็นนครในเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 และเป็นนครที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น และเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของสามนครใหญ่เคฮันชิง ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นได้จัดตั้งให้เป็นหนึ่งในหลายเมืองของประเทศที่มีเขตการปกครองรูปแบบพิเศษ

เมืองโอซะกะมีประชากรทั้งหมดประมาณ 2.7 ล้านคน แต่ในช่วงเวลาทำงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.7 ล้านคน ซึ่งเป็นรองเพียงแต่โตเกียวเท่านั้น อัตราส่วนประชากรกลางวันต่อกลางคืนเท่ากับ 141 เปอร์เซ็นต์ นครตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำโยะโดะ อ่าวโอซะกะ และทะเลเซะโตะ

โอซะกะเป็นเป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งการค้าและวัฒนธรรมเมืองหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น มีสมญาว่า ครัวของชาติ (天下の台所 Tenka no Daidokoro ?) เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวของญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเอะโดะ และปัจจุบันเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเมืองหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น

เนื้อหา

ประวัติศาสตร์[แก้]

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคโคะฟุง[แก้]

หลักฐานการตั้งถิ่นฐานในเขตโอซะกะ คือ บริเวณแหล่งประวัติศาสตร์โมริโนะมิยะ (森の宮遺跡 Morinomiya iseki) มีการค้นพบสุสานหอยนางรมและโครงกระดูกมนุษย์ในสมัย 500-600 ปีก่อนคริสตกาล เชื่อกันว่า บริเวณที่ชื่ออุเอะฮงมิยะในทุกวันนี้น่าจะเป็นคาบสมุทรและมีทะเลในแผ่นดินทางตะวันออก ในสมัยยะโยะอิ มีการค้นพบการตั้งถิ่นฐานถาวรเป็นครั้งแรก ในบริเวณที่ราบของโอซะกะ โดยยึดการปลูกข้าวเป็นอาชีพหลัก

ในยุคโคะฟุง โอซะกะได้รับการพัฒนาเป็นท่าเรือเชื่อมต่อดินแดนทางตะวันตกของญี่ปุ่น มีการค้นพบสุสานที่บริเวณพื้นที่ราบของโอซะกะจำนวนมาก เป็นหลักฐานของความมั่นคงทางการเมือง นำไปสู่การสร้างประเทศในเวลาต่อมา[1]

ยุคอะซุกะและยุคนะระ[แก้]

ในปี พ.ศ. 1188 จักรพรรดิโคโตะกุได้สร้างพระราชวังชื่อ นะนิวะ นะงะระ-โทะโยะซะงิ ขึ้นที่โอซะกะ[2] และได้เนรมิตให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเมืองหลวง(กรุงนะนิวะ) พื้นที่แห่งนี้ได้กลายเป็นเมืองใหม่ในสมัยนั้นและมีชื่อว่า นะนิวะ และชื่อนี้ก็ยังมีการใช้กันในปัจจุบัน เป็นการเรียกชื่อใจกลางของโอซะกะว่า นะนิวะ(浪速) และกร่อนมาเป็น นัมบะ (難波) ในทุกวันนี้ แม้จะมีการย้ายเมืองหลวงไปที่อะซุกะ (ในจังหวัดนะระในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. 1198 นะนิวะก็ยังเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อทั้งทางบกและทางทะเลระหว่างยะมะโตะ (จังหวัดนะระ) เกาหลี และ จีน[3]

ในปี พ.ศ. 1287 นะนิวะได้กลายมาเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่งตามคำสั่งของจักรพรรดิโชมุ แต่ได้เป็นเมืองหลวงถึงปี พ.ศ. 1288 ราชสำนักก็ย้ายกลับไปที่เฮโจ (ปัจจุบันคือ นะระ) อีกครั้ง ในปลายยุคนะระ ท่าเรือจึงค่อยๆกลายเป็นที่พักอาศัยของชาวเดินเรือ แต่ยังคงมีความคึกคักตามบริเวณแม่น้ำ คลอง และเส้นทางการคมนาคมทางบกไปยังกรุงเฮอัน (ปัจจุบันคือ เคียวโตะ) และเมืองอื่น ๆ

ยุคเฮอันถึงยุคเอะโดะ[แก้]

ในปี พ.ศ. 2039 มีการก่อตั้งศาสนาพุทธ นิกายโจโดะชินชู โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่อิชิยะมะฮงกันจิ บนพื้นที่ส่วนหนึ่งของพระราชวังนะนิวะ ไดเมียวโอะดะ โนะบุนะงะ หนึ่งในสามผู้รวมประเทศญี่ปุ่นเริ่มโอบล้อมวัดในปี พ.ศ. 2113 หลังจากอีกสิบปี พระในวัดก็ยอมจำนน และวัดก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ ไดเมียวโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ จึงได้สร้างปราสาทโอซะกะขึ้นแทนในที่แห่งนั้น

โอซะกะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน[4] มีประชากรที่เป็นชนชั้นพ่อค้าในสัดส่วนที่สูง โดยในยุคเอะโดะ (พ.ศ. 2146 - พ.ศ. 2410) โอซะกะเติบโตไปเป็นเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นและกลับมาเป็นเมืองท่าที่คึกคักอีกครั้ง วัฒนธรรมของโอซะกะมีความเกี่ยวข้องกับภาพอุกิโยะ อันเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงในยุคเอะโดะ โดยในปี พ.ศ. 2323 โอซะกะเป็นแหล่งวัฒนธรรม มีชื่อเสียงด้านการแสดงของโรงละครคะบุกิและละครหุ่นบุนระคุ

ในปี พ.ศ. 2380 โอชิโอะ เฮฮะชิโร ซามูไรชั้นผู้น้อย ได้นำกลุ่มชาวนาก่อการกบฏขึ้นเพื่อประท้วงผู้ปกครองเมืองที่เฉยเมยต่อคนจนและครอบครัวที่ตกต่ำในพื้นที่เหล่านี้ พื้นที่เมืองเกือบ 1 ใน 4 ถูกเผาทำลายจากการกบฏในครั้งนั้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่จากโชกุนจะปราบกบฏลงได้ และโอชิโอะก็ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองในเวลาต่อมา

รัฐบาลโชกุนเปิดให้โอซะกะเป็นเมืองที่เปิดรับการค้ากับต่างประเทศเช่นเดียวกับเฮียวโงะ (ปัจจุบันคือ โคเบะ) ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2411 ก่อนการคืนสู่ราชบัลลังก์ของจักรพรรดิเมจิเพียงเล็กน้อย

โอซะกะยุคใหม่[แก้]

บริเวณเซนนิชิมะเอะ ในปี พ.ศ. 2459

กฤษฎีการัฐบาลได้ก่อตั้งโอซะกะให้เป็นเมืองที่มีการปกครองพิเศษ ในฐานะเมืองอันตั้งขึ้นโดยข้อบังคับ ในปี พ.ศ. 2432[5] มีพื้นที่เริ่มต้น 15 ตารางกิโลเมตร คือบริเวณเขตชูโอะและนิชิในปัจจุบัน ต่อมา เมืองได้ขยายตัวจนมีพื้นที่ 222 ตารางกิโลเมตรอย่างในปัจจุบัน โอซะกะเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรมอย่างชัดเจนในช่วงการพัฒนาเศรษฐกิจตามระบบทุนนิยมของญี่ปุ่น การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ทำให้ชาวเกาหลีหลายคนอพยพเข้ามาตั้งตัว ระบอบการปกครองจึงเป็นแบบผสมโดยให้ความสำคัญด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมและการพัฒนาเมืองไปสู่ความเจริญ อัตราการรู้หนังสือเพิ่มขึ้น และระบบการศึกษาขยายตัวอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นกลุ่มชนชั้นกลางที่รู้หนังสือและมีความชื่นชอบในงานศิลปะ

แต่ในอีกมุมหนึ่งของการเจริญเติบโต โอซะกะก็มีสลัม คนว่างงาน และคนจน เช่นเดียวกับในยุโรปและอเมริกา เทศบาลนครโอซะกะจึงจัดตั้งระบบจ่ายเงินช่วยเหลือเพื่อเยียวยาคนจนขึ้น โดยใช้แบบฉบับมาจากอังกฤษ ผู้ร่างนโยบายของโอซะกะได้ให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการต่อสู้กับความยากจน ซึ่งเป็นวิธีการที่จะช่วยลดงบประมาณของนโยบายเปลี่ยนแปลงเมืองไปสู่ความร่ำรวย [6]

อย่างไรก็ตาม โอซะกะก็เสียหายอย่างหนักจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพอเมริกันได้ทิ้งระเบิดใส่พื้นที่ต่างๆของโอซะกะในช่วงปีสุดท้ายของสงคราม ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยและอุตสาหกรรมได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่เมืองก็กลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็วหลังสิ้นสุดสงคราม และกลับมาเป็นเมืองศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว[7]

ที่มาของชื่อ[แก้]

"โอซะกะ" หมายถึง เนินเขาใหญ่ ในสมัยก่อน โอซะกะเป็นที่รู้จักกันในชื่อ นะนิวะ และไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเปลี่ยนเป็นโอซะกะตั้งแต่เมื่อใด แต่มีหลักฐานพบการเรียกชื่อเมืองว่าโอซะกะจากข้อความที่ปรากฏในหนังสือ ปี ค.ศ. 1496 ในสมัยก่อน โอซะกะ เขียนเป็นคันจิว่า 大坂 แต่คันจิตัวหลังมักอ่านผิดเป็น 士反 ซึ่งมีความหมายว่า กบฏซามูไร เป็นความหมายที่ไม่ค่อยจะดีนัก ในสมัยปฏิรูปเมจิ ปี ค.ศ. 1870 จึงได้มีการเปลี่ยนคันจิของโอซะกะใหม่เป็น 大阪 และใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน และคันจิตัวหลัง คือ 阪 (อ่านออกเสียงแบบอนโยมิว่า ฮัน) ก็ใช้กันอย่างกว้างขวางว่ามีความหมายถึงเมืองโอซะกะ และจังหวัดโอซะกะเท่านั้น

สภาพทางภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ[แก้]

ภูมิศาสตร์[แก้]

เมืองโอซะกะตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำทางตะวันตกของแม่น้ำโยะโดะ ริมอ่าวโอซะกะ ล้อมรอบด้วยเมืองเล็กกว่าสิบเมืองในจังหวัดโอซะกะ มีพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 13 ของจังหวัดโอซะกะ โดยสมัยก่อตั้งเมืองในปี 1880 เมืองแบ่งออกเป็นสองเขตเท่านั้นคือ ชูโอะ และ นิชิ มีพื้นที่เพียง 15.27 ตารางกิโลเมตร และปัจจุบัน เมืองเติบโตจนมีพื้นที่ 222.30 ตารางกิโลเมตร โดยการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1925 เมื่อเมืองได้มีการขยายพื้นที่ออกไปอีก 126.01 ตารางกิโลเมตร จุดที่สูงที่สุดของเมืองโอซะกะอยู่ในเขตสึรุมิ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 37.5 เมตร และจุดที่ต่ำที่สุด อยู่ที่เขตนิชิโยะโดะงะวะ ความสูงต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 2.2 เมตร[8]

ภูมิอากาศ[แก้]

โอซะกะ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น (CFA ตามระบบการแบ่งภูมิอากาศของเคิปเปน) มี 4 ฤดูกาลแบ่งแยกกันชัดเจน ในหน้าหนาวในอากาศหนาว อุณหภูมิลดลงต่ำสุดในเดือนมกราคม เฉลี่ย 9.3 องศาเซลเซียส โอซะกะเป็นเมืองที่ไม่ค่อยจะมีหิมะตกในช่วงฤดูหนาว ส่วนในฤดูใบไม้ผลิ มีอากาศเย็น แต่จะค่อยๆร้อนและชื้นมากขึ้น จนเข้าสู่ช่วงฤดูฝนในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนกรกฎาคม จากนั้น หน้าร้อนจะมีอากาศร้อนและชื้น ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงกลางวันอยู่ที่ 35 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงกลางคืนอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส ฤดูใบไม้ร่วงที่เมืองโอซะกะค่อนข้างเย็น โดยช่วงต้นฤดูจะคล้ายกับฤดูร้อน และปลายฤดูจะคล้ายกับฤดูหนาว

ข้อมูลภูมิอากาศของOsaka (1981–2010)
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 9.5
(49.1)
10.2
(50.4)
13.7
(56.7)
19.9
(67.8)
24.5
(76.1)
27.8
(82)
31.6
(88.9)
33.4
(92.1)
29.3
(84.7)
23.3
(73.9)
17.6
(63.7)
12.3
(54.1)
21.1
(70)
อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) 6.0
(42.8)
6.3
(43.3)
9.4
(48.9)
15.1
(59.2)
19.7
(67.5)
23.5
(74.3)
27.4
(81.3)
28.8
(83.8)
25.0
(77)
19.0
(66.2)
13.6
(56.5)
8.6
(47.5)
16.9
(62.4)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 2.8
(37)
2.9
(37.2)
5.6
(42.1)
10.7
(51.3)
15.6
(60.1)
20.0
(68)
24.3
(75.7)
25.4
(77.7)
21.7
(71.1)
15.5
(59.9)
9.9
(49.8)
5.1
(41.2)
13.3
(55.9)
หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว) 45.4
(1.787)
61.7
(2.429)
104.2
(4.102)
103.8
(4.087)
145.5
(5.728)
184.5
(7.264)
157.0
(6.181)
90.9
(3.579)
160.7
(6.327)
112.3
(4.421)
69.3
(2.728)
43.8
(1.724)
1,279.0
(50.354)
ปริมาณหิมะ ซม (นิ้ว) 1
(0.4)
1
(0.4)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
3
(1.2)
ความชื้นร้อยละ 61 60 59 59 62 68 70 66 67 65 64 62 64
วันที่มีหยาดน้ำฟ้าโดยเฉลี่ย (≥ 1.0 mm) 5.6 6.3 9.9 9.3 10.0 11.2 9.9 6.9 9.4 7.9 6.2 5.5 98.1
วันที่มีหิมะตกโดยเฉลี่ย 5.0 6.3 2.3 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 1.9 15.5
จำนวนชั่วโมงที่มีแดด 142.6 135.4 159.5 188.6 194.3 156.2 182.1 216.9 156.7 163.9 148.5 151.6 1,996.4
แหล่งที่มา1: Japan Meteorological Agency[9]
แหล่งที่มา 2: องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (rainy days)[10]

ทิวทัศน์ของเมือง[แก้]

ภาพทิวทัศน์ของโอซะกะ เมื่อมองจากตึกอุเมะดะสกาย
ภาพโอซะกะตอนใต้ จากโรงแรมริตซ์ชาร์ลตันในย่านอุเมะดะ

ใจกลางเมือง[แก้]

ใจกลางของโอซะกะแบ่งคร่าว ๆ ออกเป็น 2 ส่วนคือ คิตะ (北 แปลว่า เหนือ) กับ มินะมิ (南 แปลว่า ใต้) และทั้งสองส่วนนี้เชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางมิโดซึจิ

บริเวณคิตะล้อมรอบไปด้วยพื้นที่ธุรกิจและค้าปลีกในย่านอุเมะดะ ส่วนบริเวณมินะมิหมายรวมถึงย่านช็อปปิ้งอย่างนัมบะ ชินไซบะชิ และโดทมโบะริ มีแหล่งบันเทิงตั้งอยู่มากมายที่สะพานโดทมโบะริ รวมทั้งสัญลักษณ์ปูยักษ์ที่มีชื่อเสียง ป้ายไฟกุลิโกะ สวนสามเหลี่ยม และหมู่บ้านอเมริกา ส่วนบริเวณระหว่างคิตะกับมินะมิก็มีโยะโดะยะบะชิและฮมมาชิที่เป็นแหล่งธุรกิจดั้งเดิม มีสถานที่ราชการ สำนักงานของธนาคารใหญ่ๆ ตั้งอยู่มากมาย ส่วนบริเวณพื้นที่ธุรกิจแห่งใหม่ของโอซะกะจะอยู่ที่บริเวณอุทยานธุรกิจโอซะกะใกล้กับปราสาทโอซะกะ นอกจากนี้ ยังมีย่านธุรกิจสำคัญอื่นๆตั้งอยู่ที่บริเวณสถานีเทนโนจิและสถานีเคียวบะชิ

808 สะพานแห่งนะนิวะ คือคำกล่าวแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของโอซะกะในยุคโบราณ โดยตัวเลข 808 นี้เป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดที่ว่า"นับไม่ได้"แม้ในสมัยเอะโดะ โอซะกะจะมีสะพานเพียงแค่ประมาณ 200 แห่งก็ตาม และเนื่องจากโอซะกะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแม่น้ำ คลอง สะพานแต่ละแห่งจึงมีชื่อ และบริเวณเหล่านั้นก็มักเรียกตามชื่อของสะพานไปด้วย แม้ว่าคลองบางแห่งจากถูกถม แต่ก็ยังมีอีกหลายแห่งที่ยังหลงเหลืออยู่ ในปี พ.ศ. 2468 โอซะกะมีสะพานอยู่ประมาณ 1629 แห่ง บางคลองบางแห่งก็ถูกถมไปจนเหลือสะพานเพียงแค่ 872 แห่ง โดยในจำนวนนี้ อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของเมืองโอซะกะ 760 แห่ง[11]

ประชากร[แก้]

จากการสำมะโนประชากรในปี พ.ศ. 2548 โอซะกะมีผู้อยู่อาศัย 2,628,811 คน เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2543 จำนวน 30,037 คน คิดเป็นร้อยละ 1.2[12] แบ่งเป็น 1,280,325 ครัวเรือน หรือประมาณครัวเรือนละ 2.1 คน ความหนาแน่นประชากรอยู่ที่ 11,836 คนต่อตารางกิโมตร โดยเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโต พ.ศ. 2466 ทำให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นอพยพมาอยู่โอซะกะจำนวนมากในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2463-2473 จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2473 เมืองมีประชากร 2,453,573 คน กลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นแซงหน้าโตเกียวที่มีประชากร 2,070,913 คนในขณะนั้น และในปี พ.ศ. 2483 โอซะกะมีประชากรสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3,252,340 คน ส่วนช่วงหลังสงคราม เมืองโอซะกะมีประชากรสูงสุดที่ 3,156,222 คน ในปี พ.ศ. 2508 และค่อย ๆ ลดลงไปเนื่องจากประชาชนเริ่มทะยอยย้ายออกไปอยู่ตามเขตชานเมือง[13]

ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองโอซะกะมีจำนวนที่ลงทะเบียนไว้ 99,775.5 คน โดยมีกลุ่มใหญ่คือ เกาหลี 71,015 คน และจีน 11,848 คน

สำเนียง[แก้]

สำเนียงที่พูดกันโดยทั่วไปในโอซะกะคือ สำเนียงโอซะกะ อันเป็นหนึ่งในตระกูล สำเนียงคันไซ ลักษณะที่โดดเด่นคือ การลงท้ายประโยคด้วยคำว่า เฮง แทนคำว่า ไน ในประโยคปฏิเสธของภาษาทางการ

การแบ่งเขตปกครอง[แก้]

เขต (区) ในเมืองโอซะกะมีทั้งหมด 24 เขตได้แก่

ชื่อเขต คันจิ พื้นที่ (ต.ร.กม)
อะเบะโนะ 阿倍野 5.99
อะซะฮิ 6.30
ชูโอ 中央 8.88
ฟุกุชิมะ 福島 4.67
ฮินะชินะริ 東成 4.55
ฮินะชิซุมิโยะชิ 東住吉 9.75
ฮิงะชิโยะโดะงะวะ 東淀川 13.26
ฮิระโนะ 平野 15.30
อิกุโนะ 生野 8.38
โจโต 城東 8.42
คิตะ 10.33
โคะโนะฮะนะ 此花 16.04
มินะโตะ 7.90
มิยะโกะจิมะ 都島 6.05
นะนิวะ 浪速 4.37
นิชิ 西 5.20
นิชินะริ 西成 7.35
นิชิโยะโดะงะวะ 西淀川 14.23
ซุมิโนะเอะ 住之江 20.77
ซุมิโยะชิ 住吉 9.34
ไทโช 大正 9.43
เท็นโนจิ 天王寺 4.80
สึรุมิ 鶴見 8.16
โยะโดะงะวะ 淀川 12.64

