จีนโพ้นทะเล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ชาวจีนโพ้นทะเล (อังกฤษ: Overseas Chinese ; จีน: 華僑 huáqiáo หัวเฉียว, 華胞 huábāo หัวเปา, 僑胞 qiáobāo เฉียวเปา, 華裔 huáyì หัวอี้) คือ กลุ่มคนเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ภายนอกประเทศจีน คำว่าประเทศจีนในที่นี้ หมายความได้ถึง จีนแผ่นดินใหญ่ รวมทั้งดินแดนภายใต้การปกครองของรัฐบาล สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้แก่ ฮ่องกง มาเก๊า และ ไต้หวัน (สาธารณรัฐประชาชนจีน ถือว่า ไต้หวัน เป็นเพียงมณฑลหนึ่งของตน และปัจจุบัน สหประชาชาติ มิได้รับรองฐานะไต้หวันให้เป็นสาธารณรัฐจีนแต่อย่างใด

การใช้คำ[แก้]

มีศัพท์เพียง 2 คำที่ได้บัญญัติความหมายใช้เรียกชาวจีนโพ้นทะเลอย่างเป็นทางการ ได้แก่ หัวเฉียว huáqiáo (华侨 / 華僑) หมายถึงชาวจีนโพ้นทะเลที่เกิดในประเทศจีน ในขณะที่ หัวอี้ huáyì (华裔 / 華裔) ใช้เรียกลูกหลานของบรรพบุรุษชาวจีนที่เกิดในประเทศต่าง ๆ อาจไม่สามารถใช้คำจำกัดความของชาวจีนโพ้นทะเลข้างต้นมาอธิบายได้ เนื่องจากชาวจีนใน 2 ประเภทนี้ มีวัฒนธรรมและสังคมที่ใกล้เคียงกันอย่างยิ่งกับประเทศจีน เพียงแค่ที่อยู่ทางภูมิศาสตร์ที่ห่างไกลเท่านั้น แต่มุมมองนี้ถูกทำให้น่าเชื่อถือน้อยลง จากผลสำรวจที่ว่าชาวจีนใน 2 ประเภทนี้ มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชาติที่ตนอยู่มากกว่าประเทศจีน

ประวัติ[แก้]

ชาวจีนมีประวัติการอพยพไปยังดินแดนต่าง ๆ มานานแล้ว ประวัติศาสตร์สมัยแรกของชาวจีนโพ้นทะเลปรากฏอยู่ในสมัยราชวงศ์หมิง นายพลเจิ้งเหอ นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ได้ส่งคนนับพันไปสำรวจทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งส่วนมากเป็นชาวกวางตุ้ง และฮกเกี้ยน ผู้คนที่ส่งออกไปสำรวจทะเลนั้น จำนวนมากที่อยู่ถาวร ณ ที่ต่างๆ และมิได้กลับมายังประเทศจีนอีกเลย

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคม ในขณะเดียวกัน ยุคการกระจายตัวของชาวจีนโพ้นทะเลจึงเริ่มขึ้น ในขณะนั้นเป็นสมัยของราชวงศ์ชิง อาณานิคมจำนวนมากขาดแคลนแรงงาน ในขณะที่จังหวัดฮกเกี้ยน และกวางตุ้ง มีแรงงานเกินความต้องการ รัฐบาลของรางวงศ์ชิงจึงถูกเจ้าอารานิคมทั้งหลายบีบบังคับให้นำประชากรจีนไปเป็นแรงงานในดินแดนอาณานิคมของตน ชาวฮกเกี้ยน และชาวกวางตุ้งจำนวนมาก เลือกที่จะไปทำงานในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องด้วยความสัมพันธ์ของชาวจีนและดินแดนนี้มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ส่วนประเทศในทวีปอเมริกาเหนือและออสเตรเลีย ต้องการแรงงานจำนวนมากในงานที่อันตราย เช่น งานในเหมืองแร่ และการสร้างทางรถไฟ เนื่องจากปัญหาความอดอยากในกวางตุ้ง ทำให้ชาวกวางตุ้งจำนวนมากออกไปเสี่ยงโชคในดินแดนเหล่านี้ และหวังที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวที่ยังอยู่ในประเทศจีนดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ ชาวจีนส่วนหนึ่งยังถูกขายไปยังทวีปอเมริกาใต้ในระหว่างสงครามระหว่างชาวแคะและชาวเปิ่นตี้ในมณฑลกวางตุ้ง และสงครามสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก

หลังจากที่ได้สร้างทางรถไฟเสร็จแล้ว ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากในประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ และถูกกีดกันไม่ให้เข้าประเทศ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ได้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐและพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้ชาวจีนบอบช้ำไปมาก ชาวจีนส่วนหนึ่งได้อพยพออกนอกประเทศก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จะขึ้นปกครองประเทศ โดยเฉพาะชาวจีนผู้มีการศึกษา พวกเขาไม่ยอมกลับสู่ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนอีกเลย ส่วนชาวจีนในฮ่องกงและนิวทอริทอรี่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักร เลือกที่จะไปใช้ชีวิตในอังกฤษ และ ฮอลแลนด์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ในยุค 1980 สหราชอาณาจักรให้คำสัญญาว่าจะส่งฮ่องกงคืนให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน สิ่งนี้ทำให้เกิดกระแสอพยพของชาวจีนเข้าสู่ อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา และดินแดนอื่นๆ นอกจากนี้ การสังหารหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินใน พ.ศ. 2532 ยังเพิ่มอัตราการอพยพอีกด้วย

จำนวนในปัจจุบัน[แก้]

ชาวจีนโพ้นทะเลส่วนมาก ประมาณ 34 ล้านคน อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ และยังเป็นประชากรที่มีสัดส่วนสูงใน ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ชาวจีนอพยพเข้ามาในดินแดนดังกล่าวในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึง คริสต์ศตวรรษที่ 19 และส่วนมาก มาจากมณฑล กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน และไหหลำ ตามลำดับ การอพยพครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการอพยพครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึง คริสต์ศตวรรษที่ 10 สู่ดินแดนมะละกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทิศทางการอพยพส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มักมุ่งไปที่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย

ความกลมกลืน[แก้]

โดยทั่วไป ชาวจีนโพ้นทะเลจะรวมตัวกันเป็นชุมชนตามเมืองต่างๆ เรียกว่า ชุมชนชาวจีน หรือ ไชน่าทาวน์ ความกลมกลืนของชาวจีนโพ้นทะเลกับชาวพื้นเมืองในดินแดนแต่ละดินแดนต่างกันไป

ชาวจีนในประเทศไทย[แก้]

