ยุคโคะฟุง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

HaniwaHorse.JPG

ยุคโคะฟุง (ญี่ปุ่น: 古墳時代 Kofun-jidai ?) อยู่ในช่วง ค.ศ. 250 - ค.ศ. 538 เมื่อประมาณกลางศตวรรษที่ 4 ชนเผ่าอิสระกลุ่มต่าง ๆ ได้ถูกรวบรวมโดยชนเผ่า ยามาโตะ (大和民族 Yamato-Minzoku) ขณะเดียวกันสุสานที่มีลักษณะพิเศษเป็นรูปกุญแจก็ถูกสร้างขึ้นทั่วไป ความรู้ และวิทยาการต่าง ๆ จากจีนได้หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากในสมัยนี้ ในศตวรรษที่ 4 ชนเผ่ายามาโตะได้ขึ้นไปคาบสมุทรเกาหลีและรับเอาวัฒนธรรมการผลิตเครื่องใช้ของภาคพื้นทวีปมา ต่อมาในสมัยศตวรรษที่ 5 ชาวเกาหลีได้นำวิทยาการต่าง ๆ เข้ามา เช่น การผลิตเครื่องโลหะ เครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า การถลุงเหล็ก และวิศวกรรมโยธา รวมทั้งมีการเริ่มใช้อักษรคันจิซึ่งเป็นตัวอักษรของจีนด้วย และเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 6 ลัทธิขงจื้อ กับศาสนาพุทธก็ได้แพร่หลายเข้ามาในญี่ปุ่นเช่นกัน ในศตวรรษที่ 7 เจ้าชายโชะโทะคุ (聖徳太子 Shōtoku-taishi) จัดวางระบบการปกครองโดยรวมอำนาจไว้ที่จักรพรรดิตามแบบราชวงศ์สุยกับราชวงศ์ถังของจีนได้สำเร็จเมื่อครั้งปฏิรูปการปกครองไทขะ (大化の改新 Taika-no-kaishin) และมีการส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีจนถึงปลายศตวรรษที่ 9 ถึงสิบกว่าครั้ง


เหตุการณ์ที่สำคัญ[แก้]

- ราว ค.ศ. 300 เริ่มมีการสร้างสุสานโบราณขนาดใหญ่ เป็นเนินพระศพของพระจักรพรรดินินโทกุ มีลักษณะเป็นรูปกุญแจ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าหลุมฝังพระศพของจักรพรรดิจีน แสดงให้เห็นว่า สังคมญี่ปุ่นได้มาถึงยุคที่มีความแตกต่างกันของชนชั้น

- ภายในแผ่นดินญี่ปุ่นยังแบ่งออกเป็นรัฐหรือแคว้นต่างๆ

- แต่ละแคว้นอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มชนตระกูลต่างๆ และตระกูลที่มีอำนาจทางทหารและการเมืองมากที่สุดคือ ตระกูลยามาโตะ ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่เขตคันไซ

- ราว ค.ศ. 360 แคว้นต่างๆค่อยๆรวมตัวกันอยู่ใต้อำนาจของราชสำนักยามาโตะ ซึ่งตระกูลยามาโตะได้อ้างว่าตนสืบเชื้อสายมาจากเทพีพระอาทิตย์ และได้รับมอบหมายจากพระนางให้เป็นผู้ปกครองญี่ปุ่น แต่ยังไม่มีการสถาปนาตระกูลยามาโตะขึ้นเป็นจักรพรรดิญี่ปุ่น (ตระกูลยามาโตะ จึงเป็นเหมือนรัฐบาลปกครองประเทศ)

- ช่วงศตวรรษที่4 ญี่ปุ่นได้ช่วยเหลืออาณาจักรแพคเจ ของเกาหลีรบกับอีก 2 อาณาจักรแห่งเกาหลีคือ อาณาจักรโกคูรยอ( โกกุเรียว)และอาณาจักรชิลลาในเวลานั้นผู้คนจากอาณาจักรแพคเจ ก็ได้นำวัฒนธรรมจากภาคพื้นทวีปเข้าเผยแพร่สู่ญี่ปุ่น

- ช่วงศตวรรษที่5 วิทยาการต่างๆจากจีนเข้ามาสู่ญี่ปุ่น เช่น การผลิตเครื่องโลหะ เครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า การถลุงเหล็ก วิศวกรรมโยธา การฟอกหนัง การต่อเรือ และเริ่มใช้อักษรคันจิ ซึ่งเป็นอักษรจีนด้วย และโดยผ่านทางสื่อตัวอักษรนี้เอง ชาวญี่ปุ่นจึงได้เรียนความรู้เบื้องต้นทางการแพทย์ การใช้ปฏิทินและดาราศาสตร์

