สงครามสืบราชบัลลังก์สเปน
|
|
ลิงก์ข้ามภาษาในบทความนี้ มีไว้เพื่อความสะดวกในการศึกษาเพิ่มเติมของผู้อ่านและผู้ร่วมแก้ไขบทความ เนื่องจากคำดังกล่าวยังไม่มีบทความในภาษาไทย ป้ายนี้จะถูกนำออกเมื่อมีเนื้อหาพอสมควรแล้ว |
| สงครามสืบราชบัลลังก์สเปน | |||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
ในศึกอ่าววิโก, อังกฤษและเนเธอร์แลนด์ทำลายกองทัพเรือขนสมบัติของสเปน ยึดเครื่องเงินที่สเปนได้มาจากโบลิเวียเป็นจำนวน ประมาณหนึ่งล้านปอนด์สเตอร์ลิง |
|||||||
|
|||||||
| คู่ขัดแย้ง | |||||||
จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์:
|
ฮังการี |
||||||
| ผู้บังคับบัญชา | |||||||
|
|
||||||
| กำลัง | |||||||
| 232,000 คน[2] | ฝรั่งเศส 373,000 คน[3] | ||||||
| กำลังพลสูญเสีย | |||||||
| ประมาณ 400,000 คน (เสียชีวิต) |
|||||||
สงครามสืบราชบัลลังก์สเปน (ภาษาอังกฤษ: War of the Spanish Succession) (ค.ศ. 1702–ค.ศ. 1714) ซึ่งรวมทั้ง สงครามพระราชินีนาถแอนน์ (Queen Anne's War) ใน ทวีปอเมริกาเหนือเป็นสงครามครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของทวีปยุโรปเกี่ยวกับปัญหาการสืบสันติวงศ์ของบัลลังก์สเปน ซึ่งเป็นผลให้มีการเปลี่ยนความสมดุลทางอำนาจในยุโรป ผู้เป็นผู้นำทางทหารที่สำคัญๆ ในสงครามครั้งนี้ก็ได้แก่โคลด ลุยส์ เฮคเตอร์ แห่งวิลลาร์ส, เจมส์ ฟิทซเจมส์ ดยุคแห่งเบอร์วิคที่ 1, จอห์น เชอร์ชิลล์ ดยุคแห่งมาร์ลเบรอที่ 1 และเจ้าชายยูจีนแห่งซาวอย
ในปี ค.ศ. 1700 สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งสเปนสวรรคตและทรงทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างให้ดยุคแห่งอองชู พระนัดดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส และผู้กลายมาเป็นสมเด็จพระเจ้าฟิลิปที่ 5 แห่งสเปน สงครามจึงค่อยๆ ประทุขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิเลโอโปลด์ที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์แห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์กทรงต่อสู้เพื่อรักษาบัลลังก์สเปนไว้กับฮับส์บูร์ก เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เริ่มขยายดินแดนอย่างรวดเร็ว ประเทศอื่นๆ ในยุโรปโดยเฉพาะราชอาณาจักรอังกฤษ โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์จึงเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อต่อต้านฝรั่งเศส[4] รัฐอื่นๆ เข้าร่วมในสงครามต่อต้านฝรั่งเศสและสเปนเพื่อจะหวังที่ได้ดินแดนเพิ่ม หรือเพื่อป้องกันการเสียดินแดนที่ครองอยู่ สงครามไม่จำกัดอยู่แต่ในยุโรปเท่านั้นแต่ในทวีปอเมริกาเหนือซึ่งรู้จักระหว่างชาวอาณานิคมอังกฤษในนามว่า “สงครามพระราชินีนาถแอนน์” และจากทหารคอร์แซรส์และโจรสลัดหลวง (privateers) ตามแนวสเปน (Spanish Main) — แนวฝั่งทะเลของสเปนในทวีปอเมริกาเหนือตั้งแต่บริเวณริมฝั่งรัฐฟลอริดาปัจจุบันเรื่อยลงไปทางเม็กซิโกลงไปจนถึงทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ สงครามครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตด้วยกันทั้งสิ้นประมาณ 400,000 คน[5]
สนธิสัญญา [แก้]
สงครามสงบลงด้วยการลงนามในสนธิสัญญาอูเทร็คท์เมื่อวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1713 และ การประชุมราสชตัทครั้งที่ 1 ค.ศ. 1714 (First Congress of Rastatt 1714) ผลจากสงครามคือพระเจ้าฟิลลิปที่ 5 ยังคงเป็นพระเจ้าแผ่นดินสเปนแต่ถูกยกเลิกสิทธิในการสืบราชบัลลังก์ฝรั่งเศสซึ่งเป็นการป้องการการรวมตัวระหว่างราชอาณาจักรสเปนและฝรั่งเศส ออสเตรียไดัรับดินแดนที่เคยเป็นของสเปนในอิตาลีและเนเธอร์แลนด์ทั้งหมด ความมีอิทธิพลเหนือกว่า (Hegemony) ประเทศใดๆ ในยุโรปของฝรั่งเศสต่อยุโรปก็สิ้นสุดลงและปรัชญาการสร้างความสมดุลทางอำนาจ (balance of power) กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งกล่าวถึงในสนธิสัญญาอูเทรชท์[6]
อ้างอิง [แก้]
- ↑
อังกฤษ (ค.ศ. 1701–176)
บริเตนใหญ่ (ค.ศ. 1707–1714) พระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 รวมราชบัลลังก์อังกฤษและสกอตแลนด์เป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ - ↑ Lynn, The Wars of Louis XIV: 1667–1714, p.271. จำนวนพันธมิตรในปี ค.ศ. 1702: จักรวรรดิ (90,000), ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ (60,000 + 42,000), และอังกฤษ (40,000). จำนวนนี้ไม่รวมจากกองกำลังจากนครรัฐรองต่างๆ ของเยอรมนีและกองกำลังทางเรือ
- ↑ Lynn, The Wars of Louis XIV: 1667–1714, p.271. กองกำลังของฝรั่งเศสตามเอกสาร; จำนวนจริงประมาณ 255,000. จำนวนนี้เพิ่มด้วยกำลังจากสเปนและเมื่อเริ่มสงครามจากบาวาเรียและซาวอยด้วย
- ↑ Also in the English case, to safeguard its own Protestant succession, opposing France as throughout the Second Hundred Years' War Tombs, That Sweet Enemy, p.24.
- ↑ Statistics of Wars, Oppressions and Atrocities of the Eighteenth Century, Matthew White
- ↑ Wolf, The Emergence of the Great Powers: 1685–1715. p.92
ดูเพิ่ม [แก้]
- ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส
- ประวัติศาสตร์ออสเตรีย
- ประวัติศาสตร์อังกฤษ
- จอห์น เชอร์ชิลล์ ดยุคแห่งมาร์ลเบรอที่ 1