เมืองพวน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เมืองพวน (Muang Phuan) เป็นเขตการปกครองที่มีสถานะเป็นอาณาจักรหนึ่งในประเทศลาว ซึ่งปัจจุบันเป็นตำแหน่งของแขวงเชียงขวาง ประชากรในเมืองพวนเรียกว่าชาวไทพวนเป็นกลุ่มชาติพันธ์ในกลุ่มไท-ลาวที่อพยพมาจากจีนตอนใต้ และตั้งตัวเป็นอิสระตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 โดยมีเมืองเชียงขวางเป็นเมืองหลวง มีบทบาทในการค้าโลหะและของป่า ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 เมืองพวนอยู่ภายใต้การคุ้มครองของอาณาจักรล้านช้างในสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม[1][2]

นอกจากการเสียเครื่องราชบรรณาการให้ล้านช้างแล้ว เมืองพวนยังคงรักษาการปกครองของตนไว้ได้ มีศิลปะทางพุทธศาสนาเป็นของตนเอง ต่อมาเมื่อสยามแผ่อิทธิพลข้ามแม่น้ำโขงเข้าควบคุมล้านช้าง เมืองพวนกลายเป็นรัฐกันชนระหว่างสยามกับไดเวียด และสยามได้กวาดต้อนชาวพวนจำนวนหนึ่งเข้ามาอยู่ในสยาม ต่อมาในราว พ.ศ. 2413 เมื่อกองทัพฮ่อที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มกบฏไท่ผิงที่ถูกทางการจีนปราบ ได้เข้ามาโจมตีหลวงพระบางและล้านช้าง เมืองพวนเองถูกกองทัพฮ่อโจมตีจนเสียหายไปมากเช่นกัน

จากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2436 เชียงขวางถูกกำหนดให้อยู่ในเขตแดนของอินโดจีนฝรั่งเศส และต่อมาจึงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศลาว

ตามตำนานพงศาวดาร กล่าวไว้ว่า "ขุนบูลม(ขุนบรมราชาธิราช)ซึ่งปกครองเมืองแถน มีมเหสีสององค์ องค์หนึ่งชื่อพระนางเอ็ดแคง มีโอรสสี่องค์ อีกองค์ชื่อพระนางยมพาลา มีโอรสสามองค์ รวมขุนบูลม มีโอรสทั้งหมดเจ็ดพระองค์ ดังนี้"

๑.ขุนลอ ให้ไปสร้างเมืองชวา(เมืองเส้า หรือเมืองหลวงพระบาง)

๒.ยี่ผาล้าน ให้ไปสร้างเมืองหัวแต(เมืองหนองแส หรือเมืองประคึง)

๓.สามจูสง ให้ไปสร้างเมืองแกวช่องบัว(เมืองบัวชุม)

๔.ไสผง ให้ไปสร้างเมืองยวนโยนกเชียงแสน

๕.งัวอิน ให้ไปสร้างเมืองอโยธยา

๖.ลกกลม ให้ไปสร้างเมืองเชียงคม(เมืองอินทปัต)

๗.เจ็ดเจิงหรือเจ็ดเจือง น้องคนสุดท้อง ให้ไปสร้างเมืองพวนเชียงขวาง

ตั้งแต่สมัยเจ้าเจ็ดเจืองได้สร้างบ้านแปงเมือง และปกครองต่อๆกันมา พอจะลำดับกษัตริย์พวนได้ดังนี้

องค์ที่ ๑. เจ้าเจ็ดเจือง

องค์ที่ ๒. เจ้าเจ็ดจอน

องค์ที่ ๓. เจ้าเจ็ดจอด

องค์ที่ ๔. เจ้าเจ็ดจิว รัชสมัยเจ้าเจ็ดจิวนี้ ได้แนะนำให้ประชาชนประดิษฐ์ไถด้วยเหล็ก และคราดด้วยไม้ โดยเอาควายมาไถและคราดนา แต่ก็ยังสืบต่อการบวงสรวง เลี้ยงผีตามฮีตครองของศาสนาพราหมณ์ต่อไป