  • ชาวไทยเชื้อสายจีนมักนึกเสมอว่าตนเป็นชาวไทยมาช้านาน มีการแต่งงานข้ามเชื้อชาติระหว่างไทยกับจีน และชาวจีนในประเทศไทยก็ใช้ชีวิตกลมกลืนกับชาวไทยจนเป็นเรื่องปรกติ และมีคนไทยเชื้อสายจีนส่วนใหญ่ที่เชื่อว่าตนเป็นคนไทยไม่ใช่คนจีน หรือไม่ทราบว่ามีเชื้อสายจีน ทำให้ไม่สามารถหาจำนวนประชาชนที่เป็นเชื้อสายจีนที่ชัดเจนได้ รวมถึงภาษาจีนในประเทศไทยไม่มีคนพูดแล้ว
  • ชาวจีนที่อพยพมาก่อนรัชกาลที่5(ย้อนไปถึงต้นรัตนโกสินทร์-อยุธยา)ในปัจจุบันมันจะเรียกตนเองว่าคนไทยและพูดภาษาจีนไม่ได้แล้ว ชาวจีนในยุคแรกๆที่โย้สำเภามามักจะมีแต่ผู้ชายเพื่อมาทำแรงงานและได้แต่งงานกับชาวพื้นเมือง เช่นจังหวัดนครสวรรค์ ในสมัยปลายอยุธยาและยุครัตนโกสินทร์มีชาวจีนโย้สำเภามาทำการค้าและแรงงาน ได้แต่งงานกับชาวพื้นเมือง มีลูกหลานพูดภาษาไทย และลูกหลานได้แต่งงานผสมกับคนไทยอีกหลายรุ่น จึงทำให้เชื้อสายจีนหายไป และไม่มีการสืบทอดวัฒนธรรมแต่อย่างใด
  • ชาวจีนที่อพยพมายุคหลังรัชกาลที่5-8 มักจะพูดภาษาจีนได้แค่รุ่นแรกๆเท่านั้นๆ เช่นในยุคปัจจุบันลูกหลานชาวจีนพูดภาษาไทยและไม่สามารถพูดภาษาจีนได้ แต่รุ่นปู่ย่า-ตายาย-ทวด จะพูดภาษาจีนได้ เช่นที่เยาวราช ชาวจีนรุ่นแรกสามารถพูดภาษาจีนได้ แต่รุ่นหลังๆไม่สามารถพูดภาษาจีนได้ ด้วยสภาพสังคมและวัฒนธรรมไทยที่อ้อมล้อม
  • ชาวจีนยุครัชกาลที่9 เรามักจะระบุชัดเจนเรื้องสัญชาติและเชื้อชาติ ชาวจีนที่แต่งงานกับชาวไทยและมีลูกเรามักจะเรียกว่าลูกครึ่ง และมีการระบุรองรับสัญชาติไทย-จีนตามกฎหมาย ชาวจีนที่ย้ายมาอยู่ในประเทศไทยมักจะถูกเรียกว่าชาวต่างชาติ
  • ในอดีตประเทศไทยมีการยกเลิกระบบโรงเรียนจีน จึงทำให้ลูกหลานชาวจีนจำนวนมากอ่าน-เขียน-พูด ภาษาจีนไม่ได้
  • ในอดีตสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ มีเส้นทางการค้าในภาคใต้ของไทย ทั้งในอาณาจักรนครศรีธรรมราช ลังกาสุกะ(ปัตตานี) มีชาวจีนจำนวนมากเดินทางมาแลกเปลี่ยนค้าขายและได้ตั้งหลักแหล่งผสมกับชาวพื้นเมือง แต่ในปัจจุบันถูกชาวพื้นเมืองกลืนไปหมดแล้ว
  • ในสมัยรัชกาลที่5 มีการสร้างทางรถไฟสายเหนือ แรงงานชาวจีนจำนวนมากได้สร้างทางรถไฟ และเมื่อสร้างเสร็จชาวจีนที่พอใจในหลักแหล่งมักจะตั้งถิ่นฐานที่นั่น เช่น จังหวัดนนทบุรี, จังหวัดนครสวรรค์, จังหวัดลำปาง, จังหวัดเชียงใหม่ แรงงานจำนวนมากเป็นผู้ชาย และได้แต่งงานกับชาวพื้นเมือง ในปัจจุบันถูกชาวพื้นเมืองกลืนไปหมดแล้ว มีจำนวนน้อยเท่านั้นที่ชักจูงญาติมาอยู่อาศัยด้วยกันและสืบทอดเชื้อสายจีน

ชาวจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[แก้]

  • ในพม่า การแต่งงานข้ามเชื้อชาติยังมีน้อยมาก มีการนำวัฒนธรรมพม่ามาใช้บ้าง แต่ยังคงเห็นความแตกต่างระหว่าง 2วัฒนธรรมอย่างชัดเจน ชาวจีนในพม่าส่วนมากพูดภาษาจีนได้ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถพูดภาษาพม่าได้
  • ประเทศไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่า ไม่ให้ตั้งชื่อแบบจีน คือ ใช้แซ่ นำหน้าชื่อ และยังไม่เป็นที่นิยมที่จะใช้ชื่อเป็นภาษาจีน ดังนั้นจึงไม่สามารถหาจำนวนชาวจีนที่แน่นอนในประเทศเหล่านี้ได้
  • สิงคโปร์ ในทางตรงกันข้าม ชาวจีนโพ้นทะเลมีจำนวนมากและเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังคงดำรงวัฒนธรรมเอกลักษณ์ในชุมชนของตน แต่ก็สามารถเข้ากันได้ดีกับชาวพื้นเมือง อาจเป็นเพราะว่าสังคมของประเทศนี้ยอมรับวัฒนธรรมหลายหลาย (multi-cultural society)
  • ในบางประเทศวัฒนธรรมจีนมีอิทธิพลอย่างสูงกับวัฒนธรรมเดิม เช่น ในประเทศเวียดนาม เดิมเวียดนามรับวัฒนธรรมจีนเข้ามาบ้างแล้วในอดีต เช่น การไหว้บรรพบุรุษ และชอบลูกชายมากกว่าลูกสาว ในสภาพสังคมปัจจุบันชาวเวียดนามนิยมทำแท้งเมื่อรู้ว่าลูกในท้องไม่ใช่ลูกชาย จำทำให้ประเทศเวียดนามมีปัญหาด้านประชากรไม่สมดุล มีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ฯลฯ จึงทำให้ชาวจีนและชาวเวียดนามอาศัยกันอยู่แบบกลมกลืน
  • มาเลเซีย ชาวจีนในมาเลเซียมีการแยกกันอยู่กับชนพื้นเมือง มีเพียงจำนวนน้อยที่กลมกลืนกับชนพื้นเมืองเดิม เช่นในเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์มีชาวจีน,อินเดีย,มาเลเซียอาศัยอยู่ร่มวกันได้ ชาวจีนจำนวนมากในมาเลเซียสามารถพูดภาษาจีนได้ รักษารากวัฒนธรรมไว้เหนียวแน่น มีประเพณีที่ครบถ้วน รวมถึงสถาปัตกรรมสไตล์จีนในมาเซียจำนวนมาก และไม่ได้แต่งงานกับชนพื้นเมืองใดๆ ชาวจีนในมาเลเซียจำนวนมากไม่สามารถพูดภาษามาเลเซียได้ สาเหตุเป้นเพราะชาวมาเลเซียนับถือศาสนาอิสลาม ส่วนชาวจีนนับถือพุทธหรือลักธิเต๋า จึงไม่สามารถทำให้อาศัยอยู่ด้วยกันได้ ในยุคปัจจุบันนิยมใช้ภาษาอังกฤษและมาเลเซียเป็นภาษาราชการแทน ในประเทศมาเลเซียนิยมให้ภูมิบุตรเดิมเป็นชนชั้น1 และชาวจีน,อินเดียมักจะมีปัญหาเรื่องการทำงาน หลายครั้งที่มีการประท้วงเรื่องภูมิบุตรในมาเลเซีย