- ค.ศ. 507 จักรพรรดิเคไต ซึ่งเป็นทายาทตระกูลยามาโตะ ขึ้นครองราชย์

- ค.ศ. 538 (หรือบางทฤษฎีบอกว่าเป็น ค.ศ. 552) ศาสนาพุทธแพร่เข้าสู่ญี่ปุ่น เมื่อกษัตริย์แห่งอาณาจักรแพคเจ (อาณาจักรทางตะวันตกของเกาหลี) ส่งทูตพร้อมกับพระคัมภีร์และพระพุทธรูปมามอบให้ โดยหวังที่จะขอความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นต่อต้านการรุกรานของอาณาจักรชิลลา (อาณาจักรทางตะวันออกของเกาหลี) ปรากฏว่าก่อน ค.ศ. 552 ญี่ปุ่นก็ได้รู้จักศาสนาพุทธมาบ้างแล้ว

- ค.ศ. 539 จักรพรรดิคิมเมอิ ขึ้นครองราชย์ มีตระกูลโสกะ ซึ่งเป็นตระกูลที่สนับสนุนศาสนาพุทธ มีอำนาจอิทธิพลสูงในราชสำนัก โดยได้มีโอกาสที่จะให้สตรีของครอบครัว สมรสกับเจ้านายในราชตระกูล ซึ่งทำให้ฐานะของครอบครัวสูงขึ้นเสมอระดับเดียวกับราชตระกูล

- ค.ศ. 587 ตระกูลโสกะ ได้สนับสนุนให้หลานชายของตนขึ้นเป็นจักรพรรดิสุชุน ซึ่งเมื่อพระองค์ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งอยู่ใต้อำนาจพวกโสกะ ก็ถูกปลงพระชนม์ และพวกโสกะก็หันไปสนับสนุนหลานสาว คือ พระนางซุยโกะ ขึ้นนั่งบัลลังก์เป็นจักรพรรดินี เป็นจักรพรรดินีองค์แรกของญี่ปุ่น แต่ตระกูลโสกะก็ไม่ได้มีอำนาจเหนือราชสำนักโดยสิ้นเชิง เพราะยังมีเจ้าชายแห่งราชตระกูลอีกมากที่มีอิทธิพลทางการเมือง โดยเจ้าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในกลุ่มราชตระกูล คือ เจ้าชายโชโตกุ

- ค.ศ. 593 เจ้าชายโชโตกุ สำเร็จราชกาลแทนจักรพรรดินีซุยโกะ พระองค์เป็นผู้นำที่สำคัญในการปฏิรูปส่วนกลาง นอกจากนี้ยังเชื่อว่า พระองค์เป็นผู้สร้างวัดโฮริวจิ บริเวณขอบนอกของเมืองนาระในปัจจุบันด้วย ซึ่งจัดว่าเป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่สุดของโลกที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

- ค.ศ. 603 เจ้าชายโชโตกุ กำหนดให้มีระบบขุนนางราชการ 12 ตำแหน่ง

- ค.ศ. 604 เจ้าชายโชโตกุ ตรารัฐธรรมนูญ 17 มาตรา กำหนดให้เมืองยามาโตะ (เมืองนาระ) เป็นศูนย์กลางการปกครอง และกำหนดให้จักรพรรดิมีอำนาจสูงสุด โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้อยู่ในรูปกฎหมายหรือข้อบังคับการบริหารที่แน่นอนเลย แต่เป็นเพียงการรวบรวมธรรมะในพุทธศาสนาและคติพจน์ต่างๆตามลัทธิขงจื้อในสมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน ซึ่งให้หลักเกณฑ์ที่จำเป็นสำหรับการเป็นข้าราชการที่มีคุณธรรม

- ค.ศ. 645 เกิดการปฏิรูปไทกะ มีการปฏิรูปที่ดิน ทำลายระบบนายทุนที่ดิน ญี่ปุ่นได้เรียกชื่อประเทศของตนเป็นทางการว่า “นิฮอน” ส่วนชื่อ “เจแปน” ที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นการเลียนเสียงภาษาจีนที่ใช้เรียกญี่ปุ่น นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังแบ่งหน่วยการปกครองใหม่ตามอิทธิพลจากจีน รวมอำนาจสู่ศูนย์กลางไว้ที่จักรพรรดิ

- ค.ศ. 672 ศึกจินชิน เป็นศึกชิงบัลลังก์จักรพรรดิ

- ค.ศ. 701 เกิดประมวลกฎหมายไทโฮ ตรากฎหมายเพื่อใช้ร่วมกันทั้งประเทศ

อ้างอิง[แก้]

  • Bogucki, Peter (1999). The Origins of Human Society. Blackwell Publishing. ISBN 1-5771-8112-3. 
  • Farris, William Wayne (1998). Sacred texts and buried treasures : issues in the historical archaeology of ancient Japan. University of Hawai'i Press. ISBN 0-8248-1966-7. 
  • Imamura, Keiji (1996). Prehistoric Japan: New Perspectives on Insular East Asia. University of Hawaii Press. ISBN 0-8248-1852-0.