ลำดับเหตุการณ์คณะราษฎร ก่อนและหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เหตุการณ์ปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะถูกเรียกว่าอย่างไรก็ตาม (บ้างก็เรียก "การยึดอำนาจ" "การเปลี่ยนแปลงการปกครอง" "การปฏิวัติ" หรือ "การอภิวัฒน์") เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยอย่างมาก และทำให้สถาบันกษัตริย์ที่เคยเป็นผู้ปกครองสูงสุดของประเทศมาเป็นระยะเวลายาวนาน ต้องสูญเสียอำนาจส่วนใหญ่ดังกล่าวไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงดังกล่าวใน พ.ศ. 2475 การต่อสู้ทางการเมืองก็ยังมิได้จบลงไปอย่างสิ้นเชิง ยังคงมีการต่อสู้กันระหว่างผู้นำในระบอบเก่า (สมบูรณาญาสิทธิราชย์) กับระบอบใหม่ (ประชาธิปไตย) หรือความขัดแย้งในผู้นำระบอบใหม่ด้วยกันเอง โดยการต่อสู้ทางการเมืองและทางความคิดอุดมการณ์นี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานกินเวลาอีกกว่ายี่สิบห้าปีต่อมา อาจกล่าวได้ว่า ช่วงเวลานี้มีทั้งยุคที่รุ่งเรืองที่สุดจนไปสู่ยุคตกต่ำที่สุดของคณะราษฎรและบุคคลในคณะราษฎร ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2475 ถึง พ.ศ. 2500

อนึ่ง ข้อมูลจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั้งในราชกิจจานุเบกษา เอกสารราชการ เอกสารทางวิชาการ รวมทั้งประวัติของบุคคลสำคัญในคณะราษฎร และบุคคลอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

เนื้อหา

[แก้] ลำดับเหตุการณ์ พ.ศ. 2469 - 2482

[แก้] พ.ศ. 2469

  1. ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี (นายทหารกองหนุน อดีตผู้บังคับหมวดทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์รัชกาลที่ 6)
  2. ร.ท. แปลก ขีตตะสังคะ (นักศึกษาในโรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส)
  3. ร.ต. ทัศนัย มิตรภักดี (นักศึกษาในโรงเรียนนายทหารม้าฝรั่งเศส)
  4. นายตั้ว ลพานุกรม (นักศึกษาวิทยาศาสตร์ในสวิตเซอร์แลนด์)
  5. หลวงสิริราชไมตรี (ผู้ช่วยสถานทูตสยามประจำกรุงปารีส)
  6. นายแนบ พหลโยธิน (เนติบัณฑิตอังกฤษ)
  7. นายปรีดี พนมยงค์ (ดุษฎีบัณฑิตกฎหมายฝ่ายนิติศาสตร์ ฝรั่งเศส)

การประชุมยืดเยื้อถึง 5 วัน และลงมติให้นายปรีดี เป็นประธาน และหัวหน้าคณะราษฎร จนกว่าจะมีบุคคลที่เหมาะสมมาเป็นในกาลต่อไป[1][2]