ความสัมพันธ์กับประเทศจีน[แก้]

ทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวัน มีความสัมพันธ์อย่างซับซ้อนกับชาวจีนโพ้นทะเลในดินแดนต่างๆ ทั้ง 2 ประเทศดำรงความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลกับชาวจีนโพ้นทะเล และรัฐบาลท้องถิ่นในสาธารณรัฐประชาชนจีน ยังมีหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อติดต่อกับชาวจีนโพ้นทะเลโดยเฉพาะด้วย และทั้ง 2 ประเทศยังรักษาตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้สำหรับชาวจีนโพ้นทะเลด้วย

ระหว่างยุค 1950 และ 1960 สาธารณรัฐจีน พยายามที่จะหาแรงสนับสนุนจากชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลผ่านสาขาของพรรคก๊กมินตั๋ง ที่ตั้งขึ้นจากการที่ ซุน ยัตเซ็น เคยไปลี้ภัยและเคยได้เรี่ยรายเงินเพื่อมาทำการปฏิวัติ ในขณะเดียวกัน สาธารณรัฐประชาชนจีน ก็พยายามจะแสวงหาชาวจีนโพ้นทะเลที่ต้องสงสัยว่าจะเข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อเผยแพร่ลัทธิทุนนิยม และยังสร้างความสัมพันธ์กับประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นมากว่าที่จะขอความสนับสนุนจากชาวจีนโพ้นทะเล

หลังจาก เติ้งเสี่ยวผิง ขึ้นมาอำนาจ นโยบายต่อชาวจีนโพ้นทะเลก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากที่เคยเห็นเป็นผู้ที่ไม่น่าไว้วางใจ กลายเป็นแนวร่วมพัฒนาชาติเพราะว่าเป็นผู้มีความสามารถและเงินทุน ในยุค 1980 รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ขอความสนับสนุนที่มากขึ้น โดยได้คืนทรัพย์สินที่เคยยึดไปในช่วงการปฏิวัติ พ.ศ. 2492 นโยบายล่าสุดของ สาธารณรัฐประชาชนจีน คือการสนับสนุนให้ชาวจีนที่อพยพไปประเทศตะวันตก ได้มีการศึกษาที่ดี

บางครั้ง ชาวจีนโพ้นทะเลก็มีบทบาทสำคัญกับการเมืองในประเทศจีน เช่น การปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ชิง หรือการปฏิวัติซินไฮ่ ใน พ.ศ. 2454 แกนนำสำคัญเป็นชาวจีนโพ้นทะเล ชาวจีนโพ้นทะเลบางส่วนต้องอพยพมาเพื่อเหตุผลทางการเมือง ชาวจีนโพ้นทะเลยังเป็นผู้ลงทุนจำนวนมหาศาลในจีนแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ชาวจีนโพ้นทะเลเป็นผู้กุมเศรษฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน ไว้อยู่

