โพแทสเซียมไซยาไนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โพแทสเซียมไซยาไนด์
Potassium-cyanide-phase-I-unit-cell-3D-SF.png
ชื่อตาม IUPAC โพแทสเซียมไซยาไนด์
เลขทะเบียน
เลขทะเบียน CAS [151-50-8][CAS]
PubChem 9032
EC number 205-792-3
UN number 1680
RTECS number TS8750000
SMILES
InChI
ChemSpider ID 8681
คุณสมบัติ
สูตรเคมี KCN
มวลต่อหนึ่งโมล 65.12 g/mol
ลักษณะทางกายภาพ ของแข็งผลึกสีขาว
กลิ่น จาง ๆ คล้ายอัลมอนด์
ความหนาแน่น 1.52 g/cm3
จุดหลอมเหลว

634.5 °C, 908 K, 1174 °F

จุดเดือด

1625 °C, 1898 K, 2957 °F

ความสามารถละลายได้ ใน น้ำ 71.6 g/100 ml (25 °C)
100 g/100 mL (100 °C)
ความสามารถละลายได้ ใน เมทานอล 4.91 g/100 mL (20 °C)
ความสามารถละลายได้ ใน กลีเซอรอล ละลายได้
ความสามารถละลายได้ ใน ฟอร์มาไมด์ 14.6 g/100 mL
ความสามารถละลายได้ ใน เอทานอล 0.57 g/100mL
ความสามารถละลายได้ ใน ไฮดรอกซีลามีน 41 g/100 mL
pKa 11.0
ดัชนีหักเหแสง (nD) 1.410
อุณหเคมี
Std enthalpy of
formation
ΔfHo298
−131.5 kJ/mol
Standard molar
entropy
So298
127.8 J K−1 mol−1
ความอันตราย
GHS pictograms GHS-pictogram-acid.svgGHS-pictogram-skull.svgGHS-pictogram-silhouette.svgGHS-pictogram-pollu.svg
การจำแนกของ EU a very toxic substance such as snake venom there is a dose below which there is no detectable toxic effect. T+ Dangerous for the Environment (Nature) N
NFPA 704
NFPA 704.svg
0
4
0
 
R-phrases R26/27/28, R32, R50/53
S-phrases (S1/2), S7, S28, S29, S45, S60, S61
จุดวาบไฟ ไม่ติดไฟ
U.S. Permissible
exposure limit (PEL)
TWA 5 mg/m3[2]
LD50 5 mg/kg (ทางปาก, กระต่าย)
10 mg/kg (ทางปาก, หนู)
5 mg/kg (ทางปาก, หนู)
8.5 mg/kg (ทางปาก, หนู)[1]
สารอื่นที่เกี่ยวข้อง
แอนไอออนที่เกี่ยวข้อง โพแทสเซียมไซยาเนต
โพแทสเซียมไทโอไซยาเนต
แคทไอออนที่เกี่ยวข้อง โซเดียมไซยาไนด์
 X mark.svg 14 (verify) (what is: Yes check.svg 10/X mark.svg 10?)
หากมิได้ระบุเป็นอื่น ข้อมูลข้างต้นนี้คือข้อมูลสาร ณ ภาวะมาตรฐานที่ 25 °C, 100 kPa
แหล่งอ้างอิงของกล่องข้อมูล

โพแทสเซียมไซยาไนด์ (อังกฤษ: potassium cyanide) มีสูตรเคมีคือ KCN มีลักษณะเป็นของแข็งผลึกสีขาว ละลายน้ำได้ดีมาก มักใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทอง การสังเคราะห์ทางอินทรีย์และการชุบโลหะด้วยไฟฟ้า โพแทสเซียมไซยาไนด์มีความเป็นพิษสูงมาก มีกลิ่นจาง ๆ คล้ายอัลมอนด์ แต่การได้กลิ่นนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะทางพันธุกรรม[4] และมีบันทึกจากผู้ที่ฆ่าตัวตายด้วยสารนี้ว่ามีรสฉุนแสบลิ้น[5]

การผลิต[แก้]

ก่อนปี ค.ศ. 1900 โพแทสเซียมไซยาไนด์ได้จากการสลายโพแทสเซียมเฟอร์โรไซยาไนด์ ดังสมการ:[6]

K4[Fe(CN)6] → 4 KCN + FeC2 + N2

ต่อมาได้จากการผสมไฮโดรเจนไซยาไนด์กับสารละลายในน้ำ 50% ของโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ แล้วทำให้ระเหยในสุญญากาศ:[7]

HCN + KOH → KCN H2O

ประมาณการว่ามีการผลิตโพแทสเซียมไซยาไนด์ 50,000 ตันต่อปี[8]

ความเป็นพิษ[แก้]

ดูบทความหลักที่: พิษไซยาไนด์

โพแทสเซียมไซยาไนด์เป็นสารยับยั้งการหายใจระดับเซลล์และยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดทีฟฟอสโฟรีเลชัน ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างพลังงานและเกิดภาวะเลือดเป็นกรดแล็กติก ผิวหนังเกิดผื่นแดงเนื่องจากเนื้อเยื่อไม่สามารถใช้ออกซิเจนจากเลือดได้ ต่อมาผู้ป่วยจะหมดสติและอาจมีภาวะชัก และจะเสียชีวิตจากภาวะพร่องออกซิเจน

ขนาดของโพแทสเซียมไซยาไนด์ที่ทำให้เสียชีวิตอยู่ที่ 200–300 มิลลิกรัม[9] ช่วงเวลาของการออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับความเป็นกรดในกระเพาะอาหารที่จะเปลี่ยนโพแทสเซียมไซยาไนด์เป็นไฮโดรเจนไซยาไนด์

โพแทสเซียมไซยาไนด์ใช้ในการกระทำอัตวินิบาตกรรมของบุคคลในประวัติศาสตร์หลายคน เช่น แอร์วิน รอมเมิล, เอฟา เบราน์, โยเซฟ เกิบเบลส์, ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์, แฮร์มันน์ เกอริงและแอลัน ทัวริง

โพแทสเซียมไซยาไนด์สามารถขจัดความเป็นพิษได้ด้วยไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์หรือสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์ ดังสมการ:[8]

KCN + H2O2 → KOCN + H2O

อ้างอิง[แก้]

  1. Cyanides (as CN) - CDC
  2. Potassium cyanide (as CN) - CDC
  3. http://cameochemicals.noaa.gov/chemical/5150
  4. Online 'Mendelian Inheritance in Man' (OMIM) 304300
  5. "The only taste: Cyanide is acrid". hindustantimes.com. Hindustan Times. 
  6. Von Wagner, Rudolf (1897). Manual of chemical technology. New York: D. Appleton & Co. p. 474 & 477. 
  7. Pradyot Patnaik. Handbook of Inorganic Chemicals. McGraw-Hill, 2002, ISBN 0-07-049439-8
  8. 8.0 8.1 Andreas Rubo, Raf Kellens, Jay Reddy, Joshua Wooten, Wolfgang Hasenpusch "Alkali Metal Cyanides" in Ullmann's Encyclopedia of Industrial Chemistry 2006 Wiley-VCH, Weinheim, Germany. doi:10.1002/14356007.i01_i01
  9. John Harris Trestrail III. Criminal Poisoning - Investigational Guide for Law Enforcement, Toxicologists, Forensic Scientists, and Attorneys (2nd edition). pg 119

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]