เศรษฐกิจ[แก้]

แถบโอซะกะเป็นเมืองเศรษฐกิจอันดับที่ 7 ของโลก รองจากโตเกียว นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส ชิคาโก ปารีส และลอนดอน

ผลิตภัณฑ์มวลรวมของเมืองโอซะกะในปีงบประมาณ 2547 อยู่ที่ 21.3 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 1.2 ตัวเลขนี้คิดเป็นร้อยละ 55 ของผลผลิตที่ได้จากจังหวัดโอซะกะ และคิดเป็นร้อยละ 26.5 ของแถบคันไซ สามอุตสาหกรรมหลักของโอซะกะคือ การพาณิชย์ การบริการ การผลิต ในปี พ.ศ. 2547 มีสัดส่วนร้อยละ 30, 26 และ 11 ตามลำดับ รายได้ต่อหัวของเมืองอยู่ที่ 3.3 ล้านเยน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัดโอซะกะร้อยละ 10[14] ขณะที่บริษัทมาสเตอร์การ์ดรายงานว่า โอซะกะเป็นเมืองเศรษฐกิจอันดับ 19 ของโลก และเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจของโลก[15]

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในส่วนของโอซะกะและโคเบะอยู่ที่ 341 พันล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นเมืองปากแม่น้ำที่มีผลผลิตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นเดียวกับปารีสและลอนดอน[16]

ตามประวัติศาสตร์แล้ว โอซะกะเป็นศูนย์กลางการค้าของญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะในยุคกลางและก่อนยุคใหม่ โดยในปี พ.ศ. 2468 มีการก่อตั้งบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ อันเป็นบริษัทโบรกเกอร์หุ้นบริษัทแรกของญี่ปุ่น จนกระทั่งปัจจุบัน โอซะกะก็ยังเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนฟิวเจอร์สที่สำคัญของโลก แม้จะมมีบริษัทหลายแห่งได้ย้ายสำนักงานหลักไปอยู่ที่โตเกียว แต่ก็มีบริษัทใหญ่หลายแห่งที่สำนักงานใหญ่ยังตั้งอยู่ที่โอซะกะ เช่น พานาโซนิค ชาร์ป และซันโย และเมื่อเร็วๆนี้ นายกเทศมนตรีจุนิชิ เซะกิ ได้เริ่มโครงการดึงดูดการลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ[17]

ศูนย์แลกเปลี่ยนหลักทรัพย์โอซะกะ ตั้งอยู่ที่เมืองโอซะกะ เน้นความสำคัญด้านการแลกเปลี่ยนอนุพันธ์ เช่น ฟิวเจอร์สนิกเกอิ 225 นอกจากนี้ การควบรวมกับ JASDAQ ก็ช่วยให้การแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ของโอซะกะกลายเป็นแหล่งก่อตั้งบริษัทแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น[18]

จากการศึกษาของสหรัฐอเมริกา โอซะกะเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดเป็นอันดับสองของโลกสำหรับคนต่างด้าว เป็นรองเพียงแค่โตเกียว[19]

การคมนาคม[แก้]

การคมนาคมทางอากาศ[แก้]

โอซะกะ มีท่าอากาศยานที่สำคัญสองแห่งคือ

  • ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ (KIX) เป็นท่าอากาศยานสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และเที่ยวบินในประเทศบางเที่ยวบิน เป็นแหล่งของการขนส่งสินค้า ท่าอากาศยานแห่งนี้สร้างขึ้นจากการถมทะเลในบริเวณอ่าวโอซะกะ มีรถประจำทางและรถไฟให้บริเวณรับส่งระหว่างเมืองและชานเมืองที่สำคัญ
  • ท่าอากาศยานนานาชาติโอซะกะ (ITM) ตั้งอยู่ที่บริเวณรอยต่อของเมืองอิตะมิและเมืองโทะโยะนะกะ เป็นท่าอากาศยานสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศบางเส้นทาง รวมทั้งเป็นท่าอากาศยานสำหรับรับรองแขกพิเศษจากต่างประเทศ

การคมนาคมทางทะเล[แก้]

ท่าเรือโอซะกะเป็นแหล่งกระจายสินค้าที่สำคัญเคียงคู่กับท่าเรือโคเบะ

เรือโดยสาร[แก้]

ท่าเรือโดยสารนานาชาติโอซะกะจะเชื่อมต่อในวงที่ไกลกว่าท่าเรือของโตเกียวเนื่องจากมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ เรือโดยสารระหว่างประเทศที่ออกจากโอซะกะจะเดินทางไป เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน เกาหลี และไต้หวัน ส่วนเรือโดยสารในประเทศจะเชื่อมต่อกับคิตะคีวชู คะโงะชิมะ มิยะซะกิ และ โอะกินะวะ

การขนส่งทางเรือ[แก้]

ท่าเรือในแถบโอซะกะและโคเบะนำเข้าและส่งออกสินค้าวัตถุดิบจากทั่วโลก โดยไม่มีท่าใดโดดเด่นกว่ากัน ประกอบไปด้วย ท่าเรือโอซะกะ ท่าเรือโคเบะ ท่าเรือซะไก และท่าเรือฮิเมะจิ

