คันไซ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บทความนี้เกี่ยวกับภูมิภาคในประเทศญี่ปุ่น สำหรับความหมายอื่น ดูที่ คันไซ (แก้ความกำกวม)
คันไซ
関西地方
ภูมิภาค
Map showing the Kansai region of Japan. It comprises the mid-west area of the island of Honshu.
คันไซในประเทศญี่ปุ่น
พื้นที่
 • ทั้งหมด 27,335.11 กม.2 (10,554.14 ตร.ไมล์)
ประชากร (1 October 2010)[1]
 • ทั้งหมด 22,757,897 คน
 • ความหนาแน่น 830คน/กม.2 (2,200คน/ตร.ไมล์)
เขตเวลา JST (UTC+9)


เขตคันโซ อยู่บริเวณตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น

คันไซ (ญี่ปุ่น: 関西地方 Kansai-chih ?) หรือ คิงกิ (近畿) เป็นเขตแดนทางภูมิศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นบนเกาะฮนชู โดยเขตคันไซประกอบไปด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ เฮียวโงะ เคียวโตะ โอซะกะ ชิงะ นะระ วะกะยะมะ และมิเอะ คันไซมีขนาดประมาณ 27,335.11 ตารางกิโลเมตร และประชากรประมาณ 22,757,897 คน (พ.ศ. 2553) อัตราความหนาแน่น 755.39 คน/ตารางกิโลเมตร

ภูมิภาคคินคิ หรือที่คนส่วนใหญ่จะเรียกกันในนามของภูมิภาคคันไซ หรือภาคกลางตอนใต้ของญี่ปุ่น ภูมิภาคคันไซแห่งนี้เป็นอีกภูมิภาคที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น นอกเหนือจากภูมิภาคคันโตซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงโตเกียวเมืองหลวง ภูมิภาคคันไซนับเป็นภูมิภาคที่ความเจริญมาช้านานเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของญี่ปุ่นในยุคแรก ๆ ประวัติศาสตร์คือ เมืองนะระและเมืองเคียวโตะ เมืองหลวงทั้งสองแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศญี่ปุ่นมานับพันปี มีพระราชวังที่ประทับองค์จักรพรรดิหรือพระราชวังอิมพีเรียล ณ เมืองเคียวโตะ ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงโตเกียว นอกจากจะเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นแล้ว ภูมิภาคแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของเมืองอุตสาหกรรมหลายแห่ง ได้แก่ นครโอซะกะ ศูนย์กลางการค้าและอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศเป็นเมืองใหญ่อันดับสามรองจากกรุงโตเกียวและโยะโกะฮะมะ เมืองเคียวโตะและนารา เมืองหลวงเก่าที่ยังคงอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญและงดงามเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงเมืองโคเบะซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

ภาพรวม[แก้]

ภูมิภาคคันไซ เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น มีขนาดคิดเป็นร้อยละ 11 ของพื้นที่ประเทศญี่ปุ่น มีประชากรอาศัอยู่ 22,757,897 คนจากการสำรวจในปี พ.ศ. 2553 บริเวณที่ราบคิงกิเป็นที่ตั้งของนครโอซะกะและเคียวโตะและเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้

ภูมิภาคคันไซมีอาณาเขตตั้งแต่ทะเลเซะโตะไปจนถึงฮิเมะจิ และทางตะวันออกจรดกับทะเลสาบบิวะ อันเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ด้านทิศเหนือจรดกับทะเลญี่ปุ่น และด้านทิศใต้ติดกับคาบสมุทรคิอิและมหาสมุทรแปซิฟิก ภูมิภาคคันไซพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติอยูถึง 4 แห่งด้วยกัน และในภูมิภาคนี้มีอยู่ 6 จังหวัดที่ติดอันดับว่ามีทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น 7 อันดับ[2]

ภูมิภาคคันไซมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ภูมิภาคคันโต อยู่บ่อยๆ โดยคันโตเป็นเขตแดนที่อยู่ทางตะวันออก ประกอบไปด้วยโตเกียวและเมืองรอบๆ ในขณะที่คันโตถูกจัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมาตรฐานทั่วญี่ปุ่น คันไซก็ถูกมองว่าเป็นภูมิภาคที่มีลักษณะเฉพาะ โดยเฉพาะความเป็นเมืองวัฒนธรรมอย่างเคียวโตะ ความเป็นเมืองพ่อค้าอย่างโอซะกะ เมืองทางประวัติศาสตร์อย่างนะระ และเมืองทันสมัยอย่างโคเบะ รากเหง้าความแตกต่างนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคเอะโดะ โดยที่โอซะกะ เมืองพ่อค้า มีซามูไรประจำอยู่แค่ 1 เปอร์เซนต์ ต่างกับที่เมืองเอะโดะ ขุมกำลังของตระกูลโชกุนโทะกุงะวะ ที่มีกำลังพลของซามูไรอยู่มากมาย[3]

คุณลักษณะของชาวคันไซได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมความเป็นเมืองการค้าของโอซะกะ นักวิชาการมองว่า "ชาวคันไซเป็นนักปฏิบัติ พ่อค้า ติดดิน และมีอารมณ์ขัน ส่วนชาวคันโตจะเป็นผู้ช่ำชองโลก อนุรักษ์นิยม มีระเบียบแบบแผน ธำรงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์และความเจริญก้าวหน้าของโตเกียว เมืองหลวงของแผ่นดินและมหานครที่ใหญ่ที่สุด" [3][4]

คันไซขึ้นชื่อในเรื่องของอาหาร โดยเฉพาะที่ โอซะกะ จึงมีคำกล่าวที่ว่า "เคียวโตะซื้อเสื้อผ้าจนหมดตัว โอซะกะกินจนหมดตัว" (京の着倒れ、大阪の食い倒れ) อาหารที่มีชื่อเสียงของโอซะกะก็เช่น ทะโกะยะกิ โอะโคะโนะมิยะกิ คิตสึเนะอุดง และคุชิคัตสึ ส่วนเคียวโตะก็มีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น นอกจากนี้ คันไซยังขึ้นชื่อในเรื่องของ เนื้อญี่ปุ่น เช่น เนื้อโคเบะ เนื้อมัตสึซะกะ และเนื้อโอมิ อาหารของคันไซจะค่อนข้างหวานกว่าทางตะวันออก และไม่ค่อยนิยมบริโภคนัตโต

คันไซมีสำเนียงเป็นของตัวเองที่เรียกว่า คันไซเบง หรือ สำเนียงคันไซ (関西弁) มีความแตกต่างจากภาษาหลักทั้งการออกเสียง คำศัพท์ และไวยกรณ์ เป็นสำเนียงที่พูดกันเฉพาะในพื้นที่คันไซเท่านั้น

ภูมิภาคคันไซ มีทีมกีฬาที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น ทีมเบสบอลอย่าง ฮันชิน ไทเกอร์ส ที่ใช้สนามโคชิเอ็งเป็นสนามเหย้า ทีมเบสบอลโอริกซ์ บัฟฟาโล สโมสรฟุตบอลในเจลีกอย่าง กัมบะ โอซะกะ เซเรซโซ โอซะกะ วิสเซล โคเบะ และเคียวโตะ ซังงะ

คลังภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Ministry of Internal Affairs and Communications Statistics Bureau (26 October 2011). "平成 22 年国勢調査の概要". สืบค้นเมื่อ 6 May 2012. 
  2. Kansai Now: History, retrieved January 17, 2007
  3. 3.0 3.1 Omusubi - "Japan's Regional Diversity", retrieved January 22, 2007
  4. Livingabroadin.com - "Prime Living Locations in Japan", retrieved January 22, 2007
  5. Consulate-General of Japan in San Francisco - "History", retrieved March 15, 2007

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]