องค์ที่ ๕. เจ้าเจ็ดจัน

องค์ที่ ๖. เจ้ายอดยอคำ

องค์ที่ ๗. เจ้าพระยีหิน หรือเจ้าเจ็ดยี

องค์ที่ ๘. เจ้าพระคือ

องค์ที่ ๙. เจ้าคำลูน ในรัชกาลนี้ได้ออกไปเยี่ยมยามประชาชนในทั่วราชอาณาจักร และได้สั่งสอนชาวพวนและชาวขมุจงได้สามัคคีและฮักแพงกัน โดยปล่อยใหชาวเผ่าขมุตัดต้นไม้ถางป่าเพื่อทำไร่ไถนา และเมื่อเห็นชาวพวนขุดบ่อเหล็กเพื่อผลิตเครื่องมือก็ได้แนะนำให้ประชาชชนใช้เหล็กทำพะเนียงไถเพื่อสะดวกในการไถนา และเมื่อเห็นว่าบ่อเหล็กนั้นมีผีรักษาเมื่อขุดเอาเหล็กมาแล้วก็ต้องฆ่าหมูและควายเพื่อเลี้ยงผีไปพร้อมกัน เมื่อเจ้าคำลูนรู้ว่ามีบ่อทองคำอยู่บ้านนาหมื่น จึงพากันไปหาประชาชนเพื่อฆ่าคนเลี้ยงผีปีละหนึ่งคน แล้วขุดเอาแร่มาปั่นเป็นทองคำได้เท่าใดให้แบ่ง1/10มาให้แก่ตน เพื่อสร้างพระคลังของเจ้าชีวิต นอกจากนั้นก็เห็นว่า บ่อน้ำเที่ยง ที่เรียกกันว่า ท่าพังพาย เป็นบ่อนเข็ดยำ จึงได้พาประชาชนเอาดอกไม้ ธูป เทียนไปบูชาในวันสำคัญของชาติ อีกหนึ่งก็เพื่อความม่วนชื่นและเพิ่มเสบียงอาหาร นอกจากนี้เจ้าคำลุนยังได้ชักชวนประชาชนไปตัดคอน วังหลัก ในน้ำงิ้วที่อยู่ใต้เมืองเชียงขวางเพื่อหาปลาด้วยทุกวิธี เมื่อได้ปลามาแล้วก็เอามารวมกันแล้วแบ่ง1/10ของปลาที่จับได้ ไปถวายให้แก่เจ้าชีวิต

องค์ที่ ๑๐. เจ้าคำเพ็ง

องค์ที่ ๑๑. เจ้าคำขอด

องค์ที่ ๑๒. เจ้าคำฮอง

องค์ที่ ๑๓. เจ้าคำแจก

องค์ที่ ๑๔. เจ้าคำฝั้น ซึ่งมีพระโอรสสององค์ คือเจ้าเฮือ และเจ้าคำพิน สำหรับเจ้าเฮือนั้น เมื่อพระบิดาสวรรคต ก็ได้ขึ้นครองราชย์แทนเป็นการชั่วคราว เมื่อเจ้าคำพินทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าคำพิน ซึ่งเป็นพระอนุชาครองต่อไป อาจจะเป็นเพราะเจ้าเฮือมีพระมารดาเป็นสามัญชนไม่ได้มาจากเชื้อสายเจ้า ซึ่งมีฐานันดรต่างจากพระมารดาของเจ้าคำพิน ซึ่งเป็นมเหสีของเจ้าคำฝั้นผู้เป็นพระบิดา เจ้าคำเฮือจึงครองเมืองพวนเพียงรักษาการณ์