ท่าเรือพี่น้อง[แก้]

การขนส่งทางราง[แก้]

แถบเมืองโอซะกะมีการเชื่อมต่อทางระบบรางที่หนาแน่น โดยมีสถานีหลักอยู่ที่ อุเมดะ นัมบะ เทนโนจิ เคียวบะชิ และ โยะโดะยะบะชิ

รถไฟความเร็วสูง[แก้]

บริษัทเจอาร์เซนทรัลและเจอาร์เวสต์ ให้บริการรถไฟความเร็วสูงซันโย ชิงกันเซ็งและโทไกโด ชิงกันเซ็ง โดยมีสถานีชินโอซะกะเป็นสถานีรถไฟชิงกันเซ็งในโอซะกะ สถานีเชื่อมต่อกับสถานีโอซะกะในอุเมะดะโดยรถไฟเจอาร์ รถไฟชิงกันเซ็งทุกขบวนจะหยุดที่สถานีชินโอซะกะแห่งนี้

รถไฟสัญจร[แก้]

บริษัทเจอาร์เวสต์แและบริษัทรถไฟเอกชนให้บริการรถไฟเชื่อมต่อระหว่างโอซะกับเขตชานเมือง โดยรถไฟของเจอาร์เวสต์จะให้บริการในชื่อรถไฟเครือข่ายมหานคร โดยมีสถานีใหญ่อยู่ตามเส้นทางรถไฟวงกลมของโอซะกะ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทรถไฟเอกชนอย่าง รถไฟฟ้าเคฮัน รถไฟฮันกีว รถไฟฟ้าฮันชิง รถไฟคินเตะสึ และรถไฟฟ้านันไก ร่วมให้บริการรับส่งผู้โดยสารในเขตเคียวโตะ โคเบะ โอซะกะ นะระ โยะชิโนะ อิเสะ และนะโงะยะ รวมถึงวะกะยะมะ และท่าอากาศยานนาชาชาติคันไซอีกด้วย

รถไฟใต้ดิน[แก้]

ดูบทความหลักที่: รถไฟใต้ดินเทศบาลโอซะกะ

ระบบรถไฟใต้ดินของโอซะกะเป็นส่วนหนึ่งของระบบคมนาคมของโอซะกะ โดยรถไฟใต้ดินของโอซะกะนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นรถไฟที่มีผู้ใช้มากที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลก รับส่งผู้โดยสารกว่า 912 ล้านคนต่อปี (ระบบรถไฟของโอซะกะรับส่งผู้โดยสารกว่า 4 พันล้านคนต่อปี)

รถประจำทาง[แก้]

รถประจำทางให้บริการในเขตเทศบาลนครโอซะกะ และยังมีการให้บริการจากกลุ่มบริษัทฮันคีว ฮันชิน และคินเทตสึ ในพื้นที่ให้บริการรถไฟของแต่ละบริษัทด้วย ทำให้การคมนาคมในเมืองค่อนข้างครอบคลุม ค่าโดยสารของรถประจำทางอยู่ที่ประมาณ 200 เยน

วัฒนธรรมและวิถีชีวิต[แก้]

แหล่งซื้อสินค้าและอาหาร[แก้]

โอซะกะเป็นแหล่งค้าส่งและค้าปลีกขนาดใหญ่ มีร้านค้าส่ง 25,228 ร้านและร้านค้าปลีก 34,707 ร้านในปี พ.ศ. 2547[20] ร้านค้าส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตชูโอะ (10,468 ร้าน) และเขตคิตะ (6,335 ร้าน) มีร้านค้าหลายรูปแบบตั้งแต่โชเตงไก(商店街)แบบดั้งเดิมไปจนถึงห้างสรรพสินค้าบนดินและใต้ดิน โชเตงไกเป็นรูปแบบของร้านแบบดั้งเดิมที่พบได้ทั่วญี่ปุ่น และโอซะกะมีโชเตงไกที่ยาวที่สุดในโลกอยู่ที่ เทนจินบะชิ ความยาว 2.6 กิโลเมตร ขายสินค้าหลากหลายตั้งแต่ของใช้ภายในบ้าน เสื้อผ้า ตลอดจนอาหารเลี้ยงสัตว์

พื้นที่สินค้าอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญคือ เดนเดนทาวน์ เป็นแหล่งรวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการ์ตูน/อะนิเมะที่สำคัญของโอซะกะ คล้ายกับย่านอะกิฮะบะระของโตเกียว ส่วนย่านอุเมะดะเป็นแหล่งรวมห้างสรรพสินค้าและห้างโยะโดะบะชิคาเมร่า อันเป็นห้างสรรพสินค้าด้านอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดังของญี่ปุ่น