[แก้] พ.ศ. 2475

[แก้] พ.ศ. 2476

  • 1 เมษายน - มีพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาฯ และงดใช้รัฐธรรมนูญเกือบทุกมาตรา[10] หรือบางข้อมูลอธิบายว่านี่คือการ ยึดอำนาจตัวเอง เพื่อจัดตั้งคณะรัฐบาลใหม่[2]
  • 2 เมษายน - พระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ประกาศใช้ ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี[11] เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดฝ่ายตรงข้าม[2] (ฝ่ายตรงข้ามอาจหมายถึง คณะราษฎร เพราะนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นอยู่ตรงข้ามกับคณะราษฎร)
  • 12 เมษายน - นายปรีดีถูกบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศไปยังฝรั่งเศส เนื่องจากความเห็นของนายปรีดีถูกโจมตีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเสนอเค้าโครงร่างทางเศรษฐกิจ ที่เจ้าและขุนนางต้องเสียผลประโยชน์[12]
  • 13 พฤษภาคม - ตั้งกองโฆษณา โดยขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรี และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น กองโฆษณาการ ในวันที่ 9 ธันวาคม ปีเดียวกัน[2]
  • 10 มิถุนายน - พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระประศาสน์พิทยายุทธ และพระยาฤทธิอัคเนย์ ผู้นำสายทหารของคณะราษฎรยื่นจดหมายลาออก[10]
  • 20 มิถุนายน - พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาทำการยึดอำนาจพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี หลังจากการรัฐประหารได้มีการล้างมลทินให้หลวงประดิษฐมนูธรรม
  • 29 กันยายน - นายปรีดี เดินทางกลับสยาม ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • 11 ตุลาคม - พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารนำกำลังทหารจากหัวเมืองภาคอีสาน ล้มล้างการปกครองของรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจที่นายถวัลย์ ฤทธิเดช ได้ฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากกรณีที่ที่พระองค์มีพระบรมราชวินิจฉัยคัดค้าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจของ นายปรีดี พนมยงค์ ที่เรียกกันว่าสมุดปกเหลือง โดยออกเป็นสมุดปกขาว แต่กระทำการไม่สำเร็จ จึงเป็นที่มาของชื่อ กบฏบวรเดช
  • 23 ตุลาคม - นายพันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ถูกยิงเสียชีวิตโดยทหารจากกองพันทหารราบที่ 6 นำโดยพันตรีหลวงวีรวัฒน์โยธา
  • 25 ตุลาคม - พระองค์เจ้าบวรเดชหัวหน้าคณะกบฏและพระชายา ทรงขึ้นเครื่องบินเดินทางหนีไปยังประเทศกัมพูชา
  • 7 พฤศจิกายน - ออกพระราชบัญญัติป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ อันเป็นเครื่องมือที่จะตอบโต้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล[2] (ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอาจหมายถึง ฝ่ายตรงข้ามกับคณะราษฎร)
  • 16 ธันวาคม - พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี และตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาแบบ 2 ชั้น (1 ต.ค.- 15 พ.ค.)[11]
  • 25 ธันวาคม - หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ ทรงเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาเรื่องที่นายปรีดี เป็นคอมมิวนิสต์ ได้ลงมติว่าตัวนายปรีดี มิได้เป็นคอมมิวนิสต์[2]

[แก้] พ.ศ. 2477

[แก้] พ.ศ. 2479

[แก้] พ.ศ. 2480

  • 27 กรกฎาคม - พระยาพหลพลพยุหเสนาลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีอื้อฉาวที่มีกระทู้ถามเรื่องการนำที่ดินของพระคลังข้างที่มาซื้อขายในราคาถูกเป็นพิเศษ เป็นการลาออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์และความไม่เกี่ยวพันกับการซื้อขายที่ดินดังกล่าว[2]
  • 5 สิงหาคม - มีพระบรมราชโองการ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ โดยให้เรียกชื่อประเทศว่า "ประเทศไทย" และเปลี่ยนคำว่า "สยาม" ให้เป็น "ไทย" แทน (ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น) โดยเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงหลักการของ "ลัทธิชาติ-ชาตินิยม" ว่า "รัฐบาลเห็นควรถือเป็นรัฐนิยมให้ใช้ชื่อประเทศ ให้ต้องตามชื่อเชื้อชาติ และความนิยมของประชาชน"[14]
  • 7 พฤศจิกายน - การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 2

[แก้] พ.ศ. 2481

  • 18 กรกฎาคม - รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2481 เรื่อง "วันชาติ" กำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง (เดิมใช้วันเฉลิมพระชนมพรรษา)[15][16]
  • 1 สิงหาคม - ประกาศใช้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ ลงในราชกิจจานุเบกษา[17]
  • 11 กันยายน - พระยาพหลพลพยุหเสนา ยุบสภา เนื่องจากรัฐบาลแพ้คะแนนเสียงเรื่องการชี้แจงรายรับ-รายจ่ายที่รัฐบาลจัดทำเสนอ[2]
  • 12 พฤศจิกายน - กำหนดการวันเลือกตั้งทั่วไป
  • 16 ธันวาคม - จอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