องค์ที่ ๑๕. เจ้าคำพิน

องค์ที่ ๑๖. เจ้าคำทน

องค์ที่ ๑๗. เจ้าคำติดสาก

องค์ที่ ๑๘. เจ้าคำคอน

องค์ที่ ๑๙. เจ้าคำล้วน

องค์ที่ ๒๐. เจ้าหน้า

องค์ที่ ๒๑. เจ้าคำท้าว

องค์ที่ ๒๒. เจ้าคำเค้า

องค์ที่ ๒๓. เจ้าคำผง เมื่อถึงเจ้าคำผงนั้น ทางการได้ตรวจสอบและทราบปีศักราชได้ชัดเจนแล้ว ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ปี พ.ศ. ๑๘๓๒ แห่งอาณาจักรสุโขทัย และในช่วงรัชกาลของเจ้าคำผงนั้น ได้มีเหตุการณ์ที่ได้บันทึกไว้หลายเหตุการณ์ ในเวลานั้นที่ประเทศอานนาม(เวียดนาม)ได้มีพระโอรสในจักรพรรดิเวียดนาม(ราชวงศ์เล)ชื่อ เลย์ ยุยมัด ที่พยายามแย่งชิงราชสมบัติจากพี่ชายแต่ไม่สำเร็จ จึงได้พาน้องสาวชื่อว่า นางบาโก หนีมาพึ่งบารมีของกษัตริย์พวน และยกน้องสาวของตนให้แก่เจ้าคำผงเพื่อเป็นมเหสี และก็ได้ขอเอากำลังพลของเมืองพวนกลับไปตีเอาราชสมบัติจากพี่ชายของตนที่อานนาม แต่ก็ปราชัยอีกครั้ง จึงกลับคืนมาเชียงขวางแล้วฆ่าตัวตายติดกับข้างคุ้มของเจ้าชีวิต นางบาโกน้องสาวจึงได้ปลูกหอใส่ที่ตรงนั้นเพื่อรำลึกถึงบุญคุณของพี่ชาย แล้วสืบต่อการถวายการสักการะบูชาในกาลต่อมา หลังจากนั้นเจ้าชีวิตแกวก็ได้มาตีเมืองพวน เจ้าคำผงปราชัยต่อแกว จึงยอมเอาเมืองพวนไปขึ้นต่อประเทศแกวอานนาม

องค์ที่ ๒๔. พระเจ้าเขียวคำยอ หรือคำยอยก (พ.ศ.๑๘๙๕-๑๙๔๕) เมื่อเจ้าคำยอยกเติบใหญ่ขึ้นมาได้ลักลอบเล่นชู้ต่อหม่อมของเจ้าคำผงพระราชบิดา เมื่อเจ้าคำผงทราบเรื่องราวจึงได้ขับไล่เจ้าคำยอยกให้ออกจากเมืองพวนไป เจ้าคำยอยกได้ไปอาศัยที่เมืองบอริคัน โดยอาศัยการช่วยเหลือจากประชาชนแขวงคำม่วน,เมืองจำพอนและเมืองเซโปน เป็นผู้พิทักษ์รักษาดูแลและอุปการะ ครั้นตกมาถึง ค.ศ.1349 เจ้าคำยอยกจึงได้กลับคืนเมืองเชียงขวางพร้อมกับกองทัพใหญ่ของพระเจ้าฟ้างุ้ม ตีเมืองพวนชนะผู้เป็นราชบิดา จึงได้ครองราชสมบัติสืบต่อจากราชบิดา เมื่อได้ครองราชย์แล้วจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นเจ้าเขียวคำยอ จากนั้นพระเจ้าฟ้างุ้มได้ขอกำลังไพร่พลของเมืองพวนไปรบกับพญาสุวรรณคำผงที่เมืองเชียงดง เชียงทองและตีต่อไปยึดเอาได้เมืองเชียงใหม่,ลำพูน,ลำปางและที่อื่นๆที่มีคนลาวอาศัยอยู่ อีกหนึ่งในบั้นสุดท้ายเมื่อพระเจ้าฟ้างุ้มเห็นว่าเจ้าเขียวคำยอแห่งเมืองพวน ไม่ได้ส่งกองทัพพวนไปช่วยคราวศึกสงครามครั้งหลังๆ จึงได้ยกกองทัพกลับมาตีเมืองพวน แล้วก็ได้จับเอาธิดาของเจ้าเขียวคำยอสองคนไปกักตัวไว้ที่เมืองเชียงดง เชียงทอง