โอซะกะ ขึ้นชื่อในเรื่องของเมืองอาหาร ทั้งอาหารญี่ปุ่นและจากนานชาติ โดยนักเขียนอย่างไมเคิล บูธ และฟรองซัวส์ ไซมอน นักวิจารณ์อาหารชื่อดังของหนังสือพิมพ์เลอฟิกาโร บอกว่า โอซะกะเป็นเมืองหลวงด้านอาหารของโลก[21] ผู้ที่ชื่นชอบอาหารโอซะกะคงจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "เคียวโตะซื้อเสื้อผ้าขนหมดตัว โอซะกะซื้ออาหารจนหมดตัว"[22]

อาหารที่มีชื่อเสียงของโอซะกะคือ โอะโคะโนะมิยะกิ ทะโกะยะกิ อุดง และโอชิซูชิ

แหล่งช็อปปิ้งแหล่งอื่นๆของโอซะกะได้แก่

  • หมู่บ้านอเมริกา - สินค้าสำหรับวัยรุ่น
  • โดทมโบะริ - ส่วนหนึ่งของนัมบะและจัดเป็นใจกลางเมือง
  • นัมบะ - พื้นที่ซื้อขายสินค้าหลัก ๆ ท่องเที่ยว และร้านอาหาร
  • ชินไซบะชิ - ของประดับ เสื้อผ้า และห้างสรรพสินค้า
  • อุเมะดะ - โรงภาพยนตร์ เครื่องสำอาง และห้างสรรพสินค้า

เทศกาลประจำปี[แก้]

เทศกาลเทนจิน

เทศกาลที่มีชื่อเสียงที่สุดงานหนึ่งของโอซะกะ คือ เทศกาลเทนจิน จัดขึ้นในวันที่ 24 และ 25 กรกฎาคม

กีฬา[แก้]

โอซะกะเป็นเมืองของทีมกีฬาที่มีชื่อเสียงหลายทีม ได้แก่

นอกจากนี้ โอซะกะยังมีจัดทัวร์นาเมนต์ซูโม่เป็นประจำทุกปี ที่โรงพลศึกษาจังหวัดโอซะกะ ในชื่อ ซังกัตสึบะโชะ (三月場所 sangatsu basho)

สถานที่ที่น่าสนใจ[แก้]

สวนสนุก[แก้]

  • Universal Studios Japan
  • พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูกัง - ตั้งอยู่ที่อ่าวโอซะกะ มีสัตว์น้ำกว่า 35,000 ชนิดจัดแสดงอยู่ใน 14 แทงก์ จัดเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก
  • ชิงช้าสวรรค์เทมโปซัง
  • สวนสัตว์เทนโนจิ
  • HEP Five - ห้างสรรพสินค้าย่านอุเมะดะที่มีชิงช้าสวรรค์ที่โด่งดัง
  • อุเมะดะสกาย - ตึกแฝดสูง 173 เมตร ที่เชื่อมกันด้วยทางเดินลอยฟ้าเพื่อชมวิวแบบ 360 องศา เป็นมุมถ่ายรูปที่มีชื่อเสียง

สวนสาธารณะ[แก้]

  • สวนนะกะโนะชิมะ
  • สวนปราสาทโอซะกะ
  • สวนเทนโนจิ
  • สวนซุมิโยะชิ
  • อุตสึโบะ
  • สวนนะไง

วัด ศาลเจ้า และสถานที่ทางประวัติศาสตร์[แก้]

ปราสาทโอซะกะ สร้างโดยฮิเดะโยะชิ
  • ปราสาทโอซะกะ
  • ศาลเจ้าซังโค
  • วัดชิเทนโนจิ - วัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นใน พ.ศ. 1136
  • ศาลเจ้าซุมิโยะชิ ไทชะ - ศาลเจ้าชินโตที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น สร้างในปี พ.ศ. 754

แหล่งบันเทิง[แก้]

  • โดทมโบะริ - แหล่งท่องเที่ยว อาหาร เป็นสัญลักษณ์ของโอซะกะ
  • นัมบะและชินไซบะชิ - ตั้งอยู่ที่เขตชูโอะ มักเรียกรวมว่าบริเวณมินะมิ เป็นถนนช็อปปิง ร้านอาหาร บาร์ และแหล่งเที่ยวกลางคืนที่ไม่รู้จบ
  • ชินเซะไก - อีกสัญลักษณ์หนึ่งของโอซะกะ แหล่งอาหาร เครื่องดื่ม มีหอคอยซือเตนคะคุ และขายคะชิคะสึราคาย่อมเยา
  • เดนเดนทาวน์ - แหล่งขายเครื่องใช้ไฟฟ้า อะนิเมะ เทียบเท่ากับอะกิฮะบะระของโตเกียว

การศึกษา[แก้]

มหาวิทยาลัยโอซะกะ

เมืองโอซะกะให้บริการการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อยู่ในการควบคุมดูแลของคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดโอซะกะ

โอซะกะเป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมปลายจำนวนมาก มีจำนวนวิทยาเขตมากมายตั้งอยู่กระจายโดยทั่วไป แต่โดยส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตชานเมือง โดยมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในจังหวัดโอซะกะ ดังต่อไปนี้