สถิติ[แก้]

ทวีป/ประเทศ จำนวนประชากร % ของประชากรทั้งประเทศ % ของประชากรชาวจีนโพ้นทะเล
ทวีปเอเชีย 28,800,000 (1998) 0.7% 81%
กัมพูชา 150,000 (2003) 1.2% 0.4%
อินโดนีเซีย 7.3 ล้าน (2003) 3.1% 20.7%
ญี่ปุ่น 175,000 (2003) 0.1% 0.5%
เกาหลีเหนือ 50,000 (2003) 0.2% 0.1%
เกาหลีใต้ 100,000 (2003) 0.2% 0.3%
ลาว 50,000 (2003) 1% 0.1%
มาเลเซีย 7 ล้าน (2004) 25% 19.9%
พม่า 1.3 ล้าน (2003) 3% 3.7%
ฟิลิปปินส์ 1.5 ล้าน 2% 4.3%
สิงคโปร์ 3.4 ล้าน (2004) 76.8% 9.7%
ประเทศไทย 7.3 ล้าน (2003) 12% 20.7%
เวียดนาม 2.3 ล้าน (2003) 3% 6.5%
ทวีปอเมริกา 5,020,000 (1998) 0.6% 14.5%
บราซิล 100,000 (2002) 0.05% 0.3%
แคนาดา 1.2 ล้าน (2004) 3.69% 3.4%
ปานามา 150,000 5% 0.4%
สหรัฐอเมริกา 2.4 ล้าน (2000) 0.8% 6.8%
ทวีปยุโรป 945,000 (1998) 0.1% 2.6%
รัสเซีย 680,000 0.5% 1.9%
ฝรั่งเศส 300,000 0.5% 0.9%
สหราชอาณาจักร 247,403 (2001) 0.4% 0.7%
เนเธอร์แลนด์ 100,000 1.4% 0.3%
ไอร์แลนด์ 60,000 (2004) (จำนวนอย่างไม่เป็นทางการ 100,000+) 1.5%; 0.2%;
โอเชียเนีย 564,000 (1998) 1.7% 1.5%
ออสเตรเลีย 454,000 (2003) 2.5% 1.3%
นิวซีแลนด์ 115,000 (2003) 2.8% 0.3%
ทวีปแอฟริกา 126,000 (1998) 0.02% 0.4%
แอฟริกาใต้ 100,000 (2003) 0.2% 0.3%
รวม 35,175,000 0.6% 100%

หมายเหตุ: จำนวนและร้อยละเป็นเพียงการประมาณ ณ ปีที่สำรวจเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลปัจจุบัน

  • ในประเทศไทยนับแบบผสม ทั้งชาวจีนแท้ๆ และชาวจีนที่ผสมกับชนพื้นเมือง(ถึงแม้ชาวจีนนั้นจะมีเชื้อสายไทยด้วย)
  • ชาวจีนในทวีฟอเมริกาเหนือและใต้ มักจะเป็นชาวจีนสายเลือดแท้โดยไม่มีการแต่งงานกับชนพื้นเมือง

ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย[แก้]

ดูเพิ่มที่บทความหลัก ชาวไทยเชื้อสายจีน

ในปัจจุบัน ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย มีสัดส่วนเป็นจำนวนมากถึง 12% (พ.ศ. 2546) ของประชากรทั้งประเทศ ส่วนมากอาศัยอยู่ในเมือง ประกอบอาชีพค้าขาย นอกจากนี้ยังแทรกซึมอยู่ในทุกวงการ อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ดารา นักการเมือง รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ก็ยังมีเชื้อสายจีนด้วย

เหตุที่ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย สามารถผสมกลมกลืนกับชาวไทยได้ดียิ่ง ก็เพราะการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ แม้ในสมัยก่อนจะมีในอัตราน้อย เพราะชาวไทยและชาวจีนบางกลุ่มยังถือเรื่องการแบ่งแยกเชื้อชาติ แต่ปัจจุบัน แทบจะไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติให้เห็น คนไทยรับเอาวัฒนธรรมจีนไปปฏิบัติในหลายเรื่อง และชาวจีนก็เช่นกัน

ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย เรียกตนเองว่า "ชาวไทยเชื้อสายจีน" ด้วยสำนึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของชาวไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย แต่ก็ยังคงรำลึกถึงบรรพบุรุษและยังรักษาประเพณีของตน