องค์ที่ ๒๕. พระเจ้าอิสระเชษฐา พระเจ้าล้านคำกอง (พ.ศ.๑๙๔๕-๑๙๖๕) ในรัชกาลนี้ได้ทรงตั้งตนอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงมีเดชานุภาพและมีแต่ประชาชนรักใคร่ได้ปรับปรุงกฎหมายขึ้นมาใหม่ เรียกว่า กฎหมายล้านคำกอง เพื่อปกครองบ้านเมืองให้มีความสงบเรียบร้อย ได้นำเอาพุทธศาสนาและพระพุทธรูปทองคำองค์หนึ่งมาจากเมืองหงสาวดีเพื่ออุปฐาก เพื่อให้พุทธศาสนาได้รับการนับถือ พระองค์จึงได้ส่งคนเฉลียวฉลาดไปเรียนฮีตครองในศาสนาและวิธีการก่อสร้างวัดวาอารามจากเมืองอินทปัตนคร(เขมร) และได้ชักชวนพุทธศาสนิกชนสร้างวัดสีพม, วัดเพียวัด, วัดบุนกอง, วัดจอมเพ็ด และวัดธาตุฝุ่นขึ้นไว้ที่เมืองเชียงขวาง ในรัชกาลนี้ได้ชักชวนประชาชนให้เข้ามานับถือพระพุทธศาสนา แต่ก็ยังให้ประชาชนจัดตั้งหอมเหสักข์หลักเมืองขึ้น12หอ โดยการฆ่าควายเลี้ยงตามประเพณีดั้งเดิมที่เจ้าชีวิตเก่าเคยนำพาปฏิบัติกันมา เห็นเป็นดังนี้พระสงฆ์ทั้งหลายและเหล่าเสนาอำมาตย์ราชปุโรหิต ได้พร้อมใจกันราชาภิเษกพระองค์ และถวายพระนามว่า พระเจ้าอิสระเชษฐา แล้วตั้งชื่อเมืองเชียงขวางใหม่ว่า นครเชียงขวางราชธานี ในรัชสมัยนั้นเมืองพวนมีความรุ่งเรืองมาก จนเลื่องลือโด่งดังไปถึงเมืองอื่น จนพระเจ้าสามแสนไท(อุ่นเรือน)แห่งอาณาจักรหลวงพระบางทรงทราบ จึงได้ส่งราชฑูตมาขอเป็นมิตรไมตรี พร้อมได้ส่งราชธิดาสององค์ของพระเจ้าเขียวคำยอที่พระเจ้าฟ้างุ้มได้นำเอาไปกักขังไว้นั้น คืนมาให้แก่พระเจ้าอิสระเชษฐา และพร้อมเดียวกันก็ได้ขอนำเอากองทัพพวนไปช่วยตีกับเมืองพม่า

องค์ที่ ๒๖. พระเจ้าผ้าขาว หรือเจ้าคำอุ่นเมือง (พ.ศ.๑๙๖๕-ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๒๗. พระมหาเทพีเจ้าหญิงคำอ่อน หรือพระนางผมดำ (พ.ศ.ไม่แน่ชัด-๒๑๐๓)

องค์ที่ ๒๘. เจ้าคำด่อน (พ.ศ.๒๑๐๓-๒๑๙๓)

องค์ที่ ๒๙. เจ้าคำสั้น (พ.ศ.๒๑๙๓-ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๓๐. เจ้าคำทง (ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๓๑. เจ้าคำภีรวงศ์ (ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๓๒. เจ้าคำล้วน (พ.ศ.๒๒๓๐-ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๓๓. เจ้าคำพุทธา (ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๓๔. เจ้าคำศรัทธา (ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๓๕. เจ้าบุนลังไท (ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๓๖. เจ้าบุญรอด (ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๓๗. เจ้าบุญถง (ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๓๘. เจ้าบุญจันทร์ (ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๓๙. เจ้าคำอุ่นเมือง (ไม่แน่ชัด)

องค์ที่ ๔๐. เจ้าองค์หล่อ (ไม่แน่ชัด)

แงค์ที่ ๔๑. เจ้าสีพม (พ.ศ.๒๓๒๒-๒๓๒๔)

องค์ที่ ๔๒. เจ้าหน่อเมือง (พ.ศ.๒๓๒๔-๒๓๒๕)

องค์ที่ ๔๓. เจ้าชมภู (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๔๔)

องค์ที่ ๔๔. เจ้าเชียง (พ.ศ.๒๓๔๔-๒๓๔๕)

องค์ที่ ๔๕. เจ้าสุทกะสุวัณนะกุมาร หรือเจ้าน้อย (พ.ศ.๒๓๔๕-๒๓๗๔)

องค์ที่ ๔๖. เจ้าสาร (พ.ศ.๒๓๗๔-๒๓๙๑)

องค์ที่ ๔๗. พระเจ้าอิสระเชษฐา หรือเจ้าโป้ (พ.ศ.๒๓๙๑-๒๔๐๘)

องค์ที่ ๔๘. พระเจ้าอึ่ง (พ.ศ.๒๔๐๘-๒๔๑๙)

องค์ที่ ๔๙. เจ้าขันตี (พ.ศ.๒๔๑๙-๒๔๓๖)

องค์ที่ ๕๐. เจ้าคำโง่น กษัตริย์องค์สุดท้ายของเมืองพวน (พ.ศ.๒๔๓๖-๒๔๗๓)

อ้างอิง[แก้]

  1. Provincial Tourism Department Xieng Khouang, A Guide to Xieng Khouang
  2. <Martin Stuart-Fox The Lao Kingdom of Lao Xang: Rise and Decline, White Lotus Press, 1998

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

หนังสือประวัติศาสตร์อาณาจักรพวน โดย เจ้าคำหลวง หน่อคำ

หนังสือพงศาวดารพวน โดย เจ้าคำหมั้น วงกดรัตนะ