  • มหาวิทยาลัยโอซะกะ (Osaka University)
  • มหาวิทยาลัยคันไซ (Kansai University)
  • มหาวิทยาลัยโอซะกะซิตี้ (Osaka City University)
  • สถาบันเทคโนโลยีโอซะกะ (Osaka Institute of Technology)
  • Osaka University of Economics
  • Morinomiya University of Medical Sciences
  • Osaka Jogakuin College
  • Osaka Seikei University
  • Osaka University of Arts, Minamikawachi District, Osaka
  • Osaka University of Comprehensive Children education
  • Osaka University of Education
  • Soai University
  • Tokiwakai Gakuen University

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ[แก้]

หอคอยซือเทนคาคุ สัญลักษณ์ของโอซะกะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เมืองแฝดและเมืองพี่น้อง[แก้]

เมืองแฝดและเลืองพี่น้องของโอซะกะมีดังนี้[23]

ความร่วมมือทางธุรกิจ[แก้]

พันธมิตรความร่วมมือทางธุรกิจของเมืองโอซะกะ มีดังนี้[28]

อ้างอิง[แก้]

  1. Wada, Stephanie (2003). Tsuneko S. Sadao, Stephanie Wada, Discovering the Arts of Japan: A Historical Overview. ISBN 978-4-7700-2939-3. สืบค้นเมื่อ 2007-03-25. 
  2. "史跡 難波宮跡, 財団法人 大阪都市協会 (Naniwa Palace Site, by Osaka Toshi Kyokai)" (ใน Japanese). สืบค้นเมื่อ 2007-03-25. 
  3. edited by Peter G. Stone and Philippe G. Planel (1999). The constructed past: experimental archaeology, education, and the public. London: Routledge in association with English Heritage. p. 68. ISBN 0-415-11768-2. 
  4. Osaka city[ลิงก์เสีย]
  5. "Osaka city". Osaka-info.jp. สืบค้นเมื่อ 2010-05-05. 
  6. Kingo Tamai, "Images of the Poor in an Official Survey of Osaka, 1923-1926." Continuity and Change 2000 15(1): 99-116. Issn: 0268-4160 Fulltext: Cambridge UP
  7. Carola Hein, Jeffry M. Diefendorf, and Ishida Yorifusa, eds, Rebuilding Urban Japan after 1945. (2003).
  8. http://www.city.osaka.jp/keikakuchousei/toukei/G000/Gyh19/Gb00/Gb00.html
  9. "平年値(年・月ごとの値)". Japan Meteorological Agency. สืบค้นเมื่อ June 28, 2013. 
  10. "World Weather Information Service - Osaka". World Meteorological Organization. สืบค้นเมื่อ June 28, 2013. 
  11. Eiichi Watanabe, Dan M. Frangopol, Tomoaki Utsunomiya (2004). Bridge Maintenance, Safety, Management and Cost: Proceedings of the 2nd International Conference on Bridge Maintenance, Safety and Management. Kyoto, Japan: Taylor & Francis. p. 195. ISBN 978-90-5809-680-7. 
  12. "2005 Population Census". Statistics Bureau, Director-General for Policy Planning (Statistical Standards) and Statistical Research and Training Institute, Japan. สืบค้นเมื่อ 2009-02-18. 
  13. Prasad Karan, Pradyumna; Kristin Eileen Stapleton (1997). The Japanese City. University Press of Kentucky. pp. 79–81. ISBN 0-8131-2035-7. 
  14. "大阪市データネット 市民経済計算 (Osaka City Datanet: Osaka City Economy)" (ใน Japanese). สืบค้นเมื่อ 2007-03-25. 
  15. http://www.mastercard.com/us/company/en/insights/pdfs/2008/MCWW_WCoC-Report_2008.pdf
  16. [1][ลิงก์เสีย]
  17. [2][ลิงก์เสีย]
  18. 経営に資する統合的内部監査. "大証との経営統合、ようやく決着 ジャスダック : J-CASTニュース". J-cast.com. สืบค้นเมื่อ 2010-05-05. 
  19. "Worldwide Cost of Living survey 2009". Mercer.com. 2009-07-07. สืบค้นเมื่อ 2010-05-05. 
  20. http://www.city.osaka.jp/keikakuchousei/toukei/G000/Gyh17/Ga00/Ga00.html
  21. Booth, Michael (2009-07-13). "Osaka - the world's greatest food city". The Guardian. 
  22. Shinbunsha, Asahi (1979). Japan Quarterly, Asahi Shinbunsha 1954. สืบค้นเมื่อ 2007-03-25. 
  23. "Sister Cities, the official website of the Osaka city". สืบค้นเมื่อ 2009-08-05. [ลิงก์เสีย]
  24. "Pesquisa de Legislação Municipal - No 14471" [Research Municipal Legislation - No 14471]. Prefeitura da Cidade de São Paulo [Municipality of the City of São Paulo] (ใน Portuguese). Archived from the original on 2011-10-18. สืบค้นเมื่อ 2013-08-23. 
  25. Lei Municipal de São Paulo 14471 de 2007 WikiSource (โปรตุเกส)
  26. "Saint Petersburg in figures - International and Interregional Ties". Saint Petersburg City Government. สืบค้นเมื่อ 2008-07-14. 
  27. "Milano - Città Gemellate". Municipality of Milan. สืบค้นเมื่อ 2009-07-17. 
  28. "Business Partner Cities (BPC), the official website of Osaka city". สืบค้นเมื่อ 2009-08-05. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]