[แก้] พ.ศ. 2482

  • 24 มิถุนายน - เริ่มเฉลิมฉลองวันชาติ 24 มิถุนายน เป็นครั้งแรก ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม[2]

[แก้] ลำดับเหตุการณ์ พ.ศ. 2483 - 2503

[แก้] พ.ศ. 2484

[แก้] พ.ศ. 2485

[แก้] พ.ศ. 2486

  • 8 มิถุนายน - นายปรีดีได้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้เป็นไปตามวิธีทางของรัฐธรรมนูญ หลังจากรัชกาลที่ 8 พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่รัฐสภาก็มีมติเป็นเอกฉันท์ให้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

[แก้] พ.ศ. 2487

  • 24 กรกฎาคม - จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกกดดันให้ลงออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนโยบาย ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ ที่ จอมพล ป. นำเสนอ[2]
  • 1 สิงหาคม - พลโท พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง สภาผู้แทนราษฎรจึงได้ลงมติแต่งตั้งให้นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่ผู้เดียว
  • 24 สิงหาคม - จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกปลดจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด[2]

[แก้] พ.ศ. 2488

  • 20 สิงหาคม - รัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่มีขึ้นในสมัยสงคราม[2]
  • 1 กันยายน - นายทวี บุณยเกตุ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลรักษาการ โดยมีอายุเพียง 17 วัน (โดยรัฐมนตรีในรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นฝ่ายเสรีไทย)[2]
  • 17 กันยายน - ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา เพื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้ดำเนินการเจราเอาทหารอังกฤษและข้อตกลงสัญญาบางประการกับประเทศอังกฤษ ภายหลังสงครามยุติ เนื่องจากอังกฤษไม่ยอมรับสภานภาพของประเทศไทยในฐานะเปิดฝ่ายสัมพันธมิตร (สงครามโลกครั้งที่สองยุติลง เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม หลังจากสหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สอง ลงที่เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น)
  • 27 กันยายน - รัฐบาลเสนอ พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อใช้จัดการกับ จอมพล ป. พิบูลสงครามและคณะ[2]
  • 15 ตุลาคม - ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่

[แก้] พ.ศ. 2489

  • 1 มกราคม - ม.ร.ว.เสนีย์ ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากเสร็จภารกิจเจรจากับประเทศอังกฤษ
  • 6 มกราคม - การเลือกตั้งทั่วไป
  • 31 มกราคม - พันตรีควง อภัยวงศ์ ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 และจัดตั้งรัฐบาลต่อจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
  • 18 มีนาคม - นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะแพ้การลงมติในสภาฯ เรื่องร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองค่าใช้จ่ายฯ[2]
  • 24 มีนาคม - นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยดำรงตำแหน่งถึง 23 สิงหาคม พ.ศ. 2489[2]
  • 5 เมษายน - ม.ร.ว เสนีย์ ร่วมกับ นายควง อภัยวงศ์ ดำเนินการจัดตั้งพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายควง เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ม.ร.ว.เสนีย์ เป็นรองหัวหน้าพรรค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ยุบพรรคก้าวหน้ามารวม เป็นเลขาธิการพรรค และนายชวลิต อภัยวงศ์ เป็นรองเลขาธิการพรรค
  • 9 พฤษภาคม - รัฐสภามีรัฐพิธีลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ฉบับที่ 3) โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มอบให้นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ[11] โดยกล่าวกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489 เป็นฉบับนายปรีดี คือมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าฉบับใด ๆ ที่ผ่านมา แต่ได้มีการบังคับใช้เพียง 18 เดือน (10 พฤษภาคม 2489 - 8 พฤศจิกายน 2490)[2]
  • 9 มิถุนายน - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคต นายปรีดีและคณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นชอบต่อสภาว่า ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์ควรได้แก่สมเด็จพระอนุชา เมื่อสภามีมติเห็นชอบแล้ว นายปรีดีก็ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงแต่งตั้งตนเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้สวรรคตเสียแล้ว
  • 9 มิถุนายน - จากเหตุการณ์เสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ทำให้ศัตรูทางการเมืองของนายปรีดี ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มทหารที่สูญเสียอำนาจและพรรคการเมืองฝ่ายค้าน สบโอกาสในการทำลายนายปรีดีทางการเมือง โดยการกระจายข่าวว่า "ปรีดีฆ่าในหลวง" ซึ่งเป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก กลายเป็นกระแสข่าวลือ และนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมดในเดือนพฤศจิกายน
  • 5 สิงหาคม - การเลือกตั้งเพิ่มเติม
  • 23 สิงหาคม - พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ในตำแหน่งนาน 1 ปี 2 เดือนการถูกคณะทหารทำการรัฐประหาร[2]
  • 15 ธันวาคม - ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหประชาชาติ[2]

[แก้] พ.ศ. 2490

  • 19 พฤษภาคม - 26 พฤษภาคม - พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ยาวนานถึง 7 วัน 7 คืน ติดต่อกัน จนถูกเรียกว่า มหกรรม 7 วัน การลงมติปรากฏว่า พล.ร.ต.ถวัลย์ ได้มติไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่ออย่างท่วมท้น แต่เนื่องจากกระแสกดดันอย่างมากทั้งในและนอกสภาฯ จึงต้องลาออกในวันรุ่งขึ้น แต่ก็กลับเข้ารับตำแหน่งอีกครั้งในวันถัดมา
  • 8 พฤศจิกายน - พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ และ น.อ.กาจ กาจสงคราม นำกำลังทหารยึดอำนาจจากปกครองจากรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (รับช่วงต่อจากนายปรีดี) โดยอ้างว่าไม่สามารถสะสางกรณีสวรรคตได้ และได้ทำการฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2489 ทิ้ง[18] - เหตุการณ์รัฐประหารนี้ ทำให้นายปรีดี และหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ต้องหลบหนีออกนอกประเทศไปสหรัฐอเมริกา ในขณะนั้นรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้ความสนับสนุนฝ่ายรัฐประหาร นายปรีดีจึงเดินทางไปจีนแทน[12] อนึ่ง กรณีสวรรคตยังส่งผลให้กลุ่มการเมืองฝ่ายนายปรีดีต้องพลอยหมดบทบาทจากเวทีการเมืองไทยภายหลังการรัฐประหารครั้งนี้ด้วย
  • 9 พฤศจิกายน - ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ "รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม" (ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม เพราะเล่าว่าซ่อนไว้อยู่ใต้ตุ่มแดง ร่างโดย น.อ.กาจ กาจสงคราม รองหัวหน้าคณะรัฐประหาร) ในการรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ เป็นการเปิดศักราชใหม่ของการยึดอำนาจแล้วทำลายรัฐธรรมนูญเดิมเสีย[19]
  • 10 พฤศจิกายน - นายควง อภัยวงศ์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวาระที่ 3 หลังการรัฐประหาร

[แก้] พ.ศ. 2491

  • 6 มกราคม - การเลือกตั้งทั่วไป หลังเหตุการณ์รัฐประหาร
  • 29 มกราคม - พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาล และนายควง อภัยวงศ์ จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ หลังจากกำลังทหารทำการยึดอำนาจและได้มีกำหนดให้เลือกตั้ง
  • 6 เมษายน - คณะทหารในกลุ่ม 4 คน นำโดย น.อ.กาจ กาจสงคราม ได้บีบบังคับให้นายควงลาออกและ แต่งตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ในการรัฐประหารครั้งนี้ได้พลิกโฉมหน้าการเมืองไทยไปโดยสิ้นเชิง เพราะอำนาจที่แท้จริงยังอยู่ที่คณะทหาร และที่สำคัญการรัฐประหารนี้เป็นการขจัดกลุ่มอำนาจเก่าของ นายปรีดี พนมยงค์ ให้สิ้นไปจากเวทีการเมือง ส่งผลให้นายปรีดี ต้องขอลี้ภัยการเมืองที่ต่างประเทศตราบจนเสียชีวิต

[แก้] พ.ศ. 2492

[แก้] พ.ศ. 2494

[แก้] พ.ศ. 2495

[แก้] พ.ศ. 2498

  • 17 กุมภาพันธ์ - เฉลียว ปทุมรส (สมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือน และอดีตราชเลขาธิการในรัชกาลที่ 8), ชิต สิงหเสนี และ บุศย์ ปัทมศริน (ทั้งสองคนเป็นมหาดเล็กห้องบรรทมในรัชกาลที่ 8) นักโทษชาย 3 คนถูกประหารชีวิต โดยมีข้อกล่าวหาว่ามีส่วนลอบปลงพระชนม์ในรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489[20]

[แก้] พ.ศ. 2500

  • 26 กุมภาพันธ์ - รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จัดการเลือกตั้งทั่วไป โดยประกาศให้เป็นการเลือกตั้งถวายเป็น พุทธบูชา ในโอกาสกึ่งพุทธกาล แต่ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ร่ำลือว่าสกปรกที่สุด เต็มไปด้วยการโกงจากฝ่ายรัฐบาล ต้องนับคะแนนยาวนานถึง 7 วัน 7 คืน
  • 2 มีนาคม - นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนทั่วไป ชุมนุมเดินประท้วงผลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการชุมนุมทางการเมืองครั้งแรกของประชาชน นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา
  • 16 กันยายน - คณะทหารที่นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วยข้อกล่าวหาสำคัญคือ ฝ่ายรัฐบาลจัดการเลือกตั้งสกปรกจึงหมดความชอบธรรม[11]
  • 21 กันยายน - คณะทหารที่ทำการยึดอำนาจ ได้แต่งตั้ง นายพจน์ สารสิน อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ และเลขาธิการซีโต้ (SEATO) มาเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราวราวสามเดือน เพื่อจัดการเลือกตั้ง ศ.ส. ครั้งใหม่ให้บริสุทธิ์ยุติธรรม[11]

[แก้] พ.ศ. 2501

[แก้] พ.ศ. 2502

  • 9 กุมภาพันธ์ - จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

[แก้] พ.ศ. 2503

  • 21 พฤษภาคม - จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลงนามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง "ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย" ยกเลิกวันชาติ 24 มิถุนายน แล้วกำหนดให้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยแทน[15][21][16] และให้เปลี่ยนวันที่ 24 มิถุนายนไปเป็น "วันปลูกต้นไม้แห่งชาติ"[22]
  • 8 มิถุนายน - รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศให้ยกเลิกการหยุดราชการในวันที่ 24 มิถุนายน เพราะไม่ได้เป็นวันชาติอีกต่อไปแล้ว[16]

[แก้] หมายเหตุ

  • ในลำดับเหตุการณ์ข้างต้น ระหว่างปี พ.ศ. 2475 ถึง พ.ศ. 2503 ซึ่งปีพุทธศักราชมีการเปลี่ยนแปลงวันเริ่มศักราช จากเดิมเริ่มต้นปีในวันที่ 1 เมษายน แต่หลังจากปี พ.ศ. 2483 ประเทศไทยได้ปรับวันขึ้นปีเป็นวันที่ 1 มกราคม ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลในปีก่อน พ.ศ. 2483 เกิดความสับสนในการเรียงลำดับ

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ thunder.prohosting.com สยาม 2475 - 2490 คณะราษฎร
  2. ^ 2.00 2.01 2.02 2.03 2.04 2.05 2.06 2.07 2.08 2.09 2.10 2.11 2.12 2.13 2.14 2.15 2.16 2.17 2.18 2.19 2.20 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ประวัติการเมืองไทย 2475 - 2550
  3. ^ คือวิญญาณเสรี ปรีดี พนมยงค์ หน้า 111 หนังสือครบรอบ 100 ปี ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส 11 พ.ค. 2543
  4. ^ www.sarakadee.com ยุทธการยึดเมือง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕
  5. ^ คือวิญญาณเสรี ปรีดี พนมยงค์ หน้า 112 หนังสือครบรอบ 100 ปี ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส 11 พ.ค. 2543
  6. ^ รากฐานไทย, ความเป็นมาพรรคการเมืองไทย, เว็บไซต์รากฐานไทย
  7. ^ สารคดี, วันนี้ในอดีต: 25 สิงหาคม, นิตยสารสารคดี, 25 สิงหาคม พ.ศ. 2550
  8. ^ www.pridi-fo.th.com ปฏิทินชีวิต นายปรีดี พนมยงค์
  9. ^ อนุสรณ์ ธรรมใจ, ปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ พุทธศักราช 2547, 24 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ณ ห้องประชุมใหญ่ สถาบันปรีดี พนมยงค์ กรุงเทพมหานคร
  10. ^ 10.0 10.1 10.2 บทความ เมรุคราวกบฎบวร: เมรุสามัญชนครั้งแรกกลางท้องสนามหลวง ชาตรี ประกิตนนทการ - นิตยสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 เม.ย. - มิ.ย. 2550
  11. ^ 11.0 11.1 11.2 11.3 11.4 11.5 11.6 การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ, เสน่ห์ จามริก
  12. ^ 12.0 12.1 12.2 geocities.com/siamintellect ชีวประวัติ ปรีดี พนมยงค์
  13. ^ ประชาไท, ชาตรี ประกิตนนทการ : สถาปัตย์คณะราษฎร บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิแห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ย่อหน้า 8), ประชาไท, 19 กันยายน พ.ศ. 2550
  14. ^ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1401, 1402 วันที่ 22 และ 29 มิ.ย. 2550 (ผ่านหนังสือ จากสยามเป็นไทย: นามนั้นสำคัญมากฉะนี้หรือ? เอกสารวิชาการ โครงการตลาดวิชา มหาวิทยาลัยชาวบ้าน หน้า 8 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ)
  15. ^ 15.0 15.1 เกษียร เตชะพีระ, 20 พฤษภาฯ วันสิ้น(วัน)ชาติ, มติชน ปีที่ 26 ฉบับที่ 9310, 5 กันยายน พ.ศ. 2546 (อ้างผ่านเว็บไซต์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า)
  16. ^ 16.0 16.1 16.2 พิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย, เพลงวันชาติ 24 มิถุนายน, เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย
  17. ^ ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 55 วันที่ 1 สิงหาคม 2481 หน้า 1122 (ผ่านหนังสือฟ้าเดียวกัน ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย. 2547 หน้า 72 บทความ ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนา ถึง 5 ธันวา โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล)
  18. ^ 18.0 18.1 ทหารกับการเมืองในอุษาคเนย์: ศึกษาเปรียบเทียบในกรณีของ ไทย พม่า อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (บรรณาธิการ)
  19. ^ 19.0 19.1 บทบาทเส้นทางประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญในระบบประชาธิปไตยไทย, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
  20. ^ 50 ปีการประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, นิตยสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย. 2548
  21. ^ ประชาไท, บรรยากาศงานรำลึกวันชาติ 24 มิ.ย. ลานปักหมุดประชาธิปไตยเหงา, ประชาไท, 25 มิถุนายน พ.ศ. 2550
  22. ^ สารคดี, วันนี้ในอดีต: 14 กรกฎาคม, สารคดี, 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] บุคคลที่เกี่ยวข้อง

เครื่องมือส่วนตัว