ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศในอเมริกาเหนือ ติดกับแคนาดาทางเหนือ และเม็กซิโกทางใต้ เดิมมีชาวอินเดียนพื้นเมืองอาศัยอยู่นานแล้ว จนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกาในค.ศ. 1492 ทำให้ชาวยุโรปเริ่มจะแสวงหาผลประโยชน์จากดินแดนใหม่ เพื่อหาสินค้าที่มีค่ากลับไปขายในยุโรป จนนำไปสู่การตั้งรกรากของชาวยุโรป สหรัฐอเมริกานั้นพัฒนามากจากอาณานิคมสิบสามรัฐของบริเตน ซึ่งประกาศตนเป็นเอกราชในค.ศ. 1776 และแผ่ขยายดินแดนไปทางตะวันตกเรื่อยๆ โดยการซื้อดินแดนจากชาวพื้นเมืองและฝรั่งเศส รวมทั้งทำสงครามกับเม็กซิโก จนมีอาณาเขตจรดมหาสมุทรแปซิฟิคในค.ศ. 1848

เนื้อหา

[แก้] สมัยก่อนโคลัมบัส

นักวิทยาศาตร์ตั้งสมมุติฐานว่ามนุษย์มาถึงทวีปอเมริกาครั้งแรกเมื่อ 40,000 ถึง 14,000 ปีก่อนในยุคน้ำแข็ง เพราะระดับน้ำทะเลลดลงทำให้ช่องแคบแบริ่งตื้นเขิน ทำให้ชาวเอเชียอพยพเข้ามากลายเป็นชาวอินเดียนพื้นเมืองต่างๆทั้งทวีปอเมริกาในปัจจุบัน

ผิดกลับอเมริกากลาง ในอเมริกาเหนือชาวพื้นเมืองไม่ได้สร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ดังเช่นอัซเทคหรืออินคา แต่เป็นชนเผ่าเร่ร่อนล่าสัตว์ (Hunter-gatherers) หรือบางพวกก็ตั้งถิ่นฐานทำเกษตรกรรม อารยธรรมเกษตรกรรมในอเมริกาเหนือที่พัฒนามากที่สุดคือวัฒนธรรมมิสซิสซิปปี (Mississipian Culture) ในประมาณค.ศ. 1000 ถึง ค.ศ. 1400 มักจะสร้างมูลดินขึ้นมาเพื่ออยู่อาศัยและพิธีกรรมศาสนา จึงเรียกว่า พวกสร้างมูลดิน (Mound-builders) ชุมชนที่ใหญ่ที่สุดของวัฒนธรรมมิสซิสซิปปี คือคาโฮเกีย (Cahokia) ในมลรัฐอิลลินอยส์

[แก้] อาณานิคมของยุโรป

แม้โคลัมบัสจะพบทวีปอเมริกาในค.ศ. 1492 แต่ก็วนเวียนอยู่ในหมู่เกาะแคริบเบียนเท่านั้น ในค.ศ. 1513 ฮวน พองซ์ เดอ ลีออง (Juan Ponce de Léon) นักสำรวจชาวสเปนมาฟลอริดาเพื่อค้นหาน้ำพุแห่งความเยาว์วัย (Fountain of Youth) สเปนเป็นชาติแรกที่ตั้งอาณานิคมในอเมริกา แต่แค่ผิวชายฝั่ง ไม่เข้าไปลึกมาก ในค.ศ. 1540 เดอ โคโรนาโด (Francisco Vásquez de Coronado) ชาวสเปนสำรวจทะเลทรายทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ พบแกรนด์แคนยอน

ส่วนอังกฤษนั้นตั้งอาณานิคมแรกคือเจมส์ทาวน์ (Jamestown) ในค.ศ. 1607 ตั้งชื่อตามพระนามพระเจ้าเจมส์ที่ 1 โดยบริษัทลอนดอนเวอร์จิเนีย (London Virginia Company) ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นมลรัฐเวอร์จิเนีย ในปีแรกๆฤดูหนาวนั้นหนาวเหน็บผู้คนล้มตายเพราะขาดอาหาร แต่ด้วยความช่วยเหลือของชาวพื้นเมือง ทำให้อาณานิคมยังอยู่รอด และได้ยาสูบ (tobacco) เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ ปลูกเป็นไร่ขนาดใหญ่ (Plantation) มีการนำทาสผิวดำจากแอฟริกามาใช้

ในอังกฤษเกิดสงครามกลางเมืองอังกฤษและการกดขี่ศาสนา ทำให้พวกนิกายต่างๆหลบหนีมาอเมริกาเพื่อตั้งรกราก พวกพิลกริม (Pilgrim) นั่งเรือเมย์ฟลาวเวอร์ (Mayflower) มาตั้งอาณานิคมพลีมัธ (Plymouth) ประกาศ Mayflower Compact เพื่อปกครองตนเอง พวกกลุ่มเพียวริตัน ได้รับการกดขี่ในอังกฤษหนีมาตั้งอาณานิคมอ่าวแมสซาชูเซตต์ (Massachusette Bay) เพื่อสร้างดินแดนในอุดมคติของนิกายพิวริตัน ในค.ศ. 1675 ชาวอาณานิคมทำสงครามอย่างชาวพื้นเมืองอย่างดุเดือดในสงครามพระเจ้าฟิลิป (King Philip's War) ทำให้ชาวพื้นเมืองและชาวอาณานิคมล้มตายมากมาย อาณานิคมพลีมัธและแมสซาชูเซตรวมกันในค.ศ. 1691 รวมเรียกว่า อังกฤษใหม่ (New England)

ชาติอื่นก็มาตั้งอาณานิคมเช่นกัน ในค.ศ. 1638 สวีเดนตั้งอาณานิคมเดลาแวร์ แต่ถูกฮอลันดายึด ฮอลันดาตั้งอาณานิคมเนเธอร์แลนด์ใหม่ (New Netherlands) ประกอบด้วยนิวอัมสเตอร์ดาม (New Amsterdam กลายเป็นนิวยอร์ก) นิวเจอร์ซีย์ เดลาแวร์ และเพนซิลเวเนีย การแข่งขันระหว่างอังกฤษและฮอลันดาทำให้เกิดสงครามอังกฤษ-ฮอลันดา ในค.ศ. 1652 ถึง ค.ศ. 1674 อังกฤษยึดนิวอัมสเตอร์ดามได้ในค.ศ. 1664 และสนธิสัญญาบรีดาในค.ศ. 1667 ยกนิวเนเธอร์แลนด์ให้อังกฤษ

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษทรงพระราชทานรางวัลแก่ผู้ที่ช่วยพระองค์ขึ้นกลับครองบัลลังก์ โดยทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าครองที่ดินในค.ศ. 1663 (Lord Proprietor) เพื่อไปตั้งอาณานิคมส่วนตัวในอเมริกาทางใต้ของเวอร์จิเนีย กลายเป็นแคโรไลนา (Carolina) ซึ่งเป็นสถานที่ปลูกพืชเขตร้อนมีค่า เช่น อ้อย และใช้ทาสผิวดำจำนวนมากเป็นแรงงาน แต่การกดขี่พวกอูเกอโนต์ในฝรั่งเศสและอาณานิคม ทำให้พวกอูเกอโนต์หลบหนีมาอยู่อาณานิคมอังกฤษ ทำให้สองชาติเกิดความขัดแย้งแย่งที่ทำมาหากิน

สงครามใหญ่สี่ครั้ง สงครามในยุโรปลุกลามมาถึงอาณานิคมด้วย ในค.ศ. 1689 สงครามมหาสัมพันธมิตร (War of the Grand Alliance) เมื่อชาติต่างๆรวมทั้งอังกฤษรวมตัวกันต่อต้านฝรั่งเศส กลายเป็นสงครามพระเจ้าวิลเลียม (King William's War) ในอาณานิคม อังกฤษยึดพอร์ต รอยัล (Port Royal) ในอคาเดีย (Acadia) ของฝรั่งเศส และบุกคิวเบก เมืองหลวงของอาณานิคมฝรั่งเศส แต่ไม่สำเร็จและถูกยึดพอร์ตรอยัลคืน จนสงครามในยุโรปสิ้นสุดในค.ศ. 1697

ในค.ศ. 1702 สงครามสืบราชสมบัติสเปน (War of the Spanish Succession) กลายเป็นสงครามพระนางแอนน์ (Queen Anne's War) ในอาณานิคม ด้วยความช่วยเหลือของเผ่าอิโรคอยส์ ทำให้บริเตนได้อคาเดีย ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นสกอตแลนด์ใหม่ หรือโนวา สโกเทีย (Nova Scotia) และอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) อันเป็นแหล่งขนบีเวอร์สำคัญ

ในค.ศ. 1739 บริเตนทำสงครามกับสเปนในสงครามหูของเจงกินส์ (War of Jenkin's Ear) ในค.ศ. 1740 สงครามสืบราชสมบัติออสเตรีย (War of the Austrian Succession) กลายเป็นสงครามพระเจ้าจอร์จ(King George's War) ในอาณานิคมเมื่อฝรั่งเศสเข้าพวกสเปน อังกฤษยึดหลุยส์บอร์ก (Louisbourg) จากฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสบุกทำลายนิวยอร์ก จนค.ศ. 1748 สงครามสิ้นสุด กลับสู่สภาพเดิม แต่ไม่นานนัก สงครามฝรั่งเศสและอินเดียน (French and Indian Wars) คู่กับสงครามเจ็ดปี (Seven Years' War) ในยุโรป ในตอนแรกบริเตนพ่ายแพ้ยับเบิน แต่มองต์คาล์ม (Montcalm) นำทัพอาณานิคมชนะฝรั่งเศสและชาวพื้นเมืองได้ ในค.ศ. 1759 บริเตนขนะฝรั่งเศสในการรบที่ราบอับฮราฮัม (Plains of Abraham) ยึดเมืองคิวเบกได้ ในค.ศ. 1763 สนธิสัญญาปารีส ยกแคนาดาทั้งหมดให้บริเตน อาณานิคมบริเตนจึงขยายกว้างใหญ่ไพศาล

[แก้] การปฏิวัติอเมริกา

แผนที่ช่วงก่อนปฏิวัติอเมริกา โดยสีชมพูแสดงมลรัฐแรกทั้ง 13 รัฐ

ดูบทความหลักที่ การปฏิวัติอเมริกา

โคลัมบัส เดิมเรือจากยุโรปไปทางทิศตะวันตกเพื่อหาเส้นทางเดินเรือใหม่ เขาไปเจอกับทวีปๆนึง เขาคิดว่าทวีปนั้นคืออินเดีย จนกระทั่งต่อมา ประเทศสเปนกับประเทศโปรตุเกสได้เดินทางลงใต้ ทำให้พบทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งพบทองคำเป็นจำนวนมาก ทำให้สหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศสซึ่งเดินทางไปที่หลัง จำใจต้องขึ้นไปทางทิศเหนือ อังกฤษได้ขึ้นฝั่งที่บริเวณตะวันออก แถบนิวอิงแลนด์ นิวยอร์ก ฝรั่งเศสขึ้นฝั่งที่ตอนกลาง บริเวณลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทั้งสองได้ต่างกันขยายอาณานิคม ทำให้ทั้งสองได้มาประทะกันในที่สุด ทำให้เกิด สงคราม 7 ปี ในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายแพ้อังกฤษ ทำให้อังกฤษเข้ายึดดินแดนเดิมของฝรั่งเศส

[แก้] สหรัฐอเมริกาช่วงแรก (ค.ศ. 1789 ถึง ค.ศ. 1849)

[แก้] แผ่ขยายไปทางตะวันออก (ค.ศ. 1849 ถึง ค.ศ. 1861)

[แก้] สงครามกลางเมือง (ค.ศ. 1861 ถึง ค.ศ. 1865)

[แก้] ปฏิวัติอุตสาหกรรมและแผ่ขยายอาณานิคม (ค.ศ. 1865 ถึง ค.ศ. 1918)

[แก้] เศรษฐกิจตกต่ำและสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1918 ถึง ค.ศ. 1945)

[แก้] สงครามเย็น (ค.ศ. 1945 ถึง ค.ศ. 1991)

[แก้] ดูเพิ่ม

เครื่องมือส่วนตัว