พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
ข้อมูล
วันประสูติ 2 เมษายน พ.ศ. 2420
วันสิ้นพระชนม์ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496
พระอิสริยยศ พระวรวงศ์เธอ
พระราชบิดา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์
พระมารดา หม่อมสุภาพ กฤดากร ณ อยุธยา
ชายา เจ้าหญิงทิพวัน ณ เชียงใหม่
เจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่
หม่อมเจ้าผจงรจิตร์ กฤดากร
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช (2 เมษายน พ.ศ. 2420-16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496) อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำกบฏบวรเดชพยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร เมื่อ พ.ศ. 2476

เนื้อหา

พระประวัติ [แก้]

พระนามเดิม หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ ที่ประสูติแต่ หม่อมสุภาพ กฤดากร ณ อยุธยา[1]

หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร สำเร็จการศึกษาวิชาทหารจากเยอรมนี และรับราชการทหาร ทรงเสกสมรสกับ เจ้าหญิงทิพวัน ณ เชียงใหม่ ธิดาของเจ้าเทพดำรงรักษาเขตกับเจ้าแม่พิมพา กนิษฐาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เมื่อ พ.ศ. 2445 จากนั้นทรงรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 3 ปี หม่อมเจ้าบวรเดชได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปราชมณฑลพายัพ ที่เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2458-2462 และดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เมื่อ พ.ศ. 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สถาปนาเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เมื่อ พ.ศ. 2472

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในปลายปี พ.ศ. 2474 เนื่องจากทรงขัดแย้งกับจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพบก[2]

คณะกู้บ้านเมือง และกบฏบวรเดช [แก้]

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เกิดความแตกแยกในคณะราษฎร พระยาพหลพลพยุหเสนา ก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล พระยามโนปกรณ์นิติธาดา และขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เกิดความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับผู้นำในคณะราษฎรหลายครั้งเกี่ยวกับแนวทางการเมืองของประเทศ สาเหตุสำคัญมีอาทิการกำหนดสถานภาพของพระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครองใหม่ จนถึงข้อเสนอของนายปรีดี พนมยงค์ที่เรียกว่า "เค้าโครงเศรษฐกิจ" ซึ่งนำเสนอรัฐสภาและทูลเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เพื่อมีพระราชวินิจฉัย ซึ่งทรงวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยทรงเห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อพื้นฐานทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความวุ่นวายได้ ขณะที่ฝ่ายคณะราษฎรถือว่าปฏิกิริยาดังกล่าวเป็นการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและเป็นความต้องการรักษาอำนาจของ "ฝ่ายศักดินา" หรือ "ระบอบเก่า" ความขัดแย้งดังกล่าวขยายตัวชัดเจนมากขึ้นจนมีการอภิปรายในรัฐสภาคัดค้านเค้าโครงเศรษฐกิจดังกล่าว กดดันให้นายปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางไปพำนักในฝรั่งเศส ก่อนที่ผู้นำฝ่ายทหารของคณะราษฎรคือ พระพหลพลพยุหเสนา ต้องก่อรัฐประหารเพื่อรักษาอำนาจของคณะราษฎรไว้ ทำให้ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายรุนแรงมากขึ้น[3]

ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงส่งกำลังทหารจากหัวเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางนครราชสีมา อุบลราชธานี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และเพชรบุรี เคลื่อนกำลังทางรถไฟเข้ายึดกองทัพอากาศดอนเมืองได้เมื่อวันที่ 12 และเคลื่อนกำลังทหารเข้ายึดพื้นที่ไปตามแนวคลองบางเขนจนถึงสถานีรถไฟบางเขน เพื่อบีบบังคับให้รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา กระทำตามเงื่อนไข 6 ข้อ ใจความโดยย่อคือ ให้รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้อำนาจรัฐสภามากขึ้นและจำกัดอำนาจของรัฐบาลมิให้กลายเป็นคณะเผด็จการ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของพระองค์เจ้าบวรเดชในครั้งนั้นถูกมองจากฝ่ายนิยมคณะราษฎรว่าเป็นความพยายามในการฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และต่อต้านระบอบประชาธิปไตย

ในเวลาเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลได้มอบหมายให้ พันโทหลวงพิบูลสงคราม รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บังคับกองผสมทำการรุกตอบโต้ จนทหารบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก จนถึงวันที่ 15 กำลังทหารหัวเมืองได้ถอนกำลังออกจากดอนเมือง เคลื่อนที่ไปยังปากช่องอันเป็นที่มั่นด่านสุดท้าย ขณะที่กองหน้าของกองบังคับการผสมได้ติดตามไปจนถึงสถานีปากช่อง และ พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) แม่ทัพซึ่งรับหน้าที่เป็นกองระวังหลัง ถูกยิงเสียชีวิตบนทางรถไฟใกล้สถานีหินลับ อำเภอปากช่อง

เมื่อที่มั่นแห่งสุดท้ายคือสถานีปากช่องถูกยึด และแม่ทัพเสียชีวิต พระองค์เจ้าบวรเดชและพระชายาจึงเสด็จหนีโดยทางเครื่องบินจากฐานบินโคราช มีหลวงเวหนเหิรเป็นนักบิน ไปขอลี้ภัยทางการเมืองที่เมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงย้ายไปประทับที่ประเทศกัมพูชา และเสด็จกลับประเทศไทยพร้อม หม่อมเจ้าผจงรจิตร์ กฤดากร พระชายา เมื่อ พ.ศ. 2491[4]

พระโอรส-ธิดา [แก้]

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงเสกสมรสกับ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ [แก้]

เชิงอรรถ [แก้]

  1. การแต่งงานกับน้องสาวร่วมสายโลหิต หรือญาติใกล้เคียงกันเป็นวัฒนธรรมของบางราชวงศ์ในเอเชีย เพื่อรักษาให้สายเลือดบริสุทธิ์ บุตรที่เกิดจากการสมรสแบบนี้เรียก "อุภโตสุชาติ" มีสายเลือดที่บริสุทธิ์ตามคติความเชื่อของตะวันออกที่ได้รับวัฒนธรรมจากอินเดีย ในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ได้ยกพระราชธิดา คือ เจ้าฟ้าหญิงนุ่ม (ต่อมาสถาปนาขึ้นเป็นกรมขุนพิศาลเสนี) ให้เป็นพระชายาของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (คือเจ้าฟ้ากุ้ง) โดยที่เจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์นี้เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องต้องห้ามในประเทศตะวันตกทั่วไป และในทางตะวันออกส่วนใหญ่ เช่น จีน บางประเทศมีกฎหมายถึงขั้นมีโทษ โดยห้ามให้พี่น้องสายเลือดใกล้เคียงกัน ร่วมบิดา ร่วมมารดา หรือร่วมทั้งบิดาและมารดาเดียวกัน แต่งงานกัน วัฒนธรรมนี้สำหรับสังคมตะวันออก ต้องห้ามในบรรดาประชาชนทั่วไปเช่นกัน ยกเว้นแต่ราชวงศ์บางประเทศ ที่มีความเชื่อเรื่องความบริสุทธิ์ของสายเลือด

    สัณนิษฐานว่า แนวคิดนี้รับมาจากวัฒนธรรมอิยิปต์โบราณ ที่กษัตริย์จะสมรสกับพระขนิษฐาร่วมบิดา หรือร่วมทั้งบิดามารดาเดียวกันด้วย วัฒนธรรมอิยิปต์โบราณนั้น กษัตริย์หรือ ฟาโรห์ จะอภิเศกสมรสกับพระราชธิดาของตนเองด้วย เช่น ฟาโรห์รามเซส ที่ 2 (1302 BC - 1213 BC) ที่อภิเษกกับพระราชธิดาของพระองค์ทั้ง 3 พระองค์ เป็นต้น ความเชื่อนี้ยังมีในวัฒนธรรมอินเดีย ที่ต้องการรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือดของกษัตริย์ บุตรที่เกิดจากการสมรสนี้ เป็น ผู้มีสายเลือดอันบริสุทธิ์เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์สืบสันติวงศ์ ต่อไป

อ้างอิง